สิ่งเพี้ยนๆ ที่ควรระวังกับงานศพ & ธรรมเนียมการแต่งกายไปร่วมเคารพศพ




"อาตมาพูดมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว เห็นเด็กแต่งชุดดำไปงานศพผู้ใหญ่แล้วรู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูก สมัยโบราณคนที่อายุน้อยกว่าไปงานศพผู้ใหญ่กว่าต้องใส่ชุดขาวไปถ้าหากว่าไปงานศพคนที่เด็กกว่า อายุน้อยกว่า หรือว่ายศต่ำกว่า ถึงใส่ชุดดำได้

อาตมาเห็นมาจนเบื่อแล้ว ตั้งแต่งานพระราชทานเพลิง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๗ งานถวายพระเพลิงสมเด็จพระศรีนครินทรา พระบรมราชชนนี งานพระราชทานเพลิง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เห็นแล้วเบื่อสุดๆ ว่าแต่ละคนที่ไปนี่ใหญ่กว่าท่านทั้งนั้นเลย" 

แรกๆ ก็งงที่ได้อ่านเนื้อหาที่มีคนพาดพิงถึงคำกล่าวแบบนี้ ...จนมีคนนำเอาภาพนี้มาโพสต์ๆ ในเฟสบุ๊ค จึงนึกได้ว่าเคยได้รู้เรื่องแบบนี้ผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่ไม่เข้าใจว่า ยังไง อะไร ...ใครมีปัญหา ทำผิดอะไร ...

ส่วนตัว ดิฉันเดาว่า .. ยุคสมัยมันเลือนๆไปจากหลักที่ถูกต้องมาเป็นหลักนิยม ตามหลัก ศก. จนหลงๆ ลืมๆ 

ดิฉันจำได้ว่า เราเข้าใจว่า มีงานศพเราต้องแต่งดำ หาชุดดำ เท่านั้น!! ไ่ม่ได้คิดถึงสีขาวเลย เมื่อไรที่นึกถึงสีขาว ดิฉันกลับนึกถึงงานบุญต่างๆ เช่น งานบวช งานถือศีล งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า วันพระวันโกน ทั่วไป ... เช่นนี้

แต่ก็มีหลายครั้ง ที่เห็นคนแก่ มาร่วมงานศพคุณย่า คุณตา เขาจะใส่เสื้อสีขาวกันมา และผ้าถุงสีเข้มๆ แต่ไม่ใช่ดำ แต่เมื่อมางานศพน้องชายดิฉัน 3 คน หลานอีก 1 ครอบครัวดิฉันมีอายุสั้นๆ กันค่ะ พากันเสียไปตั้งแต่อายุน้อยๆ หมด จนแทบจำพิธีงานศพแม่นเลย คือ บ่อยมาก บัดนี้เหลือกันน้อยๆ ไม่กี่คน เราก็เลยปลงตก ไม่ได้อยากได้อะไรมากมาย เพราะเห็นความตายมากเกินเหตุ และเหลือกันน้อยคนมีกำลังสาขาน้อย ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจาก...สร้างบุญทำจิตใจผ่องใส

มาต่อที่การแต่งกายสำหรับงานศพกันค่ะ   มีการกล่าวถึงการแต่งกายในงานศพว่า "ธรรมเนียมการไว้ทุกข์หรือเข้าทุกข์ของคนไทยโบราณ นิยมแต่งกายด้วยชุดขาวล้วน เป็นการไว้ทุกข์แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ รวมถึงการไว้ทุกข์ถวายเจ้านายด้วย"

การไว้ทุกข์ด้วยชุดขาวปลอดนี้ บางทีเรียกว่า "เข้าทุกข์ใหญ่" เป็นการไว้ทุกข์เต็มยศแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่แขนทุกข์หรือปลอกผ้าสีดำอีก ต่างจากการแต่งเครื่องแบบที่เป็นการแต่งกายตามปกติ แต่ยังไม่ได้ไว้ทุกข์ จึงต้องใส่แขนทุกข์ด้วย

ต่อให้งานศพทั่วๆ ไปก็เหมือนกัน คนตายที่อยู่บนเมรุนั่นอายุ ๖๐ - ๗๐ - ๘๐ ปี ปัจจุบันกลับมีเด็กเมื่อวานซืนใส่ชุดดำไป หากคนรู้ธรรมเนียมพอเห็นแล้วก็สยอง เขาไม่ค่อยใส่ใจกัน งานศพจึงมีเรื่องที่ควรระวัง 2 เรื่อง  

เรื่องหนึ่ง ก็คือการไว้ทุกข์ ถ้าคนตายอาวุโสกว่าให้ใส่สีขาวไป แต่ถ้าอายุน้อยกว่า ก็ให้ใส่สีดำ 

เรื่องสอง ก็คือ เราเป็นคนส่งศพ ให้เดินตามโลงศพ ไม่ใช่ไปแย่งพระจูงศพ..!

มีพระอาจารย์เล่ามาจาก เวบไซด์พลังจิต ว่า  ส่วนใหญ่สมัยนี้เขาไปแย่งกันจับสายสิญจน์จูงศพ เรื่องของการจูงศพเป็นหน้าที่ของพระของเณร ถ้าจะเดินนำศพจริงๆ อนุญาตให้คนถือรูปผู้ตายกับกระถางธูปเท่านั้น นอกนั้นทุกอย่างไปเดินตามอยู่ข้างหลัง เตือนทุกครั้ง เตือนจนตอนนี้เริ่มเข้าหูแล้ว ถึงเวลาจึงวิ่งไปอยู่ท้ายโลง เพราะถ้าขืนมาหน้าโลงอาจจะโดนด้ามตาลปัตรจากพระอาจารย์..! เคาะกบาลเข้าถึงจะนึกได้ (แต่พระในปัจจุบันท่านก็เพี้ยน นึกไม่ออกก็มี) 

เขาก็บอกชัดๆ แล้วว่า ไปส่งศพ ไม่ได้ไปจูงศพ แล้วบางคนไม่รู้ไม่พอ ดุพระเณรด้วยนะ “ปล่อยสายสิญจน์ยาวๆ หน่อยสิ ไม่พอจูง” ปล่อยให้หมดม้วนก็ไม่พอหรอก เพราะบางงานคนมาเป็นพันเลย อย่างงานศพ ร้อยตำรวจตรีประเสริฐ บุญยงค์ โยมพ่อของท่านนายกเทศมนตรีประเทศ บุญยงค์ แขกเกิน ๒,๐๐๐ คนแน่นอน ถ้าขืนไปจูงศพแล้วจะเอาสายสิญจน์ที่ไหนมาให้จูง ๕๐๐ เมตรก็คงไม่พอ"

"บุคคลที่จะแต่งชุดสีดำ ต้องอาวุโสด้วยวัยวุฒิคืออายุมากกว่า หรืออาวุโสด้วยคุณวุฒิก็คือยศตำแหน่งสูงกว่า อย่างสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี วัยวุฒิและตำแหน่งของพระองค์ท่านสูงมาก บุคคลที่จะแต่งดำได้จริงๆ ปัจจุบันนี้จะมีอยู่แค่ ๔ พระองค์เท่านั้น ก็คือ ในหลวง สมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แล้วก็สมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพราะว่าพระอิสริยยศสูงกว่า

แต่คราวนี้ในหลวงทรงพระราชทานอิสริยศประดับฉัตร ๗ ชั้น พอได้สัปตปฎลเศวตฉัตรไป ก็เหลือแค่ ๒ พระองค์เท่านั้นที่จะแต่งดำได้ ก็คือในหลวงกับพระบรมราชินีนาถ ความจริงฉัตร ๗ ชั้น พระยศเท่ากับสมเด็จพระราชินีนาถเลยนะ แต่เนื่องจากว่าสมเด็จพระราชินีนาถดำรงตำแหน่งที่สูงกว่า จึงสามารถที่จะแต่งดำได้

เพราะฉะนั้น..ต่อไปถึงเวลาไปงานศพผู้ใหญ่ให้แต่งสีขาวไป สุภาพเรียบร้อยกว่าเยอะเลย แต่ว่าระยะหลังนี่มีค่านิยมอย่างหนึ่งที่เห็นแล้วหงุดหงิด อยากจะเรียกมาโบกเสียที..! ก็คือพวกที่ไปงานศพแล้วแต่งตัวเป็นแฟชั่น เคยเห็นไหม ? เขาตั้งใจแต่งตัวไปอวดกันจริงๆ นั่นเขาเรียกว่าไม่ดูกาลเทศะ

แต่งตัวอย่างกับจะไปเดินแฟชั่นโชว์ ไม่ดูว่าเป็นงานศพ ต่อให้เป็นชุดขาวชุดดำอะไรก็เถอะ เขาถือว่าไม่ให้เกียรติผู้ตาย จะไปไว้อาลัย ไปเพราะเห็นความดีของท่าน ไปเสริมเกียรติยศของท่าน แต่ดันไปทำตัวเพื่อลดเกียรติยศของท่านเสียนี่

พระอาจารย์เลยสรุปว่า ท่านคงแก่เกินไป ตกยุค เดี๋ยวนี้เขานิยมอย่างนั้น แต่เป็นการนิยมที่ผิดกาลเทศะ" ท่านคงหงุดหงิดมิเบา โยมนี่ได้เรียนรู้ และขอบพระคุณผู้นำเอาคำบ่นของท่านมาเขียนให้อ่านความคับอกคับใจของท่าน ... โยมผิดไปแล้ว และจะปรับปรุงไปใช้กับชีวิตประจำวันค่ะ 

ที่มา : เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕ - กระดานสนทนาวัดท่าขนุน/เผยแพร่ผ่านเวบไซด์พลังจิต: เรื่อง สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)  เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๕

และนำมาเรียบเรียงใหม่ โดยดิฉันเองค่ะ สรุปความให้เข้าใจแบบเด็กสมัยใหม่อีกที  !!!! 




Create Date : 05 มิถุนายน 2559
Last Update : 5 มิถุนายน 2559 12:26:36 น.
Counter : 364856 Pageviews.

1 comment
คุณลักษณะพนักงานที่มีผลงานดีๆ - Organisation Competency งานฐานราก
  วันก่อนได้รับสายโทรศัพท์จากน้องคนนึง โทรมาประมาณว่า พี่สนใจงานมั้ย พร้อมตั้งตำถามมากมาย จับได้คร่าวๆ คือ มีปัญหาต้องการพัฒนา (Improve) 2 ส่วน คือ

1. ด้านสร้าง Engagement สำนึกรักองค์กร กับ

2. การวัดผล ( Appraisal System) คือ เอา KPI มาใช้

พี่รู้จัก KPI มั้ย น้องถามมา ... (อยากร้องให้...ไม่รู้จักมั๊งคะ !!!) นี่คือ พนักงานคนไทย อ่าน CV ไม่แตก (เพราะคนไทยอ่านหนังสือน้อย แค่ 8 บรรทัดต่อปี อ้างอิงผลสำรวจว่ามา ไม่เชื่อหรอกค่ะ แต่เริ่มเห็นด้วยก็ตอนนี้เอง)  และเราว่าตามๆ กันมาคือการเขียน CV บางสำนัก บางคน บอกว่า อย่าเขียนมาก การไม่เขียนมากใช้กับฝรั่งได้ค่ะ แต่คนไทย ผลักดันให้มันเขียนเยอะๆ เพราะถ้ามันมีปัญญาเขียนมาเยอะ เราก็เอามาถามว่ามันทำจริงมั้ย แบบไหน ถ้าไม่เขียนอะไรมาเลย เรายิ่งถามยิ่งเซอร์ไพร์คำตอบค่ะ วุ่นวายไปหมด ...ยิ่งเอาคนไม่เก่งมารับสมัครคัดเลือกคน จะยิ่งไปกันใหญ่ ...ได้คนเก่งโดยบังเอญซึ่งโอกาสน้อยมาก กับ ได้คนมั่วมา กับได้ไม่เก่งเอาเลยมาแทน ประมาณพูดกันรู้เรื่อง ... มาขยายข้อง่ายๆ ก่อนคือการวัดผลแบบ KPI ของน้อง !! 

คำถามน้องถาม (อยากถามจริงๆ) ก็อธิบายนั่นนี่ขององค์กรมาให้เราฟังซึ่งก็ประทับใจว่าบอกอย่างจริงใจมาก ... เราก็ถามไป อ้าวแล้วการวัดผลเดิมๆ มีแล้วยัง ใช้แบบไหน มีอะไรบ้าง มีค่ะ!! แต่มันวัดผลไม่ค่อยได้อะไร คือ มีวัดทัศนคติ ก็ถามไปว่า แล้วเอา job มาวัดหรือเปล่า น้องตอบว่า อ่า เราก็มี JD นะคะ แต่มันวัดไม่ได้ค่ะ ..อืม !! เข้าใจหละ !!

แต่เป้าหมายจริงๆ คือ น้องอยากหารือไอเดียเรื่อง CSR กับ ALL HRD เลยนะพี่ว่า ...ซึ่งที่น้องถามนี่มันครอบคลุมไปหลายบรรทัด หลายกิจกรรมก็มากมายเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องนำมาทำเป็นแผนงาน มันทำไปทั้งหมดไม่ได้ในครั้งเดียวค่ะ ... พี่รู้ว่าน้องไม่ได้สนใจพี่หรอก น้องอยากได้ความเห็น ..

มาพี่ช่วย พี่เอาข้อ 2 ก่อนนะ เดี๋ยวจะไล่มาให้หมดทุกเรื่องที่น้องมาหารือเลย ...โดยเฉพาะข้อ 1 ติดตามอ่านหละ ถ้าเป็นแฟนพี่จริงๆ ...     


ตามภาพข้างต้น..นี่เป็นคุณลักษณะ พนักงานที่จะมีผลงานดี มีทั้งหมด 5 ข้อ แล้วทั้งหมดนี้ เรารู้แล้วจะทำไมหรือ ? นั่นสิ !!!

ใช้ไปวัดผลสิคะ ตลอดกาลนานเลย...เพราะมันเป็นเกณฑ์คนดี ตายตัว ละเมิดธรรมมะพวกนี้ ทิ้งไปเมื่อไร หยุดล้า ล่าถอย...สังคมองค์กรเราเสื่อมทราม ทันทีค่ะ!! ส่วนวิธีการจะวิจัย วิจารณ์ เก็บผลยังไง อีกเรื่องค่ะ แปะผนังไว้ก่อนเลย  

ถ้าคุณเป็น หน. เป็นผู้บริหาร หรือ เป็น HR ที่ต้องการค้นหาพนักงานดีๆ ให้กับองค์กร (งาน Recruit ก็ต้องใช้ เห็นมั้ย?) 
หรือ พัฒนาพนักงานให้ดียิ่งขึ้น (HRD ใช้แล้วเห็นมั้ย)  ยิ่งอยู่ไป ยิ่งมีคุณค่ต่อองค์กรเรา (Value) หรือมีดีๆอยู่แล้ว แต่อยากให้เขาดียิ่งกว่า คุณต้องฝึกฝนหรือ ค้นหา คุณลักษณะนี้จากเขา หรือ ที่เราเรียกว่า Competency นั่นเอง

ตัวสมรรถนะนี้ จริงๆแล้วมันมี 2 ส่วน คือ สรรถนะองค์กร (Organisation Competency) และ สมรรถนะงาน (Job Competency) 

ส่วนแรก ทุกคนอาจใช้เกณฑฺ์ทั้ง 5 ร่วมกัน จะมากจะน้อยค่อยว่าไว้เป็นเกณฑ์สำหรับตำแหน่ง หรืองาน

ส่วนที่ 2 คือ สมรรถนะงาน อาจมีสรรถนะแตกต่างออกไปตำแหน่งหน้าที่งาน บทบาทตำแหน่ง  ต้องแยกค่ะ หากไม่แยกคุณจะวัดผล และใส่แบบแผนฝึกฝนเขาสับสนไปหมด คนนะคะ มันมีวันเหนื่อย วันท้อ มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง และเขาก็ไม่ได้อยู่กับเราแค่ปีเดียว สั้นๆ จะไปฝึกทำใมให้เหนื่อย มันต้องค่อยๆ ฝึกไป อาจใช้เวลานานพอสมควร ผู้บริหารก็ไม่ควรใจร้อน จะให้เขาเป็น ซุปเปอร์เกิล ซุปเปอร์แมน ชั่วข้ามคืน แล้วมาว่า HR ทำอะไรไม่ได้ผล มันเป็นงานฐานราก ค่ะ ใช้เวลา โปรดทำความเข้าใจด้วย


ตั้งเป้าหมายเอาไว้ตามนี้ 5 ข้อ เป็นตัววัด Competency องค์กร ตามภาพนี้เลยค่ะ  และในภาพได้อธิบายรายละเอียดวิธีการมองว่าได้เกณฑ์ตัวนี้ คือ อะไรหละ ?  ได้มีบอกรายละเอียดวิธีมองจะมาวัดผลไว้ด้วยแล้ว ส่วนการนำไปใช้ จะไปตั้ง scale วัดมาก น้อย ปานกลางก็ว่าไปค่ะ ตามเกณฑ์ที่ "คาดหวัง" เราจะสร้างมาวัดผล ...กระซิบค่ะ อย่าตั้งเกณฑ์ให้มันสูงมากนัก เอาที่มนุษย์ธรรมดา เรียนบ้านๆ มา เป็นได้ ก็พอ ตั้งไว้ในใจนะคะ...ที่นี่มีแต่มนุษย์ไม่มีเทวดามาทำงานเลย ...แค่นี้ก็ทำง่ายแล้ว วัดสนุกสนานเลย ...เชื่อพี่แพทค่ะ !!

เป้าหมายหลักคือ ไม่ให้ไม้ตายซาก มีอัคราสูงขึ้นๆๆ ในองค์กร ก็พอแล้ว...ดีมั้ย ?

ที่มาของภาพ : Think People Consulting ค่ะ เห็นว่าดีเลยนำมาขยายต่อประกอบคำถามของน้องที่เขามาหยอดความหวังไว้ แถวๆ นวนคร..นู่น !!!!  ขอให้น้องโชคดีค่ะ 



Create Date : 11 มีนาคม 2559
Last Update : 11 มีนาคม 2559 12:36:23 น.
Counter : 589 Pageviews.

0 comment
The 2 winner พาแม่ซวยเลยเนี่ย ...
  อึ้ง!เวียดนามพบทารกฝาแฝด ลูกคนละพ่อ....

(ภาพประกอบไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเนื้อหาค่ะ) 

สามีภรรยาเวียดนามพาลูกแฝดไปตรวจดีเอ็นเอ พบเป็นลูกคนละพ่อ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 59 นี้ สำนักข่าว'เอเอฟพี'ได้รายงานเรื่องราวเหนือความคาดหมาย เมื่อสามีภรรยาชาวเวียดนามได้พาลูกฝาแฝดไปตรวจดีเอ็นเอหลังจากฝ่ายชายสังเกตพบว่าหน้าตาของลูกทั้งสองไม่เหมือนกัน โดยมีคนหนึ่งหน้าไม่เหมือนคน เด็กคนหนึ่งมีผมตรงและรูปร่างผอม  และอีกคนมีผมหยิกหยักศกรูปร่างท้วม จึงเกรงว่าจะเกิดการสลับตัวกัน ที่ รพ. จึงได้คิดพาไปตรวจหา DNA   

สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการตรวจที่ศูนย์วิจัยพันธุกรรมและเทคโนโลยีในฮานอยระบุว่า ดีเอ็นเอของเด็กทั้งสองคนตรงกับแม่ แต่มีคนเดียวเท่านั้นที่มีดีเอ็นเอตรงกับพ่อ !!!! เอาละสิ ??? 

แต่รายงานระบุว่า เด็กน้อยฝาแฝดเพศชายทั้งคู่เกิดในวันเดียวกัน โดยขณะนี้ทั้งคู่มีอายุได้ 2 ขวบแล้ว แต่หน้าตากลับแตกต่างกัน ฮ่ะแฮ่ม !!! สองขวบแล้ว โถ เจ้าหนูน้อย เติบโตท่ามกลางความคลางแคลงใจ แม่น่ะ ไงๆ ก็รักลูกทั้งสองคนหละ แต่พ่อนี่สิ จะคิดยังไง....เครียดแทนเจ้แกเลยค่ะ ...

เล่อ ดินห์ ลอง' ประธานสมาคมพันธุศาสตร์เวียดนามกล่าวว่า กรณีที่เด็กแฝดคู่นี้มีแม่คนเดียวกันแต่คนละพ่อจะเกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบจากแม่คนเดียวกันได้รับการปฏิสนธิกับอสุจิจากผู้ชาย 2 คน ในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์คนละครั้ง ภายในระยะเวลาตกไข่เดียวกัน (นี่ไง ?) ยังจะย้ำอีก !!

"กรณีเช่นนี้ไม่ได้เกิดยากเฉพาะในเวียดนามเท่านั้น แต่เกิดขึ้นยากทั่วทั้งโลก" ประธานสมาคมพันธุศาสตร์เวียดนามกล่าว

แหมๆๆ มันก็เกิดขึ้นได้ยากตรงมันมีเพศสัมพันธ์คนละครั้ง...2 คน ...ในวันไข่ตกวันเดียวกันไง ไม่อยากคิดต่อ !!!!! 

เรื่องมันแปลก หรือ พระเจ้าลงโทษกันแน่หว่า ...?????? 

ที่มา afp.  ที่มา : //www.posttoday.com



Create Date : 10 มีนาคม 2559
Last Update : 10 มีนาคม 2559 20:54:45 น.
Counter : 784 Pageviews.

0 comment
ผลของการทำงานกับ หัวหน้าแย่ๆ ก่อแนวโน้มเป็นโรคสูง

วันนี้เปิดเจอเฟสบุ๊คแชร์มาด้วยภาพนี้...อ่านแล้วก็ อืม..เออ จริงๆนะ มันเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวันเราเอง... ทำให้หวนคิดไปทีละข้อ ว่ามันใช่จริงหรือเปล่า มันเป็นจริงได้ยังไง ภาพประสบการณ์ก็ผ่านเข้ามาลอยเข้ามาประกอบความเห็นด้วยกับภาพ

เลยคิดว่า เอากรณีที่เคยเห็นมาเล่าต่อขยายความจากแต่ละข้อ เป็นกรณีศึกษา เล่าสู่กันฟังดีกว่า เรื่องในแบบทั้ง 4 ข้อ ที่ อจ. ประคัภป์ ท่านเอามาแชร์คงไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกๆคนหรอก หรือคนที่ยังทำงานไม่นาน ไม่ได้ย้ายองค์กรบ้าง คุ้นชินกับการอยู่กับเจ้านายดีๆ ไม่มีกรรมได้เจอเจ้านายหลากหลาย ...อาจยังมองไม่เห็นภาพ เห็นกรณี ดิฉันมีกรรมได้เจอเจ้านายดีๆ ท่านก็มีอันเป็นไปต้องย้ายประเทศ ต้องย้ายเมือง ที่เราไปเจอแล้วดีแต่ไม่ดูแลก็ต้องมีอันต้องล่ำลา ก่อนเราจะเละเป็นโจ๊ก ไม่เหลือชีวิตไว้ให้ตัวเอง หรือ ญาติพี่น้องพ่อแม่ ... แบบนี้ก็มีค่ะ ตย. ในแต่ละข้อ จะมีสัก 1 ต่อองค์กรก็พอสู้ไหวนะ แต่ถ้า 1 ที่ได้เจอครบทั้ง 4  นี่ก็ย้ายเหอะค่ะ อย่าทนเลย ก่อกรรมต่อตนเองและผู้อื่นชัดๆ

 ผลของการทำงานกับหัวหน้าแย่ๆ คือ 

1. มีแนวโน้มเป็นโรคหัวใจสูงขึ้นเป็น 2 เท่า

ข้อนี้เห็นด้วยมากๆ และอยากเตือนมนุษย์งานให้ใส่ใจตนเอง เรื่องว่าคนเป็นโรคแล้วผลงานแย่ลงนั้น บางครั้งก็ชัดเจน แต่บางครั้งก็ไม่ชัดเขน ลักษณะคนที่กระทบจิตใจโดนกดดัน จนถึงขั้นป่วยนี่ มันก็มาจากความเครียด ทำงานทุ่มเทจนเลือดหนืดก็มี  มันมีหลายแบบค่ะ แบบที่รู้ตัว กับแบบที่ป่วยแล้วแต่ยังไม่รู้ตัว ถ้ารู้ตัวก็ดีไป แต่แบบไม่รู้ตัว ล้มฟุบไปต่อหน้าต่อตากองงานเลยนี่สิ ...

ตย. ที่ 1 เคยเจอพี่ผู้ชายคนหนึ่งเรามาทำงานโปรเจ็คด้วยกัน ที่รู้ๆคือ แกจะหน้าแดงๆ และซีดง่าย เวลาหัวหน้าด่าแก แกจะมีท่าทีตกใจ และหงอ คือ ครับๆๆๆ อ่อๆๆๆ แล้วก็มาเครียดกับลูกน้องแต่ด้วยความที่แกอาจเป็นคนที่เติบโตมาแบบผู้ตามในครอบครัว แกดูไม่ดุ มีขึ้นเสียงแกก็หน้าแดงเอง เวลาโดนตำหนิอะไรมาแกก็มาบอก ชี้โบ้ยบ้าย ดิฉันสังเกตุแกเล่าไป มือแกก็สั่นหงึกๆๆ เวลาเล่าไป พร้อมหน้าแดง หน้าซีด สลับกันไป แกจะดีกับดิฉันมาก เพราะดิฉันมักปลอบใจแก และจะให้ความเย็นใจด้วยการปลอบใจ บอกว่าไม่เป็นไรพี่ ใจเย็นๆนะ ค่อยๆแก้กันไป หนูช่วยพี่เอง... แกก็จะใจเย็นลงแล้วมาบ่นพึมๆ พำๆ เป็นอยู่อย่างนี้ แต่ในยามไม่กดดันอะไร แกยิ้มแย้มแจ่มใส จนวันหนึ่งแกมาบอกว่า แกเจ็บหัวใจ เราก็บอกให้แกไปหาหมอ ... (แต่แกไปหรือเปล่าเราก็ไม่แน่ใจ หรือไปแล้วตรวจลึกซึ้งขนาดไหน ก็ไม่ทราบ) ต่อมาไม่นาน เรามีเหตุต้องจากกันไม่ได้ทำงานร่วมกัน ก็มาทราบว่าแกเสียชีวิต หัวใจวายด้วยวัย 54 ปี เท่านั้น ... แกเล่าว่า ที่ผ่านมาแกทำงานตั้งแต่เป็นเด็กๆ แกจะโดนหัวหน้าด่า โขกสับ มาตลอดจนแกเติบโต ไปทำงานแบงก์ แกก็ยังมีบุคลิกแบบนี้ จนมาถึงมาทำงานโปรเจ็ค แกไม่ชอบเลย เพราะว่าแกเก่งที่จะทำงานแบบถูกสั่ง ...แกเครียดมาก แต่แกต้องออกจากแบงก์มาแล้ว มาทำงานที่โครงการนี้ หลังจากนั้นแกก็ลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ได้แค่ 1 ปี แต่แกได้เกิดสะสมโรคไว้ในกายแกแล้ว เริ่มเมื่อไร นานแค่ไหนไม่ทราบ แกจึงเสี่ยง เมื่อไปเจองานหนักในวันที่สายไปแล้ว แกจึงไปต่อไม่ไหว ... ปัจจุบันนี้ยังมีคนอีกหลายๆคนที่มุ่งเน้นทำงานมาก จนลืมพักผ่อน ไปทำงานก็เครียดจากการกดดันจากหัวหน้างาน หัวหน้างานก็มีความจำเป็นต้องทำงาน แต่จะมีหัวหน้างานกี่คนที่ฉลาดพอจะมองเห็นและเข้าใจว่า ลูกน้องมีปัญญา ตนต้องหากลไกการทำงานที่ได้ผลงาน และคนมีความสุข ไม่ใช่ลนลาน ...

ตย. ที่ 2 . ที่ รง. แห่งหนึ่งใจกลางกรุงเลย ดิฉันได้เจอพนักงานที่อายุงานไม่มากนัก แต่ก็เคยทำงานมาสักระยะนึง มีวิชาชีพเป็น จป. เขาเรียนสายวิทยาศาสตร์มา ดังนั้นเวลาคิดหรือพฤติกรรมการทำงาน นิสัยมาจากการเลี้ยงดู เขาจะเป็นคนคิดเยอะค่ะ ในการทำงานเขาจะ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์เองด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องทำตามกฏระเบียบ เจ้านาย มี 2 ระดับ คือ ผจก.เขาเอง ส่วนอีกระดับคือ MD มาคุมฝ่ายอีกที เจ้านายที่ต้องรายงานก็ทั้งสองคนนี่แหละ คนที่ 1 พอเห็นใจเข้าใจ แต่คนที่ 2 นี่จะคอยทับถม เอาไปพูดว่าตำหนิลับหลัง เช่น ไอ้คนนี้อย่าไปวางใจมันมาก พูดจาไม่รู้เรื่อง ในขณะที่ เนื้องานคนนี้ก็ล้นมือ วิ่งทำไปทั่่ว ใครหกล้มก็เขา ส้วมแตก ส้วมตัน หลังคารั่วก็เขา ไฟดับไฟขาดก็เขา รายงานต่างๆ ก็เขา จนเขาหน้าเศร้าลงทุกวันๆ เพราะเมื่อเจ้านายตัวดีไปคอยแทงข้างหลัง จนเพื่อนๆเอาใจเจ้านายก็มาว่าเขามองเขาไปแบบนั้นด้วย แต่เจ้านายก็ยังใช้งาน เรียกรายงานและลับหลังก็คะนองปากคือนิสัยต้องได้ลับหลังไปทั่วเลย เด็กเล่าว่า เขาหูเบา เอ๊ะยังไง ?? 

เขาก็มาหารือปรึกษา เราก็แนะนำตามตำราว่า ยกตัวอย่างว่า หน. ทีดีมันต้องแบบนี้ แต่ในชีวิตจริงนั้น คนที่กระทำเรื่องขัดต่อตำรา ที่ว่า ไม่่ดี ไม่ควรทำ เป็นกิริยาแย่ เป็นความ ไม่บังควรทั้งหลาย จิตวิทยาองค์กรแย่ๆ ก็ตัวหัวหน้าและเจ้าของนี่แหละทำเอง ... ดังนั้น หัวหน้า 1 ก็ไม่รู้จะทำอยางไร นอกจากให้กำลังใจและคอยดูแลให้งานราบรื่นโดยไม่ ชอกช้ำหัวใจมากนักและทำงานได้..ดีบ้างไม่ดีบ้างไปเรื่อยๆ จนหัวหน้าที่ 1 ไปจากองค์กร หัวหน้า 2 เป็นคนแบบไหนก็คือแบบนั้น แย่อย่างไร ก็แย่อย่างนั้น ทุกอย่างไม่ว่าจะความขัดแย้ง การยุแหย่ การตลบตะแลงจนเด็กเครียดก็มาจากคนนี้  ปกติพนักงานคนนี้ ร่าเริง มีมุขตลกน่ารัก หายไปหมดจากบุคลิก มีแต่ความเครียดโผล่ออกมาให้เห็นตลอดเวลา

ในที่สุด เด็กเครียดจนเหม่อ ขับรถไปประสบอุบัติเหตุ เขามาปรึกษาเราเลยต้องแนะนำให้คิดถึงพ่อแม่ ก่อนคิดว่าจะทน ให้ลองดูว่ามีเหตุการณ์ให้ที่เกิดขึ้นรายวัน ผิดไม่ผิด ควรเกิดไม่เกิด เกิดเพราะใคร ... เขาตอบว่า เพราะหัวหน้าเขา เขาทำอะไรก็ไม่ดี เขาทำดีที่สุดเท่าที่เขาทำได้แล้ว งั้นพิจารณาที่ตัวเองหากเราเปลี่ยนสถานการณ์ในองค์กรไม่ได้ และเราต้องทนให้ได้ ...ทนไม่ได้ทำอย่างไรดี ป่วยตาย ดีมั้ย ??? แล้วเขาก็บ่นๆว่า เขาไม่อยากทำอะไรในที่ทำงานเลย ตอนนี้ไม่อยากหยิบจับอะไร นี่ไง ประสิทธิภาพของงานลดลงแล้ว... กว่าเจ้านายจะรู้ตัว ประสิทธิภาพการทำงานต้องลดลงน่าจะอาการหนักเข้าไปใหญ่... 

จู่ๆ วันหนึ่งเขาโทรมาเล่าว่า เขาเดินออกมาจาก รง. เวลาบาย 3 โมงและไม่กลับไปอีกเลย ... ดิฉันก็นึกเห็นใจและสงสารเด็กที่ต้องไปทนทุกข์ 2 ปี เสียดายจิตดีๆ ของเขาไปโดนบ่มเพาะด้วยบรรยากาศไม่ดี มีดราม่าองค์กรมากมาย ต่อไปกลัวเขาจะร้ายขึ้น จึงแนะนำให้เขาลืมเสีย อย่าไปคิดอะไรมาก และมีแต่ที่นี่ที่เป็นแบบนี้ ให้ไปทบทวนดีๆ ว่ามาจากใครเป็นสาเหตุ ทุกคนมาเหมือนเรา เขาไม่เหมือนเอาอะไรมาเป็นบรรทัดนอกจากผลงาน ถ้าไม่ไช่ที่ผลงาน ต้องเป็นที่ "คน" แล้วคนอิทธิพลคนนั้นคือ ใคร ??

ที่อื่นๆ มีคนดีๆ รอบกายเลย ให้เราจดจำว่าลักษณะการทำงานกับเจ้านายไม่ดีไว้ มันเป็นอย่างไร หากเมื่อไรจับสัญญานได้อีก ถ้าเราพยายามปรับปรุงแล้วเขาไม่ปรับปรุง ก็ให้จบๆ กันไป เพื่อสุขภาพจิต และกาย ของเราจะได้รับผลกระทบต่อไปในอนาคต ...   

เดี๋ยวมาต่อ...ข้ออื่นๆค่ะ แต่สำหรับข้อนี้ ถ้าจะนำคำสอนของพระอาจารย์ต่างๆ มาเปรียบเทียบก็ได้ดังคำสอนของ ครูบาชัยะวงศาพัฒนา วัดลี้ จว. ลำพูนเลยค่ะ ...




Create Date : 09 มีนาคม 2559
Last Update : 9 มีนาคม 2559 21:23:06 น.
Counter : 1725 Pageviews.

0 comment
จิ้มจุ่มฝรั่ง ฟองดูว์ อาหารสำหรับฤดูหนาว

“ฟองดู” (Fondue หรือ Fondre) มาจากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า ทำให้ละลาย หรือ การต้ม เป็นอาหารที่ชาวสวิสและฝรั่งเศสนิยมกินกันในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากการกินนั้นเป็นลักษณะของหม้อไฟ ซึ่งให้ความอบอุ่นในยามที่กินอยู่ด้วย

มาดูข้อความเกี่ยวกับฟองดู ตามวีกีพิเดีย ว่ามาดีกว่าค่ะ มีรายละเอียดอะไรอย่างไรกันบ้าง ...



ฟองดู ของดิฉัน แต่ ฟงดูว์ของวีกิพีเดีย ... ได้แจกแจงรายละเอียดไว้ดังนี้ค่ะ 

ฟงดูว์ (ฝรั่งเศส: fondue) หรือ ฟอนดูตา (อิตาลี: fonduta) เป็นอาหารสวิส อาหารอิตาลี และอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่ง

ประกอบด้วย : เนยแข็งละลายกับไวน์ขาวและเครื่องปรุงรส เสิร์ฟในหม้อเคลือบกาเกอลง (caquelon) (กาเกอลง คืออะไรอีกหละเนี่ย...) ซึ่งตั้งไว้บนเตาแบบพกพา แล้วใช้ส้อมด้ามยาว จิ้มขนมปัง จุ่มลงไปในเนยที่ละลายอยู่นั้น เพื่อรับประทาน นี่คือ วิธีการกินแน่ๆ ตามความเห็นส่วนตัวนะคะ 

ฟงดูว์ได้รับการส่งเสริมให้เป็นอาหารประจำชาติของสวิตเซอร์แลนด์ในคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยสหภาพเนยแข็งสวิส (Schweizerische Käseunion) และได้รับการเผยแพร่จนเป็นที่นิยมในอเมริกาเหนือในคริสต์ทศวรรษ 1960

ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ได้มีการนำชื่อ "ฟงดูว์" ไปใช้เป็นคำทั่วไปเพื่อเรียกอาหารชนิดอื่นที่มีการจุ่มอาหารลงในของเหลวร้อน ๆ ในหม้อไฟที่ใช้ร่วมกัน ได้แก่ ฟงดูว์ช็อกโกแลต

ซึ่งใช้ผลไม้ที่หั่นเป็นชิ้น ๆ จุ่มลงไปในส่วนผสมช็อกโกแลตเหลว และ "ฟงดูว์บูร์กีญอน" หรือฟงดูว์แบบอย่างบูร์กอญ (fondue bourguignonne) ซึ่งใช้เนื้อสัตว์ (โดยเฉพาะเนื้อวัว) หั่นเป็นชิ้นพอคำ จุ่มลงในน้ำมันร้อน

คำว่า fondue เป็นรูปกริยาขยายในอดีตกาล กรรมวาจก เพศหญิง (feminine passive past participle) ของคำกริยาฝรั่งเศส fondre (แปลว่า "ทำให้ละลาย') ซึ่งในที่นี้ทำหน้าที่เป็นคำนาม[1] ปรากฏหลักฐานการใช้คำนี้เป็นชื่ออาหารเป็นครั้งแรกในภาษาฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1735 ในตำรา Cuisinier moderne ของแว็งซ็อง ลา ชาแปล พ่อครัวชาวฝรั่งเศส[2] และปรากฏครั้งแรกในภาษาอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1878[3]

[1] Trésor de la langue française, s.v. fondre, etymology section B.3.a.
[2] Vincent la Chapelle, Le cuisinier moderne p. 220
[3] Oxford English Dictionary, Second edition, 1989; online version November 2010. s.v.

มันก็คือ อาหาร ที่นำทั้งผักและเนื้อสัตว์ลงไปจุ่มในหม้อน้ำซุป น้ำมัน ชีส และ ช้อคโกแลต แต่จิ้มจุ่มบ้านเราเป็นน้ำซุปสมุนไพรร้อนๆ แล้วนำมาจิ้มกับน้ำจิ้มรสเด็ด แต่ ฟองดูว์แบบบ้านเรา ที่ดิฉันนิยม ก็มี 3-4 แบบ (ที่อื่นๆ อาจมีมากกว่านี้) แต่ขอแบ่งปันที่ ตนเองชอบ 3 ชนิดเท่านั้น ค่ะ นี่ก็จิ้มไม่ทันแล้ว ... ส่วนน้ำจิ้มต่างๆ น้ำจิ้มฟองดูสำเร็จรูป เรายังสามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาเก็ต ตามรสที่ชอบได้เลยค่ะ (เมืองไทยซะอย่างนะคะ)  

ฟองดูว์น้ำมัน

ฟองดูน้ำมัน หรือ Fondue Bourguignon (ฟองดูบัวร์กินยอง) ฟองดูแบบนี้จะเสิร์ฟมาเป็นหม้อสแตนเลส ใส่น้ำมันพืชและตั้งไฟให้ร้อน เสิร์ฟพร้อมกับเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เนื้อแกะ เนื้อวัว ไก่ กุ้ง หมู ปลา ฯลฯ เวลากินก็นำใช้เหล็กแหลมยาวจิ้มเนื้อสัตว์จุ่มลงในน้ำมันร้อนๆ พอสุกได้ที่ก็จิ้มกับซอสที่เสิร์ฟมาพร้อมกันเพิ่มรสชาติ และยังมีเครื่องเคียงที่เสิร์ฟมาให้กินคู่กันด้วย นั่นก็คือ สลัดผักและขนมปังกระเทียม 

ส่วนประกอบฟองดูว์น้ำมัน

1. น้ำมัน (มะกอกก็จะดีค่ะ)

2. เนื้อแกะ ไก่ หมู เนื้อวัว ปลา กุ้ง

3. สลัดผัก ประกอบ

4. ขนมปังกระเทียม

5. ผักดองต่างๆ กระเทียมโทนดอง (นี่ก็อร่อยค่ะ)

6. ซอสต่างๆ 

ฟองดูว์ชีส

ฟองดูชีส นับว่าเป็นฟองดูสไตล์สวิสแท้ๆ เวลาเสิร์ฟจะมาครบชุดแบบมีหม้อตั้งไฟ ภายในเป็นชีสที่จะใช้ชีสละลายผสมกับไวน์ขาวแล้วตุ๋นอยู่ในหม้อที่ตั้งไฟ เสิร์ฟมาพร้อมกับขนมปังอบกรอบ เวลากินจะต้องใช้ไม้พายคนชีสไปเรื่อยๆ แล้วใช้แท่งเหล็กปลายแหลมยาวจิ้มขนมปังแล้วจุ่มชีสร้อนๆ จะเห็นว่าชีสเหนียวหนืดยืดติดกับขนมปังขึ้นมา ตัวชีสหอมๆ มันๆ กินเข้ากันกับขนมปังกรอบเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันอาจจะมีการเสิร์ฟผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือขนมปังอื่นๆ ให้กินคู่กับฟองดูชีสด้วย

ส่วนประกอบฟองดูว์ชีส

1. ชีสผสมไวน์ขาว

2. เนื้อแกะ ไก่ หมู เนื้อวัว ปลา กุ้ง

3. ขนมปังอบกรอบหั่นเต๋า หรือขนมปังอื่นๆ ที่ทานกับชีสได้

4. สลัดผัก 

5. ผักดองต่างๆ  

6. ซอสต่างๆ 

ฟองดูว์ช็อคโกแล๊ต 

ฟองดูช็อกโกแลต เป็นฟองดูของหวาน ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี นั่นก็คือจะใช้ช็อกโกแลตมาละลายอยู่ในหม้อ (อาจจะใส่เหล้าลงไปเล็กน้อยเพิ่มกลิ่นหอม) ตั้งไฟให้ช็อกโกลแลตอุ่นละลายดี เสิร์ฟคู่กับผลไม้สด อาทิ กล้วยหอม สตรอว์เบอร์รี่ แอปเปิ้ล กีวี่ ฯลฯ หรืออาจจะมีขนมปังกรอบเป็นแท่งๆ และเบเกอรี่อื่นๆ เสิร์ฟมาพร้อมกันด้วย เวลากินก็จิ้มผลไม้ต่างๆ จุ่มลงในช็อกโกแลต ก็จะได้ลิ้มรสชาติของช็อกโกแลตเข้มข้น

ส่วนประกอบฟองดูว์ช้อคโกแล๊ต

1. ช้อคโกแล็ต

2. ผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาล 

ซอสที่เขาใช้ๆกันในบ้านเรา ก็มี..ตามนี้ค่ะ 

ซอส Rhode Island (ถ้าตามสูตรจริง) เขาใส่ครีมเฟส มายองเนส ซอสมะเขือเทศข้น หั่นพร๊อมพริก เกลือ พริกไทย  
แต่บางท่านชอบแบบแค่ มายองเนสผสมซอสพริก เท่านั้นแหละค่ะ

ซอส Thousand Island ตามร้าน หรือจะจัดทำเอง ก็ใส่ มายองเนส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก หัวหอมหั่น พริกไทย มะกอกเขียวหั่น และไข่ต้มหั่น

ซ้อส น้ำจิ้มซีฟู๊ด

ซ้อสอื่นๆ ตามชอบ

TIP :  แบบไทยๆ เราสามารถหาเครื่องเคียงแบบบ้านเราก็ได้เป็นเครื่องเคียงแบบไทย ๆ กันเลี่ยน เช่น ส้มตำ ข้าวสวย น้ำจิ้มแจ่ว และกระเทียมโทนนี่ก็สุดยอดความอร่อยเลยค่ะ กับ ฟองดูว์ ในแบบไทยๆเรา ...

หม้อฟองดูว์ ปัจจุบันก็มีขายหาซื้อได้ตาม Lazada เลยค่ะ 

อันนี้ก็สำหรับฟองดูว์ช็อคโกแล๊ตค่ะ 

แต่ถ้าร้านแนะนำตอนนี้ก็ที่นี่เลยค่ะ  //www.maamjourney.com/2016/fondue-and-steak-house-phaholyothin-soi9/

Fondue & Steak House สวรรค์ของคนรักฟองดูว์เลยนะมีหลากหลายของเมนูอาหารที่มากขึ้น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ดีมาก เพราะในกรุงเทพฯ จะมีร้านแบบนี้เหลือน้อยถึงน้อยมาก อยากให้ทุกคนมาลองชิมกันค่ะ 

ที่อยู่ : 2 ซอยพหลโยธิน 9 (ชำนาญอักษร) ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
พิกัดการเดินทาง: แยกซอยชำนาญอักษร ซอยพหลโยธิน 9 จาก BTS อารีย์ ห่างไป 800 เมตรโดยประมาณ

แต่ถ้าไป จว. น่าน ก็แวะไปที่ Eatting More  อยู่แถวไหนก็ยังไใม่แน่ใจ..ไว้จะมาอัพเดทอีกทีค่ะ ... 




Create Date : 09 มีนาคม 2559
Last Update : 9 มีนาคม 2559 13:40:58 น.
Counter : 3260 Pageviews.

2 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Valentine's Month



Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
All Blog
MY VIP Friends