images by free.in.th
"
Group Blog
 
All blogs
 

สิ่งที่...ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน

ช่วงนี้โรงเรียนต่างก็เริ่มทยอยปิดเทอมกันแล้วนะคะ น้อง ๆ หลายคนคงจะมีเวลาพักผ่อน หรือได้ทำกิจกรรมที่ชอบกันมากขึ้นSmiley ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่มีปิดเทอมกันแล้วก็อย่าเพิ่งเครียดไปค่ะ เพราะปฏิทินเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ มีตัวเลขสีแดงเต็มเลย~ (จะได้หยุดยาวกันแล้วจ้า~Smiley)


หลาย ๆ คนคงเริ่มวางแผนล่วงหน้ากันแล้วใช่มั้ยคะว่าช่วงวันหยุดยาวนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี แต่ถ้าใครยังไม่มีแพลน หรือยังไม่รู้จะทำอะไรดีล่ะก็ ทางสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. มีข้อเสนอที่รับรองว่าผู้อ่านต้องสนใจแน่นอน นั่นก็คือ... สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. จะพาไปเที่ยว "ดิสนีย์แลนด์" ค่า!! (เย้~Smiley




สิ่งที่...ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน
โดย ฮิโรชิ  คะมะตะ (Hiroshi Kamata)
แปลโดย ดร. จารุนันท์  ธนสารสมบัติ
จำนวน  176 หน้า (พิมพ์ภาพ 4 สี / กระดาษถนอมสายตา)

แค่อ่านจากชื่อหนังสือก็เริ่มสงสัยแล้วใช่มั้ยคะ ? ว่าดิสนีย์แลนด์จะสอนอะไร ?Smiley แน่นอนว่าไม่ได้สอนเล่นเครื่องเล่นแต่ละชนิด หรือสอนวิธีไปดิสนีย์แลนด์ หากแต่หนังสือเล่มนี้จะพาผู้อ่านเที่ยวชมดิสนีย์แลนด์ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งรับรองว่าเป็นมุมมองอันแตกต่างที่ผู้อ่านไม่เคยได้เห็นจากที่ไหน ๆ มาก่อน นั่นก็คือมุมมองที่ว่า...


"การให้นั้นคือความสุขขั้นสุดยอด...ผู้ใดหยิบยื่นความสุขให้แก่บุคคลอื่น...
ผู้นั้นจะได้รับความสุขและความอิ่มเอมใจในตนเอง" - - -> วอลท์ ดิสนีย์


ประโยคข้างต้นคืออีกมุมมองหนึ่งซึ่งทางสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. อยากให้ผู้อ่านได้สัมผัสจากสวนสนุกแห่งนี้ที่ขึ้นชื่อว่า "มีผู้กลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 90%" จากผู้เขียนซึ่งทำหน้าที่อบรมพนักงานบริการในดิสนีย์แลนด์ได้ถ่ายทอดมาจากประสบการณ์จริงโดยบอกเล่าผ่านเรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่อง คือ 
จดหมายรักสีส้ม
เด็กหลงกลัวบาป
ตั๋วสีซีด
สะพานสู่ความหวัง


    แค่อ่านชื่อเรื่องก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ยคะ ? แต่ก็ต้องขอบอกว่าไม่ใช่เนื้อเรื่องเท่านั้นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากเนื้อเรื่องจะสนุกสนานจนน่าติดตามแล้ว ภาพประกอบในเล่มก็ยังน่ารักและดูอบอุ่นด้วย~ 


แค่รูปวาดก็น่ารักใช่มั้ยล่า~...ต้องไปชมในเล่มจริง ๆ ให้ได้นะคะ!! Smiley


    หากใครที่กำลังหาหนังสือแนวจิตวิทยา-การพัฒนาตนเองที่นำเสนอออกมาในรูปแบบนิยายเบาสมอง ซึ่งอ่านแล้วเพลิดเพลิน กินใจ แถมยังให้ข้อคิดดี ๆ ในการดำเนินชีวิตแล้วล่ะก็... รับรองค่ะว่า "สิ่งที่...ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน" ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เมื่ออ่านจบแล้ว...เชื่อได้เลยค่ะว่าหลาย ๆ คนจะรู้สึกว่า... 


"อยากทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ามีรอยยิ้ม"

และ

"อยากมอบความสุขให้แก่คนอื่นบ้าง"


ชมสารบัญและตัวอย่างเนื้อหาได้ ที่นี่  ค่ะSmiley






แถมอีกนิดค่ะ...ก่อนจะถึงวันหยุดยาวที่รอคอย ก็อย่าลืมมาเดินเล่นที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 28 มี.ค. - 7 เม.ย. 57 นี้นะคะ แล้วพบกันที่ บูธสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. 057 โซน C1 หนังสือดี ๆ จากสำนักพิมพ์เรารออยู่จ้าาาาาา~ Smiley




 

Create Date : 21 มีนาคม 2557    
Last Update : 21 มีนาคม 2557 14:13:21 น.
Counter : 3918 Pageviews.  

เติมความเป็นผู้นำในช่องว่าง : เป็นผู้นำที่ทีมยอมรับ

 


                ในที่ทำงาน ถ้าคุณเป็นเพียง “รุ่นพี่ที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ” คุณจะำเพียงแค่ให้คำแนะนำแก่รุ่นน้องตามความเหมาะสมก็ย่อมได้  แต่ถ้าเจ้านายบอกว่า “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะให้คุณเป็นผู้นำทีม”  คุณจะทำอย่างไร บทบาทหน้าที่ของคุณจะมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง

 

                หรือถ้าคุณใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของกิจการ ความเป็นผู้นำก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะเมื่อเริ่มต้นกิจการของตนเองแล้ว สิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การดูแลทีมงานของตนเอง

 

 

เติมความเป็นผู้นำในช่องว่าง

 

โดย Kouji Takagi

 

แปลโดย ดร.ศิริลักษณ์ ศิริมาจันทร์

 

หนา 200 หน้า (พิมพ์ 2 สี /กระดาษถนอมสายตา)

 

 “เติมความเป็นผู้นำในช่องว่าง” เล่มนี้แนะนำแนวทางการเป็นผู้นำที่ “สมาชิกในทีมปลื้ม” และ “องค์กรปรารถนา” ด้วยสไตล์การนำเสนอแบบอธิบายเป็นหัวข้อสั้น ๆ และสรุปประเด็นสำคัญของแต่ละหัวข้อเป็นแผนภาพ เพื่อให้มองเห็นวิธีปฏิบัติได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม  เนื้อหารวบรวมจากประสบการณ์ตรงในชีวิตการทำงานของผู้เขียน (ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การบริหารงานบุคคล)

 

นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ผู้นำมักจะพบในชีวิตการทำงานจริง เช่น ความไม่มั่นใจเมื่อต้องรับหน้าที่เป็นผู้นำ การวางตัวกับสมาชิกในทีมงานซึ่งเต็มไปด้วยความแตกต่างระหว่างบุคคล ไม่ว่าด้านวัย เพศ อุปนิสัย ค่านิยม รวมถึงการเป็นคนกลางระหว่างเจ้านายกับทีมงาน

 

ตัวอย่างส่วนหนึ่งจากในเล่ม เช่น การดูแลสมาชิกในทีมงาน และการเป็นคนกลางระหว่างเจ้านายกับทีมงาน

 

การดูแลสมาชิกในทีมงาน

การให้คำแนะนำในการทำงาน เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำหลายคนอาจมองข้ามไป ซึ่งถ้าไม่ระวัง อาจก่อปัญหาในการทำงานให้แก่สมาชิกได้  สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อแนะนำสมาชิกเรื่องการทำงานก็คือ ต้องพยายามให้คำแนะนำที่เข้าใจง่ายและเป็นรูปธรรมชัดเจน  คำแนะนำที่เป็นหลักการในอุดมคติซึ่งนำไปปฏิบัติจริงได้ยากนั้น มีแต่จะทำให้สมาชิกรู้สึกว่า “คงจะทำงานด้วยไม่ไหวแน่”

 


ส่วนการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของทีมไม่จำเป็นต้องทำให้สมาชิกทุกคนมีค่านิยมเหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือ รวมพลังของทีมให้อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน  ขอเพียงแค่ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันเรื่องทิศทางการทำงาน ส่วนเรื่องส่วนตัวจะมีค่านิยมที่แตกต่างกันก็ไม่มีปัญหา

 


นอกจากนี้ ผู้นำต้องพยายามให้ความรักและดูแลสมาชิกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานอย่างทั่วถึงโดยไม่มีอคติ เพราะถ้าผู้นำรู้สึกรังเกียจผู้ร่วมงาน แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมรู้สึกได้ สิ่งสำคัญในการผูกมิตรกับสมาชิกก็คือความเข้าใจ ดังนั้น ผู้นำต้องไม่เสียดายเวลาและความพยายามที่จะเข้าใจสมาชิก


การเป็นคนกลางระหว่างเจ้านายกับทีมงาน

“เป็นนโยบายของบริษัท ผมเองก็ช่วยอะไรไม่ได้”

 

นี่เป็นคำพูดที่บั่นทอนกำลังใจในการทำงานของสมาชิกอย่างรุนแรง ถ้าผู้นำพูดเช่นนี้แสดงถึงการขาดคุณสมบัติการเป็นผู้นำ

 

ในเรื่องนโยบายบริหาร ผู้นำและสมาชิกก็อยู่ในสถานภาพเดียวกันคือเป็นแค่ผู้รับฟังเท่านั้น แม้บางครั้งอาจไม่พอใจหรือยอมรับไม่ได้ แต่เมื่อต้องถ่ายทอดนโยบายของบริษัท ขอให้ผู้นำใจกว้างพอที่จะยอมรับความจริง ไม่ปิดบังถ้าสมาชิกสงสัย และพลิกมุมคิด มองเชิงบวกแล้วจึงถ่ายทอดแก่สมาชิกด้วยคำพูดของตนเอง  นอกจากนั้นต้องรับฟังความเห็นหรือข้อโต้แย้งของสมาชิก และพยายามรายงานความคิดเห็นของลูกน้องให้แก่เจ้านายด้วยคำพูดของตนเอง

 

เวลาพูดคุยกับเจ้านาย ต้องระมัดระวังท่าทีที่ดูเป็นการประจบประแจง เพราะสมาชิกกำลังจับตามองคุณอย่างที่คุณคาดไม่ถึง ไม่ว่ากับเจ้านายหรือสมาชิกก็จะต้องให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ

 

       นอกจากนี้ เติมความเป็นผู้นำในช่องว่าง ยังรวบรวมเทคนิคต่าง ๆ สำหรับผู้นำไว้มากมาย ซึ่งบางเรื่องอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น วิธีชม วิธีตำหนิ เทคนิคการเอาใจใส่สมาชิก รวมทั้งคำพูดที่เหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ

 

ผู้เขียนยังให้ข้อคิดว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คนที่ยกมืออาสาเป็นผู้นำกลับล้มเหลวเมื่อถึงคราวได้เป็นผู้นำจริง ๆ ขณะที่คนที่คิดว่า “ตนเองไม่เหมาะจะเป็นผู้นำ” กลับทำได้ดีเมื่อได้ลองทำดู  เพราะคนที่ต้องการจะเป็นผู้นำนั้นมักจะคิดว่า “ต้องการให้คนอื่นทำงานตามที่ตนเองต้องการโดยมีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง” แต่คนที่เหมาะจะเป็นผู้นำจริง ๆ คือ คนที่เข้าใจผู้อื่นและช่วยเหลือสนับสนุนผู้อื่นได้

 

เติมความเป็นผู้นำในช่องว่าง เล่มนี้ จะช่วยเติมความเข้าใจในช่องว่างความแตกต่างระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง เติมคุณสมบัติที่ยังขาดเพื่อเป็น “ผู้นำที่ทีมยอมรับ” ช่วยให้คุณเป็นผู้นำที่ "สมเป็นผู้นำ" แม้จะทำหน้าที่เป็นครั้งแรก 

 


 

ดูตัวอย่างเนื้อหาหนังสือ

ดูรายละเอียดหนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. 




ดูโปรโมชั่นในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 18 ของ สำนักพิมพ์ ส.ส.ท.





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2556    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2557 22:32:49 น.
Counter : 4789 Pageviews.  

ถามแล้วเวิร์ก

คุณคิดว่า “การตั้งคำถาม” มีความสำคัญอย่างไร SmileySmiley หากให้ตอบง่าย ๆ ก็คงประมาณว่า... “คือกระบวนการให้ได้มาซึ่ง ’คำตอบ’ ” แต่หากมองให้ลึกลงไปมากกว่านั้น “การตั้งคำถาม” ยังมีพลังและนัยซ่อนอยู่อีกมากมาย

เป็นต้นว่า ...

  • คำถาม สามารถชี้นำให้พบกับคำตอบ ที่บางทีตอนนี้เราเองยังไม่พบคำตอบนั้น หรือไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน
  • คำถาม สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ถึงขั้นเปลี่ยนอนาคตของใครบางคน
  • คำถาม สามารถพลิกสถานการณ์จาก ‘ร้าย‘ ให้กลายเป็น ‘ดี‘  
  • คำถาม สามารถสร้างสรรค์และดึงดูดความสำเร็จในชีวิต 

ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำกล่าวที่ว่า ...

      “อย่าเสียเวลากับการค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง 

แต่จงให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามที่ถูกต้อง”

ที่เกริ่นมาทั้งหมดนี้คงพอจะมองเห็นกันแล้วว่า... คำถามนั้นสำคัญกว่าที่คิดขนาดไหน Smiley แต่จะว่าไปก็ยังดูเป็นนามธรรมที่จับต้องได้ยาก หรือดูเป็นภาพฝันที่สวยหรูไปหน่อย ถ้าอย่างนั้นจะขอพูดถึงการใช้คำถามที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราทุกคน อย่างเรื่องของการทำงาน

การทำงานของเราทุกคนล้วนต้องใช้การตั้งคำถาม เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล รายละเอียด นอกจากนี้ยังต้องมีการติดตามงาน การไถ่ถามถึงความคิด ความเห็น เรียกว่าการติดต่อสื่อสารในเรื่องงานย่อมหนีไม่พ้นเรื่องของการใช้คำถามทั้งสิ้น

แต่หลายคนมักหลงลืมความสำคัญของการตั้งคำถาม   เพราะคิดเพียงว่า... ประเด็นก็อยู่ที่การได้มาซึ่งคำตอบ แล้วจะต้องใส่ใจอะไรกันนักหนา!! Smiley ...บอกได้เลยว่า คนที่พลาดในจุดนี้ ประสบความล้มเหลวในเรื่องงานมานักต่อนัก !! 

เพราะอะไรน่ะหรือ ?? เราลองมาดูตัวอย่างกันดีกว่า ว่าคำถามแบบไหนน่าจะก่อให้เกิดผลอย่างไร

เห็นความแตกต่างตรงไหนบ้างไหมระหว่างการตั้งคำถาม 2 แบบนี้ ? ... ความจริงก็เป็นการติดตามงาน สอบถามถึงเหตุผลและการดำเนินงานในเรื่องเดียวกัน แต่ที่สร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจนคือ “ความรู้สึกของผู้ถูกถาม”

คำถามแบบแรกให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกกดดัน คาดคั้น ตัดสิน Smiley เมื่อผู้ถูกถามรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธตั้งแต่ก้าวแรกแบบนี้ ผลที่เกิดขึ้นคือ เขาจะรู้สึกไม่พอใจ แล้วปฏิเสธที่จะตอบคำถาม หรือไม่ยอมบอกเหตุผลที่แท้จริง บิดเบือนข้อมูล ไปจนกระทั่งถึงหาข้อแก้ตัวต่าง ๆ นานา ซึ่งแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น เพราะนอกจากจะแก้ปัญหาในเรื่องงานไม่ได้แล้ว ยังสร้างความร้าวฉานระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องได้มาก แล้วจากนั้นการทำงานระหว่างกันก็จะไม่ราบรื่นอีกต่อไป Smiley

ในทางกลับกัน การตั้งคำถามแบบที่ 2 ผู้ถูกถามจะรู้สึกถึการยอมรับ สนับสนุน และผลที่เกิดขึ้นคือ เขาจะรู้สึก มีกำลังใจ อยากปรึกษา และอยากพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น !!  Smiley

คราวนี้คงรู้สึกได้มากกว่าเดิมแล้วใช่ไหมว่า อิทธิพลของคำถามนั้นเป็นไปได้มากกว่าที่คิดจริง ๆ 

นอกจากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนี้แล้ว จะขอสรุปให้เห็นชัดเจนอีกครั้งว่า “การตั้งคำถามที่ดี” SmileySmiley และ “การตั้งคำถามที่ไม่ดี” SmileySmiley มีลักษณะอย่างไร และจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรได้บ้าง 

แต่การที่จะสามารถตั้งคำถามได้ดีและก่อให้เกิดประสิทธิผลที่ดีในการทำงานอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เราจำเป็นต้องปรับทัศนคติเสียใหม่ และต้องฝึกฝนทักษะอีกหลายด้าน เพราะคนบางคน แทบทั้งชีวิตอาจไม่เคยพูดจาดี ๆ หรือกล่าวชมคนอื่นเลย ไม่ใช่เป็นเพราะก้าวร้าวหรืออยากเหยียดหยาม แต่บางครั้งก็พูดไม่เป็นหรือไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี Smiley

หากใครดูจะมีปัญหาในเรื่องแบบนี้ ก็ขอแนะนำให้ลองนำเทคนิคดี ๆ จากหนังสือเรื่อง “ถามแล้วเวิร์ก” มาปรับใช้ดู ซึ่งกล่าวถึงเอาไว้หลายเรื่องเกี่ยวกับการตั้งคำถาม เช่น สิ่งใดที่ผู้ตั้งคำถามควรตระหนักอยู่เสมอ คำถามแบบไหนควรใช้ Smiley แบบไหนควรเลี่ยง Smiley ตัวอย่างคำถามที่ทำให้ลูกน้องเกิดความกระตือรือร้นมุ่งมั่นอยากทำงาน Smiley คำถามที่สร้างบรรยากาศที่ดีในเรื่องของความร่วมมือทั้งในทีมและกับพันธมิตรทางธุรกิจ Smileyคำถามที่จะชี้นำให้ค้นพบทางออกของปัญหา Smiley รวมถึงคำถามที่จะช่วยเปลี่ยนเป้าหมายในกระดาษให้เป็นแผนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม หรือชมตัวอย่างเนื้อหากันได้ที่นี่

อย่าลืมว่า “คำตอบที่ถูกต้อง มาจากการตั้งคำถามที่ถูกต้อง” แล้วก็ไม่ต้องออกไปค้นหาคำตอบที่ไหน เพราะสิ่งนั้นมีอยู่พร้อมแล้วในตัวคุณ เพียงแต่ต้องรู้จัก “ตั้งคำถาม” ให้เหมาะกับสถานการณ์เละเงื่อนไขที่เผชิญอยู่ Smiley

หวังว่าจะได้ค้นพบกับผลเฉลยดี ๆ ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานผ่าน "การตั้งคำถามที่ดี" กันทุกคนนะคะ Smiley



ดูตัวอย่างเนื้อหาหนังสือ 

แวะชมรายละเอียดหนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. 




 

Create Date : 02 กันยายน 2556    
Last Update : 13 กุมภาพันธ์ 2557 22:41:15 น.
Counter : 5866 Pageviews.  

กลับหัวคิด มองชีวิต 60%


".......ก็ชีวิตมันเป็นของเรา" 

คุ้น ๆ กับประโยคนี้กันไหมคะ Smiley
ถ้าใครเป็นสาวก ต้องร้องเพลงนี้ได้แน่นอน มั่นใจ !!! 

เวลาผ่านไปจะอีกปีแล้ว...
ลองมองย้อนกลับไป เราได้ใช้ชีวิตที่เป็นของเราจริง ๆ แบบเต็มที่กันหรือยังคะ 

เพราะชีวิตคนเรา..ครึ่งหนึ่งมักหมดไปกับการต้องทำใน “สิ่งที่ควรทำ” 
ไม่ว่าจะ เรียนหนังสือ ทำงาน แต่งงาน มีลูก มีครอบครัว SmileySmiley
เยอะสิ่งมากมาย..จนบางครั้ง เราเองก็ลืมทำใน "สิ่งที่อยากทำ" 
ที่ครั้งหนึ่งเราเคยเรียกมันว่า "ความฝัน"  ในวัยเด็กไป Smiley Smiley

แต่ชีวิตมีปลายทาง และจุดสิ้นสุด.....
เพราะฉะนั้น เรามาออกแบบโมเดลชีวิตที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้สดใส 
และทำชีวิตให้มันเป็นของเราจริง ๆ กันดีกว่า Smiley

เริ่มจากดูแลร่างกายให้แข็งแรง พร้อมรับมือกับอายุที่เพิ่มขึ้น 
ฝึกใจให้เข้มแข็ง รู้จักยอมรับ และปล่อยวางภาระบนบ่าลง 
เพื่อพร้อมเติบโตเป็นคนแก่ที่น่ารัก ที่ใคร ๆ อยู่ใกล้ แล้วก็มีความสุข Smiley Smiley

แค่ลดความเร็วในชีวิต ที่ต้องวิ่งสปีดแบบเต็มร้อยมาตลอดลง 
หยุดพักหายใจ ดื่มด่ำกับสิ่งดี ๆ เล็กๆ น้อย ๆ รอบตัวในแต่ละวัน
เดินช้า ๆ หันกลับมาใช้ชีวิต และมองชีวิตแค่ 60% บ้าง 
เท่านี้.. ชีวิตก็มีความสุขขึ้นแล้วล่ะค่ะ Smiley

Smiley พราะชีวิตใหม่ เราเริ่มต้นได้เองทุกวันนะคะ Smiley

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ "กลับหัวคิด มองชีวิต 60%"
โดย... Shigeta SAITO    
แปลโดย... ธนัญ พลแสน
หนา  200  หน้า   ราคา  175  บาท
ผลงานเล่มสุดท้ายจาก "คุณหมอไซโต้“ ผู้ที่เคย “กลับหัวคิด มองโลก 80%”




ลองอ่านตัวอย่างเนื้อหาได้ที่นี่ Smiley

และอีกหนึ่งผลงานของคุณหมอไซโต้ “กลับหัวคิด มองโลก 80%”

วันแม่ปีนี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะให้ของขวัญอะไรคุณแม่ Smiley
ขอแนะนำหนังสือเล่มนี้เลยค่ะ รับรอง ถูกใจ ใช้ได้นาน
คุ้มค่าแน่นอนค่ะ เพราะอ่านได้ทั้งครอบครัว Smiley






 

Create Date : 01 สิงหาคม 2556    
Last Update : 16 ตุลาคม 2556 12:00:25 น.
Counter : 3405 Pageviews.  

ฉลาดเรียน เซียนสนามสอบ : ปลดปล่อยความสามารถสุดขั้ว สู้ต่อได้ตลอดรอดฝั่ง พัฒนาอย่างต่อเนื่อง


“Your efforts now are a gift to your future self.”
“The younger you start studying, the longer your skills can be used.”

แค่ได้ยินคำว่า “การเรียน” น้อง ๆ วัยเรียนคงเพลียไปตาม ๆ กัน

แม้จะรู้ว่าการเรียนเป็นเรื่องสำคัญ แต่หลายคนก็คงเรียนไปเบื่อไปเพราะพบเจอกับสารพัดปัญหา ตั้งแต่เรียนไม่รู้เรื่อง อ่านหนังสือไม่เข้าหัว จำเนื้อหามากมายไม่ได้ ยิ่งเรียนเรื่องใหม่ยิ่งลืมความรู้เก่า และกังวล กดดันเมื่อต้องเตรียมตัวสอบ Smiley

บางคนเครียดเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าต้องอ่านหนังสือแต่บังคับตัวเองให้ลงมือไม่ได้สักที Smiley บางคนคิดว่าเรียน ๆ ไปแค่ให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็พอแล้ว หรือบางคนพอเรียนจบ ทำงานแล้วก็คิดว่า “จบกันที ต่อไปนี้ก็สบายแล้ว” Smiley

ขอให้อย่ามองการเรียน การสอบในแง่ลบขนาดนั้นค่ะ การเรียนเป็นก้าวแรกสู่ความฝันและความสำเร็จ การสอบเป็นโอกาสทองเพื่อเบนเข็มชีวิตไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับทุกคนที่มีความพยายาม

เราเปลี่ยนการเรียนที่เคยเครียด น่าเบื่อหน่าย ให้เป็นการเรียนที่เพิ่มพูนความรู้อย่างสนุกสนานได้ ด้วยวิธีเรียนอย่างชาญฉลาดที่จะช่วยปลดปล่อยความสามารถให้สุดขั้ว พัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง จนกี่สนามสอบสุดหินก็ไม่ต้องหวั่นอีกต่อไป




ฉลาดเรียน เซียนสนามสอบ

โดย YASUKOCHI Tetsuya

แปลโดย ดร.จารุนันท์ธนสารสมบัติ

หนา232 หน้า ขนาด Pocketbook


“ฉลาดเรียน เซียนสนามสอบ” เล่มนี้แนะนำ 100 เคล็ดลับการเรียนอย่างชาญฉลาด และข้อคิดเติมพลังในวันที่มืดแปดด้าน หมดกำลังใจจะเรียน เพลียกับการสอบ กลั่นจากประสบการณ์สอนภาษาอังกฤษกว่า 20 ปี ของติวเตอร์ชาวญี่ปุ่น ผู้เขียน “สอนเก่ง สอนเป็น” และผ่านการสอบวัดระดับภาษาเกาหลีได้ระดับ 1 มาแล้ว

ตอบทุกปัญหาของผู้เรียนอย่างครบถ้วน รอบด้าน ตั้งแต่วิธีเรียน วิธีอ่านหนังสือเสริมความรู้ วิธีฝ่าด่านวิชาที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด วิธีเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้ใช้งานได้จริง วิธีเตรียมตัวสอบเพื่อเพิ่มโอกาสสอบผ่านสูงสุด การปรับกิจวัตรประจำวันและสภาพแวดล้อมรอบตัวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเรียน ชนิดที่ว่า “แค่เวลาว่าง 5 นาที ก็ใช้หาความรู้เพิ่มเติมได้” และยังให้แง่คิดปลุกพลังใจต่อสู้อุปสรรค เพื่อรับมืออารมณ์หวั่นไหวและท้อแท้ระหว่างเรียน

และที่สำคัญ เนื่องจากผู้เขียนเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษจึงได้สรุปเคล็ดลับทั้ง 100 ข้อ เป็นประโยคภาษาอังกฤษไว้ด้วย เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทั้งเคล็ดลับการเรียนและความรู้ภาษาอังกฤษไปพร้อมกัน

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจจากในเล่มกันค่ะ

จัดการกับวิชาที่ไม่ชอบ ไม่ถนัด โดยเรียนแบบเจาะลึกเฉพาะเรื่องที่สนใจก่อน การเน้นอ่านหรือเรียนเฉพาะเรื่องนั้นให้ถึงที่สุดจะทำให้เราค้นพบความสนุกของวิชาที่ไม่ชอบ แล้วเราจะเริ่มสนใจเรื่องอื่น ๆ ในวิชานั้นต่อไป

When you learn a subject you are weak at, concentrate on one point and master it perfectly first.

ให้ใช้พจนานุกรมไฟฟ้าหรือพจนานุกรมในสมาร์ทโฟนค้นหาศัพท์ที่พบในชีวิตประจำวันหรือในข่าวให้ติดเป็นนิสัย ที่สำคัญให้เก็บพจนานุกรมไฟฟ้าแบบหยิบใช้ได้ใน 10 วินาที อย่าเก็บแบบทะนุถนอมหรือเก็บไว้นาน ๆ โดยไม่เอาออกมาใช้

Always carry your electronic dictionary, and check if you know the English word for everything you see.

เมื่อเรียนหรืออ่านหนังสือเองแล้วได้ผลถึงจุดหนึ่ง คนเรามักเริ่มยึดติดกับวิธีของตนเอง แต่ถ้าเรียนในโรงเรียน โรงเรียนกวดวิชา และเข้าร่วมการอบรมต่าง ๆ ควรเปิดใจทำตามคำสอนของอาจารย์ นักเรียนที่เปิดใจจะมีผลการเรียนดีขึ้น แต่นักเรียนที่พอถูไถมาได้ด้วยวิธีแบบของตัวเองและคอยแต่จะจับผิดอาจารย์จะเรียนไม่ได้ดีสักที การทำตามที่อาจารย์สอนถือเป็นทางลัดที่จะทำให้เรามีผลการเรียนดีขึ้น

Don’t stick to your own way of doing things. Learn from the pros.

การถามคนอื่นเมื่อเราไม่รู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่เรื่องดีเลย ถ้าเราพยายามแก้ปัญหาโดยถามคนอื่นก่อนที่จะลองคิดเอง แน่นอนว่าเราไม่ควรลังเลที่จะถาม แต่การถามโดยไม่คิดไตร่ตรองก่อนจะทำให้เราคิดไม่เป็น ก่อนจะถามอาจารย์หรือวิทยากร ลองคิดหรือหาข้อมูลเองก่อนสักครั้ง วิธีนี้จะทำให้เราฉลาดขึ้น

Don’t ask questions about things you can easily find out for yourself. Use your brain and try to figure it out yourself before asking questions.



นอกจากนี้ สำหรับคนวัยทำงาน ผู้เขียนยังให้ข้อคิดเกี่ยวกับคุณค่าของการเรียนรู้และพัฒนาความสามารถตลอดเวลาเพื่อปรับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ โดยไม่ต้องถอดใจว่าเริ่มเรียนตอนอายุมากจะสู้เด็ก ๆ ไม่ได้ เพราะแม้ความสามารถในการจำอาจถดถอยตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่มุมมองที่เป็นกลางและความสามารถในการจัดการเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นตามวัย และเมื่อเริ่มเรียนช้าจะนำประสบการณ์ที่เคยพลาดสมัยหนุ่มสาวมาใช้ประโยชน์ได้ และได้ฝึกใช้ความรู้ในการทำงานได้ทันที จึงมีข้อดีคนละแบบกับการเริ่มเรียนรู้ในวัยหนุ่มสาว

ขณะที่คนหนุ่มสาวก็เพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ได้จากการฟังคำสอนของผู้ใหญ่ ขอให้หาเพื่อนเรียนต่างวัยที่จะช่วยกันเรียนโดยนำข้อได้เปรียบของแต่ละวัยมาใช้

Find the most suitable way to study for your age group.

ดังนั้นจะเริ่มเรียนเมื่อไร อย่างไร จึงไม่เกี่ยวกับอายุ บางคนอาจจะเห็นความสำคัญของการเรียนเมื่ออายุมากขึ้น อย่าคิดว่าสายเกินไป จนไม่เรียนรู้อะไรเลย

It's never too late to start something new.


นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของ "ฉลาดเรียน เซียนสนามสอบ" เท่านั้นค่ะ ยังมีเคล็ดลับที่น่าสนใจและข้อคิดดี ๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้นำมาเล่า Smiley

ขอส่งท้ายด้วยข้อความของผู้เขียนค่ะ 

ผลการสอบเพียงครั้งเดียวไม่ได้กำหนดชีวิตของเราทั้งชีวิต ชีวิตคนเราไม่ง่ายขนาดนั้น คนที่สอบผ่านแล้วก็ต้องพยายามให้สอบได้ระดับที่สูงขึ้น คนที่สอบไม่ผ่านก็ต้องวิเคราะห์หาสาเหตุของความผิดพลาด แล้วพยายามสอบผ่านในครั้งต่อไปให้ได้ 

Nobody's perfect ! 

The important thing is to keep trying,


ชมตัวอย่างเนื้อหาและสารบัญ


=================================================


แนะนำหนังสือใหม่ของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท.

แฟนเพจ หนังสือแนะนำ สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. 





 

Create Date : 01 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 1 กรกฎาคม 2556 16:45:39 น.
Counter : 8887 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

textbook
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สรรค์สร้างสาระสู่สังคม
มุ่งมั่นผลิตตำราวิชาการและหนังสือเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ การบริหารจัดการ ด้านส่งเสริมการศึกษา เพื่อการพัฒนาตนเองและองค์กร สำหรับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม
Instagram
Friends' blogs
[Add textbook's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.