ฟอสซิลหัวใจ ระยะ ที่ 7. ล้างแค้น (ต่อ)
 (ต่อค่ะ) ทำไมบอกว่า ตามแรงทะเยอทะยานของเด็กหนุ่ม ก็เพราะเคน ชอบอะไรๆ ที่หรูหรา ทันสมัย และไฮโซ ส่วนภรรยาเธอว่าเธอ แค่เป็นเด็กหัวนอกทางการใช้ชีวิตกินอยู่ (ยกเว้นเรื่องชีวิต)เรื่องอื่นๆ เธอไม่ค่อยรู้อะไร กับแต่งตัวเก่ง ดูดี (สวยย้อนวัยนิดหน่อย)  ทำให้เคนนิยมเธอมากกว่าป้าในสังกัดของเคน คนอื่นๆ  ดังนั้นเคนจึงมาใช้เวลาอยู่กับเธอเป็นส่วนใหญ่ ควบคุมเธอด้วยมากกว่า เคนติดจะหวงๆ ทำให้ภรรยาเธอคิดว่า อย่างน้อยเคนก็รักเธอมากกว่า  จะให้ไปสู้รบกับใครเธอคงทำไม่ได้ และแล้วภรรยาเธอก็ได้รับรู้ว่า เคนนั้นมีสัมพันธ์สวาทกับคนรุ่นแม่ (ขอเรียกเธอว่าคุณมังคุด) นะคะ ชื่อเธอเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งเช่นกัน (หึๆ เลยสมมุติเปฺ็นผลไม้ด้วย) ชื่อนี้เป็นชื่อที่เธอเอ่ยเนื่องจากหลงลืม จำไม่ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นของเคนชื่ออะไรกันแน่ หลุดปากออกมาในยาม-ดันเคนเกี่ยวกับ สัมพัฯธ์ผู้หญิงคนนี้ เธอก็เรียกไพล่ไปเป็นคุณมังคุด เคนหัวเราะ เลยรับสมอ้าง ตั้งแต่บัดนั้นเคนกับเธอ เวลาเอ่ยถึงผู้หญิงคนนี้ จะเรียกหล่อนว่า "คุณมังคุด" ตั้งโดยเคน โดยความไม่ตั้งใจของพี่ภรรยา เธอเล่าว่า ไม่ค่อยทราบอะไรของคุณมังคุด ทราบแต่ว่า เป็นผู้หญิงจากทางภาคเหนือ เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น หลายปี นานประมาณโดนแจ้งหายสาปสูญจากระบบบัตรประชาชนน่ะแหละ กลับมาก็มาเปิดบริษัทกับชาวญี่ปุ่นอายุน้อยประมาณ ยี่สิบปี กว่าๆ ชื่อเป็นชาวญี่ปุ่น เป็นผู้มีอำนาจคู่กับคุณมังคุด มีอำนาจเต็มที่ว่างั้นเถอะ ก็เปิดมานาน ทุนจดทะเบียนไม่กี่บาท และเพิ่มมาเรื่อยๆ จากการขาดทุนเกินทุนในระยะแรกๆ ดูปีเริ่มกิจการ เริ่มจากปีที่เขากลับมาจากญี่ปุ่น กับปีที่เขาเริ่มมีสัมพันธ์สวาทกับเคน ไม่ห่างกันเท่าไรห่างกัน 2 ปี (ประมาณการณ์อาจน้อยกว่า หรือ ปีแรกเลยก็ไม่แน่) และเขาเคยพาเคนไปเที่ยวญี่ปุ่น ในครั้งที่เขากลับไปอีกครั้งหลังจากกลับมาจากญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกที่หายสาปสูญไปในญี่ปุ่น กลับมาได้ยังไงไม่ทราบ แต่กลับมาก็มาแจ้งความแสดงว่ามีตัวตนและทำบัตรครั้งแรก แต่ย้ายมาทำที่ กทม. และเปิดบริษัทกับชายชาวญี่ปุ่น เธอเคยถามเคนว่า ญี่ปุ่นคนนั้นเป็นใคร เคนจะไม่ยอมเอ่ยอะไรถึงเรื่องนี้ บอกแต่ว่าไม่ทราบ ...แต่เธอคิดว่า ทราบ เพราะคุณมังคุดมีความสนิทสนมกับเคนและ แม่ของเคน มากๆ ...เพราะช่วยเหลือเรื่องเงิน เรื่องอื่นๆ กับเคนมาก เช่นให้ที่พักกับเคนเมื่อครั้งเรียนต่อ แต่การเรียนต่อต่างๆ กำกับโดยแม่บุญธรรม แม่บุญธรรมเคยเป็นครู สามีตายเป็นหม้ายไม่มีบุตรและเอาเคนมาดูแลเพราะเห็นว่าพ่อแม่ไม่มีเวลา แต่เริ่มตอนไหนไม่ทราบ และแม่อุ้มบุญกับคุณมังคุด แรกๆ เธอก็สนิทสนมกันดีไปไหนมาไหนกันบ้างกับครอบครัวพ่อแม่เคน แต่ระยะหลังเป็นอย่างไรไม่ทราบ เขาไม่ถูกกัน และ บาดหมางกัน เหมือนคนหึงหวงเด็กเคนกันเอง ...เธอบอกว่า ได้ยินเคนโทรไปเม้าท์ โน่น นี่นั่น เกี่ยวกับยัยมังคุด กับแม่อุ้มบุญ ยังงั้นยังงี้ เชิงวิจารณ์ว่าหล่อนทำอะไร และ พูดอะไรว่าใคร ..พร้อมทั้งนินทางกันยกใหญ่ ... ภรรยาว่า จับสังเกตุไปก็เริมงง ปัญหากับสามีชักกร่อย ....



Create Date : 31 สิงหาคม 2556
Last Update : 31 สิงหาคม 2556 14:22:39 น.
Counter : 280 Pageviews.

0 comment
ฟอสซิลหัวใจ ระยะ ที่ 6. ล้างแค้น...
เมื่อตัดทุกอย่างได้หมดแล้ว เหลือแต่ความคั่งแค้น ภรรยาก็เริ่มหันมาดูแลตัวเอง เธอลดความอ้วน กลับมาสวยดูเด็กลง และดูสวยกว่าเดิมด้วยซ้ำ คือ ไม่เปลี่ยนไปจากคนเดิมสมัยก่อนสักเท่าไร ดูดีขึ้น โครงสร้างเดิมๆ เขาดูดีอยู่แล้วน่ะค่ะ ลดความอ้วนได้ เธอบอกว่า ไปรักษาฮอร์โมนปรับลดอยู่พักใหญ่ ..

(ต่อค่ะ) ง่วงอ่า... ยังง่วงอยู่เลย เอาไปนิดหน่อย..ก่อนนะ ไม่เคยพิมพ์อะไรยาวนานข้ามวันข้ามคืนปานฉะนี้ แถมบางคอมเม้นต้องไปรื้อเรื่องอีกนะ เช่นทำไมไม่จ้างนักสืบ...เงี้ย เพิ่งได้รู้ว่าจ้างไปเยอะ บางรายก็ไม่ได้อะไรได้แต่ CD หนึ่งแผ่น รูปไปโน่น ไปนี่ และ มีรูป กำลังเดิน กำลังขุ้นรถ ขับรถ นั่งวิเคราะห์รูปปวดสมอง มิพักหลับพักนอน  ยืนที่นั่น ขับรถอยู่ที่นี่ ... บางรายรับมัดจำ หายต๋อมไปเลย รายสุดท้ายเอาเรื่องมาคืน ... บารมีแค่ รศ. ดร. (พื้นเพบ้านนอก) เนี่ยยังขลังขนาดนักสืบแหยง...

เมื่อภรรยาเธอไปรักษาฮอร์โมน ปรับสมดุลย์ร่างกาย เนื่องจากเธอนั้น หลายๆเดือนเมนส์ไม่มา หรือ ไม่ก็ "มามาก" จนเข้าออกห้องน้ำเปลี่ยนผ้าอนามัยวันละหลายๆรอบ...ไปรักษาเท่าไร ทำอะไรก็ไม่หายแต่เธอไม่ได้สงสัยอะไรเพราะเน้นว่าไม่มา มากว่า เดือนมา จนเธอรักษาปรับฮอร์โมนจริงจัง วันนึง เพราะเลือดมาเยอะมาก แม้ไม่พูดไม่จากัน แต่ทั้งบ้านมีเขมรคนใช้ กับพอดีสามี กลับมาบ้านพอดี แกเดินไปบอกสามีเธอว่า ภรรยาเขาเลือดมาเยอะเกิน เขาน่าจะพาไปส่ง รพ. นะ ตอนนี้อ่อนเพลียอยู่ในห้อง สามีเดินไปเคาะห้อง ภรรยาก็เดินมาสภาพอิดโดย นุ่งชุดนอนโปร่งๆ ถามว่า เห็นเด็กคนใช้บอกว่าไม่สบาย เป็นอะไร ...ภรรยาส่ายหน้า ไม่ตอบแต่ ส่ายหน้า สามีเลยบอกว่าไปหาหมอใหม เขาจะขับรถไปให้ ... ภรรยานั้นแกเล่าว่า ตอนนั้นรู้สึกแต่เพียงว่า ถ้าไม่ไปหาหมอ คืนนี้คงตายแน่ เธอไม่พูด แต่เรียกเด็กคนใช้ให้เก็บของ ไปด้วยกัน ช่วยถือข้าวของ แล้วก็เดินไปที่รถ สามีลนลานมาเคลียร์รถ เด็กคนใช้เหลือบมองหน้าภรรยานิดหนึ่ง ภรรยาก็เหลือบมองไปที่เด็กพอดี เลยพยักหน้าให้เด็กเดินตาม และภรรยาเลยเมินหน้าหนีกลับเข้าบ้าน ไปรอในบ้าน จนเขาเดินมาเรียก... ไปถึง รพ. พอส่งเสร็จ เขาไปจอดรถ กลับมาที่ภรรยาถามว่า ยังไง? พยาบาลเดินมาเข็ญเตียงบอกว่า ต้องขูดมดลูก admit เข้าห้องผ่าตัด พอดีพี่เค้าไม่ได้ทานอะไรมาหลาย ชม. โชคดี หมอบอกเอาเลย ...ทำเลย 

ภรรยาตื่นมาอีกที พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องพักผู้ป่วยแล้ว ห้องเดี่ยว มีเด็กคนใช้นั่งเฝ้า ตอนเช้า เลยบอกให้เด็กไปบ้าน โทรไปเขาไม่รับ แต่โทรกลับมาบอกให้มารับเด็กไปบ้านด้วย เด็กลงไปยืนรอที่หน้า รพ. หลาย ชม. เด็กเดินกลับมาบอกว่า ไม่มีใครมารับ จะให้ขึ้นแท็กซี่ก็ไม่ได้ เพราะเด็กไม่มีบัตร พูดไทยไม่ชัด ภรรยาบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเรียกน้องชายมา พอน้องชายมา น้องสะไภ้อยู่เป็นเพื่อนและน้องชายรีบไปส่งเด็ก กลับบ้าน พร้อมบอกให้อยู่เฝ้าบ้าน ไม่ต้องไป รพ.อีกแล้ว จากคืนนั้นก็ไม่ได้เห็นหน้าสามีเธอจะมาเยี่ยมเยียนหรือมาเฝ้า อ้อ มาแวะเย็นๆ สัก 5 นาที 1 ครั้งในเวลา 3 วันที่ อยู่ รพ.

จนเธอกลับมาบ้าน...หายเป็นปกติ แต่ก็ยังแกว่งๆ ไม่ได้สมบูรณ์เช่น ผญ. ทั่วไปนัก ส่วนกับสามีเธอ ต่างคนต่างอยู่ คือ ภรรยาก็อยู่ เต็ม พท. บ้าน ...ภรรยาก็ไปๆ มาๆ คือ ไปทำงานพักนอกบ้าน กลับมาบ้านบางวัน สามีก็มานอนค่อนรุ่งหรือ นอนทั้งคืนเป็นบางวัน ตามสภาพเดิมเป๊ะๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ภรรยากลัวคุณพ่อของเธอมาก ว่าจะเสียใจ หากทราบเรื่องของเธอ แต่คุณแม่ของภรรยาทราบดี เพียงแต่ไม่เปิดเผยกับพ่อชัดเจน พ่อของภรรยามาบ้านลูก มาไม่ถึงสามวันก็ร้องกลับ ภรรยาเขาบ่นว่า อยากให้พ่ออยู่นานๆ ดิฉันว่า แกคงเห็นบางอย่าง พ่อภรรยารักลูกสาวมาก แกถามว่า สามีเข้าบ้านแบบนี้ตลอดกี่ปีแล้ว ลูกสาวบอกก็ตามปกติเขา 10 กว่าปีมาแล้ว ครอบครัวภรรยาก็ดูอบอุ่นดีนะคะ พ่อแม่เขารักกันมาก พ่อจะใช้อำนาจกับครอบครัวเยอะหน่อย เจ้าระเบียบตามอาชีพน่ะคะ ทุกคนในครอบครัวเขา จะกลัวพ่อเขามาก ภรรยาเขามีกันแต่ 2 คนพี่น้องแล้ว นอกนั้นเสียไปหมดตั้งแต่อายุน้อยๆ ส่วนสามีไม่มีพ่อแม่แล้วค่ะ มีแต่พี่ๆ น้องๆ

(ต่อค่ะ) ประมาณ 8 ปีแล้วนะค่ะ พอปีที่ 9 เป็นเรื่อง .. ระหว่างนี้ก็มีเรื่องสารเลวแบบน้ำขุ่นๆ ไปเรื่อยๆ แต่ไม่เข้าโสตประสาทภรรยาแล้วหละคะ สามีจากคนที่แต่งกายดีเด่น เริ่มเสื่อมถอย รถเคยขับใหม่ๆ เปลี่ยนเรื่อยๆ ก็คันที่ใช้อยู่วันนั้นวันที่พี่เขาแอบย้ายกลับจากมาระยอง เป็นคันสุดท้าย แต่เวลาที่ภรรยา กับสามีจะได้เสวนานับรวมกันไม่รู้นับรวมเวลาครบสัก 2 ปี แบบคู่ธรรมดาเขาหรือเปล่า ไม่ว่าเรื่องงาน เรื่องชีวิต ก็ดำเนินไป...ภรรยานั้นเธอว่า เธอก็มีชีวิตปกติแต่เดิมตามที่เธอยังโสด ก็คือเหมือนตอนที่ไม่มีครอบครัว เราก็ต้องอยู่แบบนี้ นึกถึงตัวเอง...ไม่มีหางไม่มีหัว... 

ก่อนนี้เธออดทนเพราะ "รอ" ให้เขามา "ขอเลิก" ... จนมีวันหนึ่ง ทะเลาะกันรุนเแรง ภรรยาด่าเอา แรงมาก ใช้คำแรง ไม่ได้บอกว่าคำอะไร แต่จี้จุดสามี เมาด้วย วิ่งเข้ามาเงื้อมมือตบภรรยาเปรี้ยง ภรรยาล้มลงบนโซฟา เธอกระโจนพุ่งตัวหนีไปได้ วิ่งขึ้นบันใดบ้านชั้น 2 สามีไล่ตามจะคว้าตัวทำร้ายให้ได้ แต่ด้วยความเมา วิ่งไปพลาดตกบันใดเอง กลิ้งหลุนๆ ลงมาพังพาบอยู่กับพื้นขั้นที่ 1 เจ็บตัวแน่นอน แต่มากน้อย ภรรยาบอกไม่รู้ ภรรยาชี้หน้าว่า "กับกูเลิกกันเด็ดขาดไปนานกว่า 8 ปีแล้ว แตะตัวกู 191 แน่นอน ...อยากดังเป็นข่าวหน้า 1.. ดร. ซ้อมเมีย เอาเลย ..." มีน้ำเสียงอ้อแอ้...มาว่า "บอกว่าอย่าพูดกู-พูด"

ตอนนี้ เธอทนได้เพราะ..ไม่ว่าจะมีเขาหรือไม่มีเขา เธอก็ดำเนินชีวิตแบบนี้ ตามมาตรฐานของเธอ เสียแต่สร้างเรือลำใหญ่ เสียเปล่าๆ ปลี้ไปกับชีวิตไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร ...แรกๆ เธอมองว่าเรื่องใหญ่ แต่เมื่อเวลามันเนิ่นนานไป เธอเอาทางพระเข้าข่ม สวดมนต์ไหว้พระ ไปบวชหลายรอบมาก จนตั้งใจว่าจะบวชไม่สึก 

แต่เมื่อเธอไปบวชเข้าจริงๆ หลายๆ ครั้งก็ เธอกลับมาเล่าว่า การเป็นแม่ชี ก็ต้องมีเงินกินใช้พอสมควร เพราะไม่เช่นนั้นรอพึ่งจากพระ หรือ เจ้าอาวาส คงไม่ดี แม่ชี เคร่งมากก็จะมีปัญหากับพระบางรูปที่หย่อนยานเช่นกัน แม่ชีมีความรู้มากกว่าพระ ศึกษามากกว่าพระ บางทีได้ยินอะไรไม่เข้าท่าเข้าทาง ผิดศีลอีก พระบางรูปไม่ยอมศึกษา ไม่เรียนรู้ อยู่ไปวันๆ คิดแต่เรื่องเงิน บางรูป เรื่องไปบิณฑบาตร ยังเกเร เพราะการเป็นแม่ชี ห้ามวิจารณ์พระ ห้ามขัดแย้งแม้ในใจ ต้องวางใจให้ได้ แต่..แม่ชีเป็นโรคจิต เกลียดผู้ชายวัยกลางคน อายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป แม่ชีเกลียดมาก...เห็นหน้า เห็นกริยา เห็นจริต แม่ชีนึกติดลบทันที แม่ชีว่าด้วยวัย และ จิตของความเป็นชาย เป็นแบบนี้เองและ ธุระอะไรของแม่ชีก็ไม่ทราบ แม่ชีสังเกตุสังกาไปหมด จนเอามาสรุปเป็นตุเป็นตะ ว่า ชายพวกนี้ อายุแบบนี้เลวร้ายที่สุด เริ่มจากสามี เจ้านาย และ เพื่อนฝูง ...
เธอก็คิดว่าเป็นกรรมของเธอ ...กับสามี เธอคิดเสียว่า เขาทั้งสองมีหอพัก หลังเดียวกัน... ก่อนหน้านี้เธอเหงา เธอก็จะไปทานอาหารกับเด็กๆ น้องๆ สมัยเรียน สมัยทำงานยังเด็กๆ เพื่อนทำงาน เธอจะจ่ายให้ทั้งหมด ... ไม่คิดมากกับใคร ดูว่าคงเหงาเอามากๆ

(ต่อค่ะ) ระหว่างที่ทุกอย่าง ว่างโหวงแหวง ภรรยาก็ทำงานไปด้วยความเฉยๆ เธอเล่าว่าเป็นช่วงที่ชีวิต ไม่มีจุดหมายปลายทาง สภาพการงาน..ก็ไม่สนุก และสังคมที่เธอไปทำงาน เป็นสังคมคล้ายๆกันกับสามี แต่เธอพบว่าคนพวกนี้ มีจริตจอมปลอม ติเดียนคนอื่น เอาเปรียบ และชอบตำหนิแต่คนอื่นก่อนมองความบกพร่องหรือ บาลานซ์ความจริง ยึดพรรคพวกและเอาตนเป็นใหญ่ ทำงานด้วยแล้วน่าเบื่อในการมองแล้วต้อง รำพึงกับตัวเธอเอง เออแบบนี้ก็มี แทบทุกชั่วโมง เธอว่า คนพวกนี้ ไม่เคยเห็นคนอื่นดี เป็นผู้ใหญ่ แต่เจ้าเล่ห์ นินทากันเอง เธอเด็กกว่า นั่งตรงกลางได้ยินก็เสียความรู้สึก แต่พอต่อหน้า อ่อนหวานเล่นลิ้น เธอบอกว่า เธอเสียความรู้สึกวูบวาบตลอดเวลา การทำงานของพวกเขาเน้นตัวเอง พวกเขาก็มีอะไรมากมาย ไม่จริงจังต่อชีวิตใครเลยด้วยซ้ำ เด็กตาดำๆ รายรอบ เธอว่ารับไม่ทันคิดไม่ถึงว่า..สถานที่นี้ จะเป็นแบบนี้ จิตหลวมๆ ยังไงพิกล เธอบอก ไม่นึกชอบจิตใจของคนในสังคมแบบนี้เลย กอรปกับเงินเดือนไม่มากอาจจะมากสำหรับคนบางคนแต่เธอลดรายได้ลงมาครึ่งๆ แถมมีเวลาว่างมาก ยิ่งทำให้มีช่องว่างของการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น ... ชีวิตครอบครัวไม่สมบูรณ์มันเอียงกะเท่เร่ มาด้านโดดเดี่ยว ...เธอเล่าว่า ขณะนั้นเธอไม่ได้เข้าถึงธรรมมะ อายุเพิ่งเริ่มเข้ากลางคน มุ่งเน้นไปที่ชีวิต การใช้ชีวิต ต้องการความสุข ความอบอุ่น ไม่ได้นิ่งและแนบแน่นกับจิตแห่งธรรม คือ ความว่างเปล่า แต่เธอเผิชญความว่างเปล่าแบบไม่ได้ ตั้งรับ หรือ เชื้อเชิญ..มาแบบไม่รู้ตัวนานแล้ว จนไม่รู้สึกว่าเป็นสัจจะธรรมแบบหนึ่งของชีวิต 

เธอว่า เธอจึงจัดสรรความว่างเปล่านั้นไม่เป็นรูปแบบที่เหมาะสม ....

ในปีถัดมา... อ้อลืมบอกไปว่า เริ่มเดิมที ย้อนเรื่องงาน ภรรยาเธอทำงานอยู่ บจก. ต่างชาติ ทำได้ระยะหนึ่ง เป็นช่วงวิกฤติ 40 "วิกฤติต้มยำกุ้ง" เห็นจะได้ หลังจากนั้น บริษัทปิดสำนักงานที่ กทม. แต่ยังคงมีรูปกิจการอยู่ ทุกคนถูกย้ายไปทำงานประเทศอื่น (วิศวกร) ส่วนแอดมิน ก็ประจำเฝ้าฐาน ฝ่ายขายก็ขอลาออกไปทำอย่างอื่น จนกระทั่งเธอขอไปทำอย่างอื่นเพราะนั่งเฝ้าสำนักงานมันน่าเบื่อมาก ดังนั้นจึงได้เซ็นสัญญาว่าจะไม่ทำงานที่ทาง บจก. ต่างชาติ นั้นไม่อนุญาต (เป็นบจก. ก่อสร้างท่อน้ำมันใต้ดิน ทางรถไฟใต้ทะเล ประมาณนี้) เธอจึงยังมีรายได้จากการเป็นตัวแทน สาขาเมืองไทย ได้รับเงินเดือนเป็น จ่ายปีละ 2 ครั้ง เป็นค่าผูกมัดสัญญา(กันคู่แข่ง) ไม่มากแต่ก็ไม่น้อย หากมานับรวมกับเงินเดือนที่ไปทำที่อื่นๆ ไปทุกเดือนด้วย แต่ก็มีต้องไปประชุมต่างประเทศบ้างเป็นบางครั้ง ..เธอเล่าว่า บจก. คงสงสารที่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ตามเก็บหนี้ได้หลายร้อยล้าน คืน บจก. แม่ แต่ บจก. รับงานจุ๋มจิ๋ม เล็กๆ ไม่ได้ เขาไม่ทำ ประเทศไทย คอรัปชั่นมากเกินไป สนามบินก็ตกไปเป็นของเจบิค ส่วนโปรเจ็ค Hope well ก็ไม่มีทีท่าว่าจะสร้าง ดังนั้นจึงไม่มีสาขาในเมืองไทย เธอก็ได้แต่ช่วยสาขาอื่นๆ เช่น สิงค์โปร ฮ่องกง อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย ...เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเสียทีเดียว แต่เธอก็ต้องมีเดินทางไปประชุม หรือ รับทราบผลงานของสำนักงานที่อื่นๆ บ้าง บางครั้งปีนึงก็ราวๆ 2 ครั้ง...เธอทำไปเงียบๆ ไม่เคยบอกใครๆ ว่า ส่วนนี้ยังอยู่ยกเว้น สามีและครอบครัวภรรยาคือ พ่อแแม่และน้องชาย แต่ทำงานหลักที่อื่นๆ 

ช่วงที่ทำงานนั้น เธอบอกว่าพอมีเวลาว่างเยอะ และก็เริ่มเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ต ช่วงนั้นไอโฟนหรือ smart phone ยังไม่มี ในท้องตลาด แต่เธอมี Smart Phone ของ Asus รุ่นที่ Touch Screen แล้ว ถอยมาจากสิงค์โปรตอนไปประชุม (งานเก่า) ช่วงก่อนมาทำงานที่นี่ และต่อมาอีกปีก็มี smart Phone รุ่นแรกออกมา คนตื่นแต้นกันทั้งเมือง เธอบอกหายเหงาก็เพราะ มี smart Phone Asus ตัวนั้น แต่มันเป็นตัวที่ทำให้ หน. งานตำหนิเธอ เอาไปเม้าท์เล่น เธอขำ..เพราะว่า ต่อมาในหน่วยงานเขา ประธานฯ (หูเบา) ก็เอามาแจกผู้ใหญ่ หัดใช้เพื่อภาพลักษณ์องค์กรเน้นเจาะ IT เธอบอกตอนเราเอามาใช้ ด่า แอบวิจารณ์ ซะหัวมึน แต่ไปๆ มาๆ ทั้งหมดของระดับหัวองค์กร ...ก้มหน้าเพ่งสายตาแก่ๆ กับ smart phone กันงุดเกือบทั้งห้อง สภาพใหม่ๆ ของสังคมปากว่า ตาขยิบ นี่คือแค่ ตัวอย่าง "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" ขององค์กรเธอ ที่วิจารณ์ให้ฟังระยะแรกๆ ของตอน ๆ นี้ล่ะค่ะ 

และทุกๆ วัน เลิกงาน เมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็น เธอบอกว่าคนรายได้น้อย ทำอะไรได้มากหละ กลับมาบ้าน มาทานข้าวกับคนใช้เป็นกิจวัตร นานๆ ได้ออกไปสังสรรค์นอกบ้าน การเงินครึ่งๆ กลางๆ มันทรมาณ เพราะภาระเท่าเดิม แถมหลาน(ลูกกำพร้าของน้องชาย) โตขึ้นต้องส่งเสียเข้ามหาวิทยาลัย ใช้เงินเยอะขึ้น กระหน่ำกันเข้ามา ... 

ช่วงนั้น... นอกจากอยู่บ้านเหงาๆ แล้ว...เธอก็มีแชทคุยกับเพื่อนสมัย นร. ผ่านทาง Msn. (สามีเธอก็รู้จักและเพื่อนก็รู้จักสามีเธอด้วย) เพื่อนคนนี้เคยท้วงๆ และบอกห้ามภรรยาว่าอย่าเพิ่งซื้อบ้านกับสามีเธอ เธอบอกว่าเพื่อนไปคุยกับสามีได้สายคำอะไรสักอย่าง ที่เพื่อนฟังแล้วระแวง เลยห้ามแต่ไม่ได้จริงจังมาก เพียงแต่เกรงใจว่า ตัวเองจะกลายเป็นยุยงครอบครัวเพื่อนแตกแยก 

เพื่อนคนนี้ก็ไปแต่งงานมีครอบครัวอยู่ ตปท. คุยกันทุกวัน ระบายให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็แนะนำว่า หากเหงา ก็ลองหาเพื่อนทางเน็ตคุยแก้เหงาไป อย่างคนที่นี่ ที่อเมริกาเพื่อนๆ ที่ทำงานของเพื่อนเขาก็ทำกัน แต่ภรรยาเธอไม่ได้ทำตามที่เพื่อนแนะนำ จนผ่านไป..เธอก็ยังพึ่งพาอินเตอร์เน็ตอ่านเอกสาร อ่านบทความทำงานและ ติดต่อเพื่อน ระหว่างนั้น...พอดีกับบ้านเรามี ข่าวฉาวเกี่ยวกับแคมฟร๊อก ดังมาก เธอก็สนใจข่าว และด้วยความสงสัยก็ถามเด็กลูกหลานว่าคืออะไร เด็กๆก็บอกว่าแบบไหน คือ อะไรยังไง ... วันหนึ่งลองเข้าไปดู ก็เจอขำ ๆๆ แต่ในขณะที่เธอดูอยู่นั้น เธอก็ไม่รู้ว่าคนอื่นก็ดูเธอได้ (เนื่องจากวันแรกและยังทำไม่เป็น) จู่ก็มีคนเข้ามาทัก เอ๊ะ?? เธอก็สงสัยถามไปถามมา เขาว่า ก็เธอโชว์หน้า เธอหรา เอาแบบมุ่งมั่นจ้อง อ่านมาก ... โผล่หน้าเต็มจอออกมา เขาว่านี่ไม่รู้หรอกหรือ คนเขาดูหน้าเจ๊กัน ทั่วโลกไปแล้ว ตายหละ เธอตกใจ เลยถามว่า จะต้องทำอย่างไรบ้าง ไม่ให้เข้ามาแอบดูแล้วใครจะไม่เห็นเธอ เขาสารภาพว่า คิดว่าน่าจะมือใหม่ เลยลองทักเธอดู พอเธอถามแบบงงๆ มาได้ไง รู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นได้ยังไง ก็เลยรู้ ขณะนั้นเธอว่า มองว่าคนนี้เป็นเด็ก อายุน้อยกว่า ก็ควรสุภาพ เธอตอบไปอย่างพี่ อย่างผู้ใหญ่ คุยกันไปมาถูกคอดี ... เด็กก็สุภาพ เด็กถามว่า เธอทำงานอะไร เธอบอกว่า ทำงานธุรการสถานที่ธรรมดาที่หนึ่ง ถามน้องเขาก็บอกเรียนจบแล้วจาก มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ เรียนดี ทำงาน ตอนนั้น ทำงาน บจก. ญี่ปุ่น แต่ไม่ชอบงาน อยากหางานใหม่อยู่ ก็คุยระบายเรื่องงานกันไปมา วันนั้นเป็นวันแรกที่เธอบอกว่า เพิ่งรู้ว่าการคุยทางอินเตอร์เน็ตของเด็กๆ มันก็เพลิดเพลินเหมือนมีเพื่อน คุยสะดวก ไม่ต้องอึดอัดกับความขี้อาย จนนั้นคุยไปถึง 4 ชม. โดยเธอเลิกก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว...

(ต่อ) จากการพูดคุยกันครั้งแรก น้องคนนี้ก็จะมารอคุยทุกวัน จนผ่านไปสัก 5-6 วัน ก็ชักหนักขึ้น เธอบอกว่า เริ่มรู้สึกไม่อยากคุยเด็กเริ่มไม่ปล่อยวาง เช่นขอทราบเบอร์โทร พอถึงเวลากลางวันก็โทรถาม เป็นระยะๆ เช่นว่า ทำอะไร ไปไหน ที่ไหน ทานข้าวแล้วยัง จนกระทั่งอ้างว่ามีเหตุผ่านมาแถวที่ภรรยาเธอทำงานอยู่ ขอพบ เธอก็เลยบอกว่า "พบได้ไม่เป็นไร" เพราะพูดคุยคุ้นเคยนิดหน่อยแล้ว ในเมื่อมีโอกาสมาแล้ว มารู้จักกันก็ไม่เป็นไร จึงนัดที่ McDonald แถวไกล้ที่ทำงาน เด็กมายืนรออยู่  ฝ่ายเธอมาช้าเนื่องจากไม่ได้เตรียมตัว เลยรอเก็บงานก่อน ฝ่ายเด็กก็ยืนรอ การรอ น้องแกยืนเด่น กลางหน้าห้าง ทางเข้าหน้าประตู ยืนเห็นชัดเจนมาก เธอบอกยังไม่ทันเลี้ยวรถก็เห็นยืนอยู่ตัวสูงใหญ่ หน้าตาดี แรกๆ สรรพนาม "ผม" และ เรียกเธอว่า "พี่" ดิฉันถามว่าดีแต่ไหน เพราะเธอนั้นหน้าตาดี แล้วนายคนนี้ว่าดี ดียังไง ... เธอบอกขั่วกว่า เคน ธีรเดช นิดหน่อยไม่กี่ % โอ๊ว... สำทับอีกว่า ละม้ายเคนเกือบมากที่สุด ..!!!! ดิฉันก็นิ่ง..อึ้งไปเลย...

(ต่อ) เมื่อไปเจอน้องเขาวันนั้น เธอก็รู้สึกว่า เออ..เป็นวันเลิกงานที่ เวลาผ่านไปเร็ว เพลิดเพลินเพราะมีเพื่อนคุย ปกติเธอกลับคอนโดฯ หรือบ้าน ก็จะไปนั่งจ่อมกับทีวี หรือ คอมพิวเตอร์ ด้วยงานเยอะนั้นเรื่องหนึ่งหละ บางครั้งก็ทำมากเกินไปเองต่างหาก แต่เธอบอกว่า ห้องครัวส่วนตัวคือ เซเว่นอีเลฟเว่น เป็นครัวปกติ วันไหนไปบ้านก็ต้องแวะซื้อไปทานเหมือนกัน ระหว่างนั้นก็เดินเพลิดเพลินใน 7-11 รออาหารและคิว ถ้าไม่ได้พาน้องๆไปเลี้ยงข้าวเย็นนัดเจอเพื่อนๆ น้องๆ ก็ทานคนเดียว คือ ร้านก๋วยเตี๋ยวและ 7-11

จากการพูดคุยกัน หลังจากวันนั้น ที่เธอเจอกับ "น้องเคน" น้องเคนเจอพี่ภรรยาก็"ชื่นชม" พร้อมทั้งพูดคุยว่าพี่สวย ทำไมปล่อยตัวให้อ้วนเช่นน้น ภรรยาก็บอกว่า เดิมจาก 77 ลดลงมา 70 แล้ว ตนเป็นคนกระดูกเล็กและ "หมอสั่งลดด่วน" เพราะนั่งไม่ได้ เจ็บเข่ามาก เวลาขับรถก็เจ็บหัวเข่า ลดไป 7 กก. เหลือ 70 ลำบากกมา หมอบังคับให้ทานยาก่อน เพราะทำอย่างอื่นไม่ได้ ไปออกกำลังกายก็อันตรายเจ็บเข่า นน.เดิม 48 กก. นั่นว่าอ้วนแล้ว... จากการพูดคุยกันทุกเย็นกับน้องเคนไม่นับรวมโทรศัพท์ทั้งวัน สอบถาม แสดงความห่วงใย เจ้ากี้เจ้าการ พาไปลดน้ำหนัก และขับรถไปส่ง ถึง รพ. ยันฮี!!

ตัวภรรยานั้นเดิม ด้วยความเสียใจที่สามีบอกว่า ไม่ต้องการภรรยาเพราะ "เธออ้วน" มันก็เสียใจเป็นทุนเดิม แต่ตอนนั้นเธออ้วนแค่ 58 กก. เท่านั้น แต่ตั้งแต่วันนั้น  ผ่านมา 9-10 ปี จาก 58 ปาเข้าไป 77 ค่ะ!!!

เมื่อน้ำหนักเริ่มลด หน้าตาดูดีขึ้น ก็เริ่มแต่งกายได้ เธอบอกว่าก็ขอบคุณน้องเขาที่ น้องเคนเป็นเพื่อนพาไป รพ. และ มาชวนทานอาหารเย็นรูปแบบอื่นๆ บ้างไม่ได้ปักหลักแต่เซเว่นหรือ ร้านอาหารในบริเวณบ้าน ในระยะ 3 เดือน เธอลดไปถึง 10 กก.  

ระหว่างที่พูดคุยกัน ก็มีการสอบต่างๆ เช่น เป็นคนชอบดูหนังหรือไม่ ประเภทไหน หรือ ชอบฟังเพลงอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน อ้อเหรอ !! เธอเป็นงั้นฉันเป็นงี้ ...เคนถามเรื่องครอบครัว แต่ภรรยาแค่บอกว่า แต่งงานแล้ว มีปัญหา อยู่ระหว่างแก้ปัญหา ยังไม่รู้จะจบรูปแบบไหน ก็เป็นอันว่าเข้าใจคร่าวๆ เคนไม่เคยถามอะไรอีกเพราะเธอบอกว่าไม่อยากพูดให้ฟังและเล่าไม่ถูก กลัวเขาหัวเราะเยาะเอา และคงตั้งคำถามอีกมากมายเธอบอกว่าไม่มีคำตอบ ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เพราะไม่มีและไม่ทราบคำตอบจริงๆ !!!

ภรรยานั้นเธอเป็นคนรุ่นเดิมๆที่เวลานิยมอะไรหลากแบบ ก็รู้ๆ หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลง เรื่องหนัง เธอบอกเติบโตมาด้วยความอิสระทางการใช้ชีวิต บ้าบันเทิง บ้าร๊อค แบบโบราณคือ หาซื้อหนังสืออ่าน ซื้อ เทปซีดีเพลง หัดเล่นดนตรีจริงจัง มีสะสมคามความนิยม จึงพอจะทันสมัยในทางความคิดและมีแเนวคิดที่ทันสมัยพอควร ด้านอื่นๆ ของชีวิต เช่นสนใจเทคโนโลยี และอยู่เดิมค่ะ เธอชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ เธอบอกว่ามันคล้ายๆ พาตัวเองออกจากโลกตัวเอง ปล่อยวางไปสู้โลกของหนังเรื่องนั้นๆ ดูอะไรก็สนุก สังเกตุละเอียด ชอบดูหนัง

เมื่อมีโอกาสเจอเคนบ่อยๆ น้องเขามาแวะแถวห้างไกล้ๆ ที่ทำงาน หรือวันไปพบหมอ รพ. ยันฮีเลิกงานแล้วไปทานอาหารเย็น ทานสลัดตามที่ต่างๆ ก็คุ้นเคยพอควร เธอก็ได้รู้คร่าวๆ เกี่ยวกับเคน เรื่องการศึกษา การงานปัจจุบันและ เคนเล่าชีวิตวัยเด็ก ว่าเขาเคยลำบาก ตอนพ่อแม่เขาทำงานหนัก ต้องทิ้งเขาไว้เพื่อออกไปทำงาน ทำให้เขามีครูข้างบ้านดูแลและต่อมาก็รับอุปการะเขาเป็นบุตร ก็เล่าอย่างน่ารักให้ฟังเสมอๆ เธอว่าเลยรู้ว่า เคนมีพ่อแม่แท้จริงอยู่ จว. ไกล้ๆ กทม. แต่เขาก็มีแม่บุญธรรมอยู่ใน กทม. อายุมากกว่าเธอสักประมาณ 12-15 ปี และบางครั้งเคนก็ให้เธอไปแวะส่งเขาที่บ้านแม่บุญธรรมคนนี้ ถึงบางอ้อ! บ้านอยู่ไกล้ๆ รพ. ยันฮีนี่เอง ...

(ต่อ)  เคนจะเป็นคนมี activity สูง คือ อยู่ไม่นิ่งเดี๋ยวมีนั่นมาชวน มีนี่มาเสนอ ไปกันมั้ย ไปดูมั้ย ไม่ว่าจะคอนเสริตน์ หรือ ดนตรี หรือ รายการเมนูลดราคา บางทีก็งานแสดงสินค้าต่างๆ ภรรยาว่าสังเกตุว่าเคนเหมือนเด็กขี้เหงา พลังเยอะจริงๆ ไปโน่นนี่ไม่มีเหนื่อย เธอว่าเธอนั้นขี้เหงาอยู่แล้วแต่ทำเป็นเฉย ติดนิสัยไปกับเคนคือ คอยว่าจะต้องมีกิจกรรมไปโน่นนี่ เธอว่าชีวิตสนุกขึ้นมาก ... จนวันหนึ่งไปดูหนัง...ปกติเคนนั้นสุภาพกับเธอ แต่วันนั้นเธอนั่งก็ปกติ ตอนเธอหันไปถามเคนในโรงหนัง แล้วเคนเอนหน้ามาเงี่ยหูฟัง แต่เขาแกล้งชะโงกหน้าเข้ามาจนชิด เธอว่าเธอเอามือผลัก แล้วหัวเราะ เขาก็เลยหัวเราะด้วย แต่เธอว่าเหตุการณ์นั้นเธอรู้สึก ขนลุก นั่งขนลุกไปทั้งตัวแบบนั้น การดูหนังวันนั้นไม่สนุก ใจไม่ปกติ ไม่อยากนั่งใกล้น้องเขาอีก เลยเดินไปเข้าห้องน้ำ เมื่อหนังฉายไปนานพอสมควร และไปอยู่นานมาก กว่าจะกลับที่นั่งอีกครั้ง หนังเลิก ตอนเดินออกมาจากโรงหนัง เธอว่าเดินใกล้ๆกัน เธอขนลุก!! ... ทำให้ไม่อยากเดินใกล้ๆ กลัวเคนรู้ว่าเธอ "ไม่ปกติ" 

จากวันนั้น เธอจึงเลี่ยงๆ ที่จะพบเจอเคนอีก อ้างว่างานยุ่งมากๆ เคนเริ่มรู้ว่าเธอผิดปกติไป แต่ก็ยังพยายามนัดเจอ หรือหากิจกรรมแต่เธอก็ไม่รับปากว่าจะไป join ที่ไหนได้เลย เคนเริ่มละห้อย เวลาติดต่อมาเสียงเริ่มละห้อย หน้าตาดำคร่ำเครียด แต่ภรรยาเธอก็แบ่งรับแบ่งสู้ คุยปกติยามรับสายที่บ้าน แต่ไม่สามารถออกไปเจอเพราะ กลัวที่ตัวเองไม่ปกติ !!

(ต่อ) เคนถามว่า ระหว่างนั้นติดต่อได้มั้ย โทรหาได้มั้ย เธอบอกว่าได้ ใช้เบอร์เดิมเมืองไทยนี่แหละ เปิดรอมมิ่งไว้ไม่กี่วันอีกอย่างป้องกันคนไทยจากงาน โทรหาจะได้รับได้ เขาก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน คนโทรไปก็เสียเท่าเดิม คนเสียตังส์คือเธอ หากเธอรับสาย... 

แล้ววันอาทิตย์เช้าเธอขณะทานอาหารเช้าอยู่ ได้รับโทรศัพท์จาก "เคน" ว่าเขามาอยู่ airport ของสิงคโปร์ เรียบร้อยแล้ว ให้เธอมาหาเขาหน่อย เธอตกใจมาก ทำไมล้อเล่นกันแบบนี้ .. เคนบอกไม่ได้ล้อเล่น มาแล้วจริงๆ พร้อมอธิบายว่ายืนอยู่ตรงนั้น ตรงนี้แบบนั้นแบบนี้ ภรรยาว่าเธอตกใจมาก เลยบอกว่าให้ไปนั่งรอที่ MacDonald (อีกแล้ว) ในบริเวณ Airport นั่นแหละ นัดแนะเป็นอย่างดี ห้ามเคนซุกซน หรือเคลื่อนย้าย เพราะไม่ต้องการใช้ โทรศัพท์ (งบน้อย) ... เธอว่าในใจก็นึกว่า อะไรของมันเด็กคนนี้ ...และที่กังวลคือ เคนทำงาน โรงงาน ญี่ปุ่น วันหยุดนักขัตฤกษ์ เคนจะไม่ได้หยุดอย่างคนอื่นๆ เขา ทำไมมาได้ นี่ขาดงานหรือเปล่า ...แล้วมายังไง กี่วัน ยังไงของมันนะ ... วันนั้นเธอว่าเธอตกใจสั่นไปหมด...นั่งรถ MRT ไป Airport มึนกับเด็กคนนี้มาก ...

(ต่อ) เมื่อมาถึง airport เจอเคนนั่งทานเบอเกอร์อย่างอร่อยเพลิดเพลิน ไม่ได้มีท่าทีกังวลว่า ตัวเองกำลัง"พลัดถิ่น" แต่อย่างใด เออว๊อย!! เด็กสมัยใหม่นี่มันกล้าวุ้ย!! ซึ่งตอนนั้น เธอบอกว่าเธอไม่เคยทราบว่าเคนเคยไปประเทศญี่ปุ่นมาก่อน นึกว่าไม่เคยออกนอกประเทศ แสนจะกังวลห่วงว่าจะตื่น... อดทึ่งไม่ได้ และที่รู้ๆ คือ เด็กเก่งมาก ศึกษาภูมิประเทศมาหมดและพร้อมเดินทางมาจริงๆ แต่ภรรยาเธอแค่จะมาทำงานไม่ได้สนใจกิจกรรมอื่นๆ เลยแต่อาจช๊อปปิ้งนิดหน่อย แล้วก็กลับไปทำงานเหมือนเดิมแทบไม่ได้บอกใครว่าไปไหนมาด้วยซ้ำ ... 

เจอหน้า เธอก็เรียก เฮ้..มาได้ยังไง จะมาทำไมไม่บอกแต่แรก ... เคนบอกว่า หากเขาบอกก็ไม่ได้มาน่ะสิ !!

เธอจึงบ่นลอยๆ ว่าแล้วนี่เตรียมกระเป๋ามาด้วย (ใบเล็กไม่ใหญ่มาก) จะมากี่วันยะ?? เคนหัวเราะว่า เจ๊..อยู่กี่วัน ผมก็อยู่เท่านั้นแหละ เธอว่าสะดุ้งเมื่อได้ยิน เฮ้ย นายเคน..ล้อพี่เล่นหรือเปล่า แล้วพักยังไง จองที่พักที่ไหน ..เคนทำหน้านิ่งเฉย .. มึน!!  
ต่อ) ในที่สุด...ก็ต้องลากกระเป๋าของเคนไปที่ รร. ที่เธอพัก เพราะเคนเป็นเด็กเอ๋อ...ไปซะแล้ว ...ระหว่างที่นั่งรถ MRT กลับ พอขึ้นรถไฟฟ้าได้ เคนทรุดนั่งลงข้างๆเธอ เคนก็แกว่งเข่า เอามากระแทกขาเธอ แหง็กๆ เชิงหยอกเล่น (ประมาณว่าข้าชนะ!!)พร้อมหัวเราะ ฮี่ ฮี่ ๆ  เธอเลยรู้ว่าเคนน่ะ รู้ว่า..ยังไงเธอก็ต้องพาเขาไปที่เธอพักด้วยกัน...เธอบอกว่า เช็คก่อนนะ ไม่รู้ว่าจะมีห้องอีกหรือเปล่า วันหยุดด้วย โฮ้ยยย !!! 

เคนนั้น ทำหน้าอมยิ้ม .. หยอกล้อไปตลอดทาง เธอบอกว่า...ต่างบ้านต่างเมือง เธอไม่รู้สึกอึดอัดกับการเดินหรือนั่งข้างเขาสักเท่าไร ...ก็เลยล้อเล่นกันไปตลอดทาง ระหว่างเดินลงจากสถานีรถไฟฟ้า MRT เคนบอกว่าให้เธอช่วยหิ้วกระเป๋าหน่อย เขาจะผูกสายรองเท้า เธอก็ถือ แต่พอเคนผูกสายรองเท้าเสร็จเขาก็เดินไปเลย ส่ายอาดๆ ไปไม่สนกระเป๋า เธอถามว่า อ้าว? ไม่เอากระเป๋าเหรอ? เคนบอกก็ถือมาสิ! ... เธอเลยวางกระเป๋าลง แผละ! ... แล้วเอามือเข็ญกระเป๋า ร่อนกระดอนพรืด...ไปหน้าเคน แล้ววางอยู่บนพื้นแบบนั้นแหละ... แล้วเดินหัวเราะผ่านไป ... เคนร้องลั่น เฮ้ยยยยย  !!!

เคนคว้ากระเป๋ามาได้ วิ่งตามเธอมาจนทันแล้วกระซิบข้างหูว่า ... เนี่ย ผมรักพี่ก็เพราะพี่กวนตีนแบบนี้แหละ ....!!! 

เธอว่า เล่นซะตกใจ ห่ะ ??..แกว่าอะไรนะ เคน !!  รักชั้นเหรอ ชั้นเป็นพี่แกนะ มารักได้ไง อายุยังกะป้ากะหลาน ??? ไม่อายเหรอ !!!

(ต่อ) เมื่อไปถึง รร. โรงแรมที่เธอพักห้องเต็ม เคนจึงบอกว่าเขาไม่ไปพักที่อื่นนะ งั้นให้เขาเอาของเก็บไว้กับห้องเธอก่อน ไว้ไงๆ จะหาที่พักค่อยว่ากัน วันนี้ออกไปเที่ยวกันดีกว่า ... เขาจดมาแล้วว่าอยากไปไหนมั่ง ก็ตกลงกันแบบนั้น ความคุ้นเคยว่า กับนายเคนจะมี activity สนุกๆ ตลอด เขาสนใจไปหมดส่วนเธอนั้นไกล้เกลือกินด่าง เคยมาอยู่ก็หลายครั้ง ครั้งก็หลายเดือนแต่ไม่คิดไปไหน นอกจากแวะหาอะไรทานรอบๆ หลายๆที่ก่อนกลับที่พักหลักเลิกงานแต่ละวันก่อนหน้า เวลามาทำงาน...ชีวิตเหงา และกร้าว..ซืมเซา ปนๆกัน 

เริ่มเดินทางออกไปเที่ยว พากันไปแวะหลายๆ ที่..และไปแวะเซ็นโตซ่า ใช้เวลาอยู่ที่นั่นจนค่ำมืดเพื่อรอดูเลเซอร์น้ำ...กลับมาก็ เหนื่อย...เคนจึงต้องพักในห้องเดียวกับเธอ ...ก่อนกลับที่พัก ทั้งสองไปแวะทานอาหารและดื่มไวน์ไป ภรรยาเขาชอบดื่มไวน์ ติดมาตั้งแต่สมัยเรียนและไปทำงาน ก็ใช้ไวน์เป็นหน้าตา คีบติดมือไว้ ..เพราะไม่ดื่มเบียร์ คือ ดื่มไม่เป็น..ถามว่ามีความสุขมั้ยเธอว่า ไม่ได้รักชอบเคน จึงยังไม่ทันคิด...แต่กลับมาถึง รร. ...คงไม่ต้องเล่าว่าอะไรเกิดขึ้น...หญิงเปลี่ยวกับเด็กหนุ่ม เธอเล่าว่า เคนล้อเธอเล่นว่า "พี่ข่มขืนผมและสงสัยทำไมมันจัดแบบนี้"... ?????

(ต่อ) เป็นเรื่องแล้วหละค่ะ หากเรื่องมันเป็นไปอย่างนี้ หลังจากกลับมาจาก long weekend ทริปนั้น ...เธอก็หลบหน้าตา เพื่อนฝูงหายเงียบไปเลย เพราะจากวันนั้น ชีวิตก็มีแต่นายคนนี้ ...แม้ว่าเคยหลบๆ แต่ตอนนี้ ติดเป็นตังเม เพราะเด็กไม่ได้หายไปไหน กลับเกาะติดแจ ...ไม่เท่านั้นยังหึงหวงไปทั่วอีกด้วย  (เดี่ยวมาต่อคะ)

(ต่อ) เด็กเคน ไม่ธรรมดาเลยค่ะ ภรรยาเธอเล่าว่า เมื่ออะไรๆ มันเลยเถิด เธอไม่โทษเด็ก แต่โทษตัวเองเพราะเธอบอกว่า เนี่ย..หลังจากเคนมาพลาดท่าเสียทีให้เธอไปแล้ว...เหมือนแต่งงานใหม่ คืนนั้น!! (อ่าว...เราอ้าปากเหวอทำไมอ่ะคะ??)  และเธอ..เดาว่าเคนคงไม่เคยเจอ ผญ. ไม่รู้ประสาเหมือนเธอเอาเสียเลย ... เธอว่าเธอสงสัยเคนตะหงิดๆ แต่ขณะนั้นมันอายมาก มากกว่าจะกล้าตั้งคำถาม ยังอายล่วงมาถึงวันต่อมา .. ขณะที่อยู่ในสิงค์โป ขณะที่เคนเองก็ตะหงิดๆ สงสัยเธอ ... เธอบอกว่าสาเหตุที่อายมากเพราะกลัวว่าเด็กจะหัวเราะเยาะ และไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป มันมึนไปหมด กลัวเด็กคนนี้มาก... 

แต่ความสงสัยของเคนคือ ...ไหนบอกว่าแต่งงานแล้ว??.. เธอบอกว่าสะดุ้งกับคำถามนั้น จนอยากร้องให้ แต่เมื่อเคนอธิบาย เธอบอก... ต้องรีบเอาหมอนเขวี้ยงหัวเคนทันที ...!!!

เคนว่าเธอไม่เหมือนคนแต่งงานแล้ว และทำไม??? เธอบอกว่า เธอมีประจำเดือนพอดี...เคนเรียกพนักงานแม่บ้านมาช่วยเปลี่ยนผ้าปู แต่เธอวิ่งไปแอบในห้องน้ำ อาย แล้วต่อว่าเคนว่าทำแบบนี้ทำไมไม่อายเหรอ เธออายนะ .. นี่แหละเคนเลยบอกว่าอยากถาม...โกหกเขาทำไม ชีวิตมีอะไรที่ไม่บอกเขาบ้าง  ???

ต่อค่ะ) เวลาที่อยู่ด้วยกันในสิงคโปร์ก็จบลง เธอและเคนกลับมาถึงเมืองไทย เที่ยวบินกลางคืน เคนก็มาด้วยกัน ในใจนั้นเธอนึกว่า ทุกอย่างก็จบไปเพียงแค่นี้ (เจ๊นี่..แกก็คิดเป็นแต่ในมุม Positive ของธรรมชาติมนุษย์มากไปนะ คิดไปถึงฟันแล้วทิ้งประมาณนี้) 

ไม่ใช่เลยค่ะ เคนถามว่า ค้างด้วยกันอีกคืนมั้ย? เพราะว่า เคนยังไม่อยากกลับบ้าน? ภรรยาเธอก็ งง? หมายถึงอะไร เคนจะไปค้างบ้านเธอหรือ เธองงไปพักหนึ่ง...แต่นั่นทำให้เธอคิดไป คิดมา..เธอสารภาพว่า เธอเกิดผุดความคิดว่า วันนั้นเธออยากพาเคนไปบ้านจริงๆ อยากดูว่า ถ้าคนบางคนทราบว่าเกิดอะไรเปลี่ยนไปของตัวเธอ ใครจะคิดยังไงกันบ้าง แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ แต่มันเริ่มก่อตัวในความคิดแผลงๆ เริ่มมาเป็นระลอก เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าเคนคิดยังไง ยังไม่เคยคบกันหรือคิดกันแบบคนรักเลย ... จะไปลากเด็กมาผจญกรรมเก่าของเธอคงไม่ดี แต่เคนบอกว่าค้างด้วยกันข้างนอก ไม่เข้าบ้านไง?
เธอว่าหือ ..ทำไง? เคนบอกว่าเดี๋ยวเค้าพาไป เสื้อผ้าเราก็มีเดี๋ยวส่งซักเลย แล้วได้ใช้ไปทำงานได้ ตกลงว่า ค้างข้างนอก เคนอยากคุยเยอะๆ

(ต่อ) จากวันที่ค้างข้างนอก ภรรยาเธอบอกว่าเหมือนกับการ "เรียนรู้เรื่องไม่ดีใหม่ๆ" ที่หลายๆคนเขาทำกัน เธอจะแอ๊คเหมือนกล้า แกร่ง แต่จริงๆ ไม่มีเรื่องแบบนี้ในชีวิตที่ผ่านมา คนอื่นเขาอาจมี story กัน แต่กับชีวิตเธอ เธอไม่เคยได้ทำหรือเจอ เธอนั้นสวย แต่ไม่ค่อยมีใครกล้ากับเธอนัก จะเข้าถึงตัวจริงจัง แทบไม่มี....ทำให้ไม่มีเรื่องหนุ่มสาว หรือ อะไรๆ แบบนี้ตั้งแต่ยังสาวๆ ก็ไม่มี จะมีแต่ก็คนนั้นบอกว่าชอบ คนนี้แอบชอบ แต่เธอไม่มีเรื่องกุ๊กกิ๊กแบบคนอื่นเขา เรียบๆ เงียบๆ เธอเลยออกจะคุณหนูหน่อยๆ อยู่กับที่ มันนิ่งๆ เงียบๆ มีแต่เรื่องงาน เรื่องโลกมนุษย์แบบนี้ไม่ค่อยได้รู้ได้ทราบ และ ที่น่าสังเกตุคือ เคนจะเจนโลกมาก ผิดกับที่เธอคาดการณ์ครั้งแรกๆ ระยะเวลานานไป เคนเหมือนผู้ใหญ่ เคนดูเะอเป็นเด็กๆ ไปเลย ชอบดุ ชอบบังคับ แนะนำต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้สิ หลายครั้งเธอบอกเธอทึ่งกับเด็กคนนี้มาก เธออดทึ่งไม่ได้ว่าเด็กคนนี้เก่งเกินเด็ก แก่แดดเกินไป และในระยะที่ไกล้ชิดกันไปไหนมาไหน มีหลายๆ มุม ที่เคนจะสื่อหรือถ่ายทอดออกมาทำให้เธออึ้ง ทำให้ภรรยาเธอกังวลเช่น เคนจะแรงส์ทางความคิด ทางการต่อรองในยามเคนแนะนำนั่น นี่ นู่น เคนมักแสดงความเห็นแก่ตัวเช่น ต้องได้ดีที่สุด ต้องอย่างนั้นสิดีกว่า (เธอจะแย้งว่า ไม่เอาอ่ะน่าเกลียด) อันนี้เสียน้อยกว่า อันนี้ภรรยาเธอว่าเธอและครอบครัวพ่อแม่พี่น้องไม่ค่อยมีวิสัยแบบนี้ เอาเปรียบใครไม่เป็นยอมๆ เขาไป (ยกเว้นเรื่องงานดื้อหัวชนฝาเธอว่างั้น)  

ถึงตัวคนเป็นสามีก็เหอะ แม้เขาจะชอบวิจารณ์หรือว่าคน ดูถูกคน เขาก็ไม่ใจแคบเท่าไร ไม่แรงส์ทางด้าน อะไรฉันต้องดี ต้องได้ และขณะเดียวกัน เคนจะไม่ค่อยเห็นใครดีกว่า นอกจากที่ตัวเองชอบหรือเชื่อถือ หรือนิยม หรือเป็นคนของตัวเอง ....เคนจะเป็นฝ่ายกำกับภรรยาทุกอย่าง ภรรยาเธอเป็นคนยังไงก็ได้ อยู่แล้ว ทั่วๆไปก็เป็นคนมีบุคลิกผู้นำอยู่แต่ด้วยความเป็นสตรี เป็นพี่ (หลงเด็ก วิจารณ์เอง แต่เธอว่าไม่ใช่) ออกแนวสตรีไทยเอามาก มาก ก็จะอ่อนโยนไม่ค่อยอะไรมากมาย บ่นอะไรไม่กี่คำ เคนหน้าหงิก ก็จะหยุดนิ่งไป เธอบอกว่า ก็ติดเด็ก เด็กก็ติดอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไปทำงานก็โทรหากัน ก่อนแยกย้ายกลับบ้านก็จะเจอกันไปรับไปส่งกันเธอบอกว่า ขับรถเยอะมาก และเริ่มคิดว่า รักเด็กคนนี้ 

แต่วินาทีนี้ ที่ว่า รักเกิดขึ้น ก็คือ เริ่มอยู่ด้วยความทุกข์ ทุรนทุรายอีก เล่ามาเธอว่า คนทั่วไปคงคิดว่าเธออ่อนแอไม่เอาไหน แต่ความจริงของชีวิตใครมาเป็นเธอก็ลำบากใจและยากส์ที่จะยุติเช่นกัน ...ทั้งสองคนก็ใช้ชีวิตในแบบพบกัน ค้างด้วยกันไปไหนๆ กัน เลิกงานตอนแย็นก็ไปรับ ไปส่ง แยกกันก็ตอนเข้าบ้าน เธอก็เข้าคอนโด ถามว่าทำไมเคนไม่มาอยู่กับเธอ เคนว่า แม่บุญธรรมไม่ทราบและรับไม่ได้ ชีวิตเคนมีพัวพันกับคนรุ่นแม่ เพื่อนแม่ และแม่อยากให้อยู่กับคนนั้น นั่นไง ที่เธอสงสัยตลอดเวลาว่าทำไมเคนเก่งนัก เคนบอกว่า สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก็อยู่กับคนนี้ เคนเป็นคนติดสาวใหญ่ คือ ไม่ชอบเด็กๆ แต่กับเธอเคนหลงรัก จริงๆ เคนจึงเอาเวลามาอยู่กับภรรยาเธอมากกว่า เช้าเคนจะนั่งรถมาหาเธอที่ที่พัก และขับรถไปทำงานด้วยกัน ระหว่างนั้นเคนก็มีอาหารนิดหน่อยใส่กล่องมาให้เธอทานระหว่างเขาขับรถ เธอบอกเด็กคนนี้มันมีชีวิตแปลกๆ แต่แล้วก็ได้ทราบ ... ผู้หญิงคนนั้นเริ่มหึงหวง และภรรยาเธอก็เริ่มระแคะระคายเพราะเคนอยู่กับเธอเป็นส่วนใหญ่ และมีโทรมาถาม แต่ระหว่างวันเธอจะออนไลน์คุยกับเคนทั้งวันเช่นกัน เธอบอกว่าเธอคือคนมาแย่งของๆ ผู้หญิงคนนั้น แต่เคนนิยมเธอมากกว่า ตามแรงทะเยอทะยานของเด็กหนุ่ม ...







Create Date : 31 สิงหาคม 2556
Last Update : 31 สิงหาคม 2556 13:42:22 น.
Counter : 395 Pageviews.

0 comment
ฟอสซิลหัวใจ ระยะ ที่ 5. ทำลายล้าง
ก็จริงตามที่ใครๆ แนะนำว่าให้ฟ้อง ให้จ้างนักสืบ ค่ะ แต่สายเหลือเกิน ...ขอบคุณนะคะ ...(ร้องไห้)

มีหลายๆคนวิเคราะห์เหมือนกันคือ ผญ. มีรายได้อยู่สามีจะไม่ไปไหนหรอก ... แต่พระเจ้าคงเมตตาภรรยากระมังค่ะ ต่อมาเธอประสบปัญหามากมาย... กรรมมันย้อน...หลายตลบ แต่ความโชคร้ายก็ยังไม่หายไปจากภรรยาเขาค่ะ ...ตอนต่อไปนี้ เข้าสู่สภาวะ ล้างผลาญกันหละค่ะ ให้มันหมดๆ ไป...ภรรยาเริ่มนิ่งและทำอะไรที่คาดไม่ถึง... 

(ต่อค่ะ) นับจากวันกรี๊ดแตก เธอจะจิกเขาเป็นพิเศษ เลิกงาน 2 ทุ่ม เธอจะโทรหาเขาแล้วบอกว่า จะถึงบ้านแล้ว ให้เขารีบกลับ เขาก็รีบกระหืดกระหอบกลับมา ห่างกันไม่เร็วนัก แต่ก็ไม่นาน ประมาณไม่ถึงเที่ยงคืน แต่ก็เป็นเวลาที่คนใช้เข้านอน...เรื่องทานเย็น ต่างคนต่างกิน เพราะเขาจะบอกว่าทานมาเรียบร้อยแล้วทุกครั้ง !!แค่มาเร็วขึ้น เพื่อให้ภรรยาจิกตาใส่ พอสามีกลับเข้าบ้าน เขาก็แทรกตัวเข้าห้องรกๆ สกปรกๆ ของเขา ที่บอกแบบนี้ ภรรยาบอกว่าดุไม่เหมือนห้องนอน เอาเสียเลย เพราะไม่ค่อยยอมให้ใครเข้าไปในห้องแม้แต่คนทำความสะอาด นานๆ ครั้ง แต่ภรรยาก็ยังได้ยินสามีนอนโทรศัพท์หงุงหงิงๆ นานๆ ภรรยาบอกว่า ดีให้มันโทรกันให้ตาย ... จุกอกนักก็ ได้เลิกกันไป..ไปๆ จากกันเสียที 

แต่สามีก็ไม่เจรจาด้วย ...ภรรยาก็มีเหตุต้องออกไปอยู่นอกบ้าน ไปอยู่ไกล้ที่ทำงาน คงสบายใจกว่าจะมานอนทุกข์อยู่ในบ้าน นอนไม่หลับ ยังไงๆก็เงี่ยหูฟัง และเพราะไม่ไหวเรื่องการเดินทาง สภาพมันเป็นแบบนี้ อยู่ไหนก็เหมือนกัน..ภรรยาจะมาเป็นบางวัน และเสาร์อาทิตย์...เวลาโทรหา ถามว่าอยู่ไหน อ๋อ อยู่แล็บ!!!

สามีทำอยู่แบบนี้ได้ไม่นาน ก็เลิกอดทน กลับเป็นคนเดิม แต่ใช้วิธีหน้าด้าน หน้าทน ต่อไป คือไม่แคร์ และภรรยาก็แวะหาที่ห้องแล็บไป ยืนอยู่กลางแล็บ กดโทรศัพท์ทันที อยู่ไหนเหรอ อ๋อ อยู่ห้องแล็บ ... ซึ่งในห้องนั้นก็มี นศ. นั่งอยู่หลายคน ภรรยาหันไปมอง นศ. พร้อมทั้งถาม นศ. ว่า อาจารย์เธอบอกว่าอยู่แล็บ แล็บไหนเหรอ .. นศ. งง บอกว่า มีแล็บเดียวครับ อจ. ภรรยากล่าวขอบคุณสั้นๆ งั้น อจ. เธอโกหกชั้นว่า เขาอยู่แล็บ!! นศ. เหลือบตามองนิดหนึ่งแล้วก้มหน้ากับโปรแกรมข้างหน้า ไม่ได้มองหน้าภรรยา อจ. แต่อย่างใด และกล่าวเบาๆว่า ...วันนี้ทั้งวันไม่เห็นเข้ามาเลยครับ !!
ภรรยากรี๊ดแตก ก้าวขึ้นรถ ล๊อคทุกอย่าง โทรหาทันที กรี๊ดตะโกน พร้อมทั้งด่าว่า "จะโกหกกูไม่ถึงไหน เท่าที่ผ่านมา 7-8 ปีนี่ทรมาณกูไม่พอใช่มั้ย เห็นกูเป็นอะไร กูถามว่าอยู่ไหน นั้นกูยืนอย่างกลางแล็บ หนอย! ยังมีหน้ามาตระบัดสัตย์ว่าอยู่แล็บ ทำแบบนี้ทำไม ไม่ต้องโกหกกูก็ได้ กูรู้ทุกอย่าง ที่เป็นอยู่เกินกว่าจะโกหกแล้ว ไอ้นรกยิ้ม อยู่ไหนกูจะไปหาไปคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่มาหรือไม่ให้กูไป เตรียมตัวตาย กูไม่เอาไว้แน่นอน ติดคุก 5 ปี มันจะมีอะไร สบายกว่าอยู่กับเยอะ" ด่าไปร้องให้ไป ...

สามีบอกว่าอยู่ "เมืองทองธานี" มาหาเพื่อน เอ่ยชื่อเพื่อนและเป็นเพื่อนที่ภรรยารู้จัก แต่ไม่ชอบใจกัน เพราะเธอบอกว่า นายคนนี้ก็แทรกแซงยุยง สามีอยู่คนละฝั่งกันเลยค่ะ สามีตอบว่า ใจเย็นๆ เอ่อ..เดี๋ยวกลับเดี๋ยวนี้เลย คุณอย่าพูดแบบนี้สิ อย่าพูดกู ...

ไม่ถึง 45 นาที เกือบๆ สมุทรปราการกับเมืองทองธานี ??? เร็วขนาดนั้น ... ภรรยาก็รู้ทันทีว่า สามีโกหก เธอปะติดปะต่อไปเรื่อยๆ เขาอยู่แถวๆ นี้แหละ และที่สำคัญคือ ทำอย่างไร จะเลิกกันดีๆ และไม่กระทบกระเทือนสมบัติพัสถาน...และภรรยา เห็นว่า ควรจบกันเสียที แต่ยังมึนๆ อยู่หาทางออกยังไงดี อย่างที่บอกฟ้องร้องกันก็ได้ แต่บ้านยังต้องผ่อน ภรรยางานง่อนแง่นพอควร .. ทำอย่างไรดีเงินทองก็ต้องหามา... 

ถ้าเป็นแบบนี้ งั้นให้สามีผ่อนชำระบ้านทั้งหมดไปเรื่อยๆ ...ภรรยาก็ทำเรื่องเลยค่ะ ติดค้างแบงก์ให้ทวงถาม เธอไม่เคลียร์บอกว่า"ไม่มี" ให้สามีไปช่วยเคลียร์เป็นก้อนๆ ด้วย เขาก็ไปเคลียร์ เธอลดรายได้ ย้ายงานไปทำสายงานไกล้เคียงกับสามี และประกาศในที่ทำงานว่า "กำลังเลิกกับสามี" เพราะว่าจริงๆ แล้ว หากใครถามอะไร เกี่ยวกับสามี ก็ตอบอะไรไม่ได้ ว่าเขาเป็นอะไร ยังไง ไม่รู้อะไรกับชีวิตเขาแล้ว บางครั้งมีเพื่อนร่วมงานมาเอ่ยให้ฟังว่าเจอเขาที่นั่นที่นี่ แต่ภรรยาไม่เคยทราบ ...ก็ดี เธอว่า ต่อไปนี้เขาก็จะไม่ทราบอะไรของเธอเหมือนกัน ค่ะ เข้าสู่ยุคทำลายล้าง...

ในเมื่อ...หากเจรจาเท่าไร ก็ไม่ยอมมา"ชน" ไม่รับสารภาพ และ ไม่เจรจา หนทางแรก..ภรรยาไปประกาศขายบ้าน ...เอเยนซี่ไปถ่ายรูปบ้าน ดันโชคดีเขาอยู่บ้านพอดิบพอดี เขาด่าเอเยนซี่เลยค่ะ เอเยนซี่โทรมาด่าภรรยาอีกรอบ ภรรยานั่งร้องให้ ดิฉันต้องไปลากออกจากห้องน้ำ เอายาลมไปให้เธอ...ทั้งๆที่เธอห่วงบ้าน ห่วงคนในบ้าน (คนใช้) เธอขอมาค้างด้วย และวันนั้นเธอก็บอกว่า เธอจะหาที่พักใหม่ หลังจากวันนั้น เธอจึงไปซื้อคอนโดและไปพักที่นั่น ...เงินเดือนที่ใหม่ ครึ่งหนึ่งหมดไปกับ ค่าคอนโด... ยากจนกันไปใหญ๋ (แต่เธอว่าเธอยังพอมีเงินเก็บอยู่) 

อ้อ..ย้อนเหตุการณ์นิดหนึ่งนะคะ เคยมีครั้งหนึ่ง สามีพูดทีเล่นทีจริงว่า ให้ภรรยาไปอยู่บ้านหลังเล็ก บ้านเก่าหลังเล็ก เขาจะอยู่บ้านนี้เอง ... ภรรยาได้ยินก็รู้ทันที เธอจึงหยุดชำระบ้านหลังเล็ก เดือนละไม่กี่บาทเองค่ะ ราวๆ 5000 บาท เธอหยุดไป 6 เดือน แล้วภรรยาก็โทรบอกแบงก์ให้ไปยึด !!
ก็เป็นพักใหญ่ๆ กว่าเรื่องจะเข้าสู่กระบวนการศาลฯ พอไปศาล บ้านนั้นเป็นชื่อภรรยาและแม่ภรรยา ซื้อตอนแต่งงานกันแต่ติดปัญหาบางประการแม่ภรรยาเลยมาทำเอกสารให้ ชื่อบ้านเลยเป็นชื่อภรรยากับแม่ แต่พ่อ-แม่ภรรยาแก่แล้ว มีเขากู้ร่วมศาลให้ปรับโครงสร้างหนี้ให้มาเป็นชื่อ สามีภรรยาเสีย ... สามีดีใจมาก บอกภรรยาว่า เออ..คุณรีบๆ ปรับ รีบๆ ทำเอกสารนะ แต่เงินที่ต้องจ่ายเพิ่มก้อนหนึ่งตอนปรับโครงสร้าง ภรรยาบอกว่า ไม่มีถามถึงค่ะ จนเลยกำหนดที่ศาลสั่ง และบังเอิญเขาคงพูดอะไรกับทนายของทางธนาคารเยอะไปหน่อยระหว่างรอขึ้นศาล ทนายท่าทางจะเดาอะไรๆออก เขาไม่เร่งไม่ตามไม่ถามไถ่ กระซิบภรรยาว่ามีอะไรพี่โทรไปพูดคุยกับผมที่นี่ พร้อมให้จดเบอร์ด้วยดินสอ ที่เอกสารฟ้องร้อง!!!  

แต่ภรรยาก็ไม่ทำอะไร ยืนยันให้แบงก์ยึดไปเลย สามีมาถามว่าทำไมไม่ไปทำเรื่องเอาชื่อเขาเข้าไปเป็นเจ้าของ ภรรยาเธอเลยบอกว่าไม่มีเงินก้อนไปจ่าย เขาบอกว่าทำไมไม่บอกเขา ภรรยาก็เฉย และพูดใส่ว่า...ให้มันยึดไปเถอะ เพราะไงๆ ชั้นก็ไม่มีวันจะไปอยู่บ้านหลังนั้นหรอก ...และไม่ต้องการผ่อนส่งอีกต่อไป ... แต่เมือศาลยึดจริงๆ ภรรยาบอกดิฉันให้น้องชายไปซื้อต่อค่ะ ....ตอนนี้ตกเป็นของน้องชายเรียบร้อยแล้ว...เขาไปซื้อจากศาลค่ะ

เรื่องจ้างนักสืบ เคยจ้างแล้วค่ะ เธอบอกว่า นักสืบเอาเรื่องมาคืน...พอเธอมาถามว่าทำไม ก็ไม่ทราบคำตอบ  เลยยกเลิกเรื่องนี้ไป และคิดว่าน่าจะเป็นจริง...เชื่อว่าจริงไปแล้วไม่ต้องจ้างใครให้เสียเงิน ได้มา..มาคุยกันก็ทำอะไรไม่ได้มันไม่คุย..ฟ้องหย่าก็ได้ก็ต้องมาแบ่งกันอยู่ดี  
เคยเจอจะจะ..ไม่ต้องเกรงใจ เธอบอกจะเดาและสรุปว่าใช่เพราะไม่เช่นนั้นเขาต้องเรียกไปแนะนำแต่ดันเงอะงะ..ก็คือใช่

เช่นไปทานอาหารที่ waterside เจอเขาไปกันเป็นครอบครัวใหญ่ มีผู้หญิง 3-4 คน คนแก่ แบบประมาณแม่และ น้องชายบุคลิกแบบจิ๊กโก๋เก๋าๆ สองสามคน ดูแล้วคือ ญาติกัน ภรรยานั่งดูอยู่ตลอด แต่ไม่ได้เดินเข้าไปทัก เพราะไม่คิดสนใจและไม่เอาคืน..เก็บรายละเอียดนิ่ง พร้อมสะกิดให้เพื่อนๆที่ไปด้วยดูเขา ตอนพอสามีลุกเข้าห้องน้ำ ภรรยาก็เดินตัดหน้าตอนจะเข้าห้องน้ำ สวนกัน สามีชะงัก แต่ก็นิ่งทำเป็นไม่เห็น ... อีกวันก็มาทำเป็นถามว่า เห็นเขาใช่มั้ย พร้อมจะอธิบายแต่ ภรรยาบอก...ปล่าว..ไม่เห็นหมาสักตัว...ทำไมเหรอ ??? สามีเลยเขินๆ ฮึดฮัดออกไปทำงานไม่ได้คุยกันต่อ ซึ่งตอนนั้นเขาไม่คุยไม่พูดกันแล้วค่ะ ต่างคนต่างอยู่ ....คนละซีกของบ้าน...



Create Date : 15 สิงหาคม 2556
Last Update : 16 สิงหาคม 2556 16:12:00 น.
Counter : 214 Pageviews.

0 comment
ฟอสซิลหัวใจ ระยะ ที่ 4. โต้ตอบ ป้องกัน
(ต่อ) ในเมื่อสามีกระทืบหัวใจ เปิดตัว ปิดเกมส์ กันชัดเจนแบบนี้ เล่นปิดเครื่องหนีทุกเย็น ภรรยาเริ่มจิตตก กอรปกับตำแหน่งหน้าที่การงานสะดุด โดนกลั่นแกล้งจากเจ้านาย"ผู้ชาย"อีก โลกนี้ทำไมมันช่างมีแต่ผู้ชายใจร้าย เธอปรารภว่า ทำไมเจ้านายที่เป็นฝรั่ง เขาแสนดี มีแมตตากับเรา บางครั้งมองเราแบบเวทนา เขาพอจะมองๆ ออกหรือเปล่า เคยมีครั้งหนึ่ง...เพื่อนเก่า เขาแก่แล้ว รู้จักกันสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศเชิญไปเยี่ยมคอนโดที่ซื้อใหม่ที่พัทยา เพราะ Retirement มีภรรยาคนไทย จึงย้ายมาตั้งรกากเมืองไทย วันนั้นเขาเอา wine มาเลี้ยงระหว่างนั้นไปไหนๆ ก็ไปกันทั้งสามีภรรยา ไม่ว่าไปเยี่ยมบ้านหรือไปพักผ่อนเสาร์อาทิตย์ ยังไปด้วยกันอยู่ ต้นๆปี 2000 เห็นจะได้...เพื่อนคนนั้นถามว่า ... Why you married him? ภรรยาเธอบอกว่า เธออึ้ง!! เธอบ่นว่าทำไมมีคนชอบถามคำนี้ พอถามว่า ระหว่างกันความสัมพันธ์เป็นอย่างไร  เธอว่า ก็ดี ! ภรรยาว่าเขาก็รักใคร่เมตตา ห่วงใย เป็นเช่นเพื่อน พี่น้อง ภรรยาจะเคารพสามี เพราะสังเกตุว่า เวลาภรรยาจะเดินทางไปไหน ก่อนขึ้นเครื่อง ขึ้นรถ ก่อนออกเดินทาง หากแยกจากกันตรงไหน เธอจะยกมือไหว้สามี ถ้ายืนไกล้พอก็กราบอก แขน ไหล่ แล้วแต่จะไหว้ทันแปะ ลงตรงไหน แหมะ สาธุเห็นๆ สามีก็ทำหน้าเฉยๆ ภรรยาก็เหมือนทำหน้าที่ตามที่อบรมมา ไม่ได้มองเลยว่า สีหน้าเขายินดีที่ไปเสียไกลๆ หรือ ยินดีที่ร่ำลาด้วยความเคารพหรือไม่ ...กลับมาบ้านทุกครั้ง หรือ เจอหน้าสามีครั้งแรกหลังจากไปไหนๆ ไกลๆ มาเธอจะยกมือสวัสดีสามีก่อนอื่น แล้วค่อยหยอกล้อเขา หรือทักทายอื่นๆ ต่อไป.....  

อย่าเพิ่งสมน้ำหน้าค่ะ ...ได้ยินว่า เดี๋ยวนี้ไม่เคยไหว้ไปไหนภรรยาไม่เคยบอกกล่าวอีกเลยเช่นกัน... น่าเสียดาย!!    

คำถามของเพื่อนในครั้งนั้นสะกิดใจเธอนิดหน่อย เธอหน้าจ๋อยๆ เจ้าฝรั่งสองผัวเมียนั่นคงเวทนา เลยไม่ถามต่อ เธอว่าเธอไม่รู้จะตอบยังไง คนเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว ดันมาถามแบบนี้ ...

เมื่อเธอมีแต่เรื่องหนาวหัวใจทั้งที่ทำงานทั้งที่บ้าน เริ่มเครียด อย่างที่บอก พะว้าพะวงไปหมด ตอนที่ลาออกมาว่างงาน ทำ บจก. เองและโดดเดี่ยวมาก เพราะสามีหายไปมากกว่าที่คิด ชีวิตมัน..โคลงเคลงเหลือเกิน ที่บ้านนั้น ภรรยารู้สึกโหวงแหวงหนาวมานานมากแล้ว...แต่คงเหลืองาน (อันเป็นที่รัก) เมื่อมาเจอมรสุม งานที่ทำมานานกว่า 5 ปี คิดจะลาออก ทั้งๆไม่แน่ใจแต่ปัญหาชีวิตก็ผลุบเข้าออกท้าทายให้ค้นหา เจอเหตุนี้เลยจับเข่าคุยกันตามที่บอก และลาออกมา แต่ต้องกลับไปทำงานใหม่ คราวนี้ไประยอง แต่ไปได้ไม่นาน เพราะน้ำมันจากลิตรละ 13 บาท ขึ้นทุกวัน จนเป็น 17-19 บาท เงินเดือนที่ได้รับ 5 หมื่นบาท ต่อรองแล้วก็ไม่ให้ หักค่าน้ำมันเธอเหลือไม่มาก จึงตัดใจลาออกได้งานใหม่ที่แถวๆ สมุทรปราการย้ายมาทำงานใหม่ ที่ใหม่ สามียังไม่ทราบเลย... คราวนี้เธอไม่บอก ...การสื่อสารเริ่มห่างๆ เพราะเธอเลิกจดจ่อ แต่ปฏิบัติตัวดังเดิมเพราะแต่งตัวออกจากบ้านไปแต่เช้า คราวนี้เขาจะลุกมาคุยโน่นนี่แต่เช้าแบบเดิม (ปะเหลาะเพื่อขอเงิน) เธอก็อือๆ ออๆไป แต่ในใจเธอบอกหมั่นใส้มาก แต่หากพูดอะไรมากไป ก็แสดงท่าทางหงุดหงิด โห..อะไรกันคุณ หรือ เงียบหน้าง้ำไม่พูดเดินหนี หลบมุดเข้าห้อง 

เปลี่ยนงานใหม่ เวลาต่างๆ ก็เปลี่ยนไป...เธอก็เหงามาก เพราะเปลี่ยนงานเพื่อนเดิมๆ ก็หายไป (แน่นอนค่ะ ไม่มี FB) กลับบ้านมานั่งทานข้าวกับคนใช้ น่าขำคือ เธอเล่าแบบติดตลกว่า ..ไม่ได้นั่งทานบนโต๊ะอาหาร คนใช้ไม่กล้านั่งด้วย เธอเลยเปลี่ยนเป็นไปปูกระดาษนั่งทานบนพื้นกับคนใช้ตรงหน้าทีวี ...พอคลายเหงาไป แล้วก็นั่งดูทีวีด้วยกัน จนต่างคนต่างแยกไปนอน 

บางครั้งเธอทนอาย ถามคนใช้ว่า...เจอสามีเธอมั้ย เมือคืนเขามากี่โมง เช้าออกไปกี่โมง ไม่เห็นรถ คนใช้ส่ายหน้า ไม่รู้เหมือนกัน ...หนูไม่ทราบค่ะ แกย่องเข้า ย่องออก บางทีก็ไม่รู้ ลองล๊อคประตูหน้าบ้าน เขาก็เดินออ้มบ้าน ด้านข้างก็จะผ่านหน้าห้องคนใช้ นั่นแหละ หนูจะรู้ค่ะ ว่ามาหรือไม่ อ่าว?? ภรรยาถามว่าไม่มีกุญแจหรอกเหรอ ... คนใช้บอกว่า แกทำหายไป แต่ภรรยาบ่นว่า แกไม่รู้เลยนะว่า กุญแจหาย เขาไม่เคยบอก!

หลายๆ เช้าที่เจอกัน เธอก็เริ่มออกอาการ บ่นว่า แรงๆ วีนแตก ว่าทำไมเขาปิดเครื่อง ด่าไปร้องให้ไป ถามสามีว่า ไม่อยากรู้หรือว่าเธอประสบอุบัติเหตุ หรือประสบเหตุขอความช่วยเหลือ จะแจ้งใคร ให้ตายไปก่อนแล้วสามีค่อยรับรู้หรือ ?? เธอก็เหนื่อยเป็น ลำบากเป็นนะ และเธอเหงา เธอเป็นคน เป็นผู้หญิง และ เธอก็ถามเขาอีกว่า บอกเธอได้มั้ยว่าเธอผิดตรงไหน ทำไมเราไม่เลิกกัน เขาบอกเออ ก็เลิกกันไปเลย.. และเดินหนี เธอบอกว่า ไหนหละ จะเลิกกันก็มาตกลงทรัพย์สินกันให้รู้เรื่อง... เขาก็ โหวย .. อะไรหนักหนาวะ !! เดินหนี กลางวันหลบหน้า แล้วกลางคืนก็เมาแถกลับมา จริงปลอมไม่ทราบแต่ สามีขับรถมาเอง ...จอดนิ่งสนิทไม่เคยมีท่าทีอุบัติเหตุ ...

เย็นๆ ของทุกวันภรรยาจะขับรถผ่านที่ทำงานสามี เพราะภรรยามาทำงานที่ใหม่ (โดยไม่บอกใคร) เป็นงานโรงงานเหนื่อยมาก จาก 8.00 ถึง 2 ทุ่ม ทุกวัน จันทร์ถึงเสาร์ เวลายิ่งน้อยเข้าไปใหญ่ ยังไม่รู้สึกหรอกค่ะ ว่าชีวิตที่ผ่านมามันเสียหาย เพราะหัวใจไม่แข็งแรง และถูกทุบตี จนไม่รู้ว่าคุณค่าตัวเองอยู่ที่ไหน ความคิดวิตกไหนจะบ้านครอบครัว ไหนจะงานเวลาที่หายไป ยิ่งจิตตก ...เขาก็ยิ่งไม่เห็นคุณค่า ..ภรรยาเริ่มก้าวร้าว สามีหยิบเอามาเป็นประเด็นทันที จุดที่ 2 คุณมันอวดดี ??? เหมือนฟ้าผ่ากลางหัว ภรรยาค่ะ เธอนิ่งและเฉยไปเลย ตั้งแต่วันนั้นไม่ชายตามองสามีอีกเลย...ตอนเย็นๆ เธอะแวะไปที่ตึกที่สามีทำงาน และเมื่อเธอถามว่าทำอะไรดึกดื่น เขาบอกว่า ก้อ...อยู่แล็บ ภรรยาว่าตลอดคืนเลยเหรอ สามีตอบว่า ก้อเด็กเยอะแล้วก็ไก๋ทำเป็น บ่นคนโน้นไม่ดี คนนี้ไม่เก่ง ไปจนจบเรื่อง ภรรยาก็นั่งแคะเล็บฟังไป นิ่งๆ เธอบอกว่ายิ่งมอง อยากกระโดดถีบหน้ามัน !!!

เธอเริ่มรุนแรงขึ้น เก็บกดกำลังระเบิด และเธอก็ระรานเขาตลอดเวลา ...ไปไหนทำอะไร อยู่ที่ไหน ปิดเครื่องเมื่อไร มีการกระชากเครื่องจากกระเป๋า ซัดออกนอกบ้านเลยค่ะ ขอร้องให้เขาเลิกและให้เขาไป ...เธอจะไม่ไป เพราะเธอไม่ผิด!!

จากนั้นเธอจะจอดรถซุ่มแอบในหมู่บ้าน ซุ่มรอจนสามีกลับมาแล้วเธอก็พบว่า เขาจะจอดรถสักที่ในบริเวณหมูบ้าน โทรศัพท์คุยกับใครไม่ทราบ นานมาก และภรรยาก็ขับรถไปจ่อท้ายรถสามี โดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว และเธอดับไฟหน้าแล้วเคลื่อนรถเข้าไปจ่อท้ายรถเขาอยู่แบบนั้นนานมาก นานจนดูว่าคุยกันนานมากแล้ว เธอก็เปิดไฟหน้า จ่อไฟสูงใส่!! 

สามีออกรถทันทีเมื่อเห็นภรรยาจ่ออยู่ข้างหลังไม่รู้ว่านานเท่าไร และภรรยาก็ขับรถตามจ่อท้ายรถสามีออกไปติดๆ อย่างติดจ่อๆ เลย จนถึงบ้านนั่นแหละ เธอบอกว่านึกว่าสามีจะหันมาด่าเธอแล้วจะได้เปิดเกมส์ เอาโทรศัพท์มาดูกันให้มันรู้แล้วรู้รอด แต่เขากลับทำหน้าเก๋ไก๋ และนิ่ง ฉวยเอกสารกระเป๋าทำงานได้ เดินลุ่นๆๆเข้าห้องนอนไปเลย แน่นิ่งน้ำท่าไม่อาบ ภรรยาเป็นบ้า กรี๊ดๆๆๆ จนชาวบ้านได้ยินหมด...

อีกเรื่องค่ะ ...ภรรยาเขา สวยมากค่ะ สวยเด่นหน้าสวย และแต่งกายดีสุดๆ 



Create Date : 14 สิงหาคม 2556
Last Update : 16 สิงหาคม 2556 16:11:41 น.
Counter : 294 Pageviews.

0 comment
ฟอสซิลหัวใจ ระยะ ที่ 3. สงสัย...ให้โอกาส
(ต่อ) ภรรยาเขาไม่ได้ใจดีหรอกค่ะ ระยะเวลาที่กล่าวตอนก่อนนั้นอยู่ให้ห้วง ปีที่ 2000-2006 ส่วนปี 2006 เป็นปีที่เริ่มมี "การระแวง" อาการนี้เกิดหนักๆ นี่ย่างเข้าปีที 6 ค่ะ เพราะทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอยคือ การสร้างตัวคลายตัวลงหน่อย เพราะเขาเริ่มมีบ้านดีๆ มีบ้านหลังใหญ่ เป็นหลังที่ 2 สร้างกิจการ แต่ระยะของการพัฒนาพฤติกรรม ภรรยายังหวังการสำนึกด้วยตนเอง แรกๆ เมื่อมีคนรอบข้าง เพื่อน หรือญาติพี่น้องทักเธอ เธอก็กลัวว่าครอบครัวจะมองสามีเธอไม่ดี มีอคติแล้วจะลำบากใจ แต่อย่างที่บอก ทั้งภาระหน้าที่ ทั้งดูแลครอบครัวพ่อแม่หลานๆ เธอไม่ต้องการแสดงการรับรู้ เธอบอกว่า สันดาน ผช. หากรับรู้ มันก็จะทำแบบเปิดเผยไปเลย... ให้มันแอบซ่อนไปแบบนี้ ลำบากไปแบบนี้ ดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตเธอนั้นมันตายซากไปแล้ว เธอจะรอตั้งรับและจะรอให้เขาทนไม่ได้มาร้องขอจากเธอ...รอให้สามีจากไปเอง เธอไม่ต้องการเสียอะไรไป เพราะเธอทำงานเอกชน แต่เขารับราชการ เคยถามว่ารออะไร ส่วนหนึ่งเธอไม่มั่นใจอนาคต แต่ชีวิตครอบครัวไม่ดี เธอก็ทุกข์ลึกๆ ในใจ เหมือนคนไม่มีแก่นสาร ห่วงนั่นพะวงนี่...เธอเล่าว่าเธออยากไปทำงานกระทรวงต่างประเทศมาก ตอนนั้นอัตราเงินเดือนก็ประมาณ 7800 บาท สามีร้องจ๊ากเลย อะไรกันคุณ ไม่เอาหละ ทำราชการ 1 คน ทำเอกชนหนึ่งคน ดีแล้ว...ค่ะ ฟังเธอเล่าก็ได้แต่พยักหน้า จากเงินเดือน 4-5 หมื่น มาเหลือ 7800 สามีไม่ happy ค่ะ อีกอย่าง..เงินเดือนน้อยๆ กู้บ้านหลังละ 4-5 ล้านแบงก์คงไม่ปล่อย และตอนซื้อบ้านหลังที่ 2 เปลี่ยนจากทาวเฮ้าส์มาเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น 100 ตรว. ภรรยาหรือสามีจอง (จำไม่ได้) แต่ภรรยาวางดาวน์แล้วบินไปทำงานต่อ ส่วนสามีก็ไปคุยกับแบงก์ เธอเล่าว่า น้อง พนง.ที่ทำงานธนาคารดูแลเรื่องกู้อยู่ (ภรรยาเล่าว่าน้องคนนี้คงมีแม่ไม่มีพ่อเพราะ sensitive กับคำถามมาก ถึงเก็บมาเล่าต่อให้เธอฟัง) พนง. เล่าเปรยๆว่าสามีเธอไปถามว่า ถ้าเขาจะใช้ชื่อเขาซื้อคนเดียวได้หรือไม่ ไม่ต้องให้มีชื่อภรรยา แต่ภรรยากู้ร่วม... พนง. สะบัดใส่ว่า ไม่ได้หรอกคู๊น ภรรยาคุณน่ะเงินเดือนเยอะกว่าลำพังคุณน่ะ กู้ไม่ได้เลย ภรรยาตอนนั้น หกหมื่นห้าพันบาท อื่นๆอีกนิดหน่อยก็ราวๆ เกือบๆเจ็ดหมื่นบาท สามี ซี 6 เขาอ้างว่า เขาใช้สิทธิ์ กบข. แบงก์ตอบว่าคุณก็ได้แค่ 2 ล้าน อีกส่วนที่เหลือของภรรยาคุณ...???? ภรรยาเล่าไปก็งงไป .. แต่เธอก็บอกว่า ค่อยว่ากันเพราะไงๆ เวลาผ่อนอีกนาน ค่อยมาฆ่าฟันกันตรงนี้ดีกว่า เพราะมันคือ เงินเกษียณอายุของเธอ ...เธอจะได้ทำงานไปอย่างสบายใจ..อย่างน้อยวันข้างหน้า ขายไปเอาเงินมาใช้ได้...หยุดคิดเรื่องสงสัย ระแวงไว้ก่อน ยังไงก็ต้องช่วยกัน บ้านซื้อมาแล้วตกแต่งอีกเป็นล้าน รวมถึงข้าวของในบ้าน ภรรยารูดปรื๊ดๆ เลยค่ะ มองว่ามีสามีช่วย ...ส่วนคำว่า "เราเลิกกัน" ภรรยาพูดบ่อย แต่สามีไม่ต่อคำด้วย เดินหนี ...

แต่ฝ่ายสามี แม้จะอยู่ก็ไม่สุข แต่ก็ไม่ไป ไม่แสดงอาการอับอาย ฝ่ายภรรยาพยายามแสดงอาการหึงหวงให้ระแวงและสำนึก แต่สามีก็แก้ตัวนิดหน่อยแต่ก็ยังหักหาญน้ำใจภรรยาต่อไปแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นอกนั้นเฉยไว้ เวลาต่อว่าเรื่องกลับดึก ในวันต่อมา สามีก็กลับเร็วสัก 3-4 ทุ่ม แค่ 1 วันที่ถูกทักทาย..อีกวันกลับเข้ารอยเดิม ภรรยาเธอว่า เธอพยายามอดทนน่ะคะ ส่วนหนึ่งเธอว่าเธอก็ผิดที่ไม่มีลูก และ ไม่ได้อยู่บ้าน ทำงานไปหลายประเทศ และ ตจว. นานเกินไป หากเขาก่ออะไรไว้ ให้เวลาแก้ไข ...และ ไม่รับรู้ หากรับรู้ มนุษย์หน้าด้านสองคนก็ย่ามใจ เอาเป็นว่าให้อึดอัดมาขอเลิกเลยดีกว่า หากไม่ดีขึ้น ไม่ไหวกันจริงๆ ...ก็พร้อมเลิก 

แรกๆ คิดว่าคงไม่ได้รุนแรงขนาดจะเลี้ยงดูครอบครัวใหม่ แค่เละเทะ เพราะเสียเวลาไปกับการเรียนเยอะ อาจอยากเที่ยว แต่ไม่ได้คิดว่า เขาชอบของต่ำด้วย อาจยังไม่ได้เกเรอย่างเพื่อนๆเขา ชอบดื่ม และชอบนั่งร้านคาราโอเกะไม่หรู และสาเหตุใหญ่คือๆ ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกคือ เรื่องบ้าน เพราะเขามา "นอนบ้าน" ทุกวัน แม้ว่าไม่กี่ ชม. ก็เถอะ เธอปรารภว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากมีบ้านอื่นทำไมไม่หายไปเลย เก่งมากที่ยังกลับมาเฝ้าสมบัติได้ทุกวัน ช่างอดทนจริงๆ ฝ่ายโน้นก็ไม่รู้สึกรู้สาเลยเหรอว่าสามีกลับมาหาเมียหลวง มานอนบ้านเมียหลวง... ไม่เคยแสดงตัวเลยค่ะ???

แต่ภรรยาเธอมาเริ่มมั่นใจว่าสามีมี ผญ. อื่นแน่นอน!! หากไม่ได้เดินทางไปไหน สามียังมาบ้านทุกวัน นี่สิ เธอจึงเริ่มระบาย แม้เธอจะอับอายที่จะถามใครๆและใช้วิธีแอบถามเพื่อน ซึ่งเราก็รู้ว่าภรรยาอยากถามอะไร...เธออยากรู้ว่าทำไมเขาจึงไม่หายไปไหน ...??? ก็มีคำแนะนำจากเพื่อนๆอย่างโน้น อย่างนี้ ...แล้วถามว่าจะทำอย่างไรดี เพื่อนก็ออกอุบาย เธอบ่นว่า โห..ล้วนรุนแรง เธอก็ได้แต่หน้าจ๋อยๆ ไป โถ่เอ๊ย..ชีแรงส์เรื่องงานกับภายนอก แต่ใจจริงเธอโคตรอ่อนเลยค่ะ ที่เริ่มทำคือ หาทางเข้าไกล้ เช่น เธอเริ่มโทรหาเขาตอนเย็น ชวนไปทานข้าว เป็นหลายปีแล้วที่ไม่ได้ทานข้าวเย็นด้วยกันไปทานข้าวกันมั้ย สามีถามว่า มีเงินเหรอ ?? ที่ไหนหละ อย่าเลย เขายุ่ง ตัดสาย...จากนั้นภรรยาก็โทรไปอีก เพื่อว่าจะบอกว่าเลือกที่ไหน... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลยที่ท่านเรียก !!!!

และจากวัน "ลองของ" วันนั้น ทุกๆ 17.30 ซึ่งเป็นเวลาที่ภรรยาเลิกงาน เครื่องของสามีปิดทันทีค่ะ ...ส่วนเวลางาน ภรรยายุ่งจนลืมโทรหาเหมือนกัน ...และเมื่อไรที่เอาหัวใจมาใส่เรื่องครอบครัว เธอบอกว่า สติหาย ทำงานห่วย และ ใจลอย !!



Create Date : 14 สิงหาคม 2556
Last Update : 16 สิงหาคม 2556 16:11:22 น.
Counter : 222 Pageviews.

0 comment
1  2  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
MY VIP Friends