บทอธิษฐานขออโหสิกรรม
บทอธิษฐานขออโหสิกรรม 

กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง
อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม.

กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใด ทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อกันอีกเลย..

แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้นกลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป

ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมทั้ง ครอบครัว ตลอดจนวงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ยากลำบากเข็ญใจความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอได้มีความสุขสวัสดีมีชัย เสนียดจัญไรและอุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใดที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้สิ่งนั้นจงพลันสำเร็จ ลงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จเทอญ

นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ



Create Date : 30 สิงหาคม 2556
Last Update : 30 สิงหาคม 2556 1:03:52 น.
Counter : 11366 Pageviews.

0 comment
ประสบการณ์การสวดมนต์ภาวนา "ขออโหสิกรรม" เจอจริงๆ กับตัวเอง เชื่อมาก!!!

สืบเนื่องจาก ข้าพเจ้าได้ไปอ่าน Facebook เป็นเรื่องราวบอกกล่าวเกี่ยวกับเจ้าของเฟส เธอมีประสบการณ์สั้นๆ เกี่ยวกับการขออโหสิกรรม พร้อมทั้ง แบ่งปันบทสวดมาด้วย ข้าพเจ้าก็เอามาพิมพ์ใส่กระดาษ 2 แผ่น 1 พับใส่กระเป๋าสะพายเพื่อนำไปสวดในรถยนต์ เพราะมีกรรมกับอุบัติเหตุแน่นอน เพิ่งโดนอัดท้ายหายไปครึ่งคันตอนจอดติดไฟแดง จนกระดูกเคล็ด เดินขาลากอยู่หลายวัน และหลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นเด็กผู้หญิง แต่งชุดนร. อายุสัก 12-14 ขวบ เดินตามหลังลูกชายข้าพเจ้าเห็นอยู่หลายแวบ วันที่เห็นนั้น..หลานสาวอายุไม่กี่เดือนไม่ยอมนอนร้องให้ทั้งคืน จนข้าพเจ้าต้องลุงขึ้นสวดมนต์พาหุงฯ ให้ หลังจากนั้นหลานสาวจึงเงียบสนิท นอนหลับด้วยความอ่อนเพลีย (เป็นความเชื่อส่วนตัว) ข้าพเจ้าพยายามหาคำตอบว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นต้องการอะไร ทำไมมาเดินตามหลังบุตรชายข้าพเจ้า ? ยังไม่ได้คำตอบจนบัดนี้ 

แผ่นที่ 2 นำไปห้องสวดมนต์ วางไว้กับตำราสวดมนต์ ที่มีอยู่ตั้งหนึ่งหน้าพระ แล้ว เมื่อคืนวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ด้วยรุ่งขึ้นคือวันที่ 29 สิงหาคม จะเป็นวันพระฯ กลางวันนั้นข้าพเจ้ามีเหตุระงับใจไม่อยู่ ด่าว่าน้องชายไปหลายคำ และโกรธเขามากถึงกับอยากตัดพี่ตัดน้อง ข้าพเจ้าคิดว่าทำไมข้าพเจ้ารู้สึกรุนแรงเช่นนี้ อันที่จริงน้องคนนี้ข้าพเจ้ารักยิ่งลูกด้วยซ้ำไป เหมือนเรามีลูก 2 คน คือน้องและลูกจริงๆ แต่วันนี้ทั้งโกรธ ทั้งเกลียด เหมือนว่าเราจะสิ้นสุดกันแค่นี้ ... ข้าพเจ้าบอกตัดขาดกับเขาและตัดใจไปจริงๆ จังๆ

ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่า ข้าพเจ้าสงบจิตและตั้งมั่นตัดขาด คือการไม่รับรู้ เราจะไม่ก่อกรรมใดๆ กับเขาอีกต่อไป แปลกที่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกโปร่งโล่งสบายกับการตัดขาดน้องชายที่เลี้ยงมาดังลูก ...นี่ข้าพเจ้าโกรธเกลียดเขาแต่เมื่อใด?

หรือเขาเป็นเจ้ากรรมนายเวร หรือ เราเป็นนายเวรเขา ข้าพเจ้าจึงคิดจะขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ปกติข้าพเจ้าสวดมนต์เป็นนิจ และทำสมาธิบ้าง ก็มีหลายครั้งที่หลงไปว่ามีฌาน เมื่อพบเจอเรื่องแปลกๆ ก็ยังมี ดังนั้นการทำสมาธิสำหรับข้าพเจ้าง่ายดายนัก

คืนนั้นจึงสวดบทอโหสิกรรมเพิ่ม คือบทที่พิมพ์มาจากการแบ่งปันของเพื่อนร่วมเฟสบุ๊ค เรื่องราวของเธอข้าพเจ้าอ่านก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ลบหลู่แต่ก็ไม่ได้เชื่อมากเป็นได้และเป็นไปไม่ได้ พอๆกัน 

หลังจากสวดมนต์เสร็จปิดไฟ ปกติข้าพเจ้านุ่งขาวห่มขาว เวลาสวดมน คืนนั้นล้มตัวลงนอนทั้งชุดขาวนั่นเอง ตอนนอนระหว่างที่รู้สึกตัวอยู่ข้าพเจ้ามักกำหนดลมหายใจไปเรื่อย เอามือวางทาบบนอก หรือ ทอดยาวในท่าที่ผ่อนคลาย ภาวนาพุทโธไปเรื่อยๆ บางครั้งนาน บางครั้งเร็ว ก็ออกแล้วนอนหลับตามปกติ... แต่คืนนี้ข้าพเจ้าฝันแปลกๆ ถึงสองเรื่อง แต่ละเรื่องนานเป็นเรื่องเป็นราว เหมือนเรื่องราวชาติหนึ่งของข้าพเจ้าที่ผ่านมาในหนึ่งชีวิต...และมีบางเรื่องที่มันสอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันของข้าพเจ้าอย่างมาก ...หรือเจ้ากรรมนายเวรเขามาบอกว่าเขาให้อภัยเรา...หรือ อยากบอกว่า..เราทำอะไรไว้แต่ก่อนเก่า ...ยังอภัยไม่ได้??

ข้าพเจ้าฝันว่า มีชายคนหนึ่งหน้าตาเหมือนฝรั่ง ตัวผอมสูง ไหล่ใหญ่ ไม่อ้วน และสูงกว่าข้าพเจ้ามาก ในฝันว่าเขามาขอแต่งงานหรือ เราอยากแต่งกับเขาประมาณนั้น แต่ข้าพเจ้ามิได้รักใคร่เขา เขาเองก็ไม่ได้ดูว่ามิได้รักใคร่ข้าพเจ้ามากมาย หรือ จริงๆ เขารักข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจเลย แต่เขาก็จดทะเบียน (ในฝันข้าพเจ้าเรียกว่า Register) รับข้าพเจ้าเป็นภรรยาและพาข้าพเจ้าไปบ้านเมืองของเขา เมืองที่เขาพาไป เป็นเมืองชื่อเดียวกับเมืองที่ข้าพเจ้าเคยไปอาศัยระยะหนึ่งช่วงที่ข้าพเจ้าไปเรียนหนังสือในชีวิตปัจจุบัน???

แต่ภาพในฝันเป็นภาพโบราณทั้งหมด การแต่งกายไม่เก่ามากแต่ก็ไม่ได้สมัยใหม่อย่างปัจจุบัน ในฝันข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขมาก ชายฝรั่งคนนั้นก็เมตตาข้าพเจ้ามาก และในชีวิตจริงๆ ปัจจุบันของข้าพเจ้า ช่วงเรียนหนังสือที่เมืองนั้นของข้าพเจ้า เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดด้วยเช่นกัน!!

จากนั้น ก็มีคนมาชี้ให้ข้าพเจ้าดูว่า ชายคนนั้นมีแผลเล็กๆ ตามตัวเต็มไปหมดทั้งตัว ข้าพเจ้าถามเขาว่าเขาป่วยหรือไม่ เขายอมรับว่าเขาป่วยมานานแล้วแต่ยังไม่กำเริบ ข้าพเจ้าจึงพยักหน้า และเข้าใจว่า คิดว่าเขาแต่งงานกับข้าพเจ้ามาเพื่อให้ข้าพเจ้ามาดูแลเขาหรือ ไม่นานตามตัวก็มีแผลเน่าไปทั้งตัว แดงถลอกเป็นดวงๆ ติดกันไปทั้งตัวถี่ยิบ หากเป็นคนปกติตอนนี้คาดว่าน่าจะเจ็บปวด 

ข้าพเจ้าไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดเขาแต่ประการใด กลับสัญญาว่าว่าจะดูแลเขา แต่ในผันว่าข้าพเจ้าบอกเขาว่าไม่เป็นไร หากท่านตายไปคงยังพอมีสมบัติทิ้งไว้ให้ข้าพเจ้าบ้าง ผู้ชายคนนั้นตอบว่า "จะไม่มี" เพราะเขายังมีแม่ และเขามีพี่น้องถึง 5 คน ทุกคนจะเอาไปหมด ข้าพเจ้าก็เข้าใจ และไม่โกรธเขาเช่นกัน ไม่เป็นไร ถึงอย่างไร หากเขาตายไป ข้าพเจ้าคงยังพอมีอะไรหลงเหลืออยู่บ้างจากปัจจุบัน ใจเป็นสุข ในใจข้าพเจ้าไม่โกรธเขา และเขาก็ปลอบใจข้าพเจ้า ให้ความเมตตา ที่ข้าพเจ้าไม่โกรธเขา ก่อนเขาตายข้าพเจ้าถามเขาว่า เขานามสกุลอะไร เขาบอกชื่อและนามสกุลพร้อมมีทั้งสิ้น 4 ข้อความ คือ ชื่อรวมนามสกุล 4 ตัว แต่พอตื่นมาข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่ในฝันบอกว่า ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเขาหากทำได้ ...เพื่อขอบคุณเขา ข้าพเจ้าก็ตื่นมาหนึ่งครั้ง....

เมื่อหลับไปอีก ข้าพเจ้าก็ฝันอีก แต่เป็นเรื่องราวในโซนไกล้ๆ หรือในเมืองไทย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าที่ไหนกันแน่ครั้งนี้ แต่ในฝันว่ามีผู้ชายตัวเล็กผิวขาวหัวล้าน เขาเป็นอะไรกับข้าพเจ้าหรือเปล่าไม่ทราบแต่เป็นเจ้าของบ้านไม้หลังใหญ่ เสาต้นใหญ่ๆ มากมายเขามีสวนดอกไม้ เขาปลูกดอกไม้เป็นกิจการ เหมือนไม่เคยเห็นหน้าเช่นกัน แต่ในผันมีเพื่อน นร. สมัยมัธยมคนหนึ่งอยู่กับข้าพเจ้า (ปัจจุบันเพื่อนคนนี้อยู่เชียงรายเป็นภรรยาผู้พิภากษา ปัจจุบันเธอมีลูกสาวป่วยเป็นเด็กพิเศษ) แต่เธอเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องในฝันกับชาติปัจจุบันข้าพเจ้าไม่ทราบได้ ..ในฝันเธออยู่ไกล้ๆ กับข้าพเจ้าและเป็นคนอ่านชื่อเด็กสาวชาวเขมรคนหนึ่ง ชาติปัจจุบันเพื่อนคนนี้หลังจากที่เรียนมัธยมจบเราก็แยกย้ายไปไม่ได้มาเจอกันอีก แต่มาเจอกันอีกครั้งโดยบังเอิญคือ เรามาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน???  แต่การใช้ชีวิตก็มิได้เกี่ยวพันหรือไปมาหาสู่กัน เหมือนข้าพเจ้าไม่กล้าสนิท เหมือนมีอะไรสะกิดใจตลอดเวลา และข้าพเจ้าก็นึกออกว่าชายคนที่เป็นเจ้าของเรือนไม้มโหฬารหลังนั้นปัจจุบันคือ ท่านผู้พิภากษา สามีของเพื่อนในชาตินี้ ขณะนี้นั่นเอง หน้าตาละม้ายแต่หัวล้าน แต่ในฝันเราเหมือนเป็นคนงานของเขา หรือ ญาติอะไรสักอย่างของเขา ในฝันเพื่อนข้าพเจ้าก็ยังคงเกรงใจชายคนนั้น เรากำลังคุยกันเรื่องไปส่งเด็กสาวคนหนึ่งกลับบ้านที่เขมร เด็กย้ำแล้วย้ำอีกว่าเราสัญญากับเขานะ ว่าจะไปข้าพเจ้านั้นยืนยันหนักแน่น เพื่อนดูเหมือนยอมแบบไม่กระตือรือร้น ส่วนชายหัวล้านไม่พอใจเอาเสียเลยแหละ เด็กสาวเธอยิ้มให้ข้าพเจ้าอ่อนหวาน เมื่อมองอีกทีสักพักเธอก็สวยใสเป็นเด็กสาวแก้มนวลสวย ใบหน้ายาว มีฟันเขี้ยวซ้อนมุมปากเล็กน้อย เป็นเด็กสาวน่ารัก เธอว่าเธอรู้ดีเรื่องปลูกดอกไม้ แต่พวกเราไม่ฟังเธอ คอยแต่จะทุบตีเธอ มาเถอะเธอจะสอนให้ เธอก็อธิบายให้เราฟังไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้านั้น แสดงออกว่าเอาใจเธอมาก และเธอก็ไว้ใจข้าพเจ้ามากกว่า กับเพื่อนข้าพเจ้า และดีใจที่เราให้เธอกลับบ้านได้ ก่อนไปเธอหันมายื่นบัตรอะไรสักอย่างสีชมพู มีชื่อเขียนด้วยภาษาแปลกๆ คล้ายภาษาขอม เพื่อนข้าพเจ้าเป็นผู้อ่านว่า เธอชื่อ "ฤทัย" ข้าพเจ้าถามว่าชื่อฤทัยเป็นชื่อเขมรหรือ เธอว่าหากเรียกเป็นไทย ตรงกับคำว่า ฤทัย ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำแม้จนตื่นนอนแล้ว...

ข้าพเจ้าตกใจตื่น

ในชีวิตนี้ ข้าพเจ้ามีคนใช้ในบ้านเป็นเขมรมาแล้ว 4-5 คน มีที่ไม่ชอบก็มาก ที่ชอบรักใคร่เมตตาก็มี แต่ทุกคนเบียดเบียนข้าพเจ้ามากมาย แทบทุกคน ...แปลกมาก!!

และข้าพเจ้าชอบปลูกดอกไม้มาก แต่ทั้งชีวิตเป็นที่ร่ำลือในหมู่ญาติคือ ข้าพเจ้าเป็นคนปลูกดอกไม้ไม่ขึ้น จนข้าพเจ้าท้อแท้ต้องหาดอกไม่ปลอมมาประดับสวนฯ และเป็นเรื่องคาใจข้าพเจ้ามากเกี่ยวกับการปลูกดอกไม้ ซื้อมาเป็นดอกดีๆ ปลูกเสร็จดอกไม้หายต๋อม เหมือนไม่ใช่ไม้ดอก....กลับไปมีแต่ใบล้วนๆ   

ข้าพเจ้าสงสัยว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับการสวดมนต์ขออโหสิกรรมแน่นอน ปกติข้าพเจ้าไม่ค่อยฝันอะไรมากมาย นานแสนนานจะเป็นกับเขาสักที ไม่ได้เคยฝันเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้ แจ่มแม้กระทั่งชื่อก็จำได้ ...

จาก : ขุนทิพย์ 



Create Date : 29 สิงหาคม 2556
Last Update : 29 สิงหาคม 2556 22:05:42 น.
Counter : 53854 Pageviews.

6 comment
อานิสงส์การภาวนา

หลวงปู่ดู่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิบัติบูชามาก เนื่องจากประโยชน์ที่จะได้รับในขณะที่ปฏิบัติสมาธินั้น ได้บุญพร้อมถึง ๓ องค์คือ ทาน ศีล และภาวนา

เกี่ยวกับทานมีกล่าวไว้ในพระสูตร ว่าด้วยเรื่องของการให้ทานกับคนธรรมดาหนึ่งครั้ง ให้ทานคนธรรมดาร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการให้ทานคนที่มีศีลหนึ่งครั้ง ให้ทานผู้มีศีลร้อยครั้ง ไม่เท่ากับให้ทานพระอริยบุคคลขั้นโสดาบันหนึ่งครั้ง เรื่อยมาจนถึงให้ทานพระสัมมาสัมพุทธเจ้าร้อยครั้ง ไม่เท่ากับถวายสังฆทานหนึ่งครั้ง โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และการถวายสังฆทานร้อยครั้ง ไม่เท่ากับการถวายวิหารทาน ได้แก่ โบสถ์ วิหาร ฯลฯ แต่ถึงแม้จะถวายวิหารทานไว้มากมายถึงร้อยครั้ง อานิสงส์ก็ยังไม่เท่ากับการเจริญเมตตาจิต หรือการภาวนาได้แสงสว่างเพียงเท่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น เพียงครั้งเดียว ถ้าจะมีผู้แย้งว่า ขณะนั่งสมาธิไม่มีการให้ทาน ขอตอบว่า ทานในขณะปฏิบัติเป็นทานอันยิ่ง คือ อภัยทาน เพราะในเวลานี้ ถ้าเราโกรธ อาฆาต พยาบาทใครก็ตาม เราต้องให้อภัย มิเช่นนั้นแล้วสมาธิจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เราต้องมีเมตตาธรรมบังเกิดขึ้น จุดประสงค์ของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับการให้ทานนี้ ก็เพื่อลดความเห็นแก่ตัวนั่นเอง มิใช่เป็นการให้ทานเพื่อหวังผลตอบแทนอย่างเลอเลิศ เพราะจะกลายเป็นผู้โลภบุญ หลวงปู่ทวดเคยให้คำจำกัดความของบุญกับผู้เขียนว่า "บุญ คือความสบายใจ ก่อนทำก็สบายใจ ขณะทำก็สบายใจ ทำแล้วก็สบายใจ คิดถึงทีไร สบายใจทุกที"

เรื่องของศีลนั้น ในขณะที่ปฏิบัติ เราจะเป็นผู้ที่มีศีลอย่างบริบูรณ์ เนื่องจากได้สมาทาน และมีเจตนาที่จะรักษาศีลเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้บางท่านจะภาวนาเลย ก็ย่อมมีศีลอยู่กับใจ (ศีลโดยแท้ คือ ภาวะปกติของใจ ที่ไม่กระเพื่อมไปตามอำนาจกิเลส เรียกว่า ศีลใจก็ไม่ผิด) เพราะว่าเราไม่ได้ไปผิดศีลข้อใดในขณะนั้น ตั้งแต่การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม เป็นต้น เมื่อเรามีศีลบังเกิดขึ้น อานิสงส์ของศีลย่อมทำให้เรามีความสุข มีชีวิตอยู่ก็มีความสุข ตายไปแล้วก็มีสุคติเป็นที่หวังอย่างแน่นอน สำหรับการภาวนามีจุดประสงค์เพื่อให้จิตเกิดความสงบมีสมาธิ การบริกรรมภาวนา ไม่ว่าสัมมาอรหัง พุทโธ หรือพุทธังฯ ธัมมังฯ สังฆังฯ ต่างก็มุ่งหวังให้จิตเป็นสิ่งเหนี่ยวนำหรือได้ทำงานในสิ่งที่ดี เนื่องจากสภาพของจิต มักจะไม่อยู่นิ่ง เหมือนลิงมีอาการซุกซน คิดโน่นคิดนี่ ไม่มีสมาธิ ผู้ปฏิบัติจึงต้องอาศัยคำภาวนา ผูกจิตเอาไว้ไม่ให้วอกแวกไปทางอื่น เมื่อมีสติรู้อยู่กับคำภาวนาจนจิตเกิดความสงบ หรือบังเกิดแสงสว่างขึ้น จึงมีอานิสงส์พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน เป็นการรวมตัวของบุญที่กระทำขึ้น จึงมีอานิสงส์มากกว่าการตักบาตร หรือการทำทานเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น การปฏิบัติสมาธิ หรือการภาวนา ดังที่หลวงปู่กล่าวไว้ จึงเป็นการสร้างบารมีอย่างดียิ่ง อันให้ประโยชน์กับตนเองทั้งปัจจุบัน และภายภาคหน้าด้วยประการนี้.....


ที่มา: หนังสือกายสิทธิ์
www.watthummuangna.com



Create Date : 29 สิงหาคม 2556
Last Update : 29 สิงหาคม 2556 17:35:58 น.
Counter : 903 Pageviews.

2 comment
ได้แต่เตรียมใจไว้กินข้าวแกงจานละ 100 บาท ในเวลาไม่นานเกินรอ...
สำรวจต้นทุนแกงเขียวหวานครับ!!

นโยบายการเกษตรควรส่งเสริมการผลิตพืชอาหารเพื่อคนได้กิน มิใช่เพื่อส่งออกไปต่างประเทศอย่างเดียว พืชผักพื้นเมืองประจำภาคก็ขาดแคลนมาก ราคาแพงด้วย ตลาดมีเห็นๆ

ที่ใต้หวันมีโยบายตั้งกองเรือประมงไปจับสัตว์น้ำถึงเมกซิโกเพื่อเอามาเลี้ยงดูประชาชน จืงมีของกินราคาถูกมากมายครับ

เปลี่ยนวิธีคิดนิดนืง

กว่าจะรู้ทำไมข้าวราดแกงจึงแพง *เดินผ่านครัว แม่บ้านจะแกงเผ็ดเขียวหวานเห็นสารพัดเครื่องแกงวางเต็ม ถามราคาอย่างไม่ตั้งใจ ได้ราคาสำหรับคนไม่เคยจ่ายตลาดเช่นเรา...เตรียมใจรอ...

1.มะพร้าวคั้นกะทิ ก.ก.ละ 60 บาท
2.พริกชี้ฟ้า เมล็ดละ 2 บาท
3.พริขี้หนู 15 เมล็ด 10 บาท
4.ตะไครั ต้นละ 1 บาท
5.โหระพา หรือ กระเพรา กำละ 4 กิ่ง 10 บาท
6.มะเขือเปราะ 5-6 ลูก 10 บาท
7.มะเขือพวง ขีดละ 10 บาท
8.ใบมะกรูด กิ่ง 5-7 ใบ 5 บาท
9.หน่อไม้ต้ม หน่อเล็ก หน่อละ 3 บาท
10.เนื้อวัว ก.ก.ละ 220 บาท
11.เนื้อหมู ก.ก.ละ 180 บาท
12.ไก่ ก.ก.ละ 80-90 บาท
13.ปลาสลิดแห้ง ขนาดเล็ก ก.ก. ละ 260-280 บาท
14.ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 6.50 บาท
15.ไข่เป็ด เบอร์ 0 ฟองละ 8 บาท


**เข้าใจละ ผมจะได้เลิกบ่นว่า แม่ค้าขายข้าวแกงหน้าเลือดขายของแพง ได้แต่เตรียมใจไว้กินข้าวแกงจานละ 100 บาท ในเวลาไม่นานเกินรอ...

ที่มา :  ประเสริฐ โยธีพิทักษ์ 



Create Date : 27 สิงหาคม 2556
Last Update : 27 สิงหาคม 2556 15:45:37 น.
Counter : 540 Pageviews.

0 comment
กำจัดยุงแบบมีน้ำอดน้ำทนกัน..ดีกว่ายุ่งกับสารเคมี
หลายวันมานี้..เดี๊ยนสุดทนกับ"ยุง" เพราะนั่งไม่ได้เลย สวนเล็กๆ หน้าบ้านก็นั่งไม่ได้ ต้องมียุง มาตอมมาตอด สงสัยมาก ว่ายุงทุกวันนี้ คล่องแคล่ว จนเราก็ตบยุงไม่ทันเอาเสียเลย มันเก่งกาจขึ้นจนรู้สึกได้ว่าทุกวันนี้ยุงว่องไวมาก และ กัดเราไม่ค่อยจะรู้ตัวหรือ หากเราคิดจะกำจัดมัน ไม่ค่อยทำได้ทันเวลาเลย จู่ๆเห็นแต่ร่องรอยกับอาการคันตามมา ...

โรคจิตหลอนยุงก็ปรี๊ดขึ้นมาบ่อยครั้ง เดี๊ยนสังเกตุเห็นว่า มันจะบินมาตอดอย่างเร็วเหมือนมันบินมาชนเราแล้วถอนตัวออกไป พริบตาที่เราเห็นๆ แต่พอมันบินออกไปเราก็ตบไม่ทันสักเปรี๊ยงเดียว

ในแต่ละวันที่ต้องทะเลาะกับยุง ก็จะเห็นตัวยุงเป็นระลอกคือ แห่มาเป็นระลอก ขนาดจะโตหรือเล็กก็เห็นเป็นระลอกๆ บางชุดตัวใหญ่หรือ เซ็ตนี้ ตัวยังเล็ก ...เพิ่งเกิด 

บ้านที่อยู่ แรกๆ คนส่วนใหญ่ รวมถึงเดี๊ยน ก็มักนิยมบ้านที่มีธรรมชาติรายล้อม ต่อมา จากธรรมชาติเขียวขจีนี่ กลับกลายเป็นธรรมชาติแบบป่าลึก ป่าย่อมๆเลยค่ะเพราะว่า ขาดการดูแล..ป่ารกชัฏเต็มสองข้างทางและรายล้อมบ้าน...ความชื้นทำให้ยุงเริงร่ามากดังนั้นกำจัดแทบไม่หมด...

ทนไม่ไหวจริงๆ ก็เริ่มหาเครื่องมือช่วยเหลือ .. ลืมความฉลาดและพัฒนาของยุงไปเล็กน้อย ยากันยุงแบบฉีดถูกนำมาใช้กำจัดยุง ... ฉีดแล้วเราก็หนีไปชั้นบน ฆ่ามัน ชั้นล่าง... จ๊ากกกก ยุงไม่ตายเลย หนีไปหรือเปล่าไม่ทราบ เหมือนกับมันจะรู้ว่าจะหนียังไง และมันทนไหว อะไรเทือกนั้น 

มันไม่หายไปไม่ลดและ ยังเยอะเหมือนเดิม... ต่อมาก็กำจัดด้วยยาจุดกันยุง ... ผลคือ มันตาย! แต่เราจะตายด้วย! เพราะรมควันแผ่วๆ มันไม่ระคาย ต้อง "รมควันหนา" มันจึงตาย แต่เดี๊ยนแสบคอไปหมด...ใจเสีย จะพาลกลายเป็นอะไรไปกับยุง ไม่เป็นไข้เลือดออก แต่จะเป็นคอตีบ หลอดลมอักเสบ หรือ ปอดช้ำประมาณนั้น ขนาดหมาน้อย ยังป่วยเพราะโดนรมควัน...

วันหนึ่ง เจอไม้ตียุง...แบบชาร์จไฟจากไฟบ้านได้ .. ลักษณะเหมือนไม้ตีเทนนิส ได้การหละ จากที่ตบยุงไม่เคยถูกเป้า หวดไปเลย แล้วไฟฟ้าในไม้เทนนิสฆ่ายุงก็ร้องดังเปรี๊ยะ ปร๊ะ ... ฮูยยย มันส์มาก ...

วันหนึ่งๆนี่หวดไปเยอะเลย เหมือนออกกำลังกาย ดีมาก .. ที่สำคัญคือ มันดังเปร๊ยะๆๆๆ สนุกมาก และพบว่า ยุงตายค่ะ!! 

เรากำจัดไปวันละ 200-300 ตัว หวดไปทุกวัน เดี๊ยนก็คิดได้ว่า ..หากทุกบ้านกำจัดมันแบบนี้ มันก็ตายไปเยอะเหมือนกันในแต่ละวัน จะเกิดทันก็ยากส์ เราทำกันทุกคน เราฆ่ามันได้เยอะ 

1 ล้านคน..ฆ่ายุงต่อวัน 300 ล้านตัว 
20 ล้านคน ก็ฆ่าได้วันละ 6000 ล้านตัว 

โอกาสที่ยุงจะไปตั้งไข่และเกิดใหม่ก็น้อยลงไป เราก็กำจัดไปเรื่อยๆ 

โอกาสหมดหรือ เบาบางลง ก็มีนะคะ

ที่สำคัญคือ ไม้เทนนิสตียุง ...ต้องมีราคาถูกหน่อย ที่บ้านเดี๊ยน หวดกันทุกคน ไม้มีอันเดียวไม่พอหวดค่ะ ...อันละร้อยกว่าบาท เจ๊งมา 2-3 อันแล้ว...แต่เดี๊ยนมุ่งมั่นจะหวดต่อไป เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพเราน้อยที่สุด ...ประโยชน์ต่อการเผาผลาญแคลอรี่ มากที่สุดด้วย ...ยุงตัวเล็กๆ มองไม่เห็นก็หวดฟ้า หวดลม ตายติดไม้เยอะเลยค่ะ ... ไม่ดังเปรี๊ยะปร๊ะ ด้วยนะ แต่ร่วงเต็มพื้น เห็นแล้วมีกำลังใจ ......หวด หวด หวดค่ะ!!






Create Date : 27 สิงหาคม 2556
Last Update : 27 สิงหาคม 2556 2:54:08 น.
Counter : 662 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

Changixmas
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]



คนเรามี 2 ถูก คือ ถูกต้องและถูกใจ
ในการใช้ชีวิตมันมี 2 ถูกนี้เสมอ ถ้ามันทั้งถูกต้องและถูกใจ ดีสุด แต่ยามใดมันสองแพร่ง ระหว่างถูกต้อง กับถูกใจ นี่จะโคตรกระอักกระอ่วนเลย และมันมักอยู่ในลำดับถูกใจ แล้วไปหา ความถูกต้อง
ถ้าเรามองหาความถูกต้อง มักจะอดถูกใจ




New Comments
All Blog
MY VIP Friends