images by free.in.th
"
Group Blog
 
All blogs
 
PICTO แกะรอยโมเดลธุรกิจ ต่อยอดกำไรไม่รู้จบ

เวลาคุณผู้อ่านเห็นป้ายโปรโมชันหรือป้ายลดราคาแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้ออย่างเช่น “ลด 50%-80%” หรือ “ซื้อ 2 วันนี้แถมอีก 1 ฟรี !” หรือ “ซื้อ A ครบ xxx บาท แลกซื้อ B ได้ในราคาถูกลงกว่าครึ่ง !!” ฯลฯ เคยนึกสงสัยกันไหมคะว่า... ทำไมเจ้าของกิจการช่างใจดีใจเด็ดถึงเพียงนี้ กล้าลดราคาจนบางครั้งเราในฐานะผู้ซื้อเห็นแล้วยังตกใจ ลดแลกแจกแถมขนาดนี้... เขาไม่ขาดทุนเลยหรือ ? ได้กำไรคืนจากตรงไหนกันหนอ ? แล้วมีกลไกการทำกำไรของธุรกิจอย่างไร ?

คำตอบเหล่านั้นมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ค่ะ



PICTO แกะรอยโมเดลธุรกิจ ต่อยอดกำไรไม่รู้จบ
ผู้เขียน Satoru Itabashi
ผู้แปล ประวัติ เพียรเจริญ
หนา 280 หน้า

หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงธุรกิจมากมายที่มีโมเดลธุรกิจ (กลไกในการทำเงิน) ที่อาจดูซับซ้อนหรือมองดูไม่น่าคุ้มทุน แต่กลับสร้างรายได้หรือทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดย “พระเอก” หรือ “ประเด็นหลัก” อยู่ที่ “แผนภาพ PICTO” ค่ะ


แผนภาพ PICTO คืออะไร ?
แผนภาพ PICTO คือ “เครื่องมือสำหรับใช้วาดโมเดลธุรกิจ” ที่ผู้เขียนคิดค้นขึ้นมาสำหรับถอดรหัสโมเดลธุรกิจโดยเฉพาะ โดยใช้สัญลักษณ์สากลในการสื่อความหมายของการซื้อขายแลกเปลี่ยนร่วมกับหลัก 3W1H (ใคร=Who กับใคร=Whom ขายอะไร=What ในราคาเท่าไร=How much) เช่น รูปคนคือผู้ซื้อ สี่เหลี่ยมผืนผ้าคือผู้ขาย วงกลมคือสินค้าหรือบริการ ฯลฯ

ทำไมต้องแผนภาพ PICTO ?
เพราะแผนภาพ PICTO คือ “ภาพ” ที่เลือกใช้สัญลักษณ์สากลที่วาดง่ายและยึดหลัก 3W1H ที่ง่ายต่อการจดจำ จึงทำให้เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก สะดวกในการนำเสนอและอธิบายให้ผู้อื่นฟัง รวมถึงยังทำให้มองเห็นภาพรวมของกระแสการไหลเวียนของสินค้า/บริการ และรายได้/กำไรในภาพรวม อีกทั้งยังนำมาปรับใช้ให้ละเอียดขึ้นได้ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

อาจเรียกได้ว่า... แผนภาพ PICTO เป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้ถอดรหัส วิเคราะห์ ทำความเข้าใจ และนำเสนอโมเดลธุรกิจออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นภาพถ่าย X-ray ของโมเดลธุรกิจที่ทำให้เรา “มองเห็น” โครงสร้างการทำเงินของธุรกิจได้อย่างทะลุปรุโปร่งนั่นเองค่ะ


มาดูกันค่ะว่า แผนภาพ PICTO อธิบายกลไกในการทำเงินของธุรกิจออกมาได้อย่างไร

ขอเกริ่นนำด้วยการให้คุณผู้อ่านลองเล่นเกมหาพวกจับกลุ่มสินค้าค่ะ

• กล้องดิจิทัล
• แปรงสีฟันไฟฟ้า
• เครื่องเป่าผม
• เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต
• เครื่องชั่งน้ำหนัก
• คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก

คำถามก็คือ... ในสินค้า 6 ประเภทนี้ สินค้าใดบ้างที่จัดอยู่ใน “โมเดลธุรกิจ” แบบเดียวกัน ?
.
.
.
คำใบ้ก็คือ... เป็นสินค้าประเภทที่ “ซื้อแล้วไม่จบในครั้งเดียว”
.
.
.
คำตอบก็คือ... “แปรงสีฟันไฟฟ้า” และ “เครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ต” ค่ะ


สินค้าทั้ง 2 ประเภทนี้ใช้โมเดลธุรกิจแบบเดียวกัน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โมเดลธุรกิจมาตรฐาน (กล่าวถึงอย่างละเอียดในบทที่ 2 "แผนภาพ PICTO คืออะไร") นั่นก็คือ โมเดลธุรกิจแบบ “โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง” ค่ะ
นั่นเป็นเพราะว่าจุดที่สร้างรายได้ที่แท้จริงของสินค้าประเภทนี้ก็คือ “หัวแปรง” และ “ตลับหมึก”

“หัวแปรง” คือสิ่งที่เราต้องคอยซื้อเปลี่ยนอยู่เสมอ หลังจากซื้อสินค้าหลักอย่างแปรงสีฟันไฟฟ้าไปแล้ว เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตที่เราต้องคอยซื้อ “ตลับหมึก” ใหม่ทุกครั้งที่ใช้หมึกในตลับเก่าหมด

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือทั้งแปรงสีฟันไฟฟ้าและเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตต่างอยู่ในธุรกิจที่จงใจลดราคาสินค้าหลักให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าหลักนั้น ๆ ไปใช้เสียก่อน (ซึ่งสินค้าหลักในกรณีนี้คือแปรงสีฟันและเครื่องพิมพ์) จากนั้น ลูกค้าก็จะต้องคอยซื้อสินค้าอะไหล่อย่างหัวแปรงหรือตลับหมึกอย่างต่อเนื่องไปโดยตลอด ซึ่งสินค้าอะไหล่ดังกล่าวนั้นมีสัดส่วนกำไรค่อนข้างสูง และนี่คือจุดเด่นของกลไกการสร้างรายได้แบบ “โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง” ค่ะ


ฟังดูซับซ้อน แต่เชื่อไหมคะว่า เราสามารถวาดออกมาเป็นแผนภาพที่ไม่ยุ่งยากเลย



แผนภาพ PICTO ด้านบนแสดงให้เห็นกลไกการทำเงินแบบ “โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง”
• “สี่เหลี่ยมผืนผ้า” แทนบริษัทผู้ผลิตสินค้าหลักและสินค้าอะไหล่
• “รูปคน” แทนผู้ซื้อสินค้า
• “ตัวอักษร A” แทนสินค้าหลัก ซึ่งในที่นี้ก็คือ “แปรงสีฟันไฟฟ้า” หรือ “เครื่องพิมพ์”
• “ตัวอักษร B” แทนสินค้าอะไหล่ ซึ่งในที่นี้ก็คือ “หัวแปรง” หรือ “ตลับหมึก”
• “ลูกศรหัวสีดำที่ปลายระบายจนเต็ม” แทนทิศทางการไหลเวียนของสินค้า จากบริษัทผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อ
• “ลูกศรหัวสีดำธรรมดา” แทนกระแสเงินรับ จากผู้ซื้อไปยังบริษัทผู้ผลิต
• “สัญลักษณ์เงินเยน” แทนราคาของสินค้า
• “ลูกศร T แนวตั้ง” แทนระยะเวลาที่เกิดการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ซึ่งก็คือนับตั้งแต่ซื้อสินค้าหลักไปใช้และกลับมาซื้อสินค้าอะไหล่ต่อไปเรื่อย ๆ


นี่เป็นเพียงแผนภาพ PICTO ในมุมมองแบบกว้าง ๆ ค่ะ เพราะในความเป็นจริง อาจมีร้านค้าขายปลีกเป็นตัวกลางระหว่างบริษัทผู้ผลิตและผู้ซื้อด้วย ซึ่งรายละเอียดดังกล่าว รวมทั้งวิธีวาดและกฎการใช้งานแผนภาพ PICTO แบบเต็มรูปแบบนั้น คงต้องให้คุณผู้อ่านลองหาคำตอบจากในเล่มดูแล้วล่ะค่ะ


นอกจากการใช้แผนภาพ PICTO อธิบายและทำให้มองเห็นโมเดลธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังสามารถประยุกต์ใช้แผนภาพ PICTO เพื่อคิดหาไอเดียใหม่ ๆ เชิงธุรกิจได้อีกด้วยนะคะ

วิธีคิดเชิงอุปมาคือ 1 ในวิธีคิดหาและต่อยอดไอเดียค่ะ
วิธีคิดเชิงอุปมาคือ การนำโมเดลธุรกิจมาตรฐานแต่ละแบบมาเป็นแม่แบบให้กับโมเดลธุรกิจเดิมที่เรามีอยู่ เพื่อหาหนทางเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจหรือกิจการ

สมมติว่า คุณผู้อ่านทำธุรกิจผลิตเครื่องดื่มชาเขียว และกำลังคิดเพิ่มรายได้โดยการนำ 1 ในโมเดลธุรกิจมาตรฐานอย่าง “โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง” มาลองปรับใช้ตามวิธีคิดเชิงอุปมา คุณผู้อ่านคิดว่า... โมเดลธุรกิจที่ปรับแล้ว จะออกมาเป็นอย่างไร
.
.
.
หนังสือเล่มนี้แนะนำไว้อย่างนี้ค่ะ

ถ้าจะลองใช้ “โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง” ก็อาจจะมีวิธีนำเอาเครื่องชงชาขนาดใหญ่ไปติดตั้งตามออฟฟิศ แล้วคอยเติมชาลงไปในลักษณะวัสดุสิ้นเปลือง ปัจจุบัน มีหลายบริษัทที่ใช้โมเดลธุรกิจนี้กับสินค้าอื่นเป็นจำนวนมาก เชื่อว่ายังคงมีช่องทางทำเงินจากโมเดลธุรกิจนี้สำหรับสินค้าเครื่องดื่มอยู่ไม่น้อย หากสามารถเพิ่มกระแสเงินรับช่องทางใหม่จากลูกค้าองค์กรได้ ย่อมจะเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฐานรายได้ของธุรกิจเป็นอย่างดี แค่ลูกค้ายอมให้เข้าไปติดตั้งเครื่องชงชาภายในออฟฟิศ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าของสินค้าแล้ว ก้าวต่อไป อาจจะพิจารณาเพิ่มเติมเรื่องวิธีการเก็บเงิน เช่น เสนอแพ็กเกจให้ดื่มได้ไม่จำกัดโดยคิดราคาค่าน้ำชาแบบเหมาจ่าย ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

หน้า 197 บทที่ 5 วิธีคิดเชิงอุปมา (Analogy Approach)




เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับการคิดหาหนทางทำกำไรโดยวิธีคิดเชิงอุปมา นอกจากการใช้ “โมเดลวัสดุสิ้นเปลือง” เป็นแม่แบบแล้ว ยังมีตัวอย่างการปรับใช้จากโมเดลธุรกิจมาตรฐานแบบอื่น ๆ อีกค่ะ ลองคิดหาคำตอบกันดูเล่น ๆ ก็ได้ค่ะว่า จะปรับเปลี่ยนหรือต่อยอดโมเดลธุรกิจเดิมอย่างไรได้อีกบ้างเพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น... และถ้าอยากได้เครื่องมือช่วยคิดหรืออยากเปิดมุมมองเชิงธุรกิจล่ะก็ ลองใช้ “แผนภาพ PICTO” ดูสิคะ


อย่าลืมว่า... สิ่งสำคัญในการต่อยอดความคิดเชิงธุรกิจนั้นคือ ห้ามยึดติดกับข้อจำกัดทางธุรกิจมากจนเกินไป อย่าเพิ่งด่วนสรุปตั้งแต่แรกเริ่มว่า “เป็นไปไม่ได้” หรือ “ไม่มีทางทำได้” มิเช่นนั้น จะเป็นการตัดโอกาสไอเดียใหม่ ๆ เชิงธุรกิจออกไปเสียตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ

เกิดมาทั้งทีต้องลองสักตั้ง จริงไหมคะ ? การลองคิด...ที่ผลลัพธ์อาจได้มาซึ่งสิ่งที่ดีกว่านั้น ไม่เสียหายอะไรเลยสักนิด นอกจากได้ฝึกสมองคิดแล้ว ยังอาจได้ไอเดียปิ๊ง ๆ ที่แปลงโฉมโมเดลธุรกิจเดิมให้กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างกำไรต่อเนื่องไปอย่างไม่รู้จบก็ได้นะคะ

------------------------------
แวะชมและเลือกซื้อหนังสือได้ที่เว็บไซต์ ส.ส.ท. ค่ะ


Create Date : 05 ตุลาคม 2554
Last Update : 5 ตุลาคม 2554 16:22:30 น. 1 comments
Counter : 1875 Pageviews.

 
ติดตามๆๆๆ
.


โดย: aodblo22 วันที่: 5 ตุลาคม 2554 เวลา:20:29:35 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#13


 
textbook
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สรรค์สร้างสาระสู่สังคม
มุ่งมั่นผลิตตำราวิชาการและหนังสือเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ การบริหารจัดการ ด้านส่งเสริมการศึกษา เพื่อการพัฒนาตนเองและองค์กร สำหรับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม
Instagram
Friends' blogs
[Add textbook's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.