images by free.in.th
"
Group Blog
 
All blogs
 
รีวิว 50 วิธี จัดการคน จัดการใจ ในที่ทำงาน

การประสบความสำเร็จในชีวิตโดยเฉพาะเรื่องงาน เป็นสิ่งที่ผู้คนล้วนปรารถนา แต่การก้าวไปยืน ณ จุดนั้น ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ หลายคนอาจต้องสูญเสียบางอย่างในชีวิตไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ เพื่อนฝูง ความสัมพันธ์ในครอบครัว ช่วงเวลาส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความเป็นตัวของตัวเอง Smiley

แต่มันคุ้มแล้วหรือ ? ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ หรือ ? ...ที่เราจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยไม่ต้องแลกมาด้วยสิ่งอันเป็นที่รักทั้งสุขภาพ ความสัมพันธ์ และความสุขความพอใจ แน่นอน ไม่มีใครได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่สูญเสียอะไรเลย แต่หลายเรื่องเราก็สามารถบริหารจัดการให้อยู่บนพื้นฐานของความพอดีที่สมเหตุสมผลได้ 

ขอแนะนำหนังสือเล่มใหม่ล่าสุด “50 วิธีจัดการคน จัดการใจ ในที่ทำงาน” ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านโดยเฉพาะกับคนทำงาน เพราะสามารถนำเทคนิคทั้งหลายไปปรับใช้กับปัญหาที่ต้องเผชิญในการทำงานประจำวันได้เป็นอย่างดี  



by  Maki Fukasawa

แปลโดย  ปาวัน การสมใจ 


ผู้เขียนนำประสบการณ์ตลอด 20 ปีจากการเป็นพนักงานบริษัทที่ผันตัวเองมาเป็นผู้บริหาร เธอนำเรื่องราวทุกรูปแบบที่พบเจอจากการทำงานมาบอกเล่าเป็น “เคล็ดลับความสำเร็จ” ว่าในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีทั้งเรื่องน่าหงุดหงิด ไร้เหตุผล หรือกระทั่งตอนที่ตัวเองฟอร์มตก เราควรมีวิธีจัดการรับมือกับมันอย่างไรต้องใช้วิธีไหนจึงจะเอาตัวรอดในแบบที่งานก็ไม่เสีย และตัวเองก็ไม่ต้องฝืน เพื่อให้ผ่านพ้นเรื่องราวต่างๆไปได้ จนสุดท้ายได้มายืนอยู่ในจุดที่ใครๆ ก็มองว่าเธอเติบโตก้าวหน้าและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วอย่างแท้จริง!!

ในหนังสือเล่มนี้มีข้อแนะนำดีๆ มากมาย เพื่อช่วยให้คุณก้าวเดินไปบนหนทางของการทำงานในแต่ละวันได้แบบไม่สะสมความเครียด สามารถจัดการงานต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แม้หลายปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน ครึ่งหนึ่งอาจจะมาจากคนอื่นหรือสถานการณ์รอบข้าง แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งสำคัญที่เป็นได้ทั้ง “ต้นเหตุ” และ “ตัวคลี่คลายปัญหา” ก็คือ “ท่าทีและทัศนคติ” ของตัวเราเอง 

แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะมาแนะนำให้รู้จักอภัย ปล่อยวาง หรือให้มองโลกในแง่บวกแบบสุดขั้วอย่างที่หนังสือทั่วไปมักทำกัน เพราะสิ่งสำคัญคือการอยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริง คนเราย่อมมีข้อจำกัดของตัวเอง มีสิ่งที่ชอบและเกลียด การฝืนตัวเองย่อมส่งผลเสียและกลายเป็นแรงกดดัน วิธีที่ดีกว่านั้นคือ การยอมรับ เข้าใจ รู้จักหลีกเลี่ยงปัญหาและสถานการณ์ตรงหน้าต่างหาก การปล่อยให้ตัวเองได้มีเวลาฟื้นฟูกำลังกายกำลังใจ เพื่อกลับมามุ่งมั่นกับงานได้ใหม่อีกครั้ง จะส่งผลดีทั้งต่อตัวเองและงานที่ทำได้มากกว่า Smiley

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าในการประชุมเช้านี้มีเรื่องที่ทำให้ต้องปรี๊ดขึ้นมาอาจเพราะโดนขัดแข้งขัดขาหรืออะไรก็ตาม แล้วทำเอาหงุดหงิดตั้งสมาธิกับงานไม่ได้เลย ในช่วงเวลาแบบนั้น ขอแนะนำให้สะสางงานที่จำเป็นให้เรียบร้อยก่อน แล้วบอกเจ้านายไปเลยว่า...วันนี้ไม่สบาย ขอลากลับก่อน  แล้วกลับไปผ่อนคลายตัวเองด้วยการนอนพักหรือทำตามอำเภอใจ (ในแบบที่ไม่เปลืองสตางค์และสุขภาพ) เพราะทนอยู่ในที่ทำงานต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา หนำซ้ำยังอาจพาลใส่เพื่อนร่วมงานทำให้เสียเพื่อนได้อีก แต่แน่นอนเทคนิคแบบนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ทำตามใจจนใครๆ ก็เอือมระอา แต่ควรใช้เฉพาะยามคับขันจริงๆ เท่านั้น แล้วในเวลาปกติก็ต้องตั้งใจทำงานอย่างสม่ำเสมอด้วย 

และอีกสถานการณ์หนึ่งที่เชื่อเหลือเกินว่าแทบทุกคนคงประสบอยู่ ที่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ หลายตำแหน่งงานมีคนออกไป แต่กลับไม่รับคนใหม่เข้ามา แล้วงานของคนอื่นก็ตกมาเป็นภาระของเรา Smiley บางคนมองว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือเพื่อความเติบโตก้าวหน้า ซึ่งนั่นก็จริง แต่ในชีวิตการทำงานที่ยาวนาน ยิ่งเราทุ่มเททำงานทุกชิ้นแบบโหมสุดแรงมากเท่าใด ก็รังแต่จะทำให้งานเพิ่มขึ้น และเป็นการกระโจนเข้าหาขีดจำกัดของตัวเองเร็วขึ้นเท่านั้น การทุ่มเทแบบสู้ไม่ถอยไม่ใช่เส้นทางที่จะทำให้ไปถึงเป้าหมาย แต่การตั้งเป้าให้สูงพร้อมมองหา “จุดผ่อนปรน” สำหรับตัวเองไว้ด้วยต่างหากที่สำคัญ เช่นตั้งใจไว้เลยว่าเฉพาะวันศุกร์ฉันจะไม่ทำงานล่วงเวลา หรือจะทุ่มเทให้กับโปรเจกต์นี้เท่านั้น 

การตั้งใจทำงานให้ออกมาเพอร์เฟกต์ทุกชิ้น หรือดีกว่าที่คนอื่นคาดหวังเป็นความคิดที่ดี แต่ในความเป็นจริงนั่นเป็นเรื่องที่ยากและเกินจำเป็น สำหรับการทำงาน ขอเพียงรู้ว่าขีดต่ำสุดของงานนั้นอยู่ตรงไหน แล้วทำให้เสร็จทันเวลาก็พอแล้ว แบบนี้แหละที่เรียกว่า “ทำงานเป็น” เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การขับรถบนท้องถนนธรรมดา เราคงไม่ต้องการทักษะระดับนักแข่งรถฟอร์มูล่าวันหรอกใช่ไหม Smiley

ในเล่มยังมีวิธีอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก อาทิ วิธีจัดการกับคนที่ยกโทษให้ไม่ได้, วิธีการทำตัวงี่เง่า “ให้เข้าท่า”, วิธีทำงานอย่างมีเทคนิคแม้ไม่มีใจ, วิธีการขอโทษในเรื่องที่ไม่รู้สึกว่าผิด, วิธีหนีจาก “คน” หรือ “สถานการณ์” ที่ไม่น่าพอใจ, วิธีแยก “ปัญหา” กับ “คน” ออกจากกัน, เทคนิคการไหว้วาน, เทคนิคการปฏิเสธ, วิธี “ชวนทะเลาะ” อย่างสร้างสรรค์, วิธีจัดการเมื่อถูกเข้าใจผิด ฯลฯ

ซึ่งวิธีเหล่านี้ไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับเรื่องงานเท่านั้น แต่สามารถนำไปบริหารชีวิตประจำวันและความสัมพันธ์ส่วนตัวได้เช่นกัน เพราะเราเกี่ยวข้องกับผู้คน ไม่ว่าจะในที่ทำงานหรือที่ไหนๆ ย่อมต้องเจอปัญหาคล้ายๆ กัน การจัดการไปตามหลักเหตุผลเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ แต่การรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวมีจุดเร่งบ้าง จุดผ่อนปรนบ้างสำหรับตัวเองก็ไม่เลว...คุณว่าจริงไหม

ยังไงก็ลองไปหาอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ หวังว่าเล่มนี้จะช่วยให้ชีวิตในที่ทำงานของคุณราบรื่นขึ้น ทำให้คุณอยากตื่นเช้ามาทำงานเพื่อตัวคุณ และองค์กรของคุณ ด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสในทุกๆ วันกันค่ะ  Smiley


สอบถามเพิ่มเติม
book4u@tpa.or.th

ดูตัวอย่างหนังสือ
//bit.ly/1fR3vhM



สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของเราได้ที่

//www.facebook.com/tpabook




Create Date : 16 มิถุนายน 2557
Last Update : 17 มิถุนายน 2557 15:17:53 น. 0 comments
Counter : 3027 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

textbook
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สรรค์สร้างสาระสู่สังคม
มุ่งมั่นผลิตตำราวิชาการและหนังสือเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ การบริหารจัดการ ด้านส่งเสริมการศึกษา เพื่อการพัฒนาตนเองและองค์กร สำหรับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม
Instagram
Friends' blogs
[Add textbook's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.