เนื้อมนุษยฺ์บรรจุกระป๋อง ส่งขายทั่วแอฟริกา




เนื้อมนุษย์บรรจุกระป๋อง หลอกว่าเป็นเนื้อบดปรุงรส ส่งขายทั่วแอฟฟริกา!!


เรื่องนี้ฟังมาจากยูทูบต่ะ มีเนื้อหาว่า รัฐบาลจีนได้ถูกบังคับให้ออกมาปฏิเสธรายงานอย่างเกรี้ยวโกรธว่า ใช้เนื้อมนุษย์บรรจุเป็นเนื้อกระป๋องบดปรุงรส และส่งขายไปยังร้านขายของชำทั่วแอฟริกา เจ้าหน้าที่ของปักกิ่งก้นต้องลุกเป็นไฟ ด้วยข่าวของแอฟฟริกันหลายช่องจากการเปิดเผยของนางสาวบาบาร่า อโควซัวร์ อโบเซ Barbara Akosua Aboagye ผู้ใช้ Facebook ในโพสต์ที่แชร์กว่า 26,000 ครั้ง และถูกลบทิ้งแล้ว

Msanzi เว็บไซต์แอฟริกาใต้ และเดลี่โพสต์ เพิ่มดีกรีความแรงเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง โดยกล่าวว่าจีนได้ส่งออกเนื้อมนุษย์ เนื่องจากมีประชากรล้นประเทศ ส่งผลให้มีปัญหาในการหาพื้นที่ฝังศพ

Yang Youming เอกอัครราชทูตจีนประจำแซมเบีย ออกแถลงการณ์ว่า “ทุกวันนี้หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ท้องถิ่นแพร่กระจายข่าวลืออย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าจีนใช้เนื้อของมนุษย์ทำเนื้อบดปรุงรสส่งขายให้แอฟริกา นี่เป็นการให้ร้ายที่รุนแรง ซึ่งทางเราไม่สามารถยอมรับได้ เราขอแสดงความไม่พอใจอย่างสูงสุดและขอประณามผู้กล่าวหาทางเรา”




สิ่งที่ตลกที่สุดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ ภาพทั้งหมดเป็นภาพจริงจาก Capcom ในปี 2012 เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมเกม Resident Evil 6 ซึ่งมีร้านขายเนื้อปลอม พร้อมรูปปั้นของสิ่งนี่ดูเหมือนเนื้อมนุษย์..

จะโกรธคนที่เชื่อข่าวก็ไม่ได้เพราะว่า ดูจากคุณภาพและข่าวสารต่างๆเกี่ยวกับการปรุงและทำอาหารการรักษาอนามัย ของจีน ชวนจินตนาการในทางร้ายแค่ไหนว่าเขาจะทำได้ ถึงแม้จะไม่ใช่เนื้อมนุษย์แต่เราจะเชื่อได้อย่างไร ว่าในกระป๋องที่ผลิตมาจากจีนเหล่านั้น เป็นเนื้อวัว จริงๆ ...

หายหิวเลยค่ะ เจอข่าวนี้ !!! 



Create Date : 08 มิถุนายน 2559
Last Update : 8 มิถุนายน 2559 11:55:53 น.
Counter : 666 Pageviews.

1 comment
คุณเชื่อเรื่อง Career Path หรือเปล่า? ควรมีหรือไม่?






โดยส่วนตัว เป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่อง Career Path (เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ)  มาแต่เริ่มแรกที่ ทฤษฏีตัวนี้ออกมาฮิตติดอันดับกิจกรรมกันเลย ... ส่วนตัวก็ Debate โต้แย้ง มาตลอด ว่าแต่ว่า แผนเส้นทางอาชีพมีอะไรบ้าง ...ตำราว่ามีตามนี้ค่ะ 

การออกแบบเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง (อ้างอิงจาก JobBD มาค่ะ)  

1. ระดับตำแหน่งงาน (Career Level) ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นจะบอกถึงความก้าวหน้าจากการทำงานอาชีพนั้น ๆ เช่น

ระดับเจ้าหน้าที่

เป็นหัวหน้างาน

เป็นระดับอาวุโส

เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ

เป็นรองผู้จัดการ

เป็นผู้จัดการ

เป็นผู้บริหารระดับสูง

ในสายงานของคุณต้องผ่านตำแหน่งอะไรบ้าง จึงจะไปถึงตำแหน่งที่คุณใฝ่ฝัน ใช่มั้ย ? ทั้งหมดข้างต้นนี้ สรุปง่ายๆคือ การออกแบบองค์กร หรือ สร้าง Organisation Chart ค่ะ ระบุหน้าที่ในงานฝ่ายหนึ่ง มีตำแหน่งอะไรบ้าง มีกี่ระดับ จุดอ่อนของหลายๆ องค์กร และ หลายๆ เจ้านายคือ เอางานไม่ใช่งานในฝ่ายมาแปะตามอำเภอใจ ตามใจรัก โดยเอางานมาฝังในตำแหน่งที่ไม่ตรงหน้าที่ หรือ หน้าที่ที่ไม่ตรงผ่ายงาน ส่งผลทำให้การวัดผล การพัฒนางาน การพัฒนาคน ไปต่อไม่ได้คือ ได้ไม่สมบูรณ์ และเมื่อเขาควรโตในสายงานเขา แต่มาฝังในแผนกไม่ใช่ก็ทำให้เขาทำงานไม่ตรงตำแหน่ง และพัฒนาในสายอาชีพไม่ถูกต้อง เคยได้ยินน้องคนนึงมาถามว่า พี่คะหนูจะบอกเขาว่าไง หนูทำอันนี้ แต่มาอยู่แผนกนี้ ชื่อตำแหน่งมันว่ายังงี้ แต่หนูไม่ได้ทำเลย ทำแต่งานของ Admin.?  เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็สร้างแผนพัฒนาอาชีพก็พอได้ค่ะ แต่ได้แบบแคะๆ แกร็นๆ    

2. เป้าหมายของงาน (Target Job) ต้องมองว่าตำแหน่งที่คุณต้องการจะขึ้นไปนั้นต้องการคนที่มีคุณสมบัติอย่างไร มีผลงานในระดับใด ต้องใช้ทักษะอะไร ต้องมีประสบการณ์อะไรมาบ้าง หรืออาจวัดจากคุณภาพของงาน ปริมาณงานที่ทำ และอายุงานเป็นเกณฑ์กำหนด คุณควรศึกษาและหาทางพัฒนาตนเองเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นให้ถูกทาง

3. ขอบเขตของหน้าที่ (Functional Area) การจะเลื่อนตำแหน่งได้ นั้น คุณต้องสามารถรับผิดชอบงานที่มากขึ้นได้ด้วย ทั้งในเชิงปริมาณและขอบเขตงานที่กว้างขึ้น ทั้งนี้ควรศึกษาถึงขอบเขตของงานและหน้าที่ที่คุณจะต้องทำในตำแหน่งนั้น ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าด้วย 

มากมาย เยอะอ่านยากไป.. เอาหละ ดิฉันขอสรุปใหม่ว่าแท้จริงแล้วเราต้องการ...

1. องค์กรต้องมี Oganisation Chart ที่ชัดเจน และ มี JD กับ ระบุทักษะในหน้าที่ให้ชัดเจน

2. ทักษะที่ว่าคือ ทักษะที่จะทำให้พนักงานทำงานได้ โดยกำหนดตัววัด ว่าทำอะไร ทำได้ดีชั่วเท็จจริงประการใด เป็น KPI สำหรับงานในหน้าที่ และ

3. ทักษะของสมรรถนะที่ทำให้ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น เราเรียกว่า Competency ค่ะ

มีองค์ประกอบ 3 ส่วน สั้นๆ ง่ายๆ ใน 1-2 แผ่นของการดาษทำการ(บันทึก) พอค่ะ ในหมวดตำแหน่ง เราอิงโครงสร้าง ในหมวดบทบาทหน้าที่ เราอิง KPI ที่ต้องทำให้ได้ และในหมวดสมรรถนะ ต้องมีอารมณ์นิสัยและแรงจูงใจแบบไหนจึงจะทำให้งานดี๊ ดี ก็อิงเกณฑ์คุณสมบัตินางฟ้า เทวดาที่เราต้องการสำหรับงาน ตำแหน่งนี้ (จบไปแล้วนะคะ สำหรับกระดาษทำการการจัดแผนอาชีพ) 

ลงมือทำ Implementation ทำยังไง ลงมือค้นหาคนพันธุ์ A สร้างเสริมกิจกรรมและจับตา คนพันธุ์ A หรือ สรรหาคนพันธุ์ A สิคะ

หาคนพันธุ์ A เกรด A คือ คนที่จะไปสู่ตำแหน่งถัดไปตามข้อ 1 ใช่หรือไม่ ? ถ้าใช่ วัดเกรด จัดกลุ่มพนักงานกันเถิด...

จัดแล้วยังเอ่ย ?  
อ๋อจัดแล้ว ตามที่ หน. เขาบอกว่า โอ้ย คนนี้แหละเยี่ยม (สำหรับผม แต่สำหรับองค์กร ไม่รู้ ฮาๆ) ทุกแผนกมีคนเยี่ยมๆ ตามจริตของ หน. แต่ค้านสายตาคนนอกตลอดเวลา...เอ๊ะยังไง ? ทุกแผนกมีคนพันธุ์ A แต่งานไม่ไปไหน ผลักดันก็ไม่ได้ ?         

ทีนี้มายก ตย. กันสักเรื่องหนึ่ง เช่น มีวิศวกรก่อสร้างท่านนึงทำงานมาก็เจริญก้าวหน้าดีมาเป็นลำดับ วันนึงแก shift อาชีพไปทำปิโตเลียม เกี่ยวกับงาน Menagement ด้านนึง แกว่า อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ แล้วถ้าองค์กร มีการพัฒนา career path มาให้แกตามลำดับมาจนถึงระดับ Build leadership ให้แกแล้ว ซึ่งการพัฒนาก็คงเริ่มมาจาก OJT เป็นประโยชน์ต่อองค์กร และตัวพนักงาน มาจนถึงการพัฒนาบุคลิกภาพ การฝึกให้มีสมรรถนะ (Competency) ด้านต่างๆเพิ่มอีก  เกิดเหตุแบบนี้ องค์กรรู้สึกยังไง คุ้มมั้ย คนทำงานมีแรงจูงใจอะไรซ่อนอยู่ไม่รู้ ? เสี่ยงมั้ย ?

นี่ ตย. นี้เรียนมาจาก Mr. ROBERT O'RIODANT ... แกตั้งคำถามเลิกคิ้ว มองบนเล็กน้อย ... u beleived that ? ค่ะ แล้วแกก็ยกตัวอย่างข้างต้น ฟังแล้วสะอึกค่ะ และเริ่มมองหาบทพิสูจน์ 17 ปีย่างแล้วหละค่ะ ต้องยอมรับด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดว่า  ยังไม่เห็นใครสำเร็จทฤษฏีนี้จริงจัง แต่มีสำเร็จจริงๆ คือ talent acquisition ได้แก่ บ. ปูน  บ. ปตท. เห็นว่าทำได้ดี สำเร็จไปถึงการพัฒนาสายอาชีพจริงหรือปล่าวก็ไม่ชัดเจน คือไม่ได้อ่านหรือเห็นชัดตามข่าววงในเขา อาจเป็นเรื่องที่ไม่เปิดเผยต่อผู้อื่นให้เกิดการประเมินกองกำลังความสามารถก็เป็นได้ 

แต่ถ้าจะดู MBOที่สำเร็จดังตัวอย่างจาก google และ apple ค่ะ ไม่เห็นเขาเคยพูดถึง ไอ้แผนอาชีพ หรือ โครงสร้างตำแหน่งอะไรเลย มีตำแหน่งเขาก็ฟังแปลกๆ แต่เขาเชื่อเรื่องการเสริมสร้างสมรรถนะกับความสามารถ (Performance)  และ MBO คือ เก่งก็จ้างมาเลย !!  แต่ได้ยินเขาเน้นสร้างวัฒนธรรมองค์กรเขาชัดเจน กระหึ่มแปลกใจไปตามๆกัน ...

เลยเปลี่ยนมาเชื่อเริ่อง PMI - Performance mgt indicator, PMS - Performance system กับ Competency ที่นำมาใช้ตอนงาน Recruitment ดูจะปลอดภัยกว่ามาหาทีหลังตอนสวม ตน.งานแล้ว !

ปัญหาคือ องค์กรส่วนใหญ่ มักเรียกร้องอยากมีแผนความก้าวหน้าในอาชีพ แล้วมักมีคำถามว่า HR ทำไมไม่ทำ หรือ ทำไม่เป็น หรือไม่ได้ ... เพียงทำนั้นไม่ยาก แต่พอทำติดไปหมด เพราะแต่ละคน รวมถึง เจ้านายก็ไม่ยอมแก้ไข ไม่เปลี่ยน(ระบบ)อันก่อร่างสร้างตัวมาจากนิสัยท่าน และนางทั้งหลาย แต่อยากมีระบบ พอมีปัญหาการสูญเสียคน งาน หรือ สมรรถนะใดๆ สักอย่างโผล่มา เราจะได้ยินเสียงพำพัมว่า เนี่ย..เพราะเราไม่มี Career Path แต่จริงๆ คือ นางมีระบบวัฒนธรรมองค์กรที่เสียหายต่างหาก

มีน่ะดี แต่จะมีได้มันไม่ง่าย มันยาก กับวัฒธรรมภายใน... ต้องเปลียนตัวเองมากบ้าง น้อยบ้างว่ากันไป ส่วนมากพอต้องเปลี่ยน อ้ำๆ อึ้งๆ สุดท้ายมีไว้เป็นคัมภีร์เท่านั้นใช้งานไม่ได้ มีไว้รักษาหน้า ..มีได้นะ ซื้อโปรแกรมมาเลยค่ะ ... มีขายจากที่ปรึกษาดีๆ เก่ง ๆ ปัญหาแท้จริงคือ ข้อ 5 ข้อเดียว นอกนั้นเป็นการวางระบบพัฒนา วางได้ให้สั้น ให้ยาว วางยากนักก็ MBO (management by objective หรือ buy out) เลยค่ะแล้วมาต่อ Path เอา. แต่...ไม่จบ

ท่านจะโดน พนง. ด่าเช้าด่าเย็นว่า ว่ามีแบบแผนยังงี้ แต่ทำไมเวลาปฏิบัติไปทำแบบโน้น ไหนหละว่ามีระบบ Career Path แล้วทำไมเป็นไอ้นั้นหละ คนนี้หละอบรมแทบตาย มีอะไรก็ให้ไปทำ ด่านหน้าของบททดสอบ ด่านอรหันต์ ตกด่านตายเสียงั้น หรือ แผนพัฒนาอาชีพก็มีนี่ ทำไมไม่ใช้ กลายเป็นมี กม. แต่ไม่ทำตาม กม. มีรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทำตาม... ทำนองเงี้ยแหละค่า 

สรุปสั้นๆ ว่า

  • ให้ทำแผนตำแหน่งงานในองค์กรบอกตำแหน่งให้ชัด
  • ให้ทำ JD หรือ Job Description ให้ดีครอบคลุมงานในหน้าที่จริงๆ ก่อน ที่เกินๆ เลยๆ เอาไว้เป็นติ่งก็พอค่ะ 
  • ให้ทำ KPI ให้สอดคล้องกับ work Target (ของอะไรก็แล้วแต่..)  Work KPI กับ work Target ไม่เหมือนกันนะคะ (แปะใว้ก่อน เดี๋ยวอธิบายให้ในหัวข้อต่อไป เปลาะง่ายๆ ตรงนี้จะทำให้เกิดการสร้าง Com & Ben ที่ดีตามมาด้วยนะคะ) 
  • ให้คัดกรอง สรรหาคุณสมบัติ (สมรรถนะ) ที่จำเป็นสำหรับงานให้ได้ (ของแต่ละตำแหน่ง)  และวางระดับเกรดสำหรับคุณสมบัติที่จะทำให้คนทำงานได้ดีกว่า (จัดหาคนพันธุ์ A)
พอมาถึงตรงนี้พอจะมองออกใช่มั้ยคะว่า ในแต่ละตำแหน่งตามลำดับลดหลั่นกันมา จะมีระดับเทพไม่เท่ากัน ตำแหน่งโตกว่า ก็ต้องมีความเป็นเทพมากกว่า ตำแหน่งต่ำว่าก็ลดหลั่นระดับเทพของเขาลงมา อย่าไปทำให้ความเป็นเทพของหัวหน้าและลูกน้องเท่ากันไปหมด หรือ ซ้ำๆ กัน เพราะมสรรถนะในการทำงานแต่ละระดับไม่เหมือนกัน เช่น หน. จะมาซ่อมหรือ จะมาแกะเครื่องยนต์ อะไรเก่งเท่าลูกน้อง คงไม่ใช่ แต่อาจจะวิเคราะห์เก่งกว่า เป็นต้น       

มาถึงคำถามที่ว่า แล้วควรมี Career Path ในองค์กรหรือเปล่า ... ขอตอบว่า เราควรมีผังองค์กรและตำแหน่งชัดเจน มีแผนการอบรมพัฒนาชัดเจน และมีการประเมินจัดกลุ่มสายพันธุ์ให้ชัดเจน (เป็นการปูทางประตูสู่สวรรค์ให้ทุกคนได้เห็นเชิงประจักษ์ด้วยตนเอง) และทุกอย่างทำผ่านการประเมินผล วิจัยหาผลคำตอบออกมา ดังนั้น จะมีคำตอบได้ต้องมีระบบการประเมินผลค่ะ ! แล้วการพัฒนาสายอาชีพก็จะเกิดตามมา ส่วนการประเมินผลจะทำได้ดี ยุติธรรมพอ ก็ต่อเมื่อ มีองค์ประกอบที่สรุปไว้ข้างต้นดีพอ หากไม่ดีพอการ จะส่งผลให้การประเมินผลต่างๆ เป็นการประเมินผลเป็นตามไบเบิ้ลอีก แต่ไปใช้งานอะไรไม่ได้ สร้างความร้าวฉานอีกตามเคย ...พึงระวัง

แค่นี้ เราก็รอดพ้นความสุ่มเสี่ยงเรื่องการลงทุนใน Career Path ให้กับพนักงานและองค์กรแล้วค่ะ อย่าลืมว่า "พนักงานต่ละคนก็มีแรงจูงใจไฝ่สัมฤทธิ์เป็นของตัวเองบางคนเก่งมาก แกไฝ่ฝันแค่ปากซอยผลักดันเท่าไรก็ไม่ไปไม่ยอมขึ้นรถ บางคนไฝฝันไปถึง ตปท. แต่ไม่เก่งก็กลายเป็นพวกเพ้อเจ้อ" แต่ถ้ามองว่า ไม่กลัวคู่แข่งจะได้พนักงานที่เราอุตส่าห์สร้างไปด้วยโครงสร้างค่าตอบแทนแต่ฉันจะสร้างบุคลากรของประเทศ ก็เอาค่ะ ดีที่สุดแล้วเป็นบุญมากมายเลยค่ะ ขออนุโมทนาด้วยอย่างจริงใจ 

ไหนๆ ก็เอ่ย เรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนแล้ว จะบอกว่า หากทำข้างต้น ได้ดิบดีแล้ว เรื่องโครงสร้างค่าตอบแทนก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป พนักงานจะได้รู้ว่าบุญวาสนาพาตัวเราได้ระยะหนึ่ง แต่อาจไม่ได้นำพาเจ้านายไปถึงเทือกเขาเอลป์ แต่ต้องเป็นความพยายามที่ชัดเจนของพนักงานต่างหาก และวาสนาของพนักงานก็คือ มีสติปัญญาพอต่างหากคะ 

ง่ายที่สุดแล้วเนี่ย...   



Create Date : 07 มิถุนายน 2559
Last Update : 7 มิถุนายน 2559 13:49:09 น.
Counter : 467 Pageviews.

0 comment
13 อุปนิสัยที่คนเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน


ที่มาของภาพ : //www.leaderwings.co/leadership

อุปสรรคในการดำเนินชีวิต ตลอดจนปัญหาทางธุรกิจเกิดขึ้นบ่อยเสียจนทำให้เกิดความท้อแท้ ฉุดรั้งชีวิตของคนส่วนใหญ่ไม่ให้ไปถึงฝัน แต่คนที่แตกต่างพวกเขามีจิตใจเข้มแข็ง สามารถฟันฝ่าอุุปสรรคต่างๆนานาไปได้จนประสบผลสำเร็จ

ในเมื่อจิตใจที่เข้มแข็งส่งผลต่อความสำเร็จทั้งทางธุรกิจ และการดำเนินชีวิต เราจะทำอย่างไรให้จิตใจของเราเข้มแข็ง และแกร่งขึ้น?

เอมี่ มอริน (Amy Morin) นักจิตวิทยาค้นพบว่า การที่เธอช่วยให้ลูกค้าก้าวผ่านอุปสรรคในชีวิตโดยมุ่งเน้นที่จุดแข็งเพียงอย่างเดียวไม่ประสบความสำเร็จยั่งยืนแท้จริง และยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อต้องพบกับเรื่องสะเทือนใจด้วยตัวเองท
  • ในปี 2003 แม่ของเธอเสียชีวิต
  • หลังจากครบรอบ 3 ปีวันเสียชีวิตของแม่เธอเพียงแค่ 2 วัน สามีเธอก็เสียชีวิตตามไปด้วยโรคหัวใจเฉียบพลัน
  • 7 ปีต่อมา พ่อตาของเธอก็เสียชีวิต
ด้วยเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ เธอค้นพบว่าลำพังการมองข้ามเรื่องที่รบกวนสภาพจิตใจมีข้อจำกัดอย่างมาก หากต้องการจะพัฒนาตนเองให้เข้มแข็งขึ้น จะต้องพยายามแก้ไขจุดที่ทำให้รู้สึกโศกเศร้า การพยายามหนีปัญหาด้วยการคิดเรื่องอื่น หาอะไรทำเพื่อให้ลืม สามารถช่วยได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็หวนกลับคืนสู่ความโศกเศร้าเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ คือ การลงมือทำสิ่งที่ควรทำ แต่การละเลิกสิ่งที่ไม่ควรทำก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน”

เธอพบว่าการจะพัฒนาขีดความสามารถด้านสภาพจิตใจ ไม่จำเป็นจะต้องอาศัยการลงมือ ลงแรงอย่างหนักในการสร้างเสริมอุปนิสัยที่ดีเพียงอย่างเดียว หากแค่เพียงขจัดอุปนิสัยที่ฉุดรั้งตัวเราทั้งทางกาย และทางใจ ผ่านอุปนิสัยทั้ง 13 ข้อที่คนที่จิตใจเข้มแข็งเขาไม่ทำกัน

1.คนที่จิตใจเข้มแข็งไม่มัวโศกเศร้าเสียใจกับตนเอง
การที่เรามัวแต่รู้สึกแย่ เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ไม่มีอะไรดีเลยเว้นเสียแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง การทำแบบนี้จะทำให้มัวแต่โฟกัสกับปัญหา และไม่ก่อให้เกิดการแก้ไข สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วเป็นสิ่งที่นอกเหนือการควบคุม แต่เราสามารถเลือกที่จะควบคุมความรู้สึกได้ พยายามหาสิ่งที่ดีๆในแต่ละวัน แล้วพยายามรักษาทัศนคติในเชิงบวกไว้ให้ได้

2.คนที่จิตใจเข้มแข็งไม่ให้ละทิ้งพลังที่มีอยู่
การที่เรามองว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ และโชคชะตา เป็นการทิ้งพลังแห่งการควบคุมที่พึงมี ไม่มีใครทำให้เราคิด หรือรู้สึกอะไรได้ หากเราไม่ยินยอม

เธอบอกว่าการเปลี่ยนคำพูดที่ใช้ในแต่ละวัน จะช่วยสร้างความรู้สึกถึงพลังในการควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ อาทิ แทนที่จะพูดว่า “วันนี้ฉันต้องทำงานดึก” เป็น “ฉันเลือกเองที่จะทำงานดึก” คำพูดที่เลือกใช้จะสร้างความแตกต่าง

3.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง
โลกเปลี่ยนไปเสมอ ทั้งเรื่องราวต่างๆ เทคโนโลยี การที่กักขังตัวเราไว้กับอดีต นอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว จะทำให้ไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตขึ้นได้

4.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่ใส่ใจกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้
การที่มัวบ่น วิตกกังวล ใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือยังไม่เกิดขึ้นแต่ไม่สามารถควบคุมได้ เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ เพราะมนุษย์มีพลังงานจำกัดในแต่ละวัน เราจึงควรเก็บพลังงานไว้ใช้ประโยชน์กับเรื่องอื่นที่สำคัญ และส่งผลดีต่อชีวิตมากกว่า

ให้คอยสังเกตคำพูด และความคิดของตนเองอยู่เสมอ ว่ากำลังคิดลบ คิดถึงเรื่องที่นอกเหนือการควบคุมหรือไม่ คำแนะนำของเธอคือให้เขียนสิ่งที่เป็นคุณค่าของตัวเราสัก 5 อย่าง แล้วโฟกัสกับมัน ขยายให้สิ่งดีๆเหล่านี้เติบโต

5.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่มัวเอาใจผู้อื่น
การที่มัวสนใจความคิดของคนอื่นว่าจะคิดอย่างไรกับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เราไม่ได้รู้จัก หรือมีความสนิทสนมเพียงผิวเผิน เป็นการทำให้ความสุข และตัวตนที่แท้จริงของเราถูกบิดเบือนไป

การเลือกกระทำสิ่งที่จะส่งผลต่อความรู้สึกแง่ลบของผู้อื่นนั้นต้องใช้ความกล้าอย่างมาก แต่การจะใช้ชีวิตที่จริงใจกับตัวตนของเรา ต้องพบเจอกับข้อพิสูจน์ความกล้าหาญเหล่านี้ พยายามยึดมั่นในเป้าหมายของตนเอง เชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าบิดเบือนความจริง และไหลเอนตามแรงลม

6.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวที่จะเสี่ยง
คนที่มีจิตใจเข้มแข็ง เขาไม่กลัวความเสี่ยง แต่จะทำให้การเสี่ยงมีความถูกต้อง และคู่ควรต่อการลงทุนมากที่สุด บ่อยครั้งความกลัวทำให้ไม่กล้าก้าวเท้าออกไปเผชิญกับสิ่งที่ท้าทาย

ทั้งนี้ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ลองเสี่ยง

เธอแนะนำว่าการเสี่ยงที่ถูกต้อง อาศัยข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย โดยพยายามลดการใช้อารมณ์ ความรู้สึกให้เหลือน้อยที่สุด ความเสี่ยงก็จะลดน้อยลง และเพิ่มโอกาสที่จะเป็นการเสี่ยงที่ดีได้

7.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่จมกับอดีต
การเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น สามารถสร้างเสริมประสบการณ์ให้กับชีวิตได้

เลือกสิ่งที่ดี มีประโยชน์ในอดีต และทิ้งสิ่งที่ไม่มีสาระแก่การจดจำ ยกโทษให้กับคนที่มาทำร้ายจิตใจ เรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะพยายามลืม เพิกเฉย ละเลยจนกลายเป็นปมที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อได้ เผชิญหน้ากับปัญหา แล้วเอาชนะปัญหานั้นให้ได้

8.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่ทำผิดซ้ำซาก 
บ่อยครั้งที่ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่น่าอายในสังคมไทย เด็กไทยส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่วัยทำงานไม่กล้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม หรือต่อหน้าคนอื่นๆ เพราะกลัวการอับอายในความไม่รู้ หรือสงสัย จนนำไปสู่ความผิดพลาดที่แท้จริง และไม่เกิดการพัฒนาความสามารถ

แต่คนที่มีจิตใจเข้มแข็ง เขาจะไม่กลัวความอับอาย เพราะถือเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้ และจะพยายามไม่ทำผิดซ้ำซาก เรื่องใดที่เคยทำพลาดไปก็จะนำมาพัฒนาตนเองเพื่อรับมือกับเหตุการณ์แบบเดียวกันในอนาคต

9.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่อิจฉากับความสำเร็จของผู้อื่น
ความอิจฉาที่เห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จ ไม่ช่วยให้เกิดประโยชน์อะไรต่อการบรรลุเป้าหมายของตัวเราเอง แทนที่จะมัวสนใจกับเรื่องราวของคนอื่น ให้ยึดมั่น และพยายามทำเป้าหมายของตนเองให้สำเร็จจะดีกว่า

แสดงความยินดีกับคนอื่นได้ ไม่ต้องอิจฉา เพราะความสำเร็จของคนอื่นไม่ได้ขัดขวางโอกาสในการทำเป้าหมายของเราให้สำเร็จเลยแม้แต่น้อย

10.คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่ยอมแพ้แม้ล้มเหลว
“ความล้มเหลว คือหนทางสู่ความสำเร็จ”

คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะล้มเหลว เพราะเขาคิดว่าจะทำให้ดูด้อยค่า ไร้ความสามารถ แต่แท้จริงแล้วความล้มเหลว คือความสำเร็จที่แปลงกายมาทดสอบคุณต่างหาก

ชีวิตคล้ายกับการเล่นเกม ครั้งแรกอาจจะล้มเหลว เพราะระดับความสามารถยังไม่ถึงขั้น แต่ครั้นเราพัฒนาความสามารถมากขึ้น ไปเจอบททดสอบแบบเดิมก็จะสามารถผ่านไปได้

ล้มแล้วต้องลุก แต่ลุกไปพัฒนาความสามารถก่อนครับ

11. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวการอยู่คนเดียว
เคยเห็นคนที่กลัวการอยู่คนเดียวไหมครับ ต้องอยู่กับเพื่อนฝูง หรือหากิจกรรมทำตลอดเวลา นอกจากไม่มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตตนเองแล้ว ยังใช้พลังงานในแต่ละวันอย่างสิ้นเปลือง

คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องอาศัยเวลาในการอยู่คนเดียว ปราศจากสิ่งรบกวนจากภายนอก เพื่อพัฒนาความสามารถอย่างเข้มข้นอันนำไปสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ หรือเรียกว่า “Deep Work”

เธอแนะนำให้จัดสรรเวลาในแต่ละวัน ปิดโทรศัพท์ หรืออินเตอร์เนต แล้วหมั่นคิดทบทวน ฝึกปรือความสามารถบ่อยครั้งจะเกิดประโยชน์กับชีวิตมากกว่า

12.คนที่จิตใจเข้มแข็งไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกับใคร
บ่อยครั้งที่การทำงานทุ่มเท ทำงานหนัก ทำให้คาดหวังผลลัพธ์ตอบแทน แต่การทำอย่างนี้เป็นการเสียแรง เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ และจะทำให้ท้อถอยเอาง่ายๆ เพราะโลกนี้ไม่ได้ยุติธรรมเสมอไป

เธอแนะนำว่าเวลาที่คิดแบบคาดหวัง ให้พยายามคำนึงถึงสิ่งที่กำลังมีอยู่ แทนที่จะคาดหวังการได้มาเพิ่มเติม จะทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นได้

จงลงมือทำอย่างหนัก อย่ามัวยึดติดกับสิ่งตอบแทนที่จะได้รับ

13.คนที่จิตใจเข้มแข็งไม่คาดหวังผลลัพธ์ทันที
การพัฒนาตนเองต้องอาศัยเวลา เพราะ

“การใช้ชีวิต ก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน”

ไม่ใช่วิ่งแข่งระยะสั้นรวดเดียวจบ หากแต่ต้องคอยวิ่งอย่างสม่ำเสมอด้วยความเร็วพอเหมาะที่จะหลบหลีกสิ่งกีดขวางที่อยู่ข้างหน้าได้ บ่อยครั้งความสำเร็จจำเป็นจะต้องอาศัยความสม่ำเสมอมากกว่าความทุ่มเทแต่ขาดความแน่นอน

ท้ายที่สุดนี้เธอแนะนำว่า..

การสร้างจิตใจให้เข้มแข็ง ก็เหมือนกับการสร้างกล้ามเนื้อ ต้องหมั่นเผชิญแบบทดสอบ เพื่อทำให้กล้ามเนื้อแห่งจิตใจแข็งแกร่ง และเจริญเติบโต

เมื่อจิตใจเข้มแข็งเพียงพอก็จะสามารถเอาชนะอุปสรรคทางธุรกิจ และการดำเนินชีวิตได้ในที่สุด

ที่มาPosted By: Borom Supawarikul on: In: Leadership, Life



Create Date : 06 มิถุนายน 2559
Last Update : 6 มิถุนายน 2559 11:42:36 น.
Counter : 413 Pageviews.

1 comment
แรงผลักดันแห่งความสำเร็จ มีอะไรบ้าง !!




ความสำเร็จที่เราเห็นเหนือน้ำนี้ ภายใต้ความสำเร็จนั้น เราต้องฝ่าฟัน ฝากฝัน ฝ่าฝืนและต่อสู้กับอะไรบ้าง?  รู้หรือไม่ มันมีมากมายเกินจะคาดคิด แต่ไม่ได้หมายถึงว่าทุกเรื่อง ต้องการองค์ประกอบแรงผลักดันทุกข้อ ไปหมดในเวลาเดียวกันนะคะ บางเรื่องต้องการแต่ 3 ข้อ บางเรื่องก็ 4 ข้อ แต่เราจำต้องมีทุกข้อจริงๆ เป็นแรงผลักดัน จะปลูกสร้าง ปลูกฝังบได้มากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ตามแต่ละบุคคลจะมีบรรยากาศมาเสริมแรงผลักดันในความสำเร็จแต่ละครั้งด้วยเหมือนกัน ที่เราจำต้องรับมือให้ได้ ...

เชื่อว่า ต่างช่วงต่างแวลากัน แรงผลักดันต่างๆ จะนำมาถูกใช้ในระดับที่ต่างๆ กันไปเช่นกัน ... ยากไปมั้ยคะ ถ้าไม่ยากส์ เตรียมรับความสำเร็จไว้อย่างสม่ำเสมอค่ะ

ขอเรียกว่า "แรงผลักดันแห่งความสำเร็จ" นะคะ



Create Date : 05 มิถุนายน 2559
Last Update : 6 มิถุนายน 2559 11:17:45 น.
Counter : 331 Pageviews.

0 comment
ระวังตรวจล๊อตเตอรี่กับ เวบสนุกดอทคอม !!


ซื้อล็อตเตอรี่มา หากท่านไปตรวจกับสนุกดอทคอม ให้ระวังนะคะ ไปอ่านเจอข้อความนี้ทางเฟสบุ๊คมา เสียดายของตัวเอง ตรวจแบบนี้กับสนุกมา 3-5 ปี แล้วหละค่ะ เสียใจจิ๊ดๆ 







เพื่อนๆตรวจ ลอตเตอรี่กันดีๆนะ ตรวจใน sanook.com .. เขาบอกว่าคุณไม่ถูกรางวัล .. แต่มาตรวจในหนังสือพิมพ์ดันถูกรางวัลที่ 5 จ้ะ.. เกือบทิ้งไปแล้วนะเนี่ย.. #มีงี้ด้วยปรกติตรวจเน็ตตลอด

Cr. Tawanrat Kanlaya 



Create Date : 05 มิถุนายน 2559
Last Update : 5 มิถุนายน 2559 12:53:30 น.
Counter : 430 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
All Blog
MY VIP Friends