ฆาตกรนักล่าพรหมจรรย์ สัตว์ร้ายป่าโกงกาง



หลายคนเมื่อได้รู้ประวัติอาชญากรต่างๆ แล้วจะรู้สึกเกลียดชังคนพวกนี้ ก็คงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด หากแต่ว่า สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังชีวิตของฆาตกร เหล่านั้นต่างหาก ที่น่ากลัว ส่วนมาก มาจากการถูกเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม ถึงแม้ว่าคนเลี้ยงดูพวกเขา จะไม่ใช่ฆาตกรเอง แต่ทว่า พวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากฆาตกร เพราะเท่ากับเป็นผู้ให้กำเนิดหรือปลูกสร้างปีศาจมาเป็นฆาตกรนั่นเอง


แดเนียล คาร์มาโก้ อาชญากรชื่อดังระดับโลก ที่เกิดจากการเลี้ยงดูและเติบโต มาท่ามกลางความรุนแรงในครอบครัว เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ในปี 1984. ช่วงธันวาคม ไปจนถึงกุมภาพันธ์ 1986. ที่ประเทศเอกัววาดอร์ มีข่าวการพบศพเด็กหญิงและหญิงสาวจำนวนมาก ถูกร่ำลืออย่างหนาหู และข่าวแพร่สะพัดออกไปจนเป็นที่ตระหนกต่อผู้คนทั่วประเทศ และคาดว่าหญิงสาวเหล่านี้น่าจะถูกล่อลวงมาข่มขืน ก่อนที่จะถูกสังหารอย่างเลือดเย็น โดยศพที่พบนั้นถูกพบห่างไกลจากสายตาผู้คน ในป่ารกร้าง หลายศพเปลือยเปล่า หลายศพถูกทำร้ายด้วยของมีคม บางศพมีสภาพเลวร้ายมาก และมีหลายศพถูกแบ่งชิ้นส่วนออกจากกันเป็นช้ันๆ เป็นที่น่าสังเกตุว่า ทุกศพเป็นผู้หญิง อยู่ในวัยต่างๆ กัน ตั้งแต่เด็กหญิงไปจนถึงหญิงสาว และทุกศพล้วนเป็น "สาวพรหมจรรย์ "


สำหรับในประเทศเอกัววาดอร์นี้ เป็นประเทศที่มีแก๊งส์อันธพาลและกลุ่มคนผิดกฏหมายมากมาย ทำให้ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าฆาตกราี่แท้จริงจะเป็นชายร่างเล็ก ผอม ท่าทางอ่อนแอ ขี้โรค. ยากจะเชื่อได้ว่าชายคนนี้จะฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมมาแล้วกว่า 70 ศพ นั่นคือจำนวนศพของเหยื่อที่เชื่อกันว่าน่าจะมีมากถึง 150 ศพ อย่างแน่นอน ในพท. ที่ลงมือสังหารเหยื่ออยู่ในเขตโนโบว์ เป็นพท. นอกเขตย่านชุมชนและเป็นป่าโกงกาง นี่เองจึงเป็นเหตุให้มีการเรียกฆาตกรรายนี้ว่า "สัตว์ร้ายแห่งป่าโกงกาง"


แดเนียล คาร์มาโก้ หรือแดเนียล คาร์มาโก บาโบว์ซ่า เกิดวันที่ 22 มกราคม ปี 1930. ซึ่งสถานที่เกิดไม่มีข้อมูลระบุแน่ชัด แต่คาดกันว่าจะอยู่บริเวณแอนดิสต์ ประเทศโคลัมเบียร์ ช่วงวัยเด็กของแดเนียล เขาต้องเริ่มต้นชีวิตอันแสนเจ็บปวดเลวร้าย หลังจากที่แม่เสียชีวิตไป ตอนเขามีอายุแค่ 1 ปีเท่านั้น พ่อของแดเนียลปัญหาพื้นฐานทางจิตจากความรู้สึกที่ว่า ตนเองอยากจะมีลูกสาวอย่างรุนแรง หลังจากนั้นพ่อของแดเนียลแต่งงานใหม่ แต่ภรรยาใหม่มีบุตรยาก เมื่อภรรยาใหม่ไม่สามารถมีบุตรสาวให้ตามต้องการ เพื่อตอบสนองอาการคลั่งไค้ลบุตรสาว พ่อของแดเนียลจึงจับแดเนียลแต่งกายเป็นเด็กผู้หญิง จนถึงการไปโรงเรียนแดเนีลก็ต้องแต่งกายเป็นเด็กผู้หญิงไปโรงเรียน แดเนียลต้องรับสภาพจากการถูกเหยียดหยาม ถูกล้อเลียนโดนเพื่อนๆ เยาะเย้นถากถางในโรงเรียน และกลายเป็นเด็กที่มักถูกถากถางใน. รร. แต่ก็ไม่สามารถขัดขืนคำสั่งจากผู้เป็นพ่อได้ เพราะเมื่อขัดขืนเมื่อใด แดเนียลจะถูกลงโทษด้วยความรุนแรง โดนเหล็กแหลมทิ่มแทง จนเจ็บปวดแสนสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจ


การถูกเลี้ยงดูโดยพ่อที่มีความรุนแรงและเผด็จการ. ทำให้แดเนียลมักจะถูกทำร้านร่างกายอย่างทารุณ จนราวกับว่าความเจ็บปวดเหล่านั้น ไม่มีวันสิ้นสุดสำหรับแดเนียล และบางครั้งลุงของเขามาพบเข้า ก็จะห้ามปรามมิให้พ่อทำร้ายเขาอย่างป่าเถื่อน ตั้งแต่วัยเด็กแดเนียลนับว่าเป็นเด็กมีสติปัญญาดี มีความเฉลียวฉลาดและเป็นเด็กมีผลการเรียนดี มีความฉลาดมากกว่าเด็กคนอื่นๆ แดเนียลคาดหวังไว้ว่าในอนาคตเขาจะได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่สุดท้ายแล้วความหวังของเขาก็ถูกทำลายอย่างหมดสิ้น เมื่อพ่อของเขาสั่งให้ออกจาก. รร. เพื่อมาทำงานหารายได้ช่วยครอบครัว นั่นยิ่งทำให้ความเกลียดชังพ่อของเขา ถูกสะสมมากยิ่งขึ้นไปอีก แดเนียลนั้นตนเองรู้สึกว่าเติบโตมาอย่างคนขาดความรักจากแม่ เขาจึงต้องการความรักจากหญิงสาวมาทดแทน ในขณะเดียวกันเขาก็เกลียดชังแม่เลี้ยงที่เห็นดี เห็นงามส่งเสริม ให้พ่อเขาลงโทษเขาอย่างทารุณ หรือบังคับให้เขาต้องแต่งกายเป็นผู้หญิง ความรู้สึกที่เขาจงเกลียดจงชังแม่เลี้ยงนั้นผสมปนเปกับความต้องการความรักจากผู้หญิง จนไม่สามารถแยกความขัดแย้งเหล่านี้ออกจากกันได้


ในปั 1960. แดเนียลเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในวัย 30 ปี และเขาพบรักกับผู้หญิงคนสำคัญคือ แอลซิล่า ซึ่งเธอได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาลนับแต่บัดนั้น แดเนียลหลงรักแอลซิล่าอย่างหัวปักหัวปำ ซึ่งเธอเป็นเหตุให้เขาแยกตัวออกมาจากครอบครัว เพื่อแต่งงานและเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเธอโดยเขาวาดฝันไว้ว่า แอลซิล่านี่แหละคือ ผู้ที่จะมาชำระล้างความทุกข์ระทมในจิตใจ ที่เขาต้องเผชิญมาแต่เมื่อครั้งวัยเยาว์ แต่อีก 6 ปีต่อมาแดเนียลก็จับได้ว่าแอลซิล่าภรรยาสุดที่รัก กำลังระเริงร่วมรักกับชายชู้บนเตียงนอน ของเขา นับแต่นั้นเป็นต้นมา แดเนียลมีจเตใจเต็มไปด้วยความหดหู่ ซึมเศร้าู เคียดแค้น ชิงชังผู้หญิงฝังแน่นอยู่ในจิตใจ นี่จึงเป็นเหตุให้เขาเริ่มมองหาวิธีการแก้แค้นผู้หญิง ปีศาจร้ายครอบงำภายใต้จิตใจของเขา แดเนียลเริ่มก่อคดีข่มขืนหญิงสาว และมีคดีฆาตกรรมอีกหลายคดีตามมาในเวลาต่อมา


หลังจากเลิกรากับอดีตภรรยา แอลซิล่า แล้วแดเนียลก็คบหากับผู้หญิงคนใหม่ ซึ่งเธอก็ไม่ใช่คนดีอะไรนัก เพราะเธอเป็นคนที่คอยส่งเสริมล่อลวงเหยื่อเด็กสาวบริสุทธิ์ มาให้แดเนียลทำการข่มขืนที่อพาทเม้นต์ ด้วยการมอมยากับใช้ยาสลบโดยเหยื่อส่วนมาก ก็เป็นเด็กสาวอายุน้อยๆ ง่ายต่อการล่อลวงได้ง่ายๆ แดเนียลกับแฟนใหม่ ร่วมมือกันก่อคดี ข่มขืนกระทำชำเราเด็กสาวต่อเนื่องกันถึง 5 ราย จนต่อมาทั้งคู่ก็ถูกตำรวจตามจับกุมแต่ต้องแยกย้ายกันไปติดคุกในปี 1964 ในเบื้องต้นแดเนียล คาร์มาโก้ ได้ถูกตัดสินให้ถูกจองจำในคุกเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งนั้นเพราะต้องการทำให้เขาคิดได้ว่า เมื่อเขาออกไปแล้วก็จะกลับตัวกลับใจใหม่ ไม่ไปข่มขืนใครอีก แต่คำตัดสินที่เขาได้รับในภายหลัง ศาลสั่งจำคุกแดเนียล เพิ่มขึ้นอีกถึง 8 ปี ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกเคียดแค้นชิงชังผู้คน และกระบวนการยุติธรรม จนถึงกับสาบานว่าหากเขาพ้นจากกรงขังมนุษย์ (คุก) แห่งนี้ไปได้ เขาจะก่อคดีให้มากขึ้น ให้รุนแรงขึ้น และที่สำคัญเขาจะไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาดปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิตมาเอาผิดเขาได้อีกต่อไปแม้แต่คนเดียว

หลังพ้นโทษแดเนียลได้ถูกจับกุมอีกครั้งที่ประเทศบราซิล แต่เพราะทางการบราซิลติดขัดเรื่องเอกสารทางด้านอาชญากรรม ทำให้เขาเพียงถูกลงโทษด้วยการเนรเทศกลับไปยังประเทศโคลัมเบียเท่านั้น การกลับมาที่ประเทศโคลัมเบียครั้งนี้ เขาได้ใช้ชื่อปลอม และได้เข้าไปทำงานเป็นเซลส์ขายโทรทัศน์ และนี่ทำให้เขาได้พบกับเด็กหญิง 9 ขวบเข้าโดยบังเอิญ โดยเขาเดินผ่านหน้าโรงเรียนของเธอ เขาบอกกับตัวเองทันทีว่าเขาได้ตกหลุมรักเด็กหญิงผู้นี้เสียแล้วอย่างจัง และเด็กหญิงหน้าตาน่ารักน่าชังคนนี้ จะต้องเป็นเหยื่อคนแรกของเขาหลังจากที่ได้พ้นโทษออกมาแล้ว แดเนียลทำตามคำสาบานที่ได้ให้ไว้กับตัวเองในคุก เขาลงมือข่มขืนเด็กหญิงวัย 9 ขวบอย่างโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ น้ำตาแห่งความเจ็บปวดหวาดกลัวของเด็กน้อย ไม่ได้ทำให้ใจของแดเนียลอ่อนลงแม้แต่นิดเดียว ในท้ายที่สุด เขาก็บีบคอเด็กน้อยจนเสียชีวิตคามือ เพื่อไม่ให้มีพยานหรือผู้เสียหายหลงเหลือบนโลกนี้อีกต่อไปตามที่ได้ตั้งใจไว้

แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เพราะแม้ว่าเหยื่อจะเสียชีวิตก็ยังมีหลักฐานอื่นๆ อีกมากมายที่หลงเหลือพอจะทำให้ตำรวจตามจับแดเนียลได้ในเวลาไม่นานนัก ในการพิจารณาคดีครั้งนี้แดเนียลได้ถูกตัดสินลงโทษให้จำคุก ตลอดชีวิต และจากการก่อเหตุสะเทือนขวัญร้ายแรง ทำให้เขาต้องถูกส่งตัวไปจำคุกที่เรือนจำพิเศษ ณ. เกาะกอร์กอน ในมหาสมุทรแปซิกฟิกออฟโคลัมเบัย เกาะกอร์กอนเป็นเกาะภูเขาไฟอยู่กลางทะเล ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งถึง 28 กม. โดยจุดเด่นของเกาะแห่งนี้คือ ทะเลรอบๆเกาะมีน้ำเชี่ยวกราดรุนแรงและเป็นอันตรายมาก และเต็มไปด้วยฉลามฝูงใหญ่เวียนว่ายอยู่รอบเกาะ จึงทำให้เรือนจำบนเกาะแห่งนี้ยอมรับว่าเป็นเรื่อนจำบนเกาะที่มีรั้วปราการธรรมชาติที่อันตรายเกินว่าที่นักโทษจะกล้าหลบหนีออกไปได้ ซึ่งเหมาะสมแล้วกับแดเนียลใจโหด นักโทษอันตรายคนนี้

แม้ว่าคุกกอร์กอน จะรายล้อมไปด้วยอันตรายรอบเกาะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้แดเนียลตัดความคิดที่จะหลบหนีไปได้ ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งชีวิตที่เหลือไว้บนเกาะแห่งนี้ นั่นจึงทำให้เขาคิดวางแผนการณ์ และหาจุดอ่อนของเรือนจำแห่งนี้ จนในที่สุดแดเนียลก็พบว่า เรือนจำแห่งนี้ดูเหมือนจะมีการควบคุมรัดกุมแน่นหนา หากแต่ว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าหน้าที่ และผู้คุมต่างก็เชื่อมั่นมากเกินไปว่า ไม่มีนักโทษคนใดในโลกนี้จะหลบหนีออกไปจากเกาะแห่งนี้ได้ และจะมีชีวิตเหลือรอดกลับไปอย่างแน่นอน แต่แดเนียลกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาเฝ้ามองจังหวะเวลาในการทำงานและจับตาดูพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เรือนจำ รวมไปถึงคอยสอดส่องเก็บข้อมูลภูมิประเทศโดยรอบ

จนแดเนียลพบเจอช่องโหว่ของเรือนจำแห่งนี้ คือ ความประมาทของเจ้าหน้าที่เรือนจำนั่นเอง แดเนียลเตรียมแผนการณ์ทั้งหมดเอาไว้ สำหรับการหลบหนี และเฝ้าอดทนรอจังหวะเวลาจากโอกาสอันน้อยนิดจนเวลานั้นมาถึง ช่วงยามบ่ายของวันที่ 23 พ.ย. ปี 1984 โอกาสที่เฝ้ารออย่างเนิ่นนานก็มาถึง เพียงแค่ชั่วพริบตาที่เจ้าหน้าที่และผู้คุมกำลังประมาทเลินเล่อ แดเนียลใช้เวลานั้นหลบสายตาจากผู้คุมหนีออกมาจากเรือนจำได้อย่างง่ายดาย แล้วเขาก็มุ่งหน้าไปยังชายฝั่ง และใช้เรือเล็กสภาพเก่าๆ ที่ถูกผูกทิ้งร้างเอาไว้ฝ่ากระแสคลื่นออกไปในทะเล เขาคิดแต่ภาพที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ได้สนใจเลยว่าภายในเรือไม่มีทั้งน้ำและอาหารการยังชีพ ที่จะใช้ชีวิตในทะเลแต่แดเนียลก็ไม่ได้สนใจ เพราะเขาคิดว่าเขาไปเผิชญธรรมชาติสุดโหดกับฝูงฉลามมันยังดีกว่าที่เขาจะทนติดคุกไปจนวันตาย ในขณะทางเรือนจำกอร์กอน เมื่อเจ้าหน้าที่รู้ตัวแล้วว่ามีนักโทษหลบหนี ผู้คุมและเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้สนใจจะติดตาม เพราะไม่คิดว่าใครจะมีชีวิตรอดไปได้กับสภาพแวดล้อมแบบนี้ ในเกาะและเรือนจำจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว โดยเฉพาะการนำเรื่อเก่าๆสภาพซอมซ่อฝ่าฝูงฉลามอันดุร้าย ก็ไม่ต่างกับการโดดลงทะเลดังนั้นทางเรือนจำจึงเชื่อว่า แดเนียล คาร์มาโก้ ได้เสียชีวิตแล้วแน่นอน

ไม่ผิดไปจากการคาดการณ์ของแดเนียลแม้แต่น้อย เพราะเจ้าหน้าที่เรือนจำประมาทมากเกินไป ทำให้อีก 3 วันต่อมา เขาก็สามารถพายเรือบุโรทั่งมาถึงชายฝั่งได้สำเร็จ โดยไร้เงาเจ้าหน้าที่ออกไล่ล่าติดตามมาเลย หลังขึ้นฝั่งแดเนียลใช้วิธีเดินเท้าและโบกรถที่ผ่านไปมา และเดินทางไปเรื่อยๆ แบบค่ำไหนนอนนั่นอย่างไม่มีจุดหมาย จนพ้นเขตแดนของบราซิล ข้ามไปยังโคลัมเบีย จนไปถึงเอกัววาดอร์ และที่นี่เองเป็นดินแดนแห่งการก่อฆาตกรรมครั้งใหม่ของแดเนียล คาร์มาโก้ ผู้ก่อคดีฆ่าสาวพรหมจรรย์มากมายถึง 150 ศพ

เหตุการณ์ร้ายครั้งแรกที่เกิดในเอกัววาดอร์ ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 1984 ณ. เมืองเกเบโด้ บริเวณชายฝั่งของเอกัววาดอร์ จากการพบศพเด็กหญิงวัย 9 ปี คนหนึ่ง หลังจากนั้นอีกไม่นานนัก ชาวเมืองก็ต้องแตกตื่นหวาดผวา เมื่อเด็กหญิงวัยไม่เกิน 10 ปี ทะยอยหายตัวกันไปอย่างต่อเนื่อง โดยหลังการหายตัวไป เด็กๆ เหล่านั้น ก็มักจะถูกพบเป็นศพดูน่าสยดสยองในสภาพเปลือยเปล่า และมีร่องรอยถูกข่มขืนก่อนจะถูกสังหารทุกราย ซึ่งศพเด็กสาวจำนวนมากถูกค้นพบริมถนนโกโบว์ ที่ถูกปกคลุมไปด้วยป่าโกงกางหนาทึบ ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเอกัววาดอร์สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฝีมือของพวกแก้งส์นอกกฏหมาย ที่มีสมาชิกเป็นนักเลงอันธพาลกระจัดกระจายกันอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ทั้งตำรวจและชาวเมือง ไม่มีใครสงสัยเลยว่า เป็นฝีมือจากชายเร่ร่อนรูปร่างผอมบางเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น

แดเนียลไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักเป็นแหล่ง และเอาตัวรอดไปวันๆโดยการใช้เงินทองเล็กๆ น้อยๆ ที่ติดตัวเหยื่อมาเท่านั้น ทำให้ในบางครั้งเขาต้องทำตัวเป็นขอทานอยู่ริมถนน บางครั้งก็ต้องนำเอาเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับของเหยื่อมาเร่ขายถูกๆ แม้ว่าความเป็นอยู่จะไม่สบายนัก แต่แดเนียลก็ใช้ชีวิตได้อย่างไม่ลำบากลำบนอะไร เพราะค่าครองชีพของที่นี่ต่ำมาก อีกทั้งเขายังพอใจที่จะใช้ชีวิตด้วยการเร่ร่อนออกหาเหยื่อใหม่ๆ เขาไปทั่วตามเมืองต่างๆ ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองวายานฟิวส์ จีโต้ บาราโต้ มาเชลล่า โกโบว์ เกเบโด้ ก่อนลงมือก่อเหตุตามสถานที่ต่างๆ อย่างไม่เจาะจง ทำให้ตำรวจยากที่จะหาทางป้องกัน หรือติดตามร่องรอยของคนร้ายได้ แดเนียลจึงก่อเหตุสะเทือนขวัญอย่างยาวนานถึง 2 ปี คือตั้งแต่ปี 1984-1986 เขาข่มขืนและฆ่าหญิงสาวไปแล้วไม่ต่ำกว่า 70 ราย ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิงอายุน้อย ไปจนถึงผู้หญิงท่าทางอ่อนแอและอยู่คนเดียว

วิธีการหาเหยื่อคือ การเข้าไปตีสนิทกับเหยื่อ โดยอ้างว่าตนเองเดินทางมาจากประเทศอื่น และต้องการเดินทางไปพบกับบาทหลวงนิกายโปรแตสแตนส์ อยู่ย่านชานเมือง พร้อมทั้งเสนอค่าตอบแทนจำนวนมากสำหรับผู้ที่จะช่วยเหลือนำทาง จำนวนเงินที่แดเนียลใช้ล่อเหยื่อมากพอจะทำให้หลายๆ คนตกลงใจนำทางให้เขา จนเมื่อเข้าสู่ป่าที่ห่างจากผู้คน แดเนียลก็ลงมือข่มขืนแล้วบีบคอเหยื่อจนถึงแก่ความตาย หากเหยื่อต่อสู้ดิ้นรนขัดขีนอย่างรุนแรง เขาก็จะใช้มีดปลายแหลมแทงเข้าไปที่ร่างของเหยื่อเพื่อหยุดการต่อต้านหลังจากนั้นศพที่ถูกข่มขืนก็จะถูกนำไปซ่อนไว้ในป่าที่ยากจะพบเจอ นับวันแดเนียลก็มีความสุขกับการล่าเหยื่อแล้วข่มขืนฆ่าปิดปาก โดยที่ไม่มีใครเลยที่สงสัยในตัวเขา จนเขาย่ามใจและลงมือก่อเหตุที่รุนแรง และเหี้ยมโหดมากขึ้นเรื่อยๆ

แดเนียลกำลังเสพติดการข่มขืนสาวบริสุทธิ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ทุกครั้งที่ก่อเหตุเขาจะดื่มด่ำกับภาพตรงหน้ารวมไปถึงจดจำสถาณการณ์และจดจำอารมณ์ในช่วงเวลานั้นไว้อย่างละเอียดละออ ดังนั้นเขาจึงสามารถบรรยายเหยื่อแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าจำนวนเหยื่อของเขาจะมีจำนวนมากมายและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

วันที่ 26 กพ. เป็นอีกวันที่แดเนียลลงมือก่อเหตุฆ่าข่มขืนเด็กหญิงวัย 9 ปี ที่มีชื่อว่า เอลิซาเบธ หากแต่ว่าในวันนั้นเป็นวันที่เจ้าหน้าที่ออกลาดตระเวณบริเวณก่อเหตุเข้าพอดี ทำให้พวกเขาได้พบกับแดเนียล ที่แสดงอาการตื่นตกใจเมื่อเผิชญหน้ากับตำรวจอย่างกระทันหัน อาการลุกรี้ลุกลน มีพิรุธทำให้ตำรวจเริ่มสังเกตุเห็นว่า เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งและกระเป๋าเดินทางของแดเนียลมีร่องรอยเลือดติดอยู่ ซึ่งเป็นเลือดจากเหยื่อรายล่าสุดนั้นเอง เมื่อพบความผิดปกติตำรวจจึงออกกระจายกำลังค้นโดยรอบ และพบหลักฐานมากมาย รวมทั้งโครงกระดูก และยืนยันได้ว่าแดเนียลคือฆาตกรตัวจริงที่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้คนทั่วบ้านทั่วเมือง หลังจากค้นพบหลักฐานทำให้แดเนียลปฏิเสธอะไรไม่ได้่ เขาสารภาพออกมาทั้งหมดตั้งแต่แต่เขาแหกคุกกอร์กอนออกมาสำเร็จเขาก็ได้ฆ่าหญิงสาวไปแล้วมากมาย กว่า 100-150 ศพ บางศพยังค้นไม่พบหรือเน่าเปื่อยไปแล้ว แดเนียลมีความอำมะหิตเลือดเย็นราวกับปีศาจ ไม่เหมือนมนุษย์ ไม่ได้มีความสำนึกผิดสักนิดเลยแม้แต่น้อย แถมยังโอ้อวดอีกว่า เหยื่อของเขาที่เป็นสาวบริสุทธิ์ เพราะการฆ่าเหยื่อที่เป็นสาวบริสุทธิ์ จะทำให้เขามีความสุขอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งยังบอกอีกว่า การตายของเหยื่อคือการแสดงออกถึงความเคียดแค้นชิงชังของเขาที่มีต่อความไม่ซื่อสัตย์ของสตรีเพศ

เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานสรุปคดีฆาตกรรมของแดเนียลเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตได้ 71 ราย โดยศาลพิภากษาจำคุกเขานาน 16 ปี และแดเนียลได้อยู่ร่วมคุกกับฆาตกรระดับตำนานโลก เช่น เมโดร อลองโซ่ โลเปซ ฆาตกรต่อเนื่องแห่งเทือกเขาแอนติสต์ ที่ลงมือสังหารเหยื่อกว่า 300 ศพ ระหว่างที่แดเนียลกำลังใช้ชีวิตในคุกโซนนักโทษอันตราย นักข่าวชื่อ ฟานซิส คอนเดรโร่ พยายามเข้าไปสัมภาษณ์แดเนียลในคุก แต่ พท. โซนนักโทษอันตรายจะไม่ยอมให้ใครเข้าไปง่ายๆ ฟรานซิส จึงแอบอ้างว่าเขาเป็นนักจิตวิทยา เขาจึงเข้าไปในนั้นได้สำเร็จ หลังการสัมภาษณ์เสร็จสิ้น นักข่าวจึงออกมาให้ข้อมูลแก่สังคมภายนอกว่า แดเนียล คาร์มาโก้ เป็นชายผอมบางร่างเล็ก ที่มีส่วนสูงเพียง 165 เซ็นติเมตรเท่านั้น เขาเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดจนปากเป็นสีดำคล้ำ หน้าผากกว้าง ผมบาง และมีฝ่ามือขนาดใหญ่ ฟรานซิสให้ความเห็นว่า ไม่ว่าจะดูยังไงแดเนียลก็เหมือนกับคนอ่อนแอขี้โรคมากกว่าจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไปทั้งเมืองได้ อย่างไรก็ตามจากการทดสอบระดับเขาว์ปัญญาพบว่า แดเนียลมีระดับไอคิวค่าเฉลียสูงกว่าคนทั่วไป นับได้ว่า เขาเป็นคนที่ฉลาดมากคนหนึ่ง น่าเสียดายที่ต้องเข้าสู่เส้นทางอาชกรรม คำตอบการสัมภาษณ์ของฟรานซิสนั้น เขาตอบคำถามอย่างรอบรู้ เต็มเปี่ยมไปด้วยภูมิความรู้ จากการอ่านหนังสือมากมายในห้องสมุดในเรื่อนจำ แดเนียลชอบศึกษาหาความรู้ ศึกษาวรรณกรรมต่างๆ หลายเล่ม เขาสนใจทางทฤษฏีทางจิตวิทยาของซอกมันฟรอยด์ และนักจิตวิทยาคนอื่นๆ อีกหลายคน รวมถึงเขามีความสนใจศึกษาทางด้านศาสนศาสตร์อีกด้วย 

แดเนียลใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายในคุกเรือนจำสูงสุดในเอกาวาดอร์ และหันมานับถือศาสนาคริสต์ ปี 1994 ช่วงเดือน พย. ผู้คุมและนักโทษคนอื่นๆ ต้องตกตลึงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อร่างของแดเนียลถูกแทงด้วยมีดจนพรุนไปทั้งตัว ก่อนที่จะสิ้นใจตายไปอย่างทรมาณ พยานในที่เกิดเหตุให้การว่า ผู้ที่ลงมือสังหารแดเนียลคือนักโทษคนนึงที่มีญาติเป็นเหยื่อจากการข่มขืนฆ่าของแดเนียล ในวันเกิดเหตุแดเนียลใช้ชีวิตตามปกติ แต่แล้วจู่ๆ นักโทษมือสังหารก็พุ่งตรงมายังแดเดียลพร้อมกดเขาให้ลงไปนั่นในท่าคุกเข่าแล้วมือสังหารก็ตะคอกใส่แดเนียลว่า นี่เป็นเวลาแห่งการชำระแค้น ทันทีสิ้นเสียงเขาก็แทงไปที่แดเนียลหลายครั้ง จนเลือดทะลักออกมานองพื้นและนักโทษมือสังหารก็ก้มลงไปดื่มกินเลือดของแดเนียลจนกระทั่งผู้คุมมาลากตัวเขาออกไป นั่นจึงสิ้นชื่อและสิ้นตำนานของนักล่าพรหมจรรย์ สัตว์ร้ายแห่งป่าโกงกาง

ที่มา:  Birdy-CH3 อาชญากรรมสะท้านโลก     



Create Date : 11 มิถุนายน 2559
Last Update : 11 มิถุนายน 2559 13:47:23 น.
Counter : 831 Pageviews.

0 comment
ความริษยา คือ การแสดงออกถึงความต่ำต้อยทางจิตวิญญาณของมนุษย์






















มนุษย์ผู้มีจิตใจสูง เมื่อได้เห็นคนอื่นประสบความก้าวหน้า มีความสุขสวัสดีในชีวิต ย่อมพลอยอนุโมทนาสาธุการมีใจร่าเริงเบิกบานไปกับเขา หรือยามที่ตนเองประสบความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญ ก็ไม่หวงแหนความสำเร็จ ไม่ตระหนี่ความสุข ไม่จำกัดความเจริญนั้นไว้สำหรับตนฝ่ายเดียว แต่ยินดีเสมอที่จะแบ่งปันความสำเร็จและความสุขความเจริญนั้นแก่คนอื่นต่อไปอย่างไร้พรมแดน

คนใจสูงนั้น ปราถนาแต่จะเห็นคนเก่งเพิ่มขึ้น เพราะเขาถือว่า เมื่อมี คนที่มีความสุขความเจริญมากมาย โลกก็จะกลายเป็นสรวงสวรรค์อันรื่นรมย์

ส่วนคนที่มีใจแคบ มีจิตวิญญาณต่ำต้อยนั้น ยามที่ตัวเองประสบความสำเร็จ มีความสุข ความเจริญ ก็คิดแต่จะหวงแหนสิ่งดีๆไว้เฉพาะตนคนเดียวเท่านั้น เห็นใครได้ดีมีสุขทัดเทียมตน หรือ เหนือกว่าตน ก็จะมีความทุกข์ขึ้นมาทันที

ความริษยายังคงมีอยู่ในบุคคลใด แสดงว่าจิตใจของบุคคลนั้น ยังด้อยพัฒนา ยังจะต้องศีกษากันต่อไป ต่อเมื่อยกใจพ้นริษยาได้เมื่อไร จึงจะได้ชื่อว่า 

เป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูงเมื่อนั้น

ที่มา : ว.วชิรเมธี & วิกรม กรมดิษฐ์ /หนังสือดีเพื่อคนไทย / 7-11




Create Date : 09 มิถุนายน 2559
Last Update : 9 มิถุนายน 2559 12:49:17 น.
Counter : 604 Pageviews.

0 comment
สติมา ปัญญาเกิด เพราะเพื่อน

ไปอ่านเจอนิทานสอนใจมา เลย "สติมา ปัญญาเกิด" 

จึงอยากเล่าเป็นไดอารี่ส่วนตัว ขอหยิบยกมาให้เพื่อนๆ เพจนี้ อ่านเป็นตัวอย่างดีๆ ที่ได้ประสบมา ขอให้ชื่อตอนว่า : "ให้ปัญญาเพื่อน แต่เรามีเพื่อนเป็นคนโง่" ผลที่ตามมาเราต้องมีบทใหม่แทน มาดูกันว่าจบยังไง ... 

ดิฉันมีพื่อนสาวไกล้ชิดคนนึง จะว่าสนิทตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจ เพราะว่าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับความเป็น "ส่วนตัว" ของเพื่อนคนนี้มากนักแม้จะตัวติดกันแทบจะ 365 วัน แต่สำหรับดิฉันนั้น ความเป็นส่วนตัวเรา ให้เขาทราบหมด ไกลไปถึงห้องนอน ห้องส้วม ห้องครัว สารพัดเสระเพ ไม่มีมุมอับ หรือมุมปิดบัง แต่เพื่อน...ที่อยู่ปัจจุบันเขา เขาก็ไม่เคยให้เห็น  หลายๆครั้ง..ตอนที่จะมีเพื่อนๆมาพักด้วย บ่ายไปเบี่ยงมาดิฉันไม่ได้มองว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมคู ที่เพื่อนชอบทำๆ แต่เราขำๆเขามากกว่า (ด้วยความรัก) และด้วยมักรู้ใจ ตามทันว่า ออกแนวนี้แปลว่า ไม่ยินดี อะไรทำนองนี้ ดิฉันจะรับหน้าให้ ไม่ได้อับอาย บางทีบ้านตัวเองยังไม่ได้เช็ดถูพร้อมจะรับแขกด้วยซ้ำ ใครจะด่านินทา ช่างแม่งมัน ถ้ารักกันจริง จะมาคิดนู่นนี่ ได้ไง ...ไปนั่น !!!  

พอมาถึงตรงนี้ ... เราก็สติเริ่มมา เราจะเริ่มคิดว่า ...เพื่อนสนิท กับเพื่อนรัก ต่างกันนี่หว่า !!!! 

บางคนที่เราเห็นๆ เขาอาจเป็นทั้งเพื่อนรักและเพื่อนสนิท อันนี้ไม่ต้องห่วงเลย พอจะเห็นได้ว่า สติปัญญานั้นเขาต้องถ่ายโอนให้กันเป็นระยะแน่นอน ... และระดับสติปัญญาที่รับถ่ายโอนมา อีกฝ่ายรับได้เสมอเหมือนกันโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้และความเสียศักดิ์ศรีใดๆ ...นี่ก็คิดได้ตอนเจอประสบการณ์ตรงของเรื่องตนเอง 

แล้วนี่..เรามี เพื่อนสนิทหรือเพื่อนรัก ใครๆ นั้นมองว่า อ้อ สองคนนี้เขาเป็นเพื่อนรักกัน ... ดิฉันนั้นเมื่อทราบว่า เพื่อนเราเป็นคนโง่ แต่เป็นคนดี ไม่ใช่ไม่ดีนะคะ แต่เขาไม่มีสติปัญญา เราก็คิดว่าวันนี้ไม่ดี วันพรุ่งนี้ดีมาก วันมะรืนอาจเลวร้ายไปเรื่อยๆ ยิ่งขึ้นเพราะ สติปัญญาพากันไม่มี !!!!

คนไม่มีสติปัญญา สามารถใช้ชีวิตผิดพลาดไปได้เรื่อยๆ ค่ะ วันละเรื่องสองเรื่อง เดือนละสองสามเรื่อง ปีละห้าหกเรื่อง ... สะสมไปนานๆ จะเป็นอย่างไร ??? ดิฉันเริ่มมีสติกับคำว่าเพื่อน ด้วยอายุเราเยอะ เราอ่านชีวิตคนมากขึ้นจากโลกโซเชี่ยล อายุเรามากขึ้น เราก็เริ่มตีวงจำกัดคำว่าเพื่อน ... เพื่อนที่เสียเวลาอันมีค่าต่อชีวิตที่เหลืออยู่ เราก็เริ่มจำกัดวงสังคมลง ด้วยทุกสภาวะไม่ว่าจะ ศก. หรือ สังคม มันต้องจัดระเบียบหมด...แต่เราก็ไม่ทิ้งความเป็นตัวเรา สัมมาอาชีวะของเรากันนะคะ...คงดำเนินไปตามปกติ ดิฉันนั้นมีความยากลำบากในการอาชีพเพราะต้องจัดระเบียบใหม่อยู่บ้างรอจังหวะ แต่ก็ไม่ได้รบกวนอะไรเพื่อน..แฟร์ๆไป ทุกคนมีปัญหาของตนเอง นี่เป็นความเข้าใจตามบรรทัดฐานสติปัญญาที่เรามี *

เพื่อนรัก คือ เพื่อนที่รักห่วงใย แม้ไม่รู้อะไรจากอีกฝ่ายเลยก็ตาม ไม่แคร์ไม่สนใจว่า เพื่อนจะดี จะชั่ว จะร้าย จะลำบากยังไง มีความห่วงใยเป็นบรรทัดฐาน หากมีอะไรไม่ปกติ เพื่อนจะแสดงมุมห่วงใย มีความข้องจิตและพยายามคอยเตือน เผื่อว่าเพื่อนจะระบายปัญหาออกมาบ้าง (*) หรือ รอรับฟังพร้อมจะสนับสนุนทุกทางเท่าที่ทำได้ กล้าต่อว่าเพื่อให้เราปรับปรุงตน (เข้าใจความรักของเพื่อนก็ดีไป ไม่เข้าใจขณะนั้น แต่ความรักมันคือ ความรัก มีความจริงใจเป็นบรรทัดฐาน เราปฏิเสธยังไงก็ไม่ได้นานค้างคาในใจเสมอว่าไอ้คนนี้มันรักเรา แม้มันด่า เราก็รู้ว่านั้นคือ ความรักของเพื่อน) จะว่าไป เพื่อนรักมันก็มีแต่ความรักและเข้าใจ แทบจะไม่รับรู้มุมห่าๆ เหวๆอะไรของเพื่อน คือไม่ต้องบอกหรอกบอกไปก็ไม่รับรู้ รู้สึก ได้แต่ขำๆ มันก็เป็นยังงั้นของมันเอง...เป็นมุมมองจาก Outside in คือ จากตัวเธอมาที่ฉัน..ไม่รู้สึกอะไร 

คำสังเกตุ (Jargon) ที่เราจะเห็นได้ในบทสนทนา ...เธออย่าทำอย่างนี้สิ หรือ เธอเดียวมีผลเสียอย่างนี้นะ...      

เพื่อนสนิท คือ แค่เราสนิทสนมไปไหนมาไหน(แบบในละครทีวี) มุ้งมิ้งกันตามประสา แต่ความรักห่วงใยยังมีไม่พอ ต่อให้เรารู้อะไรๆ กันมากมาย มันจะกลายเป็นดาบ 2 คม ได้เสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่รักแต่สนิท จึงคิดว่า ชั้นรู้จักแกดี (แต่ไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่าอะไร เป็นอะไร จากเพื่อนสนิท) ดังนั้น มุมมองของความเป็นเพื่อน เป็นลักษณะ Inside out คือ จากตัวฉันไปที่เธอ ...แต่ประเด็นนี้ เป็นสันดานไปเลยก็มี หากเพื่อนมีนิสัยแบบนี้สม่ำเสมอ นั่นคือ สรุปได้ว่า คนคนนี้อาจไม่เคยรักใคร จริงๆ รึเปล่า?

คำสังเกตุ (Jargon) ที่เราจะเห็นได้ในบทสนทนา ... ชั้นทำอย่างนี้เพราะ หรือ เพราะชั้นมีผลเสียอย่างนี้นะ...อาจมีตามด้วย ชั้นไม่ยอมหรอก .. ให้ตะลึงกันไปบ้างคนเป็นเพื่อนก็อึดอัดสิคร้า ..เพราะต้องตามกันไปมั้ย ??? สติปัญญาต้องบริหารหละ ... มันต้องขนาดนี้มั้ย ??? 

ยิ่งคบกันไปนาน ดิฉันก็รู้สึกว่า ไม่รู้อะไรของเพื่อนคนนี้มากขึ้น มากขึ้น แม้แต่นิสัยจริงๆที่เราว่าดี มีธรรมะ จริตมารยาท และสำนึกชั่วดี อะไรควรอะไรไม่ควรมันมีอะไรเป็นแรงผลักดัน ในความเข้าใจของเพื่อน จนถึงนำไปสู่ภาคปฏิบัตินั้น เขามีตัวตนคืออะไร ยังไง ? อะไรคือบรรทัดฐาน อะไรคือสิ่งที่ใช่ และสิ่งที่ชอบของเขาต้องผลักดันด้วยอะไร ด้วยเงินทอง ด้วยฐานะทางสังคม หรือ ด้วยจิตใจพื้นฐาน ความมีจิตใจกว้างขวาง และมีคับแคบในมุมไหน อันไหนกว้างจริง อันไหนติดเป็นคอขวด จับไม่ถูกเลยค่ะ!! ... จนพาลจะเริ่มคิดว่า เพื่อนเราต้องมีปัญหาอะไรกันรึ แต่หาไม่เจอค่ะ บางเรื่องง่ายๆ มันค่อยๆ โผล่มาบ่อยครั้งขึ้น ...ไอย่ะ!   

มีอะไรมาให้แปลกใจในความกระตือรือร้น ยกเว้นธรรมมะที่คุยกันแล้ว สงบหน่อยเห็นตรงกัน ไม่เหนื่อย แต่ก็เริ่มเห็นว่า มันไม่เข้าไกล้ธรรมะเลยนี่หว่า แต่มีพิธีกรรมต่างหาก เราจำบทพระธรรมมาได้บ้างนั้นดี แต่เข้าใจนั้นยังไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนถึงเบาบางจัง .. เลยต้องไปสรุปแบบคนรักเพื่อนว่า อาจเป็นที่บารมีแต่ชาติปางก่อน ...ยังไม่ได้ระดับ ? เก๋มั้ยคะหาทางลงแทนการใช้สติปัสฐานพิจารณา (มองเป็นธรรมมะได้นะคะ ประเด็นนี้ว่าในพุทธศาสนาเขาเรียกว่า"บารมี" นั้นแท้จริงคืออะไร คือสติปัญญา นั่นเอง) ที่ผ่านมาเราคิดว่า คนคิดเก่ง พูดเก่ง แอ็คเก่ง เรียนเก่ง ทำงานเก่ง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่งๆ คือ คนเก่ง คนมีสติปัญญา แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ ไม่ตรงกับคำว่า คนมีปัญญาสักนิดเดียวเลย ในทางธรรมะ

ในความเป็นเพื่อนนั้น ก็เช่นกัน หากสติปัญญาเราไม่มีให้กัน มันจะก่อให้เกิดสายสัมพันธ์ระยะยาว ยากยิ่่งเลยค่ะ เพราะคนแก่ๆ อย่างดิฉันเบื่อต้องอดทนเราไม่ใช่เด็กๆแล้ว เราจะไปผิดพลาดอะไรบ่อยๆ มันไม่มีเวลาแก้ตัวแล้ว...ท่านผู้อ่านเคยทำอะไร หรือตัดสินใจอะไรบางอย่างโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนก่อนหรือไม่ เช่นได้ยินเรื่องอะไรที่ไม่ดี ก็คิดไปเอง และตัดสินใจไปด้วยการคิดที่ไม่รอบคอบ ขาดสติ จนทำให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย ... เราเป็นแบบนี้กันเสมอๆ เลยค่ะ ซึ่งแต่ก่อนดิฉันไม่เคยเป็น เพราะไม่พิจารณาเพื่อนรักที่ไหนนอกจากเพื่อนสนิท คือ สนิทเป็นช่วงๆ มีเยอะค่ะ ตอนนั้นเลยไม่มีเวลาฟังใครคนใดคนนึ่ง มันมาจากสถานะทางสังคม และ ฐานะ เพิ่งมาถึงตอนที่เราเบาบางภาระอื่นๆ จึงเริ่มมองเพื่อนสักคนไว้แก่ไปด้วยกัน ...พบว่า...นี่เราต้องดูลึกไปถึงสติปัญญากันเลย 

ข้ามมากิจกรรมครั้งสุดท้าย ที่ดิฉันพิจารณาว่า ความเป็นเพื่อนของเราขอวางไว้ที่คนรู้จักก็พอ แค่เพื่อนร่วมรุ่นธรรมดาๆ คนนึงก็พอ เหมาะสมแก่สติปัญญาที่เขาแสดงออกมาแล้ว เรื่องคือ เกิดจาก เดือนก่อนนี้ ..ความเดิม..เพื่อนคนนี้มักจะชอบกระทำตนเป็นคนมีเพื่อนมาก คนนี้ก็รัก คนนี้ก็คิดถึง คนนั้นก็สนิทกะชั้น คนนี้ชั้นก็ดีกะเค้า (ฟังๆก็เฉยๆจริตอิสสตรี เพียงคิดว่า มันเป็นอะไรที่จิตเศร้าหมองอยู่ในตนก็ค่อยๆ ดูไป ถ้าช่วยให้เพื่อนมีความสุขก็ให้ทำไป) เธอมักมีกิจสรรหา เสวนา ถ้าหากไปเจอเพื่อนที่กำลังโหวงเหวงอยากสร้างกิจกรรมสังคม สังสรรค์ ปลาบปลื้มด้วย สักพัก เธอก็ไม่ไหว อ้าวเมินกันไปเสียเพื่อนไปเลย เพราะเรารักเพื่อนก็ต้องเลือกข้าง...นี่เป็นความไม่มีสติปัญญาของดิฉันเอง

เธอมักทราบเรื่องเพื่อนๆ ทั่วไป มักจะเป็นฝ่ายคอยโทรไปติดตามข่าวสารคนนั้นคนนี้ ดูผิวเผินก็ว่าดี แต่ดูดีๆ มันไม่ใช่เลย เพราะเป็นการกระทำที่ทำให้ตนเองลำบาก เสียค่าใช้จ่ายในการเสวนาที่ไม่มีสาระอะไร เช่นค่าโทรฯ แถมลามปาม ไปใช้โทรฯของหน่วยงาน มันก็ดูไม่ดีเอาเสียเลยในสายตาเจ้านาย แต่เธอคงไม่รู้ตน (ว่าเขาตรวจสอบได้) หรือรู้แต่บ่อยครั้งเพื่อนบอกว่า "ไม่แคร์ไม่สนหรอก" (โชคดีที่หน่วยงานหละหลวม) สารทุกข์สุขดิบที่ได้รับรู้ ก็ไม่ใช่เรื่องปกติชีวิตของเพื่อนที่จะเล่าสู่ คนที่จู่ๆ คนร้อยวันพันปีไม่ได้พบพาน มาถามไถ่ ดิฉันก็มองไปเรื่อยๆ ดีใจที่ได้ทราบบ้าง ไม่ได้ทราบบ้างตามไปด้วย แต่...สังคมยุคนี้มันมีโซเชี่ยล ให้ติดตามให้ติ๊ต่างว่า ทักทาย ติดตามดู สรรเสริญชีวิตเขา ถ้าชอบเช่นนี้ก็กระทำสิคะ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ เห็นห่างๆ และไม่มุ้งมิ้งกริ๊งแกร๊งอะไรหรอกค่ะ ...สติปัญญาไม่ไปทางนั้น...จะขี้เล่นมุขก็ไม่เข้าใจ หวานไปก็จนเลี่ยน ตัวตนเองอ่านข้อความตนเองยังมองว่าไม่สนิทใจ ...ประมาณนั้น น่ารักเสมอๆ ไม่มีธรรมชาติของตนเบ่งบานในบรรทัดนั้นเลย ทุกๆ ครั้ง ดิฉันอ่านและพิจารณา เริ่มตกใจ ....เมื่อมีคำถามว่า อ่านแล้วดูเขาจริงใจมั้ย ? คำนี้แท้ๆ เชียว ดิฉันก็เริ่มคิดว่า เพื่อนคงมีอะไรติดในใจเรื่องนี้..จึงพยายามช่วยเธอให้เป็นคนที่เปิดตนเองบ้าง ...จะยากดีมีจนอย่างไรกิ๊บเก๋ยูเรก้ายังไง ตัวเราก็คือ ตัวเรา !! ใครไม่ยินดีกะเราก็ดีแล้ว เราจะได้ไม่เป็นกรรมเป็นเวรไปก่อทุกข์กับเขา ... ที่ทำให้ต้องขัดใจกันไปนั้นก็เป็นกรรมเป็นเวรกันขนาดไหนแล้ว ... ไม่เห็นต้องดิ้นรนอะไรเลย มันเสียเวลาและเสียหายตามมาปล่าวๆ ไม่มากก็น้อย  กลับมาที่ประโยคนี้อีก ....ท่านผู้อ่านเคยทำอะไร หรือตัดสินใจอะไรบางอย่างโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วนก่อนหรือไม่ เช่นได้ยินเรื่องอะไรที่ไม่ดี ก็คิดไปเอง และตัดสินใจไปด้วยการคิดที่ไม่รอบคอบ ขาดสติ จนทำให้เกิดผลเสียตามมาอีกมากมาย ... ต้องมีสติ ถึงจะคิดได้ว่า มันมีความไม่จำเป็น หรือจำเป็นอะไรต้องไปทำอย่างนั้น...ทำไปเพื่อ ? แล้วได้มั้ย ดีมั้ย สติปัญญาอีกแล้ว ...

พักหลังๆ ด้วยวัย เราก็มีกิจกรรมทุกข์บ้าง สุขบ้าง แต่เธอจะหลีกหนี งดสละ งดแสดงตน เหตุผลเป็นเหตุผลที่ไม่มีสติปัญญาเอาเสียเลย และที่คิดหนักคือ พฤติกรรมต่างๆมีเราพว่งไปด้วย แต่สติปัญญาโง่เขลาที่แสดงออกมามันทำให้เราต้องเสียหายมากบ้างน้อยบ้างแลวแต่ ก็แอบๆนอยด์ แอบเสียใจไปด้วยบ่อยครั้ง เช่นการไม่รักษาคำพูด การโกหกนาทีสุดท้าย มันช่างไม่เหมาะสมกับวัย และ สถาณการณ์เอาเสียเลย และ มาครั้งสุดท้ายเสนอตัวอาสาบริการ แสดงออกถึงการให้ความคาดหวังในสภาวะที่ไม่สามารถ เรียกง่ายๆว่า ไม่มีการประเมินตนเอง สิ่งนี้น่ากลัวต่อความผิดพลาดเพราะเป็นสติปัญญาขั้นต่ำสุดที่จะใช้แล้ว เพราะการประเมินตนเองนั้นเรารู้จักตัวเราเองทุกมุม น่าจะง่ายที่สุด แต่ยังทำไม่ได้ หมดคำถามและคำตอบค่ะ ดังนั้นดิฉันก็เพียงปล่อยไปให้มันถึงที่สุด หากย้อนคิดไปถึงคู่กรณีเก่าๆ มันจะจบลงด้วย ไม่พอใจ ตัดสัมพันธ์ด้วยวิธีการโง่ๆ อีก ...มาดูกันต่อ 

ดิฉันก็ยังถนอมน้ำใจ ไม่ทุกเรื่องตอนนี้ มีตำหนิบ้าง สอนไปบ้าง ไม่ได้อยากทำอยากว่าเลยนะคะ แม้จะเบื่อแสนเบื่อ ว่านี่เขาจะทำอะไรได้อีก จะไปดันทุรังทำอะไรอีก สรรหาอะไรมาอีก ก็มีค่ะ...แต่พอถึงเวลา เธอก็จะทิ้งไปให้เราซึ่งอยู่ในฐานนะ "คู่หู" ดันให้มันไปถึงจุดคาดหวังของใครต่อใคร ที่หล่อนไปหย่อนไว้ ดูว่าเราโง่และเขาฉลาดหรือคะ? สำหรับดิฉันมันเป็นเพราะเราเห็นเขาเป็น "เพื่อนรัก" ต่างหาก แต่จริงๆ เราคือ เพื่อนสนิท ที่เพื่อนจะทำอะไรก็ได้ จาก inside out ค่ะ ....สติมาแล้ว ๆ ๆ !!!!

มาดูต่อค่ะ จนมาถึงวันนั้น วันที่เํธอก็ก็ทำดังเดิม แต่เราเตือนเธอ เพราะเธอเป็นเพื่อน เพื่อไม่ให้มีครั้งต่อไปอีก เรามองว่ามันถึงเวลาแล้ว ตึงเต็มที่แล้ว ที่จะต้องเตือนก่อนที่จะมีอะไรที่มันเลยเถิดไปเรื่อยๆ เพราะสรุปได้ว่า เหมือนทุกๆ กิจกรรมคือ สร้างให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ หล่อนก็เอาตีนขยี้ให้มันดับไป ไม่ได้ดับไปตามธรรมชาติ แต่ดับไปตามสันดาน ...ต้องเตือนแล้วค่ะ !!! 

สำหรับดิฉันนั้น เตือนไปแล้วก็จบ แต่เป็นครั้งแรกที่เตือน ก็ไม่มีอะไรแล้ว ยังมานั่งเฮฮา ห่วงใยว่าจะเหนื่อยจะหิว มันโกรธใครเราโกรธด้วย ในขณะที่เธอมีกิริยาน่าตกใจ พลุ่งพล่านออกมาเช่น แสดงกิริยาแดกดัน ปึงปังสั่งอาหาร หน้าบึ้งตึงตัง ดูน่าเกลียดจนดิฉันสะอึกในใจ แต่ความรัก มักทนได้ ...แล้วก็ลืมไปค่ะ ผ่านไปอีกไม่กี่ ชม. ก็ยังนั่งคุยกัน เรายกกันไปต่ออีกร้านขนมหวานตามความต้องการของเธอ คงเสียหน้าและเสียจริตมาก เลยไม่อยากจบการพบป่ะเร็วๆ แต่ยังไงก็เสียหายไปแล้วค่ะ คือ การไม่รักษาสัญญาของเขาครั้งนี้รุนแรงขนาดเพื่อนบางคนป่วยในกาย กระเพาะพัง นี่จึงเป็นเหตุให้เราแก้สถานการณ์ด้วยการละเลยต้องเด็ดขาดในการตัดใจและตำหนิออกไปตรงๆ เมื่อแยกย้ายกันไป เธอถึงบ้านก่อนก็คงคลั่งเครียด (นิสัย) ไปโพสต์ธรรมมะ ในลักษณะอย่ามองแต่คนอื่นไม่ดี ให้มองตนเองบ้าง ด้วยความที่เราคือ เพื่อนที่รักเขา กูรู้จักมึงดีว่าเกิดอะไรขึ้น ก็สอนกลับไปในช่องทางเดียวกันว่า เพื่อนไม่ต้องรักมากก็ได้ แต่ให้รักษาสัญญากัน หมายถึงว่า เพื่อนที่เราไปสร้างความคาดหวัง ถึงคุณไม่รักเขาแต่ให้คุณรักษาสัญญาที่ไปสร้างความคาดหวัง เพราะหากเขาคือเพื่อนของคุณ ...นิยาม สนิท หรือ รัก หละ ???? สำหรับเธอและคนพวกนั้น ดิฉันไม่ทราบค่ะ ....

เธอตอบกลับมาว่า เลิกคบเลย !!! ดิฉันอึ้งค่ะ ... คำนี้มันไม่ใช่คำทีคนฉลาด สติดีๆ นำมาใช้กับเพื่อนสนิท หรือ เพื่อนรักเลย ...ตกลงนี่เราเป็นอะไรของเขา ...สติมา ...ปัญญาเกิด แต่เพื่อนคนนี้ไม่มีสติเอาเสียเลย คิดไม่เป็นแม้จะเห็นแล้วว่า เพื่อนแก่ๆคนนึงนั่งเรอเพราะลมกัดกะเพาะ..หาได้สำนึกไม่ จะโกรธเราว่าตำหนิเขาก็ได้ แต่ควรสำนึกเสียใจว่าทำให้เพื่อนต้องเจ็บป่วยเพราะคำสัญญา... (ที่ไม่คิดจะทำหรือให้ความสำคัญจริงๆ ดิฉันเกิดอารมณ์รับรู้แบบนี้ค่ะ เลยตัดสินใจตำหนิ อย่ามีอีก หากเราไม่อยากทำจริงๆ ก็หยุดเสนอตัว เท่านั้นเอง เพื่อนก็เอาความคาดหวังไปทางอื่นแล้วนอกจากตนเองคิดอะไรอยู่ ?? Inside out อีกแล้ว ???)  

นี่เราเสียหายจิตใจ กายเหนื่อย เสียเวลา เสียๆๆๆ ไปกับเขาทำใมกัน เขามีสติปัญญาแต่นี้เอง ...คำเตือนของเราคือ ศักดิ์ศรีของเขาหรือตอกย้ำสำนึกว่า แกเป็นคนไม่ดี ...ต๊ายยยยยย ขออภัยค่ะ ทำไปทำไม จริงมั้ย ??!!!!  

ดิฉันอ่านแล้วโกรธมากเหมือนกัน และตามมาด้วย "หัวเราะอย่างดังเลย" ตอนไปเล่าให้เพื่อนสนิทคนนึงฟังว่า"เราผิดหวัง ผิดคาดแต่ไม่เกินความคาดหมาย เป็นไปตามที่ใครๆ ว่าไว้แล้วความรักทำให้เราเถียงหัวชนฝา ตามสติปัญญาที่ไม่มี" และแล้ว มันก็มาถึงเวลาของมันเอง ...ดีใจค่ะ บอกตรงๆ ขำตัวเองที่สติปัญญาโง่เขลามาตลอด แต่ก็รู้สึกตะหงิดๆ ที่มันขัดกับศีลธรรมความเป็นเรา เหมือนสติปัญญามันปริ่มๆ จะถึงขอบแต่ไม่ถึงขีดสักที...อย่างไง อย่างนั้น      

และคำตอบที่ว่า เขาดูจริงใจมั้ย ก็ผุดขึ้นมาในใจ มันต้องฝืนขนาดไหนหนอ... เราก็ไม่น่าไปสะกิดต่อมนี้เลย ทั้งๆที่เคยตั้งปมไว้แล้ว..แต่ความรักเพื่อน เราไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งหมดหรอก ขอให้เพื่อน OK ก็พอ...ไม่ใช่แล้วสิ... 

และคิดไปถึงเพื่อนเสเพลคนนึง สำหรับเพื่อนคนนี้ เวลาเราเจอกัน มองกันก็เข้าใจ เห็นกิริยาอะไรก็รู้ มันคิดไง โต้ตอบมันทางโซเชี่ยลอย่างขำๆ แรงๆ บ่อยครั้ง แต่ในใจลึกๆ มันคือเพื่อนและมันรักเราจริงๆ มันพูดเสมอเวลาใครๆ กล่าวบ่นว่าดิฉันอย่างนั้นอย่างนี้ ...เห้ย อีนี่ มันไม่ใช่คนแบบนั้น นั่นแหละอีนี่หละ ...นิสัยมันแบบนั้นหละ ปล่อยมันสิ ... ดิฉันลืมระแวง และไม่เคยจะระแวงว่า ไปพูดอะไรไปเตือนอะไรไปมันจะด่าว่าหรือเกรงว่ามันโกรธเลย เพราะสู้มันด่ากลับมาเรายังรู้ว่ามันหมายถึงอะไร ...ไม่เคยพูดไพเราะกันเลยค่ะ ...คนทั่วไปเขารู้ และเขาชอบดู ชอบยุ ชอบอ่านเวลาเราโต้ตอบกัน เขาปลื้มในความเป็นเพื่อนของเรา อยากเป็นแบบนี้บ้าง ... เกือบเสียเพื่อนรักคนนี้ไปเพราะเพื่อนสนิท เหมือนกันค่ะ ...เผอิญเพื่อนคนนี้มีสติปัญญามากกว่าเรา .. เราก็มีสติปัญญาแจ่มแจ้งในจิตกับเพื่อนคนนี้จึงไม่ได้ไหวติงไปกับสติปัญญาของอดีตเพื่อนสนิท...

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความระลึกได้ ความไม่เผลอ การคุมใจไว้กับการกระทำของตน นั่นคือสติ สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดย่อมเกิดปัญหา...

ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไร หรือลงมือทำอะไรสักอย่างจงอย่าใจเร็วด่วนได้ หรือจงอย่าคิดแค่เพียงผิวเผิน จงทำตนเองให้มีสติ คิดให้รอบคอบก่อน เพราะในช่วงที่เรายั้งคิดไว้ก่อนนั้น เราอาจจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ ดีกว่าตัดสินใจผิดด้วยความเชื่อในใจที่ผิดพลาดและไร้สติ เพราะผลที่ตามมานั้นมันอาจจะทำให้ท่านต้องเสียใจไปทั้งชีวิตก็ได้...

เรื่องใกล้ตัวนิดเดียวค่ะ เกิดได้ทุกวันด้วย แต่เราจะปล่อยให้มันเกิดได้ทุกวันเชียวหรือ ...ถ้ามีสติ ... 



Create Date : 06 มีนาคม 2559
Last Update : 6 มีนาคม 2559 15:56:33 น.
Counter : 529 Pageviews.

0 comment
หมอจัดกระดูกหัวงู

เผยแพร่เมื่อ 14 ก.พ. 2016

ฟูคูอิ ประเทศญี่ปุ่น -- ตำรวจเมืองฟูคูอิจับกุมหมอจัดกระดูกชราวัย 71 ปีเมื่อวันอังคาร หลังล้วงเข้าไปใต้เสื้อคนไข้ บอกว่าเพื่อเหตุผลทางการแพทย์

ชิเงรุ มิยาตะ หมอเฒ่าหัวงูมีคลินิกจัดกระดูกเป็นของตัวเอง เมื่อเดือนกันยายนมีคนไข้สาวเนื้อนุ่มกรุ๊บวัย 20 ไปรับการรักษา

ชิเงรุพยายามทำให้ผู้ป่วยวางใจ ด้วยการรักษาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะล้วงเข้าไปใต้เสื้อของเธอ
คนไข้สาวไม่สามารถสู้เงิื้อมมือของคุณหมอลามกได้

ตำรวจได้ตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติมหลังได้รับแจ้งความ ชิเงรุถูกจับกุมในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศในวันต่อมา ระหว่างการสอบปากคำเขาสารภาพว่าได้ล้วงคนไข้จริง แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมเร้ยยย

คุณคิดว่าหมอคนนี้ทำไปเพื่อรักษาคนไข้จริงหรือว่าแค่ตัวเองอาการหัวงูกำเริบ


CR:  TomoNews Thailand



Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2559 17:40:29 น.
Counter : 526 Pageviews.

1 comment
เป็นลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย เป็นเจ้านายที่กูกใจลูกน้อง
ในชีวิตการทำงาน ของมนุษย์เงินเดือน เราม่ีคนเกี่ยวข้อง 2 จำพวก คือ จำพวกเจ้านาย กับ จำพวกลูกน้อง ดังนั้นทั้งสองฝ่าย จึงมีมุมมองต่างมุมกัน ในด้านความถูกใจ ของแต่ละฝ่าย 


มุมแดง - เป็นลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย  

1.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องขยันและตั้งใจทำงาน  (อ่านเพิ่ม)
2.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องไม่ขาดลามาสายบ่อยๆ (อ่านเพิ่ม)
3.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องหัวไวฉลาดเฉลียว (อ่านเพิ่ม) 
4.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องไม่ขี้โกง ยักยอกเงินบริษัท 
5.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องทุ่มเทกายใจ เพื่อบริษัท
6.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องทำยอดขายทะลุเป้า
7.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องไม่นินทาเจ้านายลับหลัง 
8.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องมีโปรเจคใหม่ๆ นำเสนอ
9.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องเอาใจใส่งานและมีความรับผิดชอบ
10.ลูกน้องที่ถูกใจเจ้านาย : ต้องเชื่อฟังเจ้านายและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 

มุมน้ำเงิน- เป็นเจ้านายที่ถูกใจลูกน้อง 
1. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องเข้าอกเข้าใจลูกน้อง 
2. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องเป็นคนดี มีความยุติธรรม
3. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องไม่เห็นแก่ตัวและบริษัทตนเองฝายเดียว
4. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องให้ค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม 
5. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องมีน้ำใจและเอาใจใส่ลูกน้อง
6. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องไม่ใช้วาจาทำร้ายลูกน้อง (ต่อหน้าและลับหลัง) 
7. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องให้โอกาสลูกน้อง
8. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องไม่หลงใหลพวกประจบสอพลอ 
9. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องมีวิสัยทัศน์และเป็นผู้นำ  
10. เจ้านายที่ได้ใจลูกน้อง : ต้องอย่าเอาตนเองเป็นใหญ่จนไม่สนใจลูกน้อง












Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2559 19:45:53 น.
Counter : 564 Pageviews.

0 comment
1  2  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
MY VIP Friends