images by free.in.th
"
Group Blog
 
All blogs
 

37 °C สุขภาพดี ชะลอวัย ไกลความอ้วน : สุขภาพดีถึงระดับเซลล์ด้วยหลักการเพิ่มอุณหภูมิร่างกาย

สวัสดีค่ะ
เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ก็ใกล้จะได้นับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2554 ปีกระต่ายทองกันแล้วนะคะ

สำหรับเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ นอกจากจะเป็นช่วงที่หลาย ๆ คนวางแผนการจะไปเที่ยวหรือฉลองปีใหม่เป็นการชาร์จแบตให้ตัวเองหลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดปีแล้ว ก็คงเป็นช่วงเวลาที่จะมองหาของขวัญที่จะมอบให้กับคนพิเศษด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่าจะเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่าทั้งสำหรับตัวเราเองและคนที่เรารัก ก็คงหนีไม่พ้นสุขภาพที่ดี

เพราะว่าผู้อ่านทุกท่านคือคนสำคัญของเรา ดังนั้นหนังสือที่จะหยิบมาแนะนำในวันนี้ก็คือหนังสือเล่มใหม่ในหมวดสุขภาพของสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. ค่ะ ( )



37 °C สุขภาพดี ชะลอวัย ไกลความอ้วน
ผู้แต่ง: Masashi Saito
ผู้แปล: รศ. ดร.ศักดา ดาดวง
จำนวนหน้า 224 หน้า
ISBN 978-974-443-429-6

อุณหภูมิร่างกายเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะบอกถึงสภาวะทางสุขภาพ การรู้อุณหภูมิของร่างกายจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง อุณหภูมิร่างกายปกติอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส หากปล่อยให้อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่านี้ก็เหมือนกับกำลังเชื้อเชิญให้อาการเจ็บป่วยเข้ามาเยือน

มาทำความเข้าใจสาเหตุที่อุณหภูมิร่างกายต่ำก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ และสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ พร้อมทั้งเรียนรู้ประโยชน์ของการเพิ่มอุณหภูมิร่างกายให้สูงขึ้น และวิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มอุณหภูมิร่างกายที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน

ผลงานโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ชะลอวัย (Anti-aging) และอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา (Medical Oncology) ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

==========================================

ถ้าถามว่าอุณหภูมิร่างกายปกติคือกี่องศาเซลเซียส หลาย ๆ คนคงตอบได้ว่า 37 องศาเซลเซียส แล้วถ้าถามต่อไปว่าตัวเลข 37 นี้มีความสำคัญต่อเรามากแค่ไหน หนังสือเล่มนี้มีคำตอบค่ะ

อุณหภูมิร่างกายปกติของคนเราอยู่ที่ 36.5-37.1 องศาเซลเซียส แต่ถ้าปล่อยให้อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส จะก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมาได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการเล็ก ๆ อย่างเช่น ผิวแห้ง ท้องผูก โรคฟันและเหงือก ไปจนถึงภูมิแพ้กระดูกพรุน ลำไส้ใหญ่อักเสบ เบาหวาน หรือแม้กระทั่งมะเร็ง !

มาดูตัวอย่างผลของอุณหภูมิร่างกายต่ำและอุณหภูมิร่างกายปกติจากบทที่ 1 กันค่ะ

เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดลง
- พลังภูมิคุ้มกันจะลดลงถึง 30%
- การไหลเวียนของเลือดจะช้าลง จึงขนส่งสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ภายในร่างกายได้ไม่เพียงพอ
- เซลล์ปกติจะมีเมแทบอลิซึมลดลง แต่เซลล์มะเร็งจะเพิ่มจำนวนได้ดีและมีกิจกรรมสูง

เมื่ออุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น
- พลังภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 500-600%
- การไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น รวมทั้งการไหลเวียนของเลือดในสมอง ออกซิเจนและสารอาหารจะขนส่งไปถึงเซลล์ต่าง ๆ ได้อย่างเพียงพอ
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Natural Killer หรือเซลล์เอ็นเค ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ที่มีหน้าที่กำจัดเซลล์มะเร็ง

และข้อดีของอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นอีกข้อหนึ่งที่รับรองว่าหลายคนจะต้องสนใจมากอย่างแน่นอน ก็คือ ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมไว้ โดยเฉพาะไขมันในช่องท้องซึ่งเป็นอันตรายและเผาผลาญได้ยาก นั่นคือทำให้เราห่างไกลความอ้วนนั่นเอง

ถ้าอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ แล้วเราจะเพิ่มอุณหภูมิร่างกายได้อย่างไร ?

วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายก็คือ การเพิ่มแมเทบอลิซึมพื้นฐานของร่างกาย ในกระบวนการแมเทบอลิซึมพื้นฐานนั้น แม้ว่าร่างกายจะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเลย ก็มีการเผาผลาญสารอาหารให้ได้พลังงานอยู่ทุกขณะ การเผาผลาญส่วนใหญ่นั้นใช้ไปในการรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย

แล้วจะทำอย่างไรจึงจะเพิ่มระดับการใช้พลังงานเพื่อแมเทบอลิซึมพื้นฐานได้ ?

คำตอบคือการเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อค่ะ เมื่อปริมาณกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น เมแทบอลิซึมพื้นฐานก็เพิ่มขึ้นได้โดยธรรมชาติ สาเหตุเป็นเพราะความร้อน (ซึ่งก็คืออุณหภูมิร่างกาย) ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อเป็นหลัก แล้วเมื่อเมแทบอลิซึมพื้นฐานเพิ่มขึ้น อุณหภูมิร่างกายก็เพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

ในบทที่ 2 ของหนังสือเล่มนี้อธิบายหลากหลายวิธีการช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อที่นำไปปรับใช้ได้กับการออกกำลังกายทั่วไปในชีวิตประจำวัน จะยกตัวอย่างมาเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้ค่ะ

การออกกำลังกายแบบช้า (Slow Training) คือ การออกกำลังกล้ามเนื้อด้วยการออกกำลังกายที่ช้ามาก ๆ ตัวอย่างเช่น ทำท่าสควอตจัมป์ 1 ครั้งโดยใช้เวลา 1 นาที ตอนที่ย่อตัวลงอาจใช้เวลาสัก 30 วินาที และเมื่อยืดตัวขึ้นก็ใช้เวลาสัก 30 วินาที และหายใจเข้าให้ช้าลง เพื่อพยายามทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่มีออกซิเจนน้อยลง

การทำแบบนี้จะเป็นการหลอกกล้ามเนื้อว่ากำลังออกกำลังกายอย่างหนัก ทำให้กล้ามเนื้อส่งสัญญาณไปยังสมองให้ตอบสนองด้วยการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาปริมาณมาก โกรทฮอร์โมนนี้เป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและเร่งการแยกสลายไขมัน จึงช่วยให้กล้ามเนื้อเพิ่มขนาดได้อย่างรวดเร็วและช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันสะสมนั่นเอง

จากความน่ากลัวของ “อุณหภูมิร่างกายต่ำ” ที่ยกมาเล่าให้ฟังในตอนต้น นอกจากการเพิ่มอุณหภูมิร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดีแล้ว ในหนังสือเล่มนี้จึงเสนออีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมสุขภาพร่างกายได้ นั่นก็คือ การป้องกันอุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงค่ะ

ก่อนจะป้องกัน เราก็ต้องรู้สาเหตุที่ทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงกันก่อน ในบทที่ 3 กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเรามีอุณหภูมิลดต่ำลง ซึ่งสาเหตุหลักก็คือ ความเครียด

ความเครียด (Stress) ในที่นี้หมายถึง ทั้งความเครียดทางจิตใจจากความกดดันจากคนรอบข้างหรือเรื่องงาน และความเครียดทางร่างกาย จากความเหน็ดเหนื่อยในการใช้แรงงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือความเจ็บปวด

หลายสิ่งในวิถีการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบันมีส่วนทำให้ร่างกายเสียสมดุลภายในได้ บางอย่างเราก็ทราบกันดีว่าก่อให้เกิดความเครียดแก่ร่างกาย เช่น การหักโหมทำงานหนัก การอดนอน การพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่บางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติก็รบกวนสมดุลภายในร่างกายเราได้ อย่างเช่น การใช้ยา การรับประทานอาหารระหว่างมื้อ หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำอัดลม

ในบทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้จึงกล่าวถึงวิธีการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยหลีกเลี่ยงจากปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดต่อร่างกายตามที่อธิบายไว้ในบทที่ 3

ซึ่งหลาย ๆ วิธีในบทนี้ดูแล้วเป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน แต่ให้ผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเราอย่างมากค่ะ ยกตัวอย่างเช่น วิธีเพิ่มคุณภาพให้กับการนอนหลับและการกิน อุณหภูมิน้ำในอ่างอาบน้ำที่เหมาะสมที่สุด

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "37 °C สุขภาพดี ชะลอวัย ไกลความอ้วน" เท่านั้น ใครสนใจแบบเต็ม ๆ เชิญติดตามต่อได้ในเล่มค่ะ

มาดูแลสุขภาพกันตั้งแต่ช่วงส่งท้ายปีนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ที่จะเข้ามาในปีหน้านะคะ

-----------------------------------------------------------------

แวะชมหนังสือใหม่ของ ส.ส.ท. ได้ที่นี่






 

Create Date : 28 ธันวาคม 2553    
Last Update : 28 ธันวาคม 2553 15:30:35 น.
Counter : 7854 Pageviews.  

เทคนิคการเจรจาต่อรอง สำหรับคนใจอ่อน : คนขี้เกรงใจ พูดไม่เก่งก็เจรจาต่อรองได้สำเร็จ

สวัสดีค่ะ

ช่วงนี้ทักทายเพื่อน ๆ บ่อยสักหน่อย เพราะใกล้วันปีใหม่เข้ามาทุกที
วันนี้ เราก็มีหนังสือใหม่มาแนะนำเพื่อเป็นของขวัญที่ให้ทั้งความรู้และเคล็ดลับดี ๆ ค่ะ
นั่นก็คือ เทคนิคการเจรจาต่อรอง สำหรับคนใจอ่อน

หนังสือที่จะเปลี่ยนความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า
คนใจอ่อน ขี้เกรงใจ ไม่กล้าปฏิเสธ
ต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการเจรจาต่อรอง





เทคนิคการเจรจาต่อรอง สำหรับคนใจอ่อน
โดย : TANIHARA Makoto (ทานิฮาระ มาโกโตะ)
แปลและเรียบเรียงโดย : ชไมพร สุธรรมวงศ์
จำนวนหน้า 232 หน้า
หมวด : การบริหาร-จัดการธุรกิจ


หากพูดถึงการเจรจาต่อรอง คนส่วนใหญ่คงจะคิดว่าคนพูดเก่ง ปากกล้า ใจกล้าเท่านั้นที่จะต่อรองได้ชนะและสำเร็จ และคิดว่าคนขี้เกรงใจ ใจอ่อน ไม่กล้าปฏิเสธ ไม่กล้าตอบโต้ จะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและพ่ายแพ้ในการเจรจาต่อรองอย่างแน่นอนใช่ไหมคะ

โดยเรามาลองวิเคราะห์หาจุดอ่อนของตัวเราเอง และหาคำตอบว่าคนอ่อนนั้นเจรจาได้ผลอย่างไร แล้วเรียนรู้เทคนิคการต่อรองที่ช่วยให้กลับมาเอาชนะและเทคนิคการปฏิเสธสำหรับคนที่ปฏิเสธไม่เป็น รวมไปถึงฝึกเตรียมบทสนทนาล่วงหน้าและเรื่องที่ควรเตรียมไว้ก่อนการเจรจา

นอกจากเทคนิคและเคล็ดลับแล้วยังมีตัวอย่างบทสนทนาในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ได้ทั้งในธุรกิจ การทำงาน และชีวิตส่วนตัว กลั่นกรองจากประสบการณ์ตรงของทนายความผู้มีอดีตเป็นเด็กขี้แพ้ ไม่กล้าตอบโต้ ไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น แต่ปัจจุบันเป็นนักต่อรองฝีมือฉกาจ


เราจะขอยกตัวอย่างสัก 3 เทคนิค

เทคนิคที่ 1 คือ "ขอพัก" หรือ "ขอเริ่มใหม่" สำหรับจัดการคนพูดเก่งเป็นปืนกล

หากใครเป็นคนพูดไม่เก่ง แล้วต้องเจรจากับคนพูดเก่งเป็นปืนกล เราก็ควรทิ้งช่วงระหว่างการเจรจาด้วยการขอเวลานอก เช่น

"ขอพักหน่อยนะครับ"
"มีโทรศัพท์ด่วนเข้า ขอตัวสักครู่นะคะ"
"ขอไปห้องน้ำหน่อยนะครับ"

เทคนิคนี้จะช่วยให้เรามีเวลาพิจารณาคำพูดของอีกฝ่าย
โดยเราก็จะไม่เผลอตอบออกไปโดยไม่ได้คิดไต่ตรองให้ดี ซึ่งจะทำให้เสียเปรียบ โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายให้ตอบตกลงทันทีหรือเวลาที่ถูกรุกเร้า
มาก ๆ

เทคนิคที่ 2 ถ้าใจอ่อน จงใช้พลังอย่างอื่นขู่แทนตัวเอง

การขู่เข็ญเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อรอง แต่จะให้คนใจอ่อนไปขู่อีกฝ่ายให้กลัวจนยอมทำตามเหมือนอย่างยากูซ่า (นักเลงญี่ปุ่น) ก็คงยาก

ดังนั้นการขู่ของคนใจอ่อนต้องเริ่มจากเปลี่ยนรูปแบบของการพูดขู่ มาเป็นทำนองว่า หากอีกฝ่ายพบเจอสถานการณ์นั้นจะทำให้ตัวเองเสียเปรียบ

เช่น "ยอมกว่านี้ไม่ได้เลยหรือครับ ถ้าเลยวันที่ 30 มิถุนาไป เรื่องก็จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายแล้วนะครับ" เป็นต้น

ให้พูดทำนองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มาจากความตั้งใจของเรา เช่น

"หากไม่ตัดสินใจตอนนี้ คนที่จะมาดูแลเรื่องนี้ก็จะเปลี่ยนไปเป็นผู้จัดการของสำนักงานใหญ่ ซึ่งเข้มงวดกว่าผมอีกนะครับ" เป็นต้น

และวิธีพูดขู่แบบนี้ใช้ได้ผลเหมือนกับการพูดขู่ตรง ๆ เลยค่ะ

เทคนิคที่่ 3 หมัดสวน "ครอสเคาน์เตอร์ (cross counter)"

สำหรับบางคนที่ยัง Say no ไม่ได้สักที เราก็มีไม้เด็ดที่เรียกว่า
"ครอสเคาน์เตอร์" มาแนะนำค่ะ

ครอสเคาน์เตอร์ เป็นเทคนิคเหมือนกับการต่อยมวยนั่นแหละค่ะ เพียงแค่ให้คู่ต่อสู้ปล่อยหมัดออกมาก่อน แล้วเราก็สวนหมัดหรือข้อเรียกร้องออกไปให้โดนอีกฝ่ายทันที เนื่องจากอีกฝ่ายมัวจดจ่ออยู่กับการเล็งหมัดให้โดนเรา การป้องกันตัวจึงน้อยลงและเปิดเป็นช่องว่างขึ้น ทำให้เรามีโอกาสและบอกข้อเรียกร้องออกไป จึงทำให้สามารถน็อกดาวน์อีกฝ่ายได้ค่ะ

เช่น หากเจอลูกค้าที่ชอบบังคับให้เราแถมของให้ด้วยคำพูดประมาณว่า

"ไม่เป็นไรน่า เราค้าขายกันมาตั้งนานแล้ว ยังไงคราวหน้าผมก็จะซื้อของคุณอีก"

ก็ให้สวนหมัดกลับไป เช่น "ขอบคุณครับที่ใช้บริการของเราเสมอ สำหรับเซอร์วิสนี้ เดี๋ยวผมจะคำนวณราคาให้" หรือ "ถ้าอย่างนั้น สินค้าที่อยู่ในระหว่างการต่อรองอีกลอตหนึ่ง กรุณาสั่งภายในเดือนนี้เลยนะครับ แล้วผมจะให้เซอร์วิสนี้โดยไม่คิดราคา" เป็นต้น เราสามารถสวนกลับไปในช่องว่างนั้นด้วยการเรียกร้องสิ่งที่เราต้องการ

นอกจากเทคนิคดี ๆ แล้ว เราขอยกบางเคล็ดลับดี ๆ มาแนะนำค่ะ

เคล็ดลับที่ 1 ทิ้งเรื่องแพ้-ชนะ หากจะต่อรองให้เก่ง สิ่งแรกที่เพื่อน ๆ ควรทิ้งก็คือ เรื่องแพ้-ชนะ เพราะเราจะถูกทิฐิบังตา จนมองไม่เห็นทางออกหรือช่องทางการเอาชนะ

เคล็ดลับที่ 2 ให้อีกฝ่ายพูดในสิ่งที่ต้องการจนหมดก่อน หากจะให้สิ่งที่เราพูดซึมซับเข้าไปในหูของอีกฝ่าย เราต้องให้อีกฝ่ายพูดก่อน เพราะคนเรานั้นหากยังไม่ได้พูดสิ่งที่ตนเองต้องการ ก็จะไม่ตั้งใจฟังคนอื่นพูด และเราก็จะได้รวบรวมข้อมูลในสิ่งที่เขาพูดได้อีกด้วย

เห็นไหมคะว่า ไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง ใจกล้า ก็มีเทคนิคและเคล็ดลีบดี ๆ อีกมากมายที่จะช่วยให้เจรจาต่อรองได้สำเร็จ โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนบุคลิกหรือไม่ต้องฝืนใจเลยค่ะ ไม่ใช่เฉพาะคนใจอ่อน ขี้เกรงใจเท่านั้น สำหรับนักเจรจาต่อรองทั่วไปหรือผู้ที่เริ่มต้นการเจรจา ก็สามารถนำไปใช้ได้เช่นกันค่ะ

จริง ๆ แล้ว เราทุกคนต้องเจอะเจอสถานการณ์ที่ต้องมีการต่อรองอยู่ตลอดเวลา หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยไม่มีใครเสียเปรียบมากเกินไป

และเวลานี้ก็เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี ซึ่งเดือนนี้มีวันหยุดหลายวัน
บางคนอาจจะพักผ่อนอยู่บ้าน เดินทางกลับภูมิลำเนา หรือเดินทางไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หากใครที่ต้องเดินทางก็ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะคะ

-----------------------------------------------------------------

แวะชมหนังสือใหม่ของ ส.ส.ท. ได้ที่นี่







 

Create Date : 09 ธันวาคม 2553    
Last Update : 9 ธันวาคม 2553 14:18:12 น.
Counter : 10121 Pageviews.  

องค์การคึกคัก (การบริหารอารมณ์องค์การ ให้มีพลัง)

วิธีกำจัดอารมณ์ที่เป็นพิษและรักษาสมดุลอารมณ์องค์การ
เพื่อปลุกไฟให้องค์การมีชีวิตชีวา





องค์การคึกคัก (การบริหารอารมณ์องค์การ ให้มีพลัง)
ผู้แต่ง: Minoru Noda and J-Feel
ผู้แปล: ผศ.ประยูร เชี่ยววัฒนา
จำนวนหน้า: 240 หน้า
หมวด : การบริหารงานบุคคล
ISBN: 9789744434272


เมื่อกล่าวถึงทรัพยากรที่สำคัญในการบริหาร มักหมายถึง "คน สิ่งของ เงิน ข้อมูลข่าวสาร" และทรัพยากรตัวที่ 5 ซึ่งเพิ่มเข้าไปภายหลังคือ ทุนทางปัญญา

ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ หากตั้งคำถามว่าทรัพยากรใดมีความสำคัญที่สุด ผู้คนส่วนใหญ่คงสามารถตอบได้ว่าคือ "คน" หรือทรัพยากรมนุษย์

มนุษย์นั้นมีอารมณ์ความรู้สึกหลากหลาย การขับเคลื่อนทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป้นทรัพยากรที่ก่อให้เกิดทรัพยากรอื่น ๆ ได้อย่างถูกต้องนั้นจำเป็นต้องมีอารมณ์ความรู้สึกผนวกเข้ากับหลักการและเหตุผล

กล่าวคือ ความรู้สึกหรือความพอใจของทรัพยากรมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญซึ่งจำเป็นต้องผลักดันไปในทิศทางที่ถูกต้อง

องค์การคึกคัก (การบริหารอารมณ์องค์การให้มีพลัง) เล่มนี้อธิบายเกี่ยวกับ “อารมณ์ความรู้สึกองค์การ” ซึ่งเป็นทรัพยากรตัวที่ 6 ของการบริหารจัดการ พร้อมทั้งนำเสนอแนวคิดและข้อเท็จจริงที่ควรนำมาศึกษาและประยุกต์ใช้ เพื่อให้สมาชิกในองค์การมีความเข้าใจและยึดมั่นร่วมกันต่อเป้าหมายขององค์การ ร่วมมือกันทำงาน และริเริ่มการงานด้วยตนเองอย่างสร้างสรรค์

มีการนำเสนออารมณ์ขององค์การและจำแนกแยกแยะรูปแบบต่าง ๆ ของอารมณ์องค์การ เครื่องมือในการตรวจวัดอารมณ์องค์การ รวมถึงการนำผลการสำรวจเหล่านี้มาวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจสภาพขององค์การ และนำไปกำหนดเป็นนโยบาย มาตรการ และแนวทางในการปรับปรุงอารมณ์องค์การให้เปลี่ยนไปในทิศทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งองค์การและตัวพนักงาน

พร้อมทั้งนำเสนอเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า Reflection Round Table (RRT) อย่างละเอียด และตัวอย่างจริงในองค์การที่ผ่านการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญในประเทศญี่ปุ่น

เหมาะกับองค์การที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความเคยชิน และต้องการเปลี่ยนอารมณ์ของพนักงานที่ท้อแท้ หมดหวัง ให้กลายเป็นความคึกคัก กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา ให้พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดภายนอกองค์การต่อไป

เพื่อปรับโหมดอารณ์ของพนักงานในองค์การให้พร้อมขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย !!


=================================

แวะชม หนังสือใหม่เล่มอื่น ๆ ของ ส.ส.ท.




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2553    
Last Update : 1 ธันวาคม 2553 16:40:22 น.
Counter : 2184 Pageviews.  

Happy Signal รู้ทันสัญญาณแห่งความสุข : อย่าปล่อยให้ความสุขและความสำเร็จลอยผ่านไป

ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้วสำหรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 15
ถ้านับจากวันนี้ก็อีกเพียงแค่ 6 วันเท่านั้นค่ะ

ช่วงนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาของการสืบเสาะหาข้อมูลหนังสือใหม่สำหรับนักเดินงานหนังสือทั้งหลาย ซึ่ง บ.ก. เองก็เป็นกำลังสำรวจอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ไม่ว่าจะกี่งานผ่านไปก็ตาม รายการหนังสือ Must Buy ที่อุตส่าห์เตรียมมาเป็นอย่างดี มันก็ลงเอยด้วยการไม่บรรลุตามแผนทุกครั้งไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องมีลิสต์รายการติดไปด้วยเวลาไปเดินงานอยู่ดีค่ะ ส่วนเรื่องจะเก็บได้ครบตามนั้นหรือเปล่า ก็ค่อยไปลุ้นในงานกันอีกที

พูดถึงงานมหกรรมฯ ที่ใกล้เข้ามาแล้ว ก็มีหนังสือใหม่ของ ส.ส.ท. มาแนะนำกันอีกเล่มหนึ่งค่ะ พึ่งจะคลอดสด ๆ ร้อน ๆ เรียกได้ว่าแจ้งเกิดในงานครั้งนี้เลยทีเดียว





Happy Signal รู้ทันสัญญาณแห่งความสุข

ผู้เขียน: TOSHITAKA MOCHIZUKI
ผู้แปล: ดร.สุลภัส เครือกาญจนา
ขนาด: 145 x 210 mm.
จำนวนหน้า: 208 หน้า
ISBN: 978974444258

มาติดตั้งเครื่องรับสัญญาณแห่งความสุข
ด้วย 46 วิธีที่จะช่วยสร้างความสุขและให้กำลังใจตนเอง
เตรียมพร้อมและพัฒนาตนเองเพื่อรอรับโอกาสที่จะเข้ามาในวันใหม่
มองเห็นถึงประโยชน์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปัญหาและอุปสรรค
ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันและแบบอย่างจากประวัติของผู้มีชื่อเสียงและผู้ประสบความสำเร็จ

========================================

Happy Signal รู้ทันสัญญาณแห่งความสุข
เล่มนี้ จะชวนคุณมา "รู้ให้ทัน" และ "รับสัญญาณ" แห่งความสุขและความสำเร็จที่ส่งเข้ามาในชีวิตเราอยู่ตลอดเวลากันค่ะ

โดยนำเสนอผ่านแนวคิดหลักที่ว่าความสุขและความสำเร็จนั้น “ส่งสัญญาณ” มาหาเราอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่บางคร้งเราอาจไม่รู้ ไม่ทันคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะความสุขและโอกาสแห่งความสำเร็จนั้นอาจจะมาในรูปของอุปสรรคหรือความล้มเหลว

แต่ถ้าเรามองเห็นประโยชน์หรือโอกาสที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นความทุกข์นั้นได้ ในชีวิตเราก็จะมีเพียง "ความสุข" และ "สัญญาณแห่งความสุข" เท่านั้น

ความทุกข์หรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้น
แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่จะหล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้น
เห็นคุณค่าของความสุขมากยิ่งขึ้น
รวมทั้งเห็นใจและเข้าใจความทุกข์ของคนรอบข้างได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั่นเอง

คนที่ค้นพบสัญญาณแห่งความสุขได้จากความทุกข์อันใหญ่หลวงได้นั้น
จะไม่จำเป็นต้องระวังตัวให้รู้ทันสัญญาณแห่งความสุขอีกต่อไป
เพราะจะมองทุกเหตุการณ์เป็นสัญญาณแห่งความสุขทั้งสิ้น

และนอกจากนี้ใน Happy Signal รู้ทันสัญญาณแห่งความสุข ยังนำเสนอ วิธีการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอที่จะรับโอกาสที่จะเข้ามาในชีวิต และวิธีการง่าย ๆ ที่จะสร้างความสุขและให้กำลังใจตนเอง

เรียกได้ว่านอกจากจะสามารถผ่านพ้นทุกปัญหา และเดินหน้าไปสู่เป้าหมายซึ่งเป็นเส้นชัยในชีวิตได้แล้ว ยังไม่ลืมที่จะเก็บเกี่ยวความสุขในระหว่างทางอีกด้วยค่ะ

ในความรู้สึกส่วนตัวของ บ.ก. แล้ว แม้ว่าโดยปกติจะเป็นคนที่ไม่ได้มีความสนใจหนังสือแนวนี้เป็นพิเศษ แต่เมื่อได้อ่านแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ค่ะว่าแต่ละหัวข้อทั้ง 46 หัวข้อในหนังสือเล่มนี้ต่างก็มีแนวคิดที่ดีในตัวเอง และบางแนวคิดก็ทำให้ได้เห็นในมุมที่ไม่เคยมองมาก่อนค่ะ

สารภาพความในใจไปแล้ว ต่อไปก็ต้องยกแนวคิดดี ๆ ในหนังสือเล่มนี้มาเป็นตัวอย่างสักหน่อยค่ะ

  • ด้านความสุข
    ติดตั้งเครื่องรับสัญญาณที่มีประสิทธิภาพดีสำหรับรับ “สิ่งที่จะทำให้คุณพัฒนาขึ้นและนำไปสู่ความสุข ความสำเร็จ และความปิติยินดี” ไว้จำนวนมาก

    ถ้าล้มโดมิโนในสมองเราไปทางความสุข ภาวะการล้มต่อเนื่องแบบโดมิโนของความสุขก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าล้มไปทางความทุกข์ วงจรความทุกข์ก็จะเริ่มหมุน

    หาหนทางเข้าใกล้สิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุข และขณะเดียวกัน ให้หลีกหนีให้ห่างจากสิ่งที่จะทำให้เป็นทุกข์

  • ด้านการงาน
    การคิดว่า “งานในปัจจุบันนี้เป็นงานที่ดีสำหรับตัวเราในตอนนี้” แล้วทำงานอย่างเต็มที่ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพบกับงานที่ดีและทำให้มีความสุขต่อไป

    ถ้าทำงานในปัจจุบันนี้อย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่โอกาสเข้ามาหาจริง ๆ เราก็จะมีความพร้อมอยู่แล้ว ทำให้สามารถคว้าโอกาสนั้นได้อย่างรวดเร็ว

  • ด้านความสำเร็จ

    ถ้าได้ฟังหรือได้อ่านประวัติของผู้มีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จหลาย ๆ คน จะเห็นว่าพวกเขาได้พบกับจังหวะและโอกาสที่ดีอยู่เสมอจนน่าอิจฉา แต่ในขณะเดียวกัน กว่าที่จะประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ พวกเขาก็ต้องผ่านอุปสรรคและความล้มเหลวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

    แก่นแท้ของความสำเร็จที่ดูเหมือนบังเอิญได้มาเพราะโชคช่วย ก็คือ การบังเอิญคว้าโอกาสใดโอกาสหนึ่งได้ในระหว่างที่ลงมือทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนนับครั้งไม่ถ้วน และแม้จะพบกับความล้มเหลวอันเจ็บปวดมาแล้วหลายครั้งหลายคราว ก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ล้มเลิก

  • ด้านความล้มเหลว

    ความล้มเหลวและความผิดหวังเป็นสิ่งยืนยันว่าคุณคือผู้กล้าที่จะท้าทายในการย่างก้าวแรกออกไปสู่ความสำเร็จและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาตนเอง
    เป็นก้าวแรกระหว่างทางไปสู่ความสำเร็จ ถ้าไม่มีความล้มเหลวเกิดขึ้น ก็จะไม่มีการหาหนทางอย่างสร้างสรรค์และความก้าวหน้าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

    ถ้าเราเปลี่ยนมุมมอง ความล้มเหลวจะไม่ใช่สิ่งที่จบลงอย่างสูญเปล่า และความล้มเหลวที่แท้จริงคือการกลัวความผิดพลาดแล้วปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่กล้าลองทำอะไรเลย



รับสัญญาณแห่งความสุขจากทุกเรื่องราวในชีวิต
แล้วแม้แต่ “สัญญาณรบกวน” อย่างปัญหาหรือความทุกข์ ก็จะกลายเป็น “สัญญาณแห่งความสุขและความสำเร็จ” ได้ค่ะ !



=======================================

แวะชมรายละเอียดหนังสือใหม่ของ สำนักพิมพ์ ส.ส.ท.




 

Create Date : 18 ตุลาคม 2553    
Last Update : 20 ตุลาคม 2553 8:33:52 น.
Counter : 1595 Pageviews.  

จำเก่ง จำแม่น จำนาน : ช่วยเพิ่มพลังความจำขึ้น 10 เท่า

วันนี้เรามีหนังสือเล่มใหม่มาแนะนำค่ะ





"จำเก่ง จำแม่น จำนาน"
โดย Masahiro Kurita (มาซาฮิโระ คุริตะ)
แปลโดย ธนัญ พลแสน
หนา 176 หน้า

หนังสือ "จำเก่ง จำแม่น จำนาน" เล่มนี้แนะนำ 26 วิธีการจำแบบคุริตะ
ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาเกี่ยวกับการจำในห้องเรียน ในที่ทำงาน หรือในชีวิตประจำวัน หนังสือเล่มนี้ช่วยได้ !!!

26 วิธีการจำแบบคุริตะคืออะไร ?

เทคนิคการจำที่มีชื่อวิธีเรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ A-Z เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ เป็นวิธีฝึกจำที่ง่ายและสนุก โดยผู้เขียนซึ่งมีดีกรีระดับนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจำและการอ่านเร็วที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นได้คิดค้นขึ้นค่ะ

ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมาะกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ของแต่ละคนแตกต่างกันไปค่ะ เวลาที่จะเลือกแต่ละวิธีมาใช้ ก็คงไม่ต่างกับเวลาที่เราเลือกเสื้อผ้าที่จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับธุระในแต่ละวัน คนเราก็มักมีเสื้อตัวโปรดที่สวมใส่และเข้ากันได้ทุกงาน ซึ่งเพื่อน ๆ เองก็สามารถนำแต่ละวิธีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายค่ะ

บ.ก. จะขอยกตัวอย่าง 2 วิธี เช่น
1. วิธีอุปมา หรือเรียกว่า Analogy method เป็นวิธีที่ใช้การเปรียบเทียบ หากเพื่อน ๆ ต้องการจำสิ่งต่าง ๆ ก็แค่นำสิ่งที่ต้องการจดจำไปเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง ในหนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่าง วิธีจำ 12 ราศีกับเดือนได้อย่างง่ายดาย

ยกตัวอย่างเช่น ปกติเรามักจะนับเดือนตามลำดับ คือ เดือน 1 (เดือนมราคม) เดือน 2 (กุมภาพันธ์) หากต้องการจำเดือนมกราคม คือ เดือน 1 กับราศีมังกร สัญลักษณ์ของราศีมังกร คือ แพะ แล้วจะให้เลข 1 กับ แพะ เชื่อมโยงกันได้อย่างไร ? ในหนังสือแนะนำว่า ก็แค่เติมเลข 1 โดยเปรียบเทียบให้เป็นเขาของแพะ เพียงเท่านี้ก็จำได้ง่ายขึ้น

ส่วนราศีกุมภ์ กับเลข 2 จะเชื่อมโยงกันได้อย่างไร ? ซึ่งสัญลักษณ์ของราศีกุมภ์ คือ หม้อน้ำ เทคนิคในหนังสือแนะนำว่าก็แค่นึกภาพว่า มีห่านตัวหนึ่งว่ายอยู่ในหม้อน้ำขนาดใหญ่ แล้วนึกภาพเปรียบเทียบว่า คอของมันโค้งเหมือนเลข 2

หรือหากใครต้องการจดจำชื่อกับใบหน้าคน วิธีนี้ก็ช่วยได้ เช่น คุณต้องการจำชื่อคนที่ชื่อปู ก็ให้เปรียบเทียบว่าใบหน้าเธอเหมือนปู หรือต้องการจำชื่อว่า ศรชัย ก็ให้นึกภาพโดยเปรียบเทียบว่าเขายิงธนูแล้วได้รับชัยชนะ เป็นต้น

เห็นไหมคะว่า วิธีอุปมาซึ่งเป็นวิธีแรกของ 26 วิธีการจำแบบคุริตะ เป็นวิธีที่ฝึกง่ายและสนุก เพื่อน ๆ เอง ก็สามารถนำเทคนิคนี้มาประยุกต์ใช้กับสิ่งที่ต้องการจดจำได้ตามใจชอบเลยค่ะ

ต่อไป บ.ก. ขอแนะนำอีกวิธีนะคะ คือ
2. วิธีแปรสภาพ หรือ Quality change method เป็นวิธีที่เปลี่ยนลักษณะของข้อมูลที่ต้องการจดจำให้ดูน่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าต้องการจำคำว่า "เสือ" วิธีฝึกง่าย ๆ ก็คือ ให้นึกถึงกล่องใบนึง บนกล่องเขียนไว้ว่า เสือ หลังจากนั้นเพื่อน ๆ ก็พ่นลมหายใจออก ทันใดนั้นกล่องใบนั้นก็หายวับไปกลายเป็นเสือของจริง ขอให้นึกภาพเสือให้สมจริงที่สุด

หรือถ้าต้องการจำคำว่า "ภูเขา" ก็ให้เขียนคำว่า ภูเขาไว้บนกล่องใบนั้น หลังจากที่ถอนลมหายใจออกยาว ๆ ก็ปรากฏเป็นทิวทัศน์ภูเขาจริง ๆ ถ้าเพื่อน ๆ ได้ลองทำดู จะรู้ว่าวิธีนี้สนุกและไม่น่าเบื่อ และประสิทธิภาพในการจดจำจะเพิ่มมากขึ้น

ส่วนอีก 24 วิธีที่เหลือ เพื่อน ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

นอกจากนี้ยังมีเทคนิคพิเศษอื่น ๆ ที่ช่วยพัฒนาทักษะด้านการจำที่นอกเหนือจาก 26 วิธีการจำแบบคุริตะซึ่งเป็นเทคนิคหลักของหนังสือเล่มนี้ เช่น...

1.การจำไม่ใช่ใช้แค่ "หัว" แต่ต้องใช้ "ร่างกาย" ด้วย
ปกติ เพื่อน ๆ มักจะใช้ "หัว" ในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ใช่ไหมคะ แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่า เราสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายช่วยในการจดจำได้ด้วยและเทคนิคนี้ บ.ก. เองได้ลองนำมาใช้แล้ว ขอรับรองว่าได้ผลจริง ๆ ค่ะ และเหมาะสำหรับคนเรียนภาษาต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจำคำศัพท์ในภาษานั้น ๆ ถ้าจำด้วย "หัว" เพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้ลืมได้ง่าย แต่ถ้าลองใช้ตามอง มือเขียน และปากอ่านออกเสียง จะทำให้จำได้ดีและนานขึ้นอย่างแน่นอน เป็นเทคนิคที่น่าสนใจใช่ไหมคะ ลองฝึกดูสิคะ

2. "วิธีเพ่งสามจุด" การฝึกฝนพื้นฐานที่ทำได้ง่าย ๆ ตลอดเวลา
เมื่อเราไปตามสถานที่ต่าง ๆ แล้วเวลาผ่านไป ทำให้จำไม่ได้ว่า บริเวณนั้นเป็นแบบไหน มีร้านค้า หรือสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร เทคนิคนี้จะช่วยในเรื่องดังกล่าวได้ เวลาที่เดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อน ๆ ก็แค่กำหนดจุดที่น่าสนใจหรือจุดสำคัญไว้สัก 3 จุด แล้วมองให้เป็นรูปสามเหลี่ยม เพียงเท่านี้เพือน ๆ ก็สามารถจดจำสถานที่ที่เคยไปเที่ยวได้ และยังสามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

จากที่ บ.ก. ได้ยกตัวอย่างมาคร่าว ๆ จะเห็นได้ว่า เทคนิคพัฒนาทักษะการจำในหนังสือเล่มนี้มีหลากหลายวิธี ซึ่งเพื่อน ๆ ต้องเลือกวิธีที่เหมาะกับวัตถุประสงค์และสถานการณ์ที่จะนำไปใช้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มพลังความจำขึ้น 10 เท่า หากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจ ก็สามารถหาหนังสือเล่มนี้มาฝึกกันได้นะคะ

แล้วพบกันใหม่ค่ะ...






 

Create Date : 15 กันยายน 2553    
Last Update : 18 ตุลาคม 2553 16:25:56 น.
Counter : 5200 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

textbook
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สรรค์สร้างสาระสู่สังคม
มุ่งมั่นผลิตตำราวิชาการและหนังสือเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ การบริหารจัดการ ด้านส่งเสริมการศึกษา เพื่อการพัฒนาตนเองและองค์กร สำหรับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม
Instagram
Friends' blogs
[Add textbook's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.