Group Blog
 
<<
เมษายน 2560
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
6 เมษายน 2560
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๑๗.วจีทุจริต)





ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๑๗ วจีทุจริต

-ณนณ-


ท่ามกลางสายฝนซัดกระหน่ำ เสียงฟ้าคำรามฮึ่มๆ จากเบื้องบนราวกับสัญญาณเตือนว่าพร้อมจะฟาดอัสนีบาตลงมาทุกเมื่อ แต่กระนั้น กระแสเสียงอันน่าครั่นคร้ามก็ไม่อาจแทรกเข้าสู่โสตประสาทของรติมาได้

เจ้าของร่างอวบกำลังขับรถยนต์กรีดน้ำบนถนนจนแผ่กระจายออกสองข้างราวกับปีกนก หน้าของเธอเซียว กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งเครียด แววตาที่เคยเปล่งประกายว่องไว บัดนี้กลับขุ่นหมอง

อดีต... มันตามหลอกหลอนเธอไม่ยอมหยุด!



“มึงขโมยเงินกู

เสียงตวาดแว้ดจากหญิงวัยกลางคน เจ้าของร้านขายของชำผู้ เคย เป็นนายจ้าง ยังคงดังกึกก้องในความทรงจำ ภาพเด็กวัยรุ่นร่างท้วมยืนตากแดดยามเที่ยงกลางถนนในตลาด โดนชี้หน้าด่าโฉงเฉง มีคนมากมายมุงดูราวกับเธอเป็นตัวตลกในละครสัตว์ กระจ่างชัดประหนึ่งถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวิดีโอคุณภาพสูง

รติมาในวัยนั้นตะโกนแข่ง การที่ต้องปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่เด็กทำให้เธอกร้านพอที่จะกร้าว

“หนูไม่ได้ขโมย”

“อีอ้วน! อีตอแหล! ทั้งร้านมีมึงคนเดียว ถ้าไม่ใช่มึงแล้วจะหมาตัวไหนห๊ะ!”

“ถึงทั้งร้านมีหนูคนเดียว แต่หนูก็ไม่ใช่ขโมย!” เด็กสาวกำหมัดแน่น เหงื่อไหลอาบหน้าเพราะความร้อนจากเปลวแดด และความเจ็บแค้นในหัวใจ “หนูมาทำงาน เงินเจ๊หนูไม่เคยได้กำซักบาท ขายของได้เจ๊ก็เอาลงกระป๋องลงลิ้นชักหมด ขนาดเงินจะทอนลูกค้ายังแทบไม่มี! แบงค์เป็นปึกๆ น่ะ เจ๊เอาเข้าห้องนอน ล็อกกุญแจ หนูจะแอบเข้าไปขโมยได้ไง!”

เหตุผลยาวเหยียดที่ถูกชี้แจงทำคนฟังแทบเต้นเร่า หน้าแดงแจ๋ กัดฟัน ชี้นิ้ว

“มึงอย่าเฉไฉ สันดานอย่างมึงทำไมแค่นี้จะทำไม่ได้”

“สันดานอะไรเจ๊!” ความไม่พอใจพลุ่งพล่านไปทั่วร่าง สมองถูกตัดฉับ รติมาเท้าสะเอว พร้อมปะทะ

“สันดานโจร!” ผู้ใหญ่กว่าสวมหน้ากากนางยักษ์ขมูขี กวาดไม้กวาดมืออลังการ “แม่มึงติดเหล้าติดไพ่ ลูกอย่างมึงจะเหลือเร้อ”

รติมาสะอึก ไม่เคยนึกว่าเจ้านายที่เธอเคารพนับถือจะส่อความคิดออกมาได้ถึงเพียงนี้

“แล้วไง! เจ๊รู้สันดานหนูขนาดนี้ เจ๊รู้สันดานตัวเองบ้างรึเปล่าล่ะ”

“อีอ้วน!”

“เออ! อีอ้วนๆ อยู่ได้! - อ้วนแล้วหนักพ่อมึงเหรอ!”

“มึง! มึง! กูจะแจ้งความ”

“แจ้งเล้ย!”” รติมาท้าทาย “ตำรวจจะได้จับลูกชายเจ๊เข้าคุก เอาเลยสิ!”

อีกฝ่ายชะงักกึก หากไม่ติดว่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน คงได้เห็นนางยักษ์กระโดดเต้นเร่าๆ ไหนๆ ก็พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว รติมาไม่คิดยับยั้งที่จะแฉต่อ

“ตอนที่เจ๊นอนหลับ ลูกชายเจ๊แอบเข้าห้อง หนูเห็น เอาเงินออกมาเป็นปึกๆ ถ้าเจ๊ไม่ได้ให้เอง ก็ขโมยออกมาแล้วล่ะ ทีนี้รู้รึยัง ว่าหมาตัวไหนทำ!” คำชี้แจงรุนแรง ไม่โป้ปด

หญิงเจ้าของร้านหายใจแรงอย่างกับอกจะระเบิดตาย

“อี... อี...!!”

“ทำไม จะด่า จะแจ้งความ จะทำอะไรหนูอีกล่ะ”

“มึงไปไกลๆ ตีนกูเลยนะ อีอ้วน! กูไล่มึงออก!!”

“ไปก็ได้โว้ย!” รติมาพ่นลมหายใจแรง “แต่จ่ายเงินเดือนมาด้วย”

“อีหน้าด้าน! กูไม่ถือสามึงก็ดีแค่ไหนแล้ว”

“น้อยๆ หน่อยเจ๊ เงินเดือนหนู หนูมีสิทธิ์ได้ตามกฎหมาย ถ้าไม่ให้ หนูจะไปฟ้อง! ว่าไง จะให้หรือไม่ให้!”



รติมากัดกรามแน่น แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยมาเนิ่นนาน แต่หัวใจยังกระตุกแรงทุกครั้งเมื่ออดีตผุดพราย ความยากจนข้นแค้นทำให้เธอถูกเหยียดหยาม ทั้งที่บางครั้งไม่ได้ทำอะไรผิด!

เธอไม่เคยขโมยของๆ ใคร

การซิกแซกทางการค้า สำหรับเธอแล้วไม่ใช่ขโมย แต่คือช่องว่างของระบบที่สามารถตักตวงเอาผลประโยชน์เท่านั้น ใครๆ ก็ทำกัน

เธอจึงไม่เคยขโมย

จนกระทั่งครั้งนี้...

ซองสีน้ำตาลบนเบาะนั่งข้างคนขับ บรรจุโฉนดที่ดินหลายสิบไร่ของขวัญข้าว!

ที่ดิน ที่เธอจะขโมยมาเป็นของตัวเอง!

แม้การสับเปลี่ยนเอกสารสิทธิ์จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามีคนที่ ซื้อตัวได้ ทำให้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก

และเธอรู้ว่าจะไปหาคนๆ นั้นได้จากที่ไหน!

สันดานโจร! สันดานโจร!

สันดารโจร!!

ฟ้าครางกระหึ่มซ้ำก่อนจะซัดสายฟ้าเป็นเส้นแปลบลอดผ่านใต้ท้องเมฆ หญิงสาวบีบพวงมาลัยรถแน่นราวกับจะขยี้ให้ป่น เท้าที่คาคันเร่งเหยียบจมลงลึกพอๆ กับความคิดที่เริ่มดำดิ่งสู่ห้วงเวิ้งว้าง

“กูไม่ผิด! กูไม่ผิด!”

บ่นงึมงำกับตัวเองแล้วคันยุ่บยั่บแถวริมฝีปาก ครั้นสะกิดเขี่ยๆ ตัวริ้นก็ร่วงลงบนตัก

ตะปบรวดเร็วตามสัญชาตญาณจนตัวแมลงแตกเผละติดกางเกง หญิงสาวเบ้หน้า รีบปัดออกด้วยความรังเกียจ ไม่ทันไร ผิวแถวริมฝีปากก็ระคายอีก ตบเบาๆ คราวนี้เหลือบตัวใหญ่ตายติดฝ่ามือ

คิ้วบางเบียดขมวด ภายในรถเธอต้องมีสิ่งผิดปกติแล้วล่ะ เพราะไม่อย่างนั้น คงไม่มีแมลงน่ากลัวๆ โผล่มาให้เห็นตั้งสองตัว

มิหนำซ้ำ พวกมันยังเกาะที่ปาก

กระแสใต้สำนึกคล้ายจะว่องไวกว่าความนึกคิด เพราะจู่ๆ เธอก็รู้สึกขนลุกขนพองไปทั้งตัว ราวกับว่า จิตวิญญาณตระหนักถึงอันตรายบางอย่างที่มองไม่เห็น

ความเยียบเย็นที่ห่อตัวแน่นหนา

ไม่ใช่รถคันนี้หรอกที่ผิดปกติ... บางสิ่ง ในเธอต่างหาก!

รติมาสั่นสะท้าน ริมฝีปากคับยุบยิบไม่หยุด ความหวาดกลัวกระชากขั้วหัวใจ เหงื่อแตกเต็มแผ่นหลัง มืออวบอูมเอื้อมบิดกระจกมาส่อง ภาพทั้งหมดปรากฏเต็มๆ ตา

ฝูงแมลงกำลังกรูออกปากของเธอราวกับฝูงมดแตกรัง!

รติมากรี๊ด! กรีดร้องเสียงแหลมสูง ผัสสะสากๆ ผิวแข็งๆ กระทบลิ้นและฟัน

หญิงสาวถ่มถุย น้ำลายยืดย้อย ผละสองมือจากพวงมาลัยรถ ตบหน้าตัวเองพัลวัน ขยะแขยงจนขนหัวลุก แมลงตัวเล็กๆ ไต่คลานบนริมฝีปากอวบอิ่ม ก่อนจะโบยบินเย้ยหยัน ตัวแล้วตัวเล่าไม่ขาดสาย

กองทัพแมลงสีดำทะมึนบินอัดเต็มห้องโดยสาร ชอนไช แทรกเข้าใต้อาภรณ์ กัดต่อยจนสาวเจ้าเจ็บแสบ ดิ้นพล่าน มีบางตัวพยายามบินเข้าหูและจมูก บางตัวก็กัดผิวหนังเพื่อวางไข่ รถส่ายเซเลื้อยเลี้ยวเหมือนงู เสียงแตรจากรถคันหลังกระแทกรัวเร็ว สัญชาตญาณสั่งการให้ขาข้างหนึ่งกระทืบเบรกจมมิด

รถยนต์เสียหลัก หมุนคว้างเหมือนลูกข่าง!





ทินกรโผล่พ้นยอดไม้ สาดแสงทองทาทาบลงบนผิวน้ำจนเห็นพรายระยิบระยับ สายลมอ่อนๆ พัดพาเอากลิ่นแม่น้ำขึ้นมาถึงชายตลิ่ง บนท่าน้ำใหญ่หลังเรือน อินทรกำลังตรวจสอบผ้าแพรผ้าต่วนที่จะนำมาเป็นสินค้าสำหรับขาย

บ่าวไพร่มากมายทยอยขนขึ้นจากเรือ และแบกของที่คัดแล้วกลับเข้าโรงเก็บ บุรุษร่างสูงสง่า ผ่าเผย ใช้สายตาและสัมผัสประเมินคุณภาพ ขณะเดียวกันก็เจรจากับหญิงร่างเล็ก ผอมแกร็น ที่ยินพินอบพิเนาเยื้องด้านหลัง

“เอ็งไม่ระมัดระวังคำพูดบ้างเล่าลำดวน ใครจะพอใจ”

ดวงหน้าที่เห็นโหนกนูนชัดเจนเบะปาก แก้มข้างหนึ่งยังค้างริ้วแดงของรอยฝ่ามือ

“พูดความจริงนี่คะ ไอ้สองตัวนั้นมันเป็นชู้...”

“ลำดวน!” เจ้าเรือนปรายตามองเป็นเชิงห้าม นางจึงตะครุบปากไว้ “วจีทุจริต[๑]ไม่ได้หมายถึงแค่การพูดเท็จ ต่อให้เป็นเรื่องจริง แต่หากทำให้ผู้อื่นเสียหาย เจ้าก็มิควรพูดดอกนะ”

ลำดวนยึกยักอึดอัด ไม่อยากรับฟัง แต่ต้องจำยอม

“ค่ะ”

อินทรส่ายหน้า แล้วเหลียวดูญาติผู้น้องของพุดซ้อนเต็มตา

ลำดวนผอม และเหมือนจะแคระลงทุกวันนับจากพบกันเมื่อครั้งแรก ผิวของนางคร้าม หยาบเหมือนกลีบดอกไม้ราโรย ผมหยิกล้อมกรอบหน้ารูปสี่เหลี่ยมที่มันย่อง ผ้านุ่งผ้าห่มที่นางใส่ ก็เป็นผ้าผืนเก่าที่พุดซ้อนหยิบยื่นให้ตามวาระ ใช้จนซีดจาง ไม่มีการย้อมใหม่ แต่จะทำอย่างไรได้ ยิ่งออกเรือนไปอยู่กินกับไอ้ชด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักเลงสุราอันดับหนึ่งของตำบล แค่มีข้าวสารให้ตำกรอกหม้อก็นับว่าดีถม

น่าเห็นใจในบุญวาสนาของนาง แต่คงดีกว่า ถ้านางรู้จักระมัดระวังคำพูดคำจาไม่ให้เป็นไปในทางโทษ

“เอาเถอะ ข้าจะช่วยคุยแทนให้ เขาจะได้ไม่เอาเรื่องเอ็ง”

ลำดวนยิ้มกว้าง กระพุ่มมือไหว้

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”

อินทรพยักหน้ารับคำขอบคุณ ก่อนจะถามต่อ

“แล้วผัวเอ็งเล่า ข้ามิเห็นหน้ามาสักระยะหนึ่งแล้ว เมาหัวราน้ำอยู่บ้าน รึไปได้งานทางใด”

“ไอ้ชดมันเจ็บไข้ค่ะ” ลำดวนตอบอาการผัวตามที่ตนเองรู้ หากที่ไม่รู้ ความเจ็บไข้นั้นก็เป็นแต่เพียงความเกียจคร้านระคนอ่อนเพลียจากการหักโหมกามกรีฑากับพุดซ้อน ญาติผู้พี่ของนาง และฤทธิ์สุราผสมกัน “พักอีกสักหน่อยคงหายกระมังคะ”

“ลำบากหน่อยล่ะเอ็ง อย่างไรเสียก็ยาไข้มันไปก่อน หากหนักหนาอย่างไร เอ็งมาบอก”

“เจ้าค่ะ”

“ประเดี๋ยว เอ็งอยู่ช่วยพี่พุดซ้อนของเอ็ง” อินทรสั่งความต่อ “พาพวกบ่าวคนอื่นๆ อีกสักสองสามคน ยกผ้าแพร น้ำปรุง และเครื่องเงินที่ข้าเตรียมไว้ ไปยังเรือนหมื่นหาญเสียก่อน ข้ากับพุดซ้อนจะตามหลังไป”

“มีเรื่องอันใดฤๅคะ”

“ลำดวน!” อินทรส่งสายตาตำหนิ อีกฝ่ายจึงได้แต่ยิ้มแหย

“เจ้าค่ะ”




กระจ่างแสงละมุนละไมลอดผ่านบัญชรเข้ามาในห้องนอน ย้อมบรรยากาศโดยรอบให้อ่อนโยนประดุจดั่งภาพวาดสีน้ำ ดรุณีงามนั่งหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มีนางพี่เลี้ยงรับใช้คอยรวบผมให้ แล้วลองทาบดอกไม้ไหวเพื่อให้ผู้เป็นนายส่องในกระจก

แต่พอเห็น กาหลงก็ยู่จมูก

“เขาทำกันอย่างนี้จริงรึพี่แย้ม ไยมิงาม”

“โถ แม่หญิงเจ้าขา” นางคนสนิทเจรจา “เขาก็ทำเยี่ยงนี้กันล่ะเจ้าค่ะ แต่ผู้หญิงทางโน้นเขาเลี้ยงผมยาวแล้วเกล้ามวย แม่หญิงผมยาวเพียงบ่า เกล้าลำบาก”

“เลยออกมาประดักประเดิดอย่างนี้เอง”

คนเป็นบ่าวอยากจะร้องค้านตามความเคยชิน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับผู้เป็นนาย

“แล้วแม่หญิงจะอยากทำผมอย่างเขาทำไมล่ะเจ้าคะ อีแย้มไม่เคยมองว่าสวยสักนิด คนบ้านป่าเมืองเถื่อน จะสู้อะไรกับสาวๆ ในพระนครได้”

“ถึงมิงาม เขาก็มีผัวกันนะ พี่แย้ม”

“พุทโธ! แม่หญิงพูดอะไรเยี่ยงนั้น” อีแย้มตบอก หน้าตื่น

“ฉันว่าพี่นั่นล่ะ ตัวว่าตัวงาม พวกของตัวงาม แต่พอเห็นคนอื่นเขาแผกผิด ก็ว่าเขาไม่งามเสียแล้ว แล้วอย่างไรเล่า คนไม่สวยในสายตาพี่ เขาก็มีผัวกันหมด เห็นจะเหลือแต่คนงามๆ อย่างพี่ดอกกระมัง ยังอยู่โยงเฝ้าฉัน มิมีทีท่าจะได้ออกเรือนไปไหน”

คนถูกตำหนิหน้าตูม ค้อนใส่เจ้านาย เพราะถูกจี้ใจดำ แต่คนตัวเล็กกลับหัวเราะ

“ถ้าตัวไม่อยากถูกว่า คราวหลังตัวก็อย่าว่าคนอื่นซี” ริมฝีปากบางเจื้อยแจ้ว “ฉันไม่ชอบคนที่พูดทำร้ายใครๆ ดอกนะ พี่ไม่รู้รึ”

พอฟังคำของเจ้านายวัยอ่อนแล้วก็ได้แต่ค้อมหน้ายอมรับแต่โดยดี ถึงจะอายุเยอะกว่า ประสบการณ์มากกว่า ทว่าแม่หญิงกาหลงนั้นรู้หนังสือ เคยได้ร่ำได้เรียนในวัง อย่างไรย่อมละเอียดอ่อนกว่านางวันยันค่ำ อีแย้มคิดแบบนี้เสมอ

แล้วจังหวะก็ถูกขัด เมื่อบ่าวในบ้านนางหนึ่งถลันเข้ามาภายในห้อง นั่งพับเพียบหน้าประตู

“เอ็งมีอะไรวะ ทะเลอทะล่าเข้ามา” แย้มถาม

“ท่านอินทรมาเจ้าค่ะ” นางบ่าวคนนั้นตอบ “มากับเมีย ท่านหมื่นให้จัดรับรองที่เรือนริมน้ำ ตอนนี้กำลังคุยกัน”

ชื่อนั้นทำให้ใจกาหลงสั่นผิดปกติ เข้าใจว่าเกิดจากความกังวล ว่าจะเกิดเป็นเรื่องเป็นราว

ดวงหน้าผ่องเริ่มยุ่งยาก จนพี่เลี้ยงคนสนิทต้องออกปากแทน

“แม่หญิงรู้แล้ว เอ็งไปเถอะ”

ครั้นนางบ่าวกระถดออกจากห้อง อีแย้มก็เอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจของกาหลงออกมาโดยไม่ปกปิด

“ท่านอินทรทราบเรื่องแล้วกระมังคะ”

“อย่าเดาเลย” กาหลงลุก มองหาผ้าผวยสำหรับห่มทับ รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก “ไปดูเถอะ จะได้เห็นแก่ตา”

“แก้ผมก่อนไหมเจ้าคะ แม่หญิง”

“เสียเวลาน่าพี่แย้ม งามมิงามก็อย่าใส่ใจนักเลย”





เสียงสายน้ำเจ้าพระยารินไหลดังเป็นดนตรีขับกล่อม กลิ่นดอกแก้วหอมกระทบนาสิก พุดซ้อนซ่อนสีหน้าไว้ภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน ทว่าในใจนั้นอึงคะนึง โกลาหล ด้วยอารมณ์หลากหลาย มันน่าอึดอัดน้อยเสียที่ไหน ที่ต้องอยู่ท่ามกลางบุรุษเพศสองคน

คนหนึ่งผัว อีกคนชู้!

ทีแรกนางไม่อยากมาเรือนหมื่นหาญตามคำชักชวนของอินทร แต่แล้วก็ต้องยอมจำนนเมื่อผู้เป็นผัวดักทางเสียจนหมด

“เจ้าห่วงแม่มิใช่รึ จะได้ถามเรื่องหมอจากกรุงศรีฯ อย่างไรเล่า”

คิดแล้วยิ่งแย่ เมื่อวานนี้ไม่น่าปากพล่อย อ้างไม่เข้าเรื่อง ไอ้ผัวหน้าโง่เลยรวบรัดจับนางให้ตามมาด้วยจนได้

หาก อีกใจระแวง...

หรืออินทรจะรู้ ว่านางกับหมื่นหาญมีสัมพันธ์สวาทกันแล้ว

แต่คงไม่ใช่ ในหน้าใสเกลี้ยงเกลาของเขากับรอยยิ้มเปิดเผย ปราศจากพิรุธ

หมื่นหาญนั่งองอาจ หลังตรง รับหมากที่บ่าวไพร่เจียดใส่ปากเคี้ยว พลางถาม

“ท่านอินทรยกย่องเมียเสียจริง ถึงกับพามาแนะนำอย่างนี้ คนอื่นเขามีแต่จะเก็บให้เป็นหลังบ้าน”

อาคันตุกะหนุ่มเหลือบมองเมียรัก ดวงตาคู่ดำขลับเป็นมันระยับอ่อนโยน แต่แฝงความปวดร้าว

“คนค้าขายอย่างเรา ไม่มีหน้าบ้านหลังบ้านดอกท่าน มีอะไรช่วยกันได้ก็พึงช่วยกัน แม้พุดซ้อนจะยังไม่คล่องแคล่วนัก แต่ไม่ยากเกินฝึกปรือ”

สตรีในคำสนทนายิ้มเอียงอาย นึกขวาง ใครจะทำงานพวกนั้นลง นางมิได้เกิดมาเพื่อจะทำงานเยี่ยงทาสให้มือสากตีนสาก!

“รูปก็งาม ค้าขายก็เป็น ท่านคงหวงนักกระมัง”

อินทรหัวเราะ แล้วส่งหมากที่ม้วนแล้วให้พุดซ้อน

“มิหวงดอก ข้าเชื่อใจนาง”

ทั้งที่คนฟังควรจะรู้สึกยินดี พุดซ้อนกลับชาไปทั้งหน้าเหมือนถูกตบ นางส่งหมากเข้าปาก เคี้ยวอย่างไร้รส ในขณะที่หมื่นหาญเองก็นึกเขม่นอินทร จึงชวนเปลี่ยนเรื่อง

“ว่าแต่ท่านเถอะ ข้าไม่เห็นท่านแตะหมากสักนิด ฟันก็ขาวผิดผู้อื่น ไม่ชอบรึ”

“นานๆ ทีกินได้หรอกท่าน แต่เคี้ยวประจำเห็นจะไม่ไหว เพราะจะติดเอา” อินทรตอบ “แล้วใช่ว่า ข้าจะไม่กินหมากแค่คนเดียวเสียเมื่อไหร่ หลวงพิชัยอาสา ทหารของพระยาตากนั่นก็ฟันขาวนะท่าน”

“ข้าเคยได้ยินกิตติศัพท์ แต่ไม่เคยพบตัวจริงสักครา เห็นว่าฝีมือเตะต่อยหาใครทัดเทียมยาก แต่เป็นแค่ทหารนอกเมืองแบบนั้น ก็คงเป็นแค่ราคาคุยเสียมากกว่า”

“หลวงพิชัยฯ เก่งจริงนะท่าน รุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรานี่ล่ะ ข้าเคยพบสมัยที่หลวงพิชัยฯ ยังไม่ได้รับราชการ ตอนนั้นใช้ชื่อนายทองดี ส่วนข้าเป็นผู้ติดตามในเกวียนพ่อค้า เร่ร่อนแถวๆ หัวเมืองเหนือ หลวงพิชัยฯ ท่านสู้มวยกับครูนิลแทนครูเมฆผู้เป็นอาจารย์ ใช้เชิงรุกจนครูนิลถึงกับสลบ ชื่อเสียงจึงกระฉ่อนไปทั้งทุ่งยั้ง ข้ายังคิดว่าฝีไม้ลายมือขนาดนี้ หากรับราชการคงไปได้ไกลนัก”

“จะไกลสักเท่าไหนเชียวล่ะท่านอินทร บ้านเมืองเราสงบร่มเย็นกันนักหนา ศัตรูต่างยำเกรงในบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อให้เก่งหมัดเก่งมวยเพียงไร แต่ไม่มีศึกให้ไปกรำ ก็คงจะเป็นได้เพียงผู้ติดตามของเจ้าเมืองเล็กๆ เท่านั้นล่ะ”

อินทรไม่แสดงความคิดเห็นตอบ เพราะคร้านจะถกเถียงกับความช่างเย้ยหยันของหมื่นหาญ อย่างไรเสีย เขาก็เชื่อในสายตาของตน

แต่อินทรไม่มีวันรู้เลยว่า อีกเพียงไม่ถึงปี บุคคลที่เขาชื่นชมจะมีโอกาสได้ กรำศึก อย่างที่หมื่นหาญประชดประชัน

สิ้นวัสสานฤดู ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๓๑๖

สมรภูมิรบ วัดเอกา

ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของสงคราม ดาบข้างขวาของพระยาพิชัยฯ ช่วยชีวิตเจ้าของจนตัวมันหักเป็นสองท่อน!

และ อินทรก็ไม่มีวันได้รู้อีกเช่นกัน ว่าหลังจากนั้นอีกหลายปีหลังก่อตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีใหม่ คนที่เป็นได้เพียง ผู้ติดตาม ก็ยังจะขอติดตามรับใช้นายเหนือหัวเพียงผู้เดียวของเขา ไปสู่กับการเดินทางไกลในนิรันดร์ด้วยความรักมั่นไม่เสื่อมคลาย


                จะสิ้นชีพสิ้นใจยอมสิ้นสูญ

                                มิอาดูรลมหายใจไร้ศักดิ์ศรี

                                จะติดตามจงรักและภักดี

                                ทั้งโลกนี้และโลกหน้ามิคลาไคล ๏


ส่วนพุดซ้อนซึ่งนั่งฟังพวกผู้ชายคุยกันสักพักใหญ่ๆ ก็อยากจะถอนใจหนัก นางเบื่อ เหตุบ้านการเมืองเป็นสิ่งที่หนักหนาเกินกว่านางจะใคร่ครวญตามได้ จึงผินออกนอกเรือนเพื่อชมนกชมไม้ หากวินาทีนั้น สาวร่างบางบอบก็ปรากฏขึ้นให้เห็นในสายตา

และถึงจะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่พุดซ้อนยอมรับโดยดุษณี

คนตรงหน้านั้นงามลออจนน่าหมั่นไส้!

แล้วฉับพลัน ความหมั่นไส้นั้นก็กลับกลายเป็นความสงสัย และความระแวงอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นประกายแสงแวบวับสะท้อนเครื่องประดับศีรษะบนเรือนผมหนาของสาวเจ้า

ดอกไม้ไหว!

ดอกไม้ไหวแบบเดียวกับที่อินทรให้นางเมื่อคืน!!

พุดซ้อนหันขวับกลับไปหาผัวที่นั่งข้างๆ สายตาของอินทรมองเลยผ่านนางไปยังคนด้านนอก รอยยิ้มกว้างคล้ายกับประกายสว่างของดวงอาทิตย์เจิดจ้าแปะเต็มหน้าของเขา

“พบกันอีกแล้วนะ เจ้ากาหลง”





ถึงกุมภ์จะไม่สนใจเรื่องผี แต่เขาก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง

มันเป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนขี้กลัว แต่ก็ชอบฟังรายการผีทางวิทยุมากๆ จนเป็นนิสัย วันหนึ่ง เธอได้ฟังเรื่องของเด็กวัยรุ่นสองคนที่ออกไปตั้งแคมป์กันในป่า

คนที่เล่าบอกว่า ในคืนแรก ตอนที่กำลังนอนหลับ เขาเจอผีผู้หญิงผมยาว ใส่เสื้อแขนกุดกางเกงขาสั้น เนื้อตัวเปียกโชกมานั่งยองๆ ข้างๆ หัวนอน ก้มหน้ามองนิ่งๆ อย่างนั้นทั้งคืน พอเช้า เลยรีบเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็คะนองปาก ท้าทายว่าอยากเจอบ้าง แล้วหัวเราะเยาะ ตกกลางคืน หลังจากที่คนเล่านอนหลับไปพักใหญ่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงครางฮือๆ ของเพื่อน กับเสียงหยดน้ำกระทบผ้า ด้วยความกลัวเลยค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าก็ทำให้เขาแทบหมดสติ! เพื่อนของเขากำลังถูกผีตัวเดียวกันกับที่มาเมื่อคืนหลอก และผีตัวนั้นไม่ได้แค่มานั่งข้างๆ หัวนอน แต่กำลังนั่งทับอก ก้มลงแลบลิ้นเลียทั่วหน้าเพื่อนของเขา!

พอฟังเรื่องเล่านี้จบ ผู้หญิงคนที่ขี้กลัวก็ได้ยินเสียงประตูห้องลั่นดังเอี๊ยด... บานประตูไม้ค่อยๆ เปิดกว้างออกเรื่อยๆ จนแสงไฟจากในห้องสาดออกไปเป็นเรียวแสงสู่ด้านนอก ทาบเข้ากับร่างของหญิงสาวผมยาว เนื้อตัวเจ้าหล่อนเปียกโชก และใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกับที่เธอเพิ่งได้ฟังในรายการเป๊ะ กำลังยืนยิ้มเต็มปาก แต่ตาแข็งกระด้าง ก่อนจะพูดว่า “ขอฟังด้วยคนสิ!”

แม้โทนเสียงของคนเล่าจะช่วยสร้างอารมณ์ได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อตัดองค์ประกอบเหล่านั้นทิ้ง แล้วใช้หลักการและเหตุผลจำแนกแจกแจง ทำให้กุมภ์สรุปว่า เรื่องนี้ไม่มีผี

ผู้หญิงคนนั้นอาจจะไม่ได้โกหก เพียงแต่สิ่งที่เห็น มันไม่ใช่ผี เป็นเพียงมโนภาพที่หลอนขึ้นมาเองมากกว่า

อาการของขวัญข้าว หรือแม้แต่ของรติมาจึงไม่น่าแตกต่างกัน

นั่นคือบทสรุปที่เขาเลือกจะเชื่อ!


การสนทนาทั้งหมดจำต้องยุติลงเพราะขวัญข้าวไม่สบายกะทันหัน ชายหนุ่มรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องสุดวิสัย แต่สิ่งที่เขาไม่มั่นใจ ทำไมขวัญข้าวมีอาการรุนแรงถึงขั้นอาเจียนในเวลานั้น

มันเพราะโรคภัยในตัว เกิดจากภาพหลอนของสิ่งลี้ลับที่กระตุ้นเร้า หรือเครียดที่ถูกพ่อของเขาถามเรื่องสู่ขอกันแน่

ถ้าเป็นอย่างหลัง... เขาคงยอมรับไม่ได้!

กุมภ์อาสาพาคู่หมั้นสาวของตนกับพร้อมเพ็ญมาส่ง บรรยากาศระหว่างทางเป็นไปอย่างอึดอัด ขวัญข้าวเอาแต่นิ่งเงียบในรถ เอนร่างบางๆ อิงศีรษะกับกรอบประตู และปิดเปลือกตาราวกับจะตัดขาดการรับรู้ทั้งมวล ส่วนว่าที่แม่ยายที่พยายามชวนเขาคุย ก็สร้างแต่บทสนทนาแสนอิหลักอิเหลื่อ

หนักไปกว่านั้น พอถึงบ้าน ขวัญข้าวก็รีบขอตัวเข้านอน ปล่อยให้ผู้เป็นมารดารับหน้าเขาแทน โดยไม่ให้คำอธิบายใดๆ เพิ่มเติม

ไม่อยากจะคิดหรอก แต่นับวัน หญิงสาวยิ่งทำตัวห่างเขาไปทุกที

เหมือนกับไม่ใช่คนที่เขารู้จัก!

ความเกรี้ยวกราด ก้าวร้าว และความขัดแย้ง สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏว่าขวัญข้าวมีมันมาก่อน

ภายในห้องรับแขก ชาเขียวร้อนที่กำลังส่งกลิ่นกรุ่นหอมวางบนโต๊ะตรงหน้า ทว่า ฆานผัสสะละมุนละม่อมไม่ช่วยลดความขุ่นข้องของเขาสักเท่าไหร่

“น้าขอโทษแทนน้องด้วยนะกุมภ์ ช่วงนี้น้องเจอเรื่องให้คิดหลายอย่าง คงส่งผลต่อสุขภาพ กุมภ์อย่าโกรธน้องเลย”

“ไม่โกรธหรอกครับ” คนตัวสูงใหญ่ตอบ ไม่ตรงกับความจริง “ผมเองก็ผิด รู้ทั้งรู้ว่าช่วงนี้ขวัญเขาไม่พร้อม แต่ยังจะเร่งรัด”

“อย่าคิดอย่างนั้น” พร้อมเพ็ญพยายามปลอบ “น้ากลับมาไทยคราวนี้ เพื่อจัดการเรื่องงานแต่งของกุมภ์กับน้องนั่นแหละ ถึงฝ่ายกุมภ์จะไม่พูดก่อน น้าก็ตั้งใจจะคุยกับน้องอยู่แล้ว”

 “ครับ แต่บอกตามตรง ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าขวัญอยากแต่งงานกับผม เราคุยกัน แล้วเขาก็เลี่ยงผมหลายครั้ง”

“ทำไมล่ะ”

“ก็”

ใบหน้าของไอ้หนุ่มที่ถูกเขาชกปรากฏเด่นชัด ถึงมันจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่เขาไม่เชื่อ! เด็ดขาด!

ทว่า ขืนทำอะไรผลีผลามตอนนี้ เขามีแต่จะยิ่งดูแย่ในสายตาของขวัญข้าว

สู้ให้แม่ลูกทะเลาะกันเองไม่ดีกว่าหรือ

“ขวัญเขามีเพื่อนใหม่น่ะครับ เพื่อนผู้ชาย”

“เอ๊ะ ไม่เห็นต้อยเคยบอก”

“ผมก็เพิ่งทราบครับ” กุมภ์ทำท่าทีเจียมเนื้อเจียมตัว “ทุกทีถ้ามีอะไรขวัญเขาจะบอกให้ผมรู้ตลอด แต่กับเพื่อนคนนี้ เขาไม่เคยพูดถึงเลย จนผมอดห่วงไม่ได้” เหลือบมองดูผู้อาวุโสกว่า พอเห็นริ้วความกังวลผ่านบนหน้าอีกฝ่าย จึงชิงพูดต่อ “ขวัญเขาเป็นคนใจดี ใครใช้ความน่าสงสารเข้าหา ก็ใจอ่อนให้ไปหมด ผมกลัวเขาจะโดนหลอก”

“ทำไมถึงคิดว่าเขาจะมาหลอกลูกน้าล่ะ” สรรพนามที่พร้อมเพ็ญเรียกบุตรีเปลี่ยนไป

กุมภ์แสร้งระบายลมหายใจยาวราวกับลำบากใจที่จะพูด

“บอกน้ามาเถอะ”

“ผมอาจดูเหมือนพวกมองโลกในแง่ร้ายนะครับ แต่ผมว่า ท่าทางของเขา เหมือนพวกผู้ชายหากิน”

พร้อมเพ็ญยกมือขึ้นทาบอก

“ขนาดนั้นเชียวเหรอกุมภ์ ทำไมยัยขวัญเหลวไหลนักเนี่ย”

“อย่าว่าขวัญเขาเลยครับ ถ้าจะมีใครสักคนหนึ่งที่ควรรับผิดชอบ ก็เป็นผู้ชายคนนั้นที่ใส่ความคิดแปลกๆ ให้ขวัญข้าว ผมอยากเห็นขวัญเขามีความสุขนะครับ ไม่คิดจะรั้งให้แต่งงานกันด้วยถ้าเขาต้องการ แต่ถ้าเขาเลิกกับผมแล้วไปเจอคนแย่ๆ ผมจะปวดใจมาก”

“โธ่เอ๊ย กุมภ์นะกุมภ์” ผู้อาวุโสกว่าสงสาร “น้าไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นหรอก ยังไงน้องก็ต้องแต่ง!”

คำตอบของคนตรงหน้า ทำให้กุมภ์ใจชื้น แววตาเหมือนมีสะเก็ดไฟปะทุยามเมื่อเบี้ยหมากที่วางไว้เป็นไปตามคาด ริมฝีปากหยักได้รูปขยับแย้ม

“ขอบคุณครับ คุณน้า”



>>>โปรดติดตามตอนต่อไป


[๑] วจีทุจริต แปลว่า การประพฤติชั่วทางวาจา มี ๔ ประการ พูดเท็จ, พูดหยาบคาย, พูดส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อ




Create Date : 06 เมษายน 2560
Last Update : 6 เมษายน 2560 6:53:56 น. 5 comments
Counter : 405 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
เล่าเรื่องได้ตื่นเต้นมาก สลับหลอนปนละมุน จนยากจะเชื่อว่าอินทรจะเปลี่ยนไปได้โหดร้ายขนาดนั้น รออ่านบทต่อไปค่ะ


โดย: Itlikacrazy IP: 188.165.201.164 วันที่: 6 เมษายน 2560 เวลา:20:47:44 น.  

 
รอ ตอนต่อไป ^__^


โดย: sakeena IP: 58.8.173.33 วันที่: 8 เมษายน 2560 เวลา:18:03:39 น.  

 
แวะมารับคำชมแทนคนเขียนค่ะ (555+)
ขอบคุณที่ติดตามอ่านนะคะ
นักเขียนคงมีไฟในการเขียนเพราะแรงเชียร์จากทุกคนนี่แหละค่ะ

/me ปูเสื่อ นั่งรอรวมๆกันไป เย้เย


โดย: ploy666 IP: 27.130.192.125 วันที่: 10 เมษายน 2560 เวลา:21:40:08 น.  

 
สวัสดีครับคุณ Itlikacrazy

ขอบคุณสำหรับคำชมครับ จริงๆ อินทรเป็นคนจิตใจดีงามนะครับ ฮ่า ฮ่า เราต้องมาลุ้นกันต่อไปเนาะ

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ให้กำลังใจครับผม ^^


.....................


สวัสดีครับคุณ Sakeena

มาอัพเดทตอนใหม่แล้ว ช้าไปนิด (มาก!) ตามอ่านได้เลยค้าบบบ


....................

แหมๆ พี่พลอย
ปูเสื่อกว้างๆ นะ จะไปนั่งรอด้วย ฮ่า ฮ่า

....................


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 20 เมษายน 2560 เวลา:13:09:30 น.  

 
อ่านถึงตรง "ผู้ติดตาม" น้ำตาปริ่ม แอบมองเหรียญพระยาพิชัยดาบหัก


โดย: กาง (สมาชิกหมายเลข 2914075 ) วันที่: 21 พฤษภาคม 2560 เวลา:22:23:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.