มีเงิน 10 บาท ทำบุญอย่างไรให้ได้บุญสูงสุด


#ทาน หรือ การทำทาน ถือเป็นการทำบุญในระดับต่ำสุดแล้วในทางพุทธศาสนา ในทานเองนี่ก็เหมือนกันค่ะ มีหลายระดับอีก  

การทำบุญอันเป็นวัตถุทานนี้มีหลากระดับ 4 ระดับ ในระดับที่ 5  ไม่ต้องการวัตถุใดๆ แล้วค่ะ  

วันนี้มี ถ้ามีเงิน 10 บาท ทำไงจะทำบุญให้ได้มากที่สุด ที่มีลำดับบุญตามนี้

1. สังฆทาน ไม่ว่าจะถวายอะไรที่ถูกต้อง ควรถวายแก่พระทั้งวัด (ไม่เป็นส่วนบุคคลต่อตัวนะคะ) อาจซื้อไม้ขีดไฟสักกล่องถวายพระทั้งวัดก็ได้แล้ว 
2. วิหารทาน ไปสร้างโบถส์ ร่วมสร้างวิหาร เอาเงินสิบบาทนั้นไปสร้างวิหาร เราก็ได้บุญสูงขึ้น 
3. ปลอยสัตว์ ปล่อยชีวิตสัตว์จะถูกฆ่า นี่ยิ่งกว่าสร้างวิหารอีกค่ะ 
4. ธรรมทาน หนังสือธรรมมะต่างๆ ทานอันยอดเยี่ยมคือ อันนี้


ตัวอย่างที่ดี ๆ สำหรับการทำธรรมะทานคือ งานศพ แจกหนังสือธรรมะ ก่อนแจก ควรขยันหยิบทีละเล่ม แล้วนำมาอธิษฐาน 
"ข้าพเจ้าขอทำบุญหนังสือธรรมทานนี้ และขออุทิศบุญจากธรรมะทานนี้ ให้แก่ผู้ตายด้วยเถิด สาธุๆๆ" 
ทำทีละเล่มเลยค่ะ อุทิศทีละเล่ม นั่งทำสักคืนนึงก่อนเผา ก่อนแจกแขก ... อันนี้ผู้ตายได้บุญเต็มๆ เลยค่ะ  

ที่สูงกว่า 4 ลำดับนี้มีมั้ย มีค่ะ!!  

คือไม่เป็นวัตถุทานแล้วหละ ทานสูงสุดคือ อภัยทาน อันนี้ไม่ใช้เงิน เป็นทานจากใจ จิตอันบริสุทธิ์ เป็นทานสูงสุด

จะเป็นคนมีโชคมีลาภนี่ ต้องมีวัตถุทาน สูงๆ ค่ะ 

โดยส่วนตัวข้าพเจ้านี้ บุญเก่าๆของข้าพเจ้าน่าจะไม่มาทางสายวัตถุทานนี้หละคะ 
มาทางภาวนาแน่เลย ...เรียน เขียน เอาค่ะ คือ มีเรียน เขียน อ่าน แต่ไม่รวยสักที ...



Create Date : 02 เมษายน 2559
Last Update : 2 เมษายน 2559 11:47:36 น.
Counter : 541 Pageviews.

2 comment
ไม่เชื่อ ก็ไม่ลบหลู่ ไม่ได้ก็ไม่เสียอะไร
วันก่อนนี้ เพื่อนคนนึงเธอเรียนหมอดู(ไพ่) และพยายามมาชวนไปเรียน ดิฉันขำๆ เพราะมีเพื่อนและคนรอบกายเป็นหมอดูเยอะและเขาพูดอะไรมาเป็นภาษาเทคนิคอลในการดูหมอ ดิฉันก็จะจดจำมา และชอบหยอกเอินเวลาเพื่อนพูดภาษาเทคนิคอลหมอดูออกมา เช่น วันนึงดิฉันอารมณ์เสียมาก เขาก็จะบ่นๆ ว่า อืม ราหูทับ พฤหัสย้าย เป็นอย่างนี้แหละเดี๋ยวก็โอเคแล้ว ถ้าดิฉันไปมีเรื่องเกือบๆลุย หรือมีเรื่องทะเลาะกะใครเขา เอามาเลาให้เขาฟัง เขาก็พูดลอยๆมาว่า อืม คน 3 ทับลักษณ์ ก็เงี้ยแหละ 5 เป็นเกษตร แปลว่าอะไรจำไม่ได้แล้วค่ะ  ฮ่าๆๆๆ  ดิฉันจะจำได้แทบหมดเลยค่ะ จำมาอย่างเดียว แต่ให้ดูไม่รู้วิธีการอะไรทั้งนั้นค่ะ  บวกลบคูณหารกันยังไง จึงจำเอาคำมาหยอกล้อตนเองเวลาเพื่อนอีกคนทักมา เราก็ว่าอืม พฤหัสย้ายมั้ง มฤตยูมาแล้วนี่ ... เพื่อนหมอดูไพ่อีกคนก็เห็นว่า ดิฉันนี่ น่าจะมาทางหมอดูนะ จึงชวนยิกๆๆ คือ เหมือนขายตรงเลยค่ะ หาสมาชิกไปเรียนหมอดู (ไพ่) ถ้าเราบอกว่า ไม่อ๊าววว มันยากส์ เขาก็บอกงายมาก ตั้งใจหาแขก สมาชิก เน็ตเวิร์กโหราศาสตร์จริงจังมาก .....คนนี้เขาจะดูแบบไพ่ เพื่อนทักมาว่า นี่เราเหมือนจะได้ลาภนะ ไพ่บอกว่า ต้องไปใหว้เจ้าที่...เกิดความสงสัยอีก ไหว้ยังไง ? พระนี่ก็ไหว้ มนต์นี่ก็สวด อุทิศบุญทุกวันก็ทำ สมาธินี่ก็ทำ เรื่องไหว้พระสวดมนต์นี่ก็ทำประจำ แต่ไหว้เจ้าที่ไม่เคยทำ !!! 

เรื่องเทวดาเราเชื่อว่ามีจริง เพราะดิฉันมีความเชื่อเรื่องภพชาติ ... เหตุผลเหรอคะ ! มีเหตุประหลาดในชีวิตบ่อยมาก มีความเจ็บป่วยฝันแปลก และไปตรงกับเรื่องราวที่เขาว่าๆ มา ที่พบตอนเราเด็กไม่สามารถแต่งความฝันแบบนั้นได้ เกินเด็กค่ะ ไว้เล่ากันถ้ามีโอกาส อีกเยอะค่ะ ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ?

ศาสนา เป็นเรื่องนามธรรมจริงๆ ทุกศาสนา ไม่แน่จริงไม่มีโอกาสได้เห็น ได้พบ ได้สัมผัสค่ะ นี่เรื่องจริง

แต่ศานาพุทธ มีสิ่งแปลกๆ ที่พบได้ว่ามีหลักฐาน เป็นหลักฐาน ซึ่งตรงกับหลักที่พระพุทธองค์เคยว่าไว้ทั้งนั้น มาสอดคล้องกันได้อย่างไร จะนามธรรมก็ก้ำกึ่ง แต่ที่เราต้องยังเรียกเป็นนามธรรมเพราะไม่รู้ว่ามันมายังไง มันเฉพาะตนมาก แต่ในความเป็นเรื่องเฉพาะตนนี้แหละ ศาสนาพุทธก็ได้บอกไว้ในหลักคำสอน หรือ ในไบเบิ้ลเราชาวพุทธก็บอกว่า เป็น "ปัตจัตตัง" เป็นเรื่องที่รู้ด้วยตนเอง และเป็นคำสอน ที่ได้บอกไว้ก่อนล่วงหน้า เป็น work Preventive ที่เป็นทฤษฏีรองรับไว้แล้ว ....ตย. เช่น ศาสนาพุทธบอกว่า เวียนว่ายตายเกิด ไปตามกรรม ในขณะที่ ศาสนาคริศต์บอกว่าตายไปแล้ว ไปรอวันพระองค์ตัดสิน และ ศาสนาอิสลาม รอพระองค์พิภากษา แต่ศาสนาพุทธตายไปแล้วไปตามกรรม ไม่รอใครทั้งนั้น ไปเอง ไปเลย ไปสวรรค์ ไปนรก เลือกไปได้เยอะมาก และไม่มีโอกาสเลือกเลย เป็นได้ทั้งสองอย่าง By Chance By Luck แล้วแต่โชคหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ...และทฤษฏีทางเลือกก็มี ตย. ให้เห็นจริงๆ คือ การเกิดใหม่มีจริง จาก ตัวอย่างจำพวกรำลึกชาติเก่าได้ และไม่ลืมชาติเก่า เกิดมากลายเป็นคนสองภพ? มีจำนวนมากมายในโลกที่เป็นคนแบบนี้ ไม่ว่าจะคนจากศาสนาไหนๆ เป็นอาการอย่างที่ศาสนาพุทธว่าไว้ แต่ศาสนาเขาไม่มี เช่น ชาวคริสต์เด็ก 5 ขวบที่จำตัวเองเคยเป็นดาราฮอลลีวูดส์มาก่อน พิสูจน์ยังไงก็ตรง จนนักพิสูจน์อ่อนอกอ่อนใจ ต้องยอมรับว่า "เขากลับมาเกิดใหม่ เป็นเด็ก 5 ขวบจริงๆ" ในขณะที่เด็ก 5 ขวบยังจำชีวิตหนุ่มออลลีวูดส์ได้ ก็ถามตัวเองว่า ทำไมเขาต้องมาเป็นเด็ก 5 ขวบแบบนี้อีก ในเมื่อเขาไปไกลถึงออลลีวูดส์แล้ว .... 

บ้านเราก็มี เรื่องครูคำไขกับนายชนัย หรือ อีกหลายๆ คน ดิฉันยังเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่พบกับชาติภพเก่าแบบในรูบความฝัน ...เป็นพักๆ เหมือนกัน และตัวเองก็ตอบไม่ได้ ได้แต่คิดว่า ฝันแปลก ...แต่ท่านๆ ที่ศึกษาเรื่องนี้มองว่า แปลกที่ คนที่จำได้ว่า ก่อนมาเกิดไปตกนรกก่อนไปโดนพิภากษาก่อนนั้น มีแต่ลาวไทยพม่า ที่เยอะหน่อย ส่วนชาวคริสต์บอกว่าไปอยู่ในห้องมืดๆ นานมาก จึงพบแสงสว่างหลังจากที่เขาตายไป... 

กลับมาที่ พระภูมิเจ้าที่ พระภูมิเจ้าที่คือ เทวดาประเภทหนึ่ง (ตามที่ค้นคว้ามาได้พอทำความเข้าใจเองนะคะ) ตามความเชื่อคติพุทธ การเซ่นไหว้ เป็นการแสดงสักการะเหมือนเราบูชาพระพุทธรูป แต่ยังไงท่านก็รับบุญกุศลเป็นปกติค่ะ ที่เราต้องอุทิศให้ท่าน ตามความเชื่อเทวดาเขาทำบุญเองไม่ได้ นอกจากเราอุทิศให้ ...แต่เป็นเทวดาไม่อดอยากค่ะ อิ่มทิพย์ อยากได้อะไรก็ได้ แต่ระดับเทวดาแล้วก็ไม่ได้อยากได้อะไรแล้วหละค่ะ  ดังนั้นดิฉันก็คิด ปกติเราอุทิศบุญให้เจ้าที่ผู้รักษาเคหะสถานบ้านเรือนของข้าพเจ้าอยู่แล้วนี่นา...ยังต้องเซ่นไหว้อีกเหรอ ? ...เพื่อนทำหน้าขรึมๆ ..ควรมี !!!

ไม่มีศาลอะไรทั้งนั้นทำไง ? 
หาโต๊ะตัวเล็กๆตั้งหน้าบ้าน วางไว้ข้างในบริเวณรั้วก็ได้ หันหน้าเข้าหาตัวบ้าน  หรือจะไว้กลางบ้านเลยก็ได้ ใช้จิตสื่อ ท่านรับรู้ได้อยู่แล้ว เสร็จพิธีค่อยเก็บโต๊ะ เออ อันนี้น่าจะง่ายกว่านะ  พร้อมกำชับว่า ไหว้เถอะ ไม่มีอะไรเสียหาย แถมได้อะไรดีๆเยอะ เจ้าที่เจ้าทางท่านเป็นเทวดาจำพวกหนึ่ง เวลาไหว้ท่าน ท่านก็ไม่ได้มากินของเซ่นหรอก แต่เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ไหว้ท่านในฐานะที่ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ดูแลสถานที่นี้ ไม่ได้ไหว้เพราะยึดพระภูมิเจ้าที่เป็นสรณะ ไหว้ท่านเป็นเทวตานุสติแบบนี้ ไม่ใช่พุทธศาสนาหรือ .....

อืม ก็จริงค่ะ  ไม่เชื่อไม่ลบหลู่ - ไม่ได้ก็ไม่เสีย ถ้าได้หละ...เออ

แล้วเครื่องสักการะหละ เฮ้ย อย่ายาก อย่าเยอะนะ ไม่มีเงิน...ทำบ่อยๆ ก็เอาที่ง่ายๆ ให้ทำได้สม่ำเสมอสิ พอลองทำเข้าจริงๆ ก็ทำได้ค่ะ ง่ายๆ 

1. ส้ม 4 ใบ

2. คาว-หวาน (ก็เอาที่สะดวก ดิฉันข้าว+ไข่ต้ม+ขนมหวาน)

3. น้ำสะอาด

4. พวงมาลัย 

5. ธูป 9 ดอก และ เทียน 1 เล่ม 

สำหรับการจุดธูปนั้นมีคติความเชื่อเรื่องของการจุดธูปยึดถือและสืบทอดเป็นประเพณีนิยมกันมานานแล้วจำนวนธูปที่จุด แบ่งได้ดังนี้

ธูป 1 ดอก ใช้ไหว้วิญญาณภาคพื้นที่ไม่ใช่ขึ้นชั้นเทพ เช่นไหว้บรรพบุรุษ ไหว้ศพ เจ้าที่หรือผีบ้านผีเรือน
ธูป 2 ดอก เกี่ยวข้องกับวิญญาณและการปักธูปบนอาหาร
ธูป 3 ดอก ใช้บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ธูป 4 ดอก ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา
ธูป 5 ดอก บูชาพระรัตนตรัย คุณบิดา คุณมารดา และคุณครูบาอาจารย์
ธูป 6 ดอก เกี่ยวข้องกับกำลังธาตุไฟ (คนที่เกิดวันอาทิตย์) ใช้สวดเสริมดวงชะตา
ธูป 7 ดอก เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ (ศาลเจ้าพ่อ เจ้าแม่) ครูบาอาจารย์ที่เสียชีวิตแล้ว
ธูป 8 ดอก เกี่ยวข้องกับการเสริมดวงและบางศาสตร์ถือเป็นการบูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู
ธูป 9 ดอก ใช้สักการะบูชาเทพ เจ้าป่า เจ้าเขา หรืออรุขะเทวดา ศาลพระภูมิ ศาลเทพ
ธูป 10 ดอก เกี่ยวข้องกับการเสริมดวงชะตา
ธูป 11 ดอก เกี่ยวข้องกับการบูชาเทวดาชั้นสูง
ธูป 12 ดอก เป็นการบูชาพระราหู (คนที่เกิดวันพุธกลางคืน) ใช้ในการเสริมดวง
ธูป 14 ดอก ใช้บูชาคุณพระสงฆ์ เช่นการจุดบูชาสักการะรูปปั้นพระสงฆ์
ธูป 16 ดอก บูชาเทพชั้นสูง เช่นบูชาพระพรหม บวงสรวง หรือพิธีกลางแจ้งที่มีการอัญเชิญเทวดา ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น
ธูป 19 ดอก การจุดบูชาครูและการสวดเสริมดวงชะตา
ธูป 20 ดอก เกี่ยวข้องกับการสวดเสริมดวงชะตา
ธูป 21 ดอก ใช้บูชาแม่พระธรณี (ใช้ในพิธีกรรมเบิกพระแม่ธรณี) และสวดเสริมดวงชะตา
ธูป 38 ดอก เป็นการบูชาพระธรรม
ธูป 39 ดอก บูชาพระแม่โพสพ
ธูป 56 ดอก บูชาคุณพระพุทธเจ้า
ธูป 108 ดอก ใช้ประกอบพิธีกรรม สวดเสริมดวงชะตา ถือเป็นการบูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า

พอเตรียมเสร็จก็มาถึงการว่ากล่าวคาถา คือ ...เริ่มด้วยขอขมากันก่อน .. " ให้จุดธูป 9 ดอกในการขอขมา

บทสวดขอขมาเจ้าที่

นะโม 3 จบ

อิติ สุขะโต อะระหัง พุทโธ นะโม พุทธายะ ปัฐวี คงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหัง

บทสวดนี้ใช้ได้เวลาไปนอนที่อื่นได้ด้วย กราบหมอน 3 ที กล่าว แล้วว่าบทสวดนี้ เป็นการขอโทษท่านหากเราทำไรผิดพลาดไป สิ่งใดที่เคยล่วงเกิด สิ่งสกปรกที่เราเคยนำเข้าบ้านก็ขอให้ขจัดออกไป ท่านจะได้ไม่ลงโทษเรา และคุ้มครอง ลองดูนะคะ คนแนะนำมาบอกว่าใช้ประจำดีมาก 

จากนั้นกล่าวคำบูชา 

ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ  เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ

สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เส ฯ

จากนั้นถึงมากล่าวคำถวายเครื่องสักการะ บทนี้จะคล้ายๆ อุทิศสังฆทาน แต่เปลี่ยนจากภิกษุสงฆ์ เป็นเทวดา ค่ะ 

ถวายเครื่องสักการะพระภูมิเจ้าที่  

 นะโม 3 จบ

นะโม เม พระภูมิเทวานัง ธูปะทีปะ จะ ปุปผัง สักการะ วันทานัง

สูปะพะยัญชะนะสัมปันนัง โภชะนานัง สาลีนัง สะปะริวารัง

อุทะกังวะรัง อาคัจฉันตุ ปะริภุญชันตุ สัพพะทา หิตายะ สุขายะ

สันติเทวา มะหิทธิกา เตปิ อัมเห อะนุรักขันตุ อาโรคะเยนะ สุเขนะ จะ.


พอวางเสร็จ จะลาเก็บเครื่องสักการะ ต้องทำการลาดังนี้ 

"คำลาเครื่องสังเวยพระภูมิเจ้าที่"

 จุดธูป 1 ดอก

สะ สะ เสสัง มังคะลัง ภูมิ เทวานัง ยาจามิฯ

(สำหรับลาคนเดียว ถ้าหลายคนก็ใช้คำว่า ยาจามะ ) 

เพื่อลาเครื่งเซ่น แล้วสามารถนำอาหารเหล่านั้นไปกินได้ เพื่อความเป็นศิริมงคล

หลังจากที่เราลาของไหว้ แบ่งบางส่วนออกไป ปักธูป 1 ดอก แล้วให้สัมภเวสีนอกรั้วบ้านด้วยค่ะ    

จัดทำไปแล้วค่ะ เพื่อเป็นความสบายใจส่วนตัว ทำแล้วก็มีความสุขดี   



Create Date : 15 มีนาคม 2559
Last Update : 15 มีนาคม 2559 13:46:12 น.
Counter : 697 Pageviews.

1 comment
นึกน้อยใจ ที่เป็นอิสสตรี ในวันมาฆะบูชา
#ไปถวายเพลมา


วันนี้แอบมีจิตเผลอไผล นึกน้อยใจ ตอนที่กำลังจะประเคนอาหาร ด้วยว่าคนมากกว่าปกติ อาหารก็มาก แต่ดิฉันยังมีคล่องตัวอยู่บ้างค่ะ ทำประจำเลยคุ้นเคยกับพิธีกรรม และหลายๆวัดในบริเวณบ้านไม่เกิน 15 กม. เดี้ยนไปมันแทบทุกวัดแหละ จึงรู้จริต โรงครัว ที่เก็บถาดที่ตั้งแถวตักบาตร รู้พิกัดเป็นอย่างดี โยมแยกออกด้วยนะว่าสายนี้ ปฏิบัติแนวแบบนี้จะนิยมหลวงช่วง แบบนี้นิยมพุทธวจนสายพระป่า ... แบบวัดหลวงธรรมยุตร ... สังเกตุเห็นหมด


จิตอกุศลไม่ได้เกี่ยวกับสายไหนๆ หรอกค่ะ แต่เกี่ยวกับน้อยอก น้อยใจ พอคนเยอะมีบางคน นาน นาน ท่านจะเข้าวัดที กลัวบุญตกหล่น รีบร้อน พอเข้าไปเรียงหน้ากันประเคน ถวายแล้วก็ไม่ถอย เก้กังๆ คือ งง ว่าเห้ยเสร็จแล้วยัง .. จะเอาอีกว่างั้น โยมพี่คนนี้ ก็รอจะประเคนอาหารเรามั่ง 


ผู้ชายนั้นประเคนง่ายส่งตรงมือพระได้ พอถึงดิฉัน ก็ต้องชะงักรอ ให้พระท่านวางผ้า ถึงประเคนได้ แล้วพอไปแออัด โยมยืนกันค่ะ ค้ำหัวพระเลย รู้สึกไม่ดีเลย เศร้าใจชาวพุทธ ไปวัดวันสำคัญตามไบเบิ้ลเลยเนี่ย ... หาได้รู้ธรรมเช่นใดเลย พ่อแม่ทำให้บุตรหลานดู แบบหยาบๆ สืบต่อกันไปหมด ...


ด้วยต้องรอพระวางผ้าเพื่อสตรีมีสิทธิ์ประเคน พระทำท่าจะฉวยผ้า โยมผู้ชายยื่นถ้วยแกงพรวดจ่อหน้าท่าน พระท่านหันมามองหน้าดิฉัน อมยิ้มน้อยๆ เหมือนจะบอกว่า "รอหน่อยนะโยม" ดิฉันพยักหน้านิดนึง เหมือนจะบอกว่า "เอาที่สบายใจพี่บ่าวเขาแล้วกัน" เจ้าค่ะ จึงต้องรอจนกว่าพระว่างหันมาหยิบผ้าวางให้ประเคนได้... แต่โยมเห็นว่าท่าจะยาว จะถอยก็ไม่สะดวกอัดอยู่ข้างหลังก็เยอะ จึงนั่งคุกเข่า ต่ำกว่าพระรอท่านพร้อมวางผ้า และนั่นคือเป็นการบอกว่า "คุณได้สิทธิ์นั้นเดี๋ยวนี้" ฮาๆๆ.... จึงรอสิทธิ์อย่างมีศรัทธา


ตื่นเต้นมากค่ะ!!!  เพราะพอโยมตัดสินใจคุกเข่าเอาทางถูกจริตสบายใจเท่านั้นละ ทางสูงก็โล่ง มีการยื่นแกงข้ามหัวมาเลย รีบประเคนพระ เสียวจิ้ด กลัวแกงราดหัวโยม... แอบคิด #อกุศลจิต เนี่ย...อยากเป็นผู้ชายจังเลย ถวายอะไรก็ง่ายดาย เกิดเป็นหญิงจะทำบุญ ต่อหน้าพระสงฆ์องค์เจ้ายังยากเลย.. เสร็จสิ้นแล้ว มาอุทิศบุญกันเถอะ อันนี้เราคล่องกว่าผู้ชายเขา เยอะหละ...

มาอุทิศบุญกันค่ะ 

ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ ไปให้ทุกรูปทุกนาม ทั้ง 20 ชั้นพรหมโลก 6 ชั้นเทวะโลก มนุษย์โลกมารโลกยมโลก อบายภูมิทั้ง4 มีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลภิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาน อรูปวิญญานและสรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า ขอให้ทุกรูปทุกนามจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอให้ทุกรูปทุกนามจงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกันกับที่ข้าพเจ้าพึงได้รับ ณ. กาลบัดเดี๋ยวนี้เทอญ. สาธุ...

นี่เราแอบนึกแบบนี้ จะมีผลให้ชาติหน้าจะเกิดมาเป็นผู้ชายมั้ย ?  




Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2559 17:58:20 น.
Counter : 511 Pageviews.

0 comment
กระบวนการ และ วิธีการใส่บาตร
ในการใส่บาตรพระ จริงๆ แล้วเรา "ชาวไทยพุทธ" มีประเพณีที่ปฏิบัติกันมาเป็นกิจกรรม ดิฉันผู้เขียนเอง ก็ยังไม่ทราบที่มาหรอกค่ะ (ยังไม่ได้ค้นคว้า) แต่มั่นใจว่ากระบวนการตามวิธีการตักบาตรนี้น่าจะยึดถือและนำมาปฏิบัติต่อไปอย่างถูกต้องสวยงาม ดีงาม ตามที่บรรพบุรุษยึดถือมานาน

น่าจะเป็นไปตามจารึกทางพุทธศาสนา และขณะนี้ รู้สึกว่า คนรุ่นใหม่ จะเริ่มหลงลืมกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งเราก็มิใช่ว่าจะหลงเน้นแต่พิธีกรรม แต่มันเป็นพุทธะกริยาที่สมควรสืบทอดไว้ เป็นกิจกรรมที่อ่อนโยน ดูมีวัฒนธรรมตามจารีตประเพณีของชาวไทย หรือ ชาวเอเชียส่วนใหญ่ ซึ่งชนชาวแถบๆเอเซียเราจะทำได้สวย อ่อนช้อย ดูดี

ดังนั้นเราควรจะให้ลูกหลาน ได้เรียนรู้ หรือ ควรจะบรรจุไว้ในหนึ่งกิจกรรมที่โรงเรียนควรนำมาฝึกเยาวชนให้เข้าใจ พร้อมใจปฏิบัติ ลดทอนความกระด้าง กระโดกกระเดก จำได้ว่าผ่านมายุคสมัยหนึ่ง ในช่วงเวลาอายุของผู้เขียนนี่เอง ต้องยอมรับว่า ไม่ค่อยทราบกัน เพราะเราโตมาในยุค เทคโนโลยีเบ่งบาน วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเป็นเกณฑ์มาตรฐานกิจกรรม ทำให้จารีตเราดูงมงาย ไร้สาระ ... เสียดายสิ่งที่พ่อแม่ปู่ย่าสะสมมาจริงๆ ...

ในการตักบาตรนั้น นอกจากเราต้องเตรียมของใส่บาตร ตามความเชื่อว่า ต้องมี อาหาร น้ำ คาวหวาน ดอกไม้ธุปเทียนแล้ว แต่ดิฉันนั้น..พ่อแม่เคยสอนว่า มีอะไรจะใส่ ก็ใส่ได้ ตามความพร้อมเพราะเราตักทุกวันมากน้อยแต่ให้สม่ำเสมอมิให้ขาด อยากให้เราใส่บาตรทุกวัน เพราะพระเขาไม่สะสมอาหาร หมดแค่เที่ยงต่อวัน พระท่านเดินผ่านหน้าบ้านทุกวัน (ต้องตื่นเช้าเลยสิ) แต่ทุกวันน้ำนี่อย่าให้ขาด เพราะพระจะฉันแล้วติดคอ ดอกไม้ ก็เพื่อให้สวยชาติหน้า แต่จริงๆ คือ พระเขาไม่ให้เด็ดดอกไม้ จะมีดอกไม้ไปบูชาพระ ก็ต้องมีโยมตักบาตรถวายนี่แหละ แล้วดอกไม้ก็เหี่ยวทุกวัน ต้องเปลี่ยนทุกวัน ...จำติดใจ โดนปลูกฝังอย่างไรมา ก็ปฏิบัติตามนั้น ...




มาดูวิธีปฏิบัติ ตามที่พระอริยะโอวาท ว่าไว้ค่ะ ตามพุทธวจน ไปค้นๆ มา เพื่อให้พุทธสานิกชน ได้ดำเนินสืบทอดให้ยาวนาน มาเริ่มกระบวนการตักบาตรกันค่ะ

1. การนิมนต์พระ

เมื่อพระเดินมาบิณฑบาตร และ หลังจากพวกเราเตรียมอาหาร สำรับกับข้าวเรียบร้อยแล้ว เราก็ยืนรอพระ พอพระเดินมาถึงเรา เราก็ต้อง "นิมนต์ท่าน" การนิมนต์ ก็ควรใช้คำว่า "นิมนต์ครับ/นิมนต์ค่ะท่าน" แค่นี้ พระก็ทราบแล้วว่าโยมจะตักบาตร  ไม่ต้องใช้คำนิมนต์ให้ยากอะไรนัก "ท่านเจ้าประคุณเจ้าคะ นิมนต์เจ้าค่ะ" อันนี้ ก็ไฮโซไปนะคะ หรือ "นิมนต์เจ้าค่ะ พระอาจารย์" พระอาจสะดุ้งได้ หากท่านเพิ่งบวชไปแค่ อาทิตย์เดียวเอง ...

การนิมนต์พระควรนิมนต์ด้วยความสำรวม และ ใช้เสียงดังพอประมาณ   โยมบางคนเรียกพระด้วยเสียงอันดัง "นิโมนนนน" ตะโกนลั่น มันไม่สำรวมน่ะค่ะ นอกจากนี้ ต้องสังเกตุอายุของพระด้วย ถ้าเป็นพระเด็กๆ ก็ไม่ต้องเรียกหลวงพี่ หลวงน้าอะไรหรอกค่ะ เรียก "ท่าน" ตามปกติไปนี่แหละ ..บางคนไม่ค่อยได้ทำ เขินอาย หรือ ลนลาน พาลกวักมือเรียกเพราะ พร้อมกับเปล่งวาจา จอดๆๆ จอดค่ะ จอด ... อันนี้ก็ไม่ควรเขิล หรือ ลนลานจนเกินเหตุ ศึกษาไว้ จะได้ทราบและพร้อมทำอย่างถูกต้อง ... ครั้งสองครั้งก็คล่องแล้วค่ะ ...


2.จบ 

การจบคือ การยกสิ่งของที่เราจะถวายพระ หรือ ใส่บาตร ขึ้นมาจรดหน้าผาก พร้อมทำการอธิษฐานและควรใช้เวลาอธิษฐานแต่พองาม ไม่ใช่ให้พระท่านยืนเปิดฝาบาตรรอ จนท่านสงสัย โยมอธิษฐานขออะไรหนอ มากมายขนาดท่านต้องคอยนานมาก..

3. ถอดรองเท้า ยืนด้วยเท้าเปล่า

จุดประสงค์ของการถอดรองเท้าคือ การให้ความเคารพพระสงฆ์ โดยการไม่ยืนสูงกว่าท่านเพราะเวลาพระสงฆ์บิณฑบาตรท่านจะเดินเท้าเปล่า (บางท่านปัจจุบันสวมรองเท้า แต่ก็บางๆ เท่านั้น) บางญาติโยมมีไม่เข้าใจ ถอดรองเท้า แต่ก็กลับเอารองเท้ามารองโดยขึ้นไปยืนบนรองเท้าอีกทีซะงั้น  หรือบางโยม ขึ้นไปยืนบนฟุตบาท แต่พระยืนบนพื้นถนน ต่ำกว่าโยมไปเสียงั้น ระวังกันด้วยค่ะ ให้พระท่านไปยืนบนฟุตบาท เราลงมาที่พื้นถนนเถิดค่ะ

4. ใส่บาตร 

มาถึงการใส่บาตรเสียที การใส่บาตร มีสิ่งที่พระท่านชอบเล่าขำๆ เวลาดิฉันไปถวายเพล มีเวลานั่งคุยกับพระ เพราะดิฉันจะถามท่านว่า ใส่บาตรได้มั้ยเจ้าคะ สิ่งนี้ พรุ่งนี้จะได้ใส่ไปพร้อม ไม่เช้่นนั้น จะนำมาถวายทีหลัง ปัจจุบันทุกคนมักมองข้ามว่าสิ่งใดควรใส่บาตร สิงใดๆ เขาไม่ใส่ในบาตรกัน ทั้งโยม ทั้งพระพอกัน ทุกวันนี้ อ้าฝาบาตรพร้อมรับหมด ท่านลืมหรือ ท่านไม่ทราบ ดิฉันก็สุดคาดเดา กับข้าว ข้าว ก็ใสบาตรได้ แต่บางอย่างก็ให้วางบนฝาบาตรแทนค่ะ และวางด้วยความสำรวมค่ะ

5. รับพร 

หลังจากใส่บาตรแล้ว พระสงฆ์ก็จะให้พร เราก็ประนมมือรับตามระเบียบ นั่งคุกเข่า หรือย่อตัวลง หากไม่สะดวกจริงๆ ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้อง ก็ยืนประนมมือสำรวม แต่ควรนั่งลงเพื่อจารีตที่สวยงามนะคะ ลูกหลานจะได้ไม่จำไปผิดๆ ...


จบกระบวนการค่ะ ขอให้สาธุชน ตักบาตรกันให้สะดวกสบายใจไม่ขัดเขินนะคะ การสะสมบุญโดยการตักบาตร หลวงพ่อจรัญสอนว่า อย่าไปคิดว่า พระจริง พระเก๊ ...เราตักไปด้วยความตั้งใจดี ก็เป็นบุญเราค่ะ




Create Date : 18 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 18 กุมภาพันธ์ 2559 17:27:14 น.
Counter : 1098 Pageviews.

0 comment
มาทวงหนี้กรรม หรือ มาชดใช้กรรม
เกิดมาหนึ่งชีวิต ทำถูกทำผิดมามากมาย สิ่งที่พบ สิ่งที่ต้องเผชิญ บางครั้งหาคำตอบหรือ เหตุผลเหมาะสมไม่ได้เลย เช่น คนบางคนพ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างดี กลับกลายเป็นคนเลวชาติชั่วแสนจะน่าเสียดายชีวิตอันดี ที่ได้รับการเลี้ยงดูมา แต่กับอีกหลายๆ ชีวิต ที่โชคร้ายเสียเหลือเกิน เกิดมาทุกข์ยากแสนสาหัส แล้วมาเผชิญกรรม ต้องมาเลี้ยงดูปรนนิบัติพ่อแม่พิกลพิการ มาถูกทำร้ายจิตใจจากพ่อแม่ มาถูกพ่อใจร้ายข่มขืน ทำไมถึงมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น...บางครั้งดูเหมือนเหตุผลไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้เลย ...ได้แต่คิดว่า ...ช่างน่าสงสาร ช่างใจร้าย ช่างโชคร้าย หรือ ช่างเป็นบุญกุศลเหลือเกิน แล้วมันคืออะไร กันแน่ ???

ลองมาอ่านบทความนี้สิ...อาจทำให้เกิดความเชื่อในทฤษฏี ภพชาติ หรือ ศาสตร์ความเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรมได้บ้าง...





Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2559 10:50:55 น.
Counter : 281 Pageviews.

0 comment

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
MY VIP Friends