|
... หนึ่งฝันหมื่นวันทิวาวาร ... บทที่ 38 ...
... บทที่ 38 ... ... โจรเมืองเพชรบุรี และ อีนังฟันขาว ... ปู่หลายขัดขวางความรักของอาแอ๋วเพราะสองสาเหตุ หนึ่ง..เพราะอาชอบแฟนของอาแอ๋วเป็นช่างประจำเรือของบริษัทเดินเรือแห่งหนึ่งไม่อยู่กับที่ออกทะเลคราวละนาน ๆ สอง..สาเหตุที่สำคัญ อาแอ๋วพบและรู้จักกับอาชอบในวงไพ่ ไม่ใช่เกมส์ใหญ่อะไรแค่ไพ่ผสมสิบ แต่นั่นแหละปู่เกลียดการพนันมาก อยู่กับงานประจำและความรับผิดชอบมาก ๆ เวลาว่างตอนกลางคืนอาแอ๋วมักไปหย่อนใจ เล่นไพ่ผสมสิบที่บ้านเพื่อนและได้พบกับอาชอบ อาชอบหล่อแบบลูกน้ำเค็มเต็มขั้น อาแอ๋วก็สวยมาก ทั้งคู่จึงได้รับแรงเชียร์จากคนรอบข้างแม้แต่ย่าหง่า..แต่ไม่ใช่ปู่หลาย ไม่รู้อย่างไร..คราวต่อ ๆ มาเมื่อผมมาแม่กลอง อาชอบก็อยู่เป็นเขยที่บ้านปู่หลายแล้ว..ทุกชีวิตที่บ้านยังดำเนินอยู่ตามปกติไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นกับอาแอ๋วอย่างที่ปู่หลายคิดวิตกล่วงหน้า อาแอ่วให้กำเนิดลูกสาวหนึ่งคน แต่เพราะต้องทำงาน ย่าหง่าก็ต้องขายปลาที่ตลาด อาแอ๋วจึงพาลูกสาวไปจ้างเขาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ นาน ๆ ครั้งไปเยี่ยม ชื่อลูกสาวยังไม่ได้ตั้งด้วยซ้ำ เวลาคนเลี้ยงเอ่ยถึงเธอจะพูดว่าน้องอย่างนั้นอย่างนี้จนลูกสาวอาแอ๋วมีชื่อว่า น้อง โดยอัตโนมัติ และต่อมามีลูกชายอีกหนึ่งคนและปู่หลายรับหน้าที่เลี้ยงหลานชาย เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่ผมไม่รู้..วันหนึ่งก็ไม่เห็นอาชอบอีก อาแอ๋วก็ดูไม่วิตกทุกข์ร้อนอะไรก้มหน้าทำมาหากิน..ช่วงนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับนายตี๋เลยหรือ?..น่าจะมีนะ คุณย่าสายตรงของผมคือคุณย่าปุ่น ท่านเป็นลูกสาวคนโตของคนบางจะเกร็งแม่กลอง ท่านมีเตี่ยเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ แม่เป็นคนไทยที่คงมีฐานะระดับหนึ่งจึงมีเรือกสวนมากมาย..ตามวิถีโบราณลูกผู้หญิงมักไม่ได้รับการศึกษา แต่ย่าปุ่นไม่เป็นเช่นนั้น ย่าปุ่นชอบไปแอบยืนดูที่หน้าต่างห้องเรียนตามวัดที่เด็กผู้ชายกำลังเรียนอยู่ ท่านแอบเรียนไปกับเขาจนสามารถอ่านออก บวกลบเลขในใจได้คล่องแต่เขียนหนังสือไม่ได้เพราะไม่มีโอกาสเข้าห้องเรียน ภายหลังที่มาอยู่กับแม่ผม ย่าอ่านหนังสือกำลังภายในให้ผมฟังบ่อย ๆ ย่าสวยที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด..ว่ากันตามจริงคนบางจะเกร็งหน้าตาดีกันทุกคน ดูอย่างผมเป็นต้น ฮา ๆ ซ้ำได้รับความสวยจากแม่ที่มีแม่เป็นสาวชาววังคือคุณยาย ผมจึงหล่ออย่าบอกใคร ฮา ๆ อีกครั้ง ตอนแม่คลอดผมออกมาใหม่ ๆ พยาบาลเรียกผมว่ารูปหล่อทุกคน โตมาได้หน่อยหนึ่งแม่เล่าว่ามีแต่คนออกปากขอซื้อผมไปเป็นลูก ทั้งเศรษฐีบ้านอ้อมน้อยสมุทรสาคร หรือปู่เลี้ยงสามีย่าเลี๊ยดน้องสาวคนรองของย่าปุ่น ปู่เลี้ยงและย่าเลี๊ยดไม่มีลูก เป็นเจ้าของอู่เรือและกิจการประมงหลายอย่าง มีบ้านเรือนไทยใหญ่โตสวยงาม..บ้านที่ผมกับอาแอ๋วมุดใต้ถุนไปคัดเลือกปลานั่นไง ที่ขัดกับความสวยของย่าปุ่นคือความห้าว ย่าห้าวพอ ๆ กับชายอกสามศอกจึงไม่มีชายใดพิชิตใจย่าได้..นอกจากปู่สอน ปู่สอน สามีของย่าปุ่นเป็นคนจังหวัดเพชรบุรี เป็นคนละแวกวัดเขาตะเครา บ้านแหลมเพชรบุรี ถึงแม้ปู่จะเข้มจากเชื้อสายไทยแต่ก็คงได้ความเป็นเชื้อจีนมาบ้างจึงเข้ากับเตี่ยของย่าได้ และส่วนมากคนที่อยู่แถบชายทะเลมักมีเชื้อสายจีน เมื่อประมาณสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ก่อนเสียกรุงต่อพม่า ชาวบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรีได้อพยพหนีข้าศึกพม่าไปตั้งบ้านเรือนอยู่ปากคลองแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ใกล้วัดร้างวัดหนึ่ง ชื่อวัดศรีจำปา ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง วันหนึ่งได้ออกไปลากอวนหาปลาน้ำตื้นบริเวณชายฝั่งทะเลปากอ่าว บังเอิญปากอวนไปสะดุดกับวัตถุใต้น้ำซึ่งทุกครั้งเข้าใจว่าเป็นตอไม้แต่ครั้งนี้ได้ช่วยกันลงไปงมวัตถุที่ติดกับปากอวนขึ้นมา ปรากฏว่าสิ่งที่งมได้นั้นเป็นพระพุทธรูปสององค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรสูงหกฟุต อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสูงยี่สิบเก้านิ้วหน้าตักกว้างยี่สิบเอ็ดนิ้ว จึงนำพระพุทธรูปทั้งสององค์ไปประดิษฐานไว้ที่โรงมุงด้วยจากข้างหมู่บ้านเป็นการชั่วคราว ต่อมาเมื่อสร้างวัดเสร็จจึงนำพระพุทธรูปองค์ยืนปางอุ้มบาตรประดิษฐานที่วัดและเรียกชื่อพระพุทธรูปว่า “หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หรือ หลวงพ่อบ้านแหลม” ตามชื่อของชาวบ้านนั้น และเรียกชื่อวัดว่าวัดแหลมหรือวัดบ้านแหลม..ย่าปุ่นของผมเรียกอย่างนุ่มนาลเพราะพริ้งว่า “คุณพ่อวัดบ้านแหลม” และ “วัดคุณพ่อบ้านแหลม” ต่อมาวัดบ้านแหลมได้สถาปนาเป็นพระอารามหลวงชื่อว่า “วัดเพชรสมุทรวรวิหาร” ส่วนพระพุทธรูปองค์นั่งปางมารวิชัยชาวบ้านได้นำมาประดิษฐานไว้ที่วิหารบนยอดเขาตะเคราและเรียกกันว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นเวลานานกว่าสองร้อยปี พุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างเคารพนับถือร่ำลือในความศักดิ์สิทธิ์เป็นเวลานานได้มานมัสการปิดทององค์หลวงพ่อกันมากโดยมิได้มีการลอกทองคำที่ปิดออกนับเป็นเวลาร้อย ๆ ปี จนกระทั่ง ตา หู จมูก มองไม่เห็นเลย องค์ท่านกลมเหมือนลูกฟัก และเรียกว่า “หลวงพ่อทอง วัดเขาตะเครา” ที่ได้ชื่อว่าวัดเขาตะเคราสันนิษฐานว่ามีเจ้าสัวจีนผู้หนึ่งมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก เมื่อได้พระพุทธรูปมาเป็นมิ่งขวัญแล้วจึงได้สละทรัพย์สร้างเป็นวัดขึ้นโดยให้ลูกน้องคนหนึ่งไม่ปรากฏชื่อคอยควบคุม ซึ่งเป็นชาวจีนเหมือนกัน จีนผู้ควบคุมสร้างวัดไว้หนวดเครายาวเพราะเป็นที่นิยมของชาวจีนสมัยโน้น ชาวบ้านเห็นจีนไว้เครายาว จึงผนวกกับการที่วัดอยู่บนเขาเรียกชื่อวัดว่า “วัดเขาจีนเครา” ต่อมาคำว่าจีนเป็นคำเรียกยากและไม่คุ้นหู ชาวบ้านจึงเปลี่ยน “จีน” เป็น “ตา” เพราะง่ายดีและเป็นชื่อที่เหมาะสมของคนที่สูงอายุ เรียกว่า “วัดเขาตาเครา” กาลเวลานานต่อมา ภาษาคงกร่อนเข้า “สระอา” เป็น “สระอะ” จึงเปลี่ยน “ตา” เป็น “ตะ” สรุปแล้วเป็น “วัดเขาตะเครา” ในปัจจุบัน ที่วัดเขาตะเครายังมีหลักฐานจารึกเป็นภาษาจีนติดแผ่นป้ายอยู่ที่วัดถึงห้าแผ่น ซึ่งแผ่นหนึ่งแปลได้ความว่าช่วยบำบัดทุกข์ประชาชนอีกแผ่นหนึ่งแปลว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อชื่อเฮงเจี๊ยมชัวเป็นผู้ถวาย อีกแผ่นหนึ่งบอกถึงบ้านเกิดของลูกศิษย์คนนั้นอยู่ที่ไคง้วนเลี้ยงไผ่ขงจั๊ว แสดงว่าวัดเขาตะเคราและหลวงพ่อวัดเขาตะเคราได้รับความอุปถัมภ์และความเคารพจากชาวจีนมาช้านาน ปู่สอนล่องเรือจากเพชรบุรีมาบ้านแหลมแม่กลอง ได้พบกับย่าปุ่นเมื่อไหร่อย่างไรย่าไม่เคยเล่าให้ฟัง เล่าแต่ความเก่งกาจและความโรแมนติกของปู่ “จริง !” ย่าเล่าอย่างถูมิใจว่าปู่เป็นโจร..ตกใจใช่ไหมครับ..ปู่จะปล้นคนที่ข่มเหงและเอาเปรียบชาวบ้านและนำทรัพย์สินมาแบ่งปันให้ผู้เดือดร้อน..อีกประการหนึ่งปู่สอนอาจดำรงปณิธานของบรรพบุรุษจีนที่จารึกในแผ่นป้ายว่าช่วยบำบัดทุกข์ประชาชนก็เป็นได้ “เวลาอยู่ในป่า..” เรื่องโรแมนติกของย่าปุ่นเริ่มขึ้น “ปู่เขาจะตัดทางจากทำเป็นซุ้มให้ย่านอน” แสดงว่าย่ารอนแรมไปกับปู่..เข้าปล้นสะดมด้วยหรือ ! “ปู่เรียกย่าเข้าซุ้มบ่อยไหม?” น้องสาวคนห้าวนั่งฟังอยู่แถวนั้นถามแซวย่า “โอ้ว !” ย่ายิ้มขำหรือยิ้มเขินไม่รู้แก้มบุ๋มเชียว “เวลาย่าดื้อน่ะนะปู่เขาจะเหลาก้านใบจากตีย่า” “ย่าเป็นสาวแล้วนะไม่ใช่เด็ก..ฮะ ๆ” ผมหัวเราะขำ “นั่นละ..” ย่าอมยิ้มลุกขึ้นยืนกอดอกกระฉับกระเฉงประกอบความหลัง “ก็ตีสิ ๆ” “แล้วย่าถูกตีหรือถูกเข้าซุ้มล่ะ” “บ้าเหรอ..” ย่ายิ้มอาย ๆ “แล้วทำไมปู่ถึงชอบย่าล่ะครับ” ผมถาม “เขาบอกว่าย่าก๋ากั่นเหมือนผู้ชาย แล้วย่าก็ไม่ชอบกินหมาก” “ใคร ๆ เขากินหมากกันทั้งผู้หญิงผู้ชายไม่ใช่หรือย่า” “แต่ย่าไม่ชอบกิน” ย่าสรุป ที่ปู่สอนชอบย่าปุ่นอีกอย่างอาจเป็นเพราะความเด่นดังของย่า..ย่าไม่ได้เป็นพวกหัวไม้ประจำบาง แต่เพราะความสวยและ..ไม่มีใครในบางจะเกร็งจะไม่รู้จัก “อีนังฟันขาว” เรื่องของปู่สอนมีไม่มากนัก นอกจากเรื่องเข้าซุ้มและยืนกอดอกให้ปู่ตีแล้วย่าไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังอีก ช่วงชีวิตของปู่ที่อยู่บ้านพ่อตาย่าก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง ได้รู้นิดหน่อยจากอา ๆ ถ้าปะติดปะต่อเขียนก็จะเป็นการยกเมฆ ปู่อาจจะอายุสั้นเองก็ได้ ย่าเล่าแต่ว่าพ่อของผมเป็นเด็กที่เรียนหนังสือเก่ง พอโตรุ่นหนุ่มบอกว่าไม่อยากเรียนเป็นทนายความที่สมัยนั้นใครเรียนถือว่าเก่งและโก้มาก พ่อให้เหตุผลว่าทนายความต้องโกหกบิดเบือน คนทำความผิดก็แก้ต่างให้ไม่ผิดได้ หมอก็ไม่อยากเรียนเพราะต้องใช้เงินมากกว่าจะเรียนจบ พ่ออยากเป็นทหารจะได้ช่วยรักษาบ้านเมือง ปู่ได้ยินพ่อพูดอย่างนั้นจึงเลิกเป็นโจรกลับใจเป็นชาวประมง..ความที่ได้ออกกำลังต่อสู้กวัดแกว่งดาบพอแทบจะอยู่เฉย ๆ ร่างกายและใจจึงฝ่อ เสียชีวิตในที่สุด ศพของปู่สอนถูกเก็บไว้ที่โกดังวัดธรรมนิมิตสิบกว่าปีจึงขึ้นเมรุเผา..ผมเคยเห็นรูปแม่จูงผมอายุประมาณสามขวบในชุดอนุบาลลงจากเมรุ แม่บอกว่านั่นเป็นรูปวันงานเผาศพปู่
.

| Create Date : 03 มิถุนายน 2569 |
|
0 comments |
| Last Update : 3 มิถุนายน 2569 14:19:02 น. |
| Counter : 225 Pageviews. |
|
 |
|