Group Blog
 
<<
มกราคม 2560
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
23 มกราคม 2560
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๑๑.ตัวตายตัวแทน)







ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๑๑ ตัวตายตัวแทน

-ณนณ-


ธรรม์ทัพกัดฟัน ดึงมีดผ่าตัดที่เสียบต้นแขนด้านขวาของเขาออก เลือดไหลพลั่กๆ ชายหนุ่มกดปากแผลแน่น กวาดตาแลรอบด้าน สังเกตสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

คงเกิดอะไรสักอย่างขึ้นกับขวัญข้าวเป็นแน่ เพราะจู่ๆ ผีร้ายทั้งสามที่หมายมาดจะฉีกกระชากร่างเขาออกเป็นชิ้นๆ ก็เลือนหายราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ ความมืดดำเริ่มกร่อนกัดมาจากมุมบนห้อง เศษอิฐเศษปูนหลุดออกไปในความมืดอันโพ้นไกลราวกับห้วงอวกาศ

แม้จะคลุกคลีกับเรื่องลึกลับมาตั้งแต่เด็ก แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้จะอยู่เหนือสติปัญญา ยามที่ห้วงเวลาบิดเบือน สรรพสิ่งในมิติแห่งนี้ย่อมไม่เป็นไปตามตรรกะ

จริงคือเท็จ... เท็จคือจริง...

ถ้าจะหยุด มีแต่ขวัญข้าวเท่านั้นที่ทำได้!

และสัญชาตญาณบอก เธอยังอยู่ภายในนี้

แต่ที่ไหนล่ะ... ภายในอาคารกว้างที่กำลังถูกกลืนกิน เขาไม่มีเวลาพอจะเที่ยวค้นหาเธอให้ครบทุกห้องแน่

ทันทีที่กระแสความคิดปลาบวาบ อักขระสีแดงสนิมก็งอกลามคล้ายเถาวัลย์พันเลื้อย ประทับบนบานประตู คล้ายกับป้ายบอกทาง ธรรม์ทัพนิ่วหน้าให้กับความพิศวง อักษรทุกตัวนั้นเป็นภาษาไทย แต่เขากลับไม่สามารถอ่านออก



โถงทางเดินผุกร่อนไปมาก บางห้อง บางส่วน ก็พลัดพรายหายไปในความมืดมิดอนันตกาล ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าเร็วไปตามการนำทางของอักขระสีแดง กระทั่งเข้าถึงโซนห้องพักผู้ป่วย ตัวหนังสือทั้งหมดก็เลือนหาย เหมือนถ่านแดงๆ โดนน้ำราดดับ กลายเป็นไอควันสีเทาขุ่นๆ ปกคลุมทั่วทุกอณู

ไม่มีเวลาลังเล ธรรม์ทัพก้าวเข้าไปในกลุ่มหมอกนั้น และในความเลือนราง เขาเห็น... สตรีแรกรุ่นร่างเล็ก บอบบาง ห่มสไบงามยืนรอ

หน้าสวยใส เฉยนิ่ง ราวกับผัสสะของผิวกระจก หากดวงตากลมโตนั้นเศร้า อมทุกข์ ยกแขน ชี้นิ้วเรียวบางไปยังประตูด้านข้าง ริมฝีปากแดงขยับพูด แต่เขาไม่ได้ยินเสียงใด

แล้วทั้งกายของเธอก็เปียกโชก เลือนละลายอย่างรวดเร็ว เหมือนรูปสลักน้ำแข็งที่ถูกไฟลน ธรรม์ทัพกลั้นใจ วิ่งไปยังห้องที่หญิงผู้นั้นชี้นำ ผลักประตูพรวด!

ภายในห้องอัดแน่นด้วยมวลมืดดำ แม้กระทั่งแสงสลัวลางจากหลอดไฟที่ห้อยต่องแต่งในโถงทางเดินก็ไม่อาจส่องเข้าไปได้ กลิ่นสาบซากเน่าระคนไอกรดรุนแรง ทั้งที่กลั้นหายใจก็ยังอัดเข้าจมูก อากาศเย็นยะเยือกจับใจ หนาวจนถึงไขกระดูก เสียงลมหายใจดังครืดคราดคล้ายเสียงลมหายใจของสัตว์ใหญ่ดุร้ายสะท้อนก้อง คละเคล้ากับเสียงรำพึงรำพันกังวานมากมายที่แข่งกันพร่ำบ่น โดยไม่มีใครยอมฟังเสียงใคร

“อโหสิกรรม! อโหสิกรรม! ทำไมหนอ กูถึงมาอยู่นี่ ชะรอยจะมีแต่กูเพียงผู้เดียวเท่านั้นหนอ”

ไม่ใช่อวกาศ! ไม่ใช่จักรภพที่เขาเคยเรียนเขียนอ่านในวิชาวิทยาศาสตร์ ในดินแดนนี้...

เสมือนคนหลับตาในยามเดือนดับข้างแรม

โลกันตนรก!

นรกขุมที่มืดมิดและห่างไกล สัตว์นรกในภพภูมินี้จะมองไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น แม้กระทั่งเพื่อนสัตว์นรกของพวกมัน! หิวโหยเหลือประมาณ หากคืบคลานคลำพบสัตว์นรกตนอื่น ก็เข้าต่อสู้จู่โจมหมายจะเอาเป็นอาหาร กอดคอกันตกลงสู่ทะเลกรดเย็นจัดเบื้องล่าง ถูกย่อยสลายแตกกระจายเป็นเศษชิ้นเนื้อ ประหนึ่งก้อนอุจจาระตกน้ำ! และถือกำเนิดใหม่ในคราบสัตว์นรกที่เจ็บปวดและหิวโหยตามเดิม

นั่น... ทำให้สถานการณ์ของขวัญข้าวตกอยู่ในขั้นวิกฤติ

หญิงสาวถูกเส้นใยสีดำพันรัด ห้อยหัวหมดสติอยู่ใจกลางขุมนรก!




ตะวันรอนอ่อนแสง อาบผืนฟ้ายามอัสดงจนกลายเป็นสีส้มเจือม่วง เมฆสีเทาดำลอยกระจาย เคลื่อนไวตามแรงลมบน ยอดไม้ลู่เอนเสียดสีดังซ่าซู่ ผสานกับเสียงวิหคร้องไม่ขาดสาย

จากรังพลอดรักสู่เรือนนอน พุดซ้อนเยื้องย่างเอ้อระเหย ย้อนกลับมาตามทางเกวียน ทักทายบ้านโน้นบ้านนี้ตามแต่จะได้พบเจอ ไม่นึกกังวลว่าคนที่บ้านจะเป็นห่วงหรือไม่

การเป็นเมียของคนมีเงินมันดีเยี่ยงนี้เอง ไม่ต้องทำงานบ้านงานเรือนให้มือหยาบตีนหยาบ นึกอยากเสพสุขเมื่อใด ก็เร้นกายหายไปเสาะหาเข้าปากกินได้โดยไม่มีข้อจำกัด

น่าเสียดาย... ที่อินทรเป็นเพียงแค่คหบดีผู้มั่งคั่ง หากเขาพ่วงตำแหน่งขุนน้ำขุนนางด้วย คงน่ายินดีกว่านี้

เสียงฝีตีนม้าเหยาะย่ำมาแต่ไกล มองไปลิบๆ ก็เห็นลูกฝุ่นตลบคลุ้งเบาไล่หลังชายฉกรรจ์สองคน ควบม้ามาคนละตัว นำหน้าด้วยบุรุษร่างสูงใหญ่ไหล่หนา ดูจากอาภรณ์ครองกาย คงเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง รั้งท้ายด้วยบุรุษที่ตัวสูงกว่า แต่ผอมบาง และผิวคล้ำเข้ม

พุดซ้อนถอยหลบเข้าริมทาง เมียงมองดูกลุ่มคนที่กำลังมาถึงด้วยความอยากรู้ บุรุษแปลกหน้ามีเค้าโครงคมคายสมชายชาตรี ผิวสองสี หากละเอียดเนียน เป็นประกาย คล้ายอาบน้ำมัน ยามวางหน้านิ่ง ริมฝีปากหนาหยัก เหมือนจะยกยิ้มขึ้นน้อยๆ อยู่ในที

โดยเฉพาะแววตาที่ว่องไว คล้ายมีไฟตะไลวิ่งแล่น โดดเด่นเหนือชายอื่นๆ ที่เคยพบเจอ

ลมพัดวูบใหญ่ พัดเอาฝุ่นปลายตีนม้าเข้าตาคนมอง พุดซ้อนอุทานร้องเบา ก้มหน้า ตาปิด เศษฝุ่นเพียงน้อยนิด ทำให้นัยน์ตาเคืองได้

นับประสาอะไรกับหัวใจที่บอบบางกว่าแก้วนัยน์ตา!

เสียงฝีเท้าม้าชะลอแล้วหยุด เสียงห้าวถามกังวานดัง

“เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”

พุดซ้อนชม้อยตามอง มือข้างหนึ่งกดแน่นบนตาข้างที่ยังระคายเคือง

“ไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ”

ทว่า บุรุษร่างสูงหนาไม่สนใจถ้อยคำตอบนั้น กลับโยนตัวลงจากหลังม้า ก้าวตรงมาหา

“เคืองตานัก ข้าจะช่วยดู”

น้ำเสียงห้าวหาญอ่อนลงครู่ยามเอ่ยกล่าว นัยน์ตากลม หวานซึ้ง เปิดขึ้นเต็ม ขณะที่อีกฝ่ายบรรจงเป่า ละมุนละไม เอาเศษฝุ่นในดวงตาออก วินาทีนั้นเอง ที่พุดซ้อนสั่นสะท้านไปทั้งตัว เหมือนมีกระแสอะไรสักอย่าง แล่นไหล จากศีรษะไปถึงปลายเท้า ชาไปทั่ว และเหมือนจะลอยได้ ทั้งเนื้อตัวอ่อนระทดระทวย

เบื้องลึก ความกระสันที่เพิ่งปลดเปลื้องไปไม่นาน กลับปะทุรุนแรงจนยากจะหักห้าม

ทว่า ผู้ติดตามที่ดูอยู่ไกลๆ ห่างๆ ได้แต่มองมาอย่างนึกกังวล

เจ้าหล่อนกำลังถูกมนต์มหาระรวย!



คนเป็นลูกน้องมีหรือจะไม่รู้ กิตติศัพท์เรื่องนารีของหมื่นหาญไม่ใช่ย่อย! เกือบๆจะเป็นคดีร้อนจนถึงผู้ใหญ่เพราะ เมียของคนอื่น ก็เคยมาแล้ว ขอเพียงแค่ต้องตา หมื่นหาญจะใช้ทุกวิถีเพื่อเอามา โดยไม่สนหัวนอนปลายเท้า ไม่สนด้วยว่าเป็นลูกเขาเมียใคร

ยิ่งเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน... ยิ่งง่ายที่จะช่วงชิง!

และง่ายที่จะเขี่ยทิ้ง โดยปราศจากปัญหาข้อเรียกร้องในภายหลัง

ทว่า ที่เป็นปริศนาคาใจ คือ ทำไมหญิงทุกคนที่เวียนวนมาพบพานกับหมื่นหาญ กลับไม่มีผู้ใดเลย ที่จะขัดขืนด้วยความไม่เต็มใจ

“มึงไม่รู้รึไอ้เสน ท่านหมื่นเคยบวชเรียนกับขรัวตาพุ่ม” พระ ที่บ่าวในบ้านของหมื่นหาญอ้างอิง คือนักบวชที่ขึ้นชื่อลือชาด้านวิทยาอาคม “เรื่องตำราพิชัยยุทธ์ กูไม่รู้แน่ ว่าท่านหมื่นเชี่ยวชาญเพียงใด แต่ทางเสน่ห์ละ ช่ำชองนัก!”

คำอธิบายในคราวนั้น ตอบความสงสัยในใจได้เป็นอย่างดี

“แต่ทำเยี่ยงนี้ มิผิดครูดอกรึ วิชาอาคมเหล่านี้แม้ผูกพันได้ก็เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แต่เมื่อร่วมหลับนอนกับเขาแล้ว ก็พึงดูแลกันต่อไปจนเฒ่าแก่ จะทอดทิ้งได้เช่นไร”

“ผิดหรือไม่ ท่านชอบของท่านเช่นนั้น มึงจะมีปัญญาอะไรไปคะค้าน”

คนฟังในวันนั้น จึงได้แต่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า

เช่นเดียวกันกับในวันนี้!



เศษฝุ่นหลุดออกจากตา หากความรู้สึกบางอย่างกลับหลุดเข้าไปฝังแน่นในหัวใจที่กำลังเต้นแรงราวจังหวะกลองรบ

“เจ้าชื่ออะไร” หมื่นหาญถาม สายตาวางจับไม่ละลด

“พุดซ้อนเจ้าค่ะ”

“พุดซ้อน” ริมฝีปากหนาขยับ แย้มยิ้ม “ชื่องามสมตัว”

คนถูกชมหน้าร้อนเห่อ ข้างในออกจะระริกระรี้ หากขนบธรรมเนียมที่ครอบคว่ำแน่นหนา ทำให้ต้องแสร้ง เอียงอาย อีกฝ่ายเหมือนจะอ่านจริตออก จึงไถ่ถามต่อ

“เหตุใดจึงมาเดินลำพัง มิรู้หรือว่าโจรป่าอาละวาดหนัก”

“กำลังจะกลับเรือนเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นรึ” คิ้วโค้ง เข้ม เลิกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มติดริมฝีปากไม่คลี่คลาย แล้วผละจาก กลับไปยังคนสนิทของตน

พุดซ้อนเหวอที่จู่ๆ บุรุษตรงหน้าทำทีเหมือนเมินจาก อยากจะเอ่ยถาม ไยจึงไม่สนใจ แต่คนเพิ่งรู้จัก จะแสดงท่าทีอย่างนั้นคงไม่ได้

ทว่า หัวใจที่ร่วงวูบไปเมื่อครู่ กลับฟื้นคืนกลับมาใหม่ เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นด้วยพลังอำนาจกล่าว

“ไอ้เสน มึงคืนเรือนไปเสียก่อน กูจะไปส่งแม่พุดซ้อน แล้วจะตามกลับไปทีหลัง”

“ท่านให้กระผมตามไปด้วยไหมขอรับ”

“ไม่ต้อง” สายตาสื่อว่าตำหนิ

“ขอรับ”

สั่งความเสร็จ บุรุษร่างหนาใหญ่ก็ย้อนกลับมาหาหญิงสาว กล่าวถ้อยน่าฟัง

“ข้าจะพาเจ้าไปส่ง จับพลัดจับผลู หากมีคนคิดไม่ดีลอบฉุดคร่าหญิงงามเช่นเจ้าไป ก็น่าเสียดาย”

พุดซ้อนไม่ตอบรับ แต่ก็มิได้ตอบปฏิเสธ การพบพานที่อาจเป็นเพียง ความบังเอิญ จึงกลับกลายเป็น วิบากกรรม

วิบาก ที่แม้สมองจะลืมเลือน แต่หัวใจจะจดจำ

ทุกภพ... ทุกชาติ...

ไม่สิ้นสุด!




“ธรรมะ คือ ความจริง คือ สัจจะ ผู้ที่มีธรรมะ คือผู้ที่มีความจริงอยู่ในตน”

คำสอนของลุง จะว่าฟังง่ายก็ง่าย จะว่าฟังยากก็ยาก เหมือนจะเข้าใจได้ แต่อีกนัยก็ไม่อาจเข้าใจได้

“ความจริงคืออะไรครับ”

“ความจริงคือปัจจุบันและนิรันดร์ ความจริงคือการ มีอยู่ และไม่มีอยู่”

ธรรม์ทัพเกาศีรษะแล้วหัวเราะ ไม่เข้าใจเลยซักนิด คนเป็นลุงยิ้มจาง อ่อนโยน ทว่ารอยเสียงที่กำชับนั้นหนักแน่น

“จงอย่าได้ลืม! ในยามที่เทพเจ้ายืนตรงข้ามเจ้า ยามที่ความดีไม่อาจเป็นที่พึ่งพา ธรรมะ จะเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เจ้าพ้นภัย”

คำสอนที่ก้องดังในหัวยังแจ่มชัดราวกับเพิ่งฟังมาหมาดๆ และหากคำพูดของลุงเป็นจริง เวลานี้เอง คือเวลาที่เทพเจ้าและความดีใดๆ ไม่อาจเอื้อมมือมาช่วยเหลือเขาได้

ความมืดกลืนกินมากขึ้นทุกขณะ ร่างกายของขวัญข้าวเริ่มเลือนหายไปทีละน้อย

ธรรม์ทัพทำใจให้นิ่ง สงบ... ใคร่ครวญหาคำตอบ สัจจะคืออะไร

ในสถานที่พิลึกพิลั่น ผีร้ายถูกบิดหัวกลับหลัง และถูกควักลูกนัยน์ตา หากสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการไม่มีสัจจะเล่า... การเห็นผิดเป็นชอบ ความมืดบอดแห่งจิตวิญญาณ

ดวงปัญญาสว่างวาบ

เขาเป็นคนบอกขวัญข้าวเองไม่ใช่หรือ ว่าต้องทำใจให้นิ่ง จึงจะผ่านพ้นออกไปได้ หากจิตใจเข้มแข็งพอ ไม่มีทางที่มิติอันบิดเบือนนี้จะทำอันตรายได้

ทว่า รอยแผลที่ยังมีเลือดซึมตรงต้นแขนนี้เป็นหลักฐานชี้ชัด

ใจของเขานิ่งไม่พอ!

เขาเข้ามาในนี้โดยพกพาความโกรธแค้นและความเสียใจเรื่องอธิก์จนทำให้ภายในของเขาไม่มั่นคง จุดดำเพียงนิดเดียวที่เกิดขึ้น กลายเป็นช่องโหว่ที่ผีร้ายใช้โจมตี

ธรรมะ คือ ปัจจุบัน... ในช่วงเวลานี้ สภาวะที่ผันแปร

ธรรมะ คือ นิรันดร์กาล... ความไม่เที่ยงแท้อันแท้เที่ยง

ธรรมะ คือ การมีอยู่... สิ่งมายาที่ไขว่คว้าและยึดติด

ธรรมะ คือ การไม่มีอยู่... อนัตตา และปล่อยวาง

หนทางดับทุกข์ ก็แค่ ไม่ทุกข์!

ไม่ทุกข์... ไม่สุข...

ไม่ดี... ไม่เลว...

สัจธรรม...

เท้าที่เหยียบยืนนิ่งอยู่นาน บัดนี้ก้าวตรงไปด้านหน้า ข้ามเขตแดนประตูห้อง สู่ห้วงเวิ้งว้าง

กึก!

อากาศที่ควรจะโล่งและว่างเปล่า แรงโน้มถ่วงที่น่าจะดึงร่างเขาให้หล่นร่วงลงสู่มหานทีกรด กลับกลายเป็นวัตถุแข็งที่สามารถเหยียบได้มั่นคง

ดวงสว่างผุดจากด้านล่าง คล้ายกับฟองน้ำ ลอยขึ้นมาโอบล้อมตัวเขาไว้

ก้าวไป... ก้าวต่อไป...




อย่าไป! อย่าไปทางนั้น!

ขวัญข้าวตะโกนสุดเสียง ทว่า ไม่มีสุ้มเสียงใดๆ หลุดรอดออกมาจากปาก สรรพสิ่งรอบด้านเงียบกริบ เงียบจนหูอื้อ พุดซ้อนกับหมื่นหาญในเงาอดีตเดินเคียงกันไป ไกลออกไปเรื่อยๆ แม้เธอจะพยายามวิ่งตาม แต่ก็เหมือนคนวิ่งในน้ำ เชื่องช้า หน่วงหนัก

ภาพ ค่อยๆ พร่าเลือนเหมือนเงาในกระจกมัวๆ แล้วดับหาย เหลือเพียงความมืดมิดที่กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต วินาทีเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าวิ่งหนักๆ ก็ผ่านไปทางด้านหลัง!

สาวร่างบางหันขวับไปตามต้นเสียง แล้วสีหน้าก็ต้องซีดเผือด เมื่อเห็นรติมา! เพื่อนของเธอกำลังวิ่งพล่าน แต่ไม่ว่าจะหนีไปทางไหน ก็มีบ่วงเชือกหล่นลงมา หมายจะแขวนคอ!

ขวัญข้าวตะโกนเรียกเพื่อนสุดเสียง แต่อีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียงใดทั้งนั้น พอวิ่งไปหา กลับชนเข้ากับกำแพงแก้วใสที่กางล้อม

เพียงไม่ช้า บ่วงเชือกอันหนึ่งก็คล้องผลุบเข้าไปในหัวของรติมา แล้วกระตุกร่างท้วมๆ ขึ้นห้อยต่องแต่ง หญิงสาวถีบดิ้นทุรนทุรายกลางอากาศ มือทั้งสองข้างกำแน่นที่เชือกตรงคอ หน้าเขียว ตาเหลือก ปากอ้าพะงาบๆ

ขวัญข้าวกระหน่ำทุบกำแพงแก้วอย่างบ้าคลั่ง รติมาสะบัดตัวขลุกขลักอยู่เพียงไม่นาน มือและขาก็ห้อย นิ่ง คอตก ร่างนั้นหมุนช้าๆ ตามแรงบิดเกลียวของเชือก เหมือนต้องการประจานความอัปยศ ขวัญข้าวมองไล่ไปตามเส้นเชือก จุดสุดปลายสาย ที่ด้านบน อินทรเป็นผู้กำเชือกนั้น!

กรีดปากร้องเต็มเสียง แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความกลัว หากเป็นความโกรธ! ทว่า มัน ยิ้มเหยียด แล้วปล่อยเชือกในมือ ร่างของรติมาล่วงละลิ่วลงสู่ความมืดไร้ขอบเขตเบื้องล่าง จนลับไปจากสายตา

รวดเร็วดั่งสายฟ้า! มือหยาบกร้านพุ่งเข้าจับหลังศีรษะของขวัญข้าวกระแทกอัดใส่กำแพงแก้วเต็มแรง! หญิงสาวพยายามหันกลับไปทางอินทร สองมือสองเท้าปัดไป่เอาตัวรอด ทว่า ก็ไม่อาจต่อกร นิ้วที่แข็งเหมือนคีมคีบกดแน่นจนร้าวไปทั้งศีรษะ ขวัญข้าวคว้าเปะปะ จนจับแขนของมันได้ แล้วพยายามดึงออก แต่กลับกลายเป็นเนื้อเละๆ ที่หลุดร่อน เหมือนบีบมะม่วงสุก

อินทรเหวี่ยงร่างของเธอทิ้ง ขวัญข้าวเหินถลาล้มกลิ้งเหมือนนกที่บินด้วยความเร็วสูงแล้วถูกยิง หญิงสาวพยายามยันตัวเองขึ้น ต้องหนี! อยู่ไม่ได้แล้ว! แม้จะยังไม่รู้ว่าจะหนีไปที่ไหนก็ตาม

ผีร้ายก้าวย่างมาทางเธอเชื่องช้า แต่ละก้าวที่ย่ำมา เนื้อตัวของเขาก็แหวะออกทีละชิ้น ทีละชิ้น กองเผละคล้ายก้อนโคลน อวัยวะภายในทะลักไหล ไส้ยาวเฟื้อยหล่นพรวดเหมือนขดเชือก ริมฝีปากขยับ อ่านชัด

“ชดใช้มาสิ! ชดใช้มา!”

น้ำตา จากอารมณ์ไหนไม่รู้ เอ่อล้นอาบสองแก้ม ความตายมาจ่อประชิดติดพัน และถ้าหากหนีไม่พ้น...

“เอาร่างกายกูคืนมา! เอาชีวิตกูคืนมา!!”

ไม่ผิดจากที่ธรรม์ทัพเคยบอก นอกจากจุดประสงค์หลักอย่างการแก้แค้นแล้ว อินทรยังต้องการกลับไปมีชีวิต

และในขณะที่ คนอื่นๆ ไม่สามารถก้าวข้ามมิติแห่งความฝันเข้ามาได้ การฆ่าคนเหล่านั้นตาย จึงไม่อาจสร้าง time paradox  ในขณะที่เธอสามารถพาตัวเองเข้ามาสู่มิติแห่งนิมิต หากเธอตายในนี้ ตัวตนข้างนอกของเธอจะถูกลบ ก่อให้เกิดช่องว่าง

อินทรจะออกไปแทนที่!

เขาจึงไม่ได้ต้องการสิงร่างของเธอ

เขาต้องการมีตัวตนเป็นของตัวเอง!      

นับเป็นตัวตายตัวแทนโดยสมบูรณ์!!

ขวัญข้าวยันกายลุกขึ้นตั้งหลัก มือกุมท้องที่จุกจนเจ็บ เพียงแค่ยันร่างไว้ก็ใช้เรี่ยวแรงอย่างมากแล้ว แต่ ถ้ามัวแต่นอน ก็เหมือนรอความตาย

ธรรม์ทัพบอกว่าอะไร... ในความฝัน มีบางอย่างที่เธอสามารถควบคุม

“ถ้าคุณมีจิตใจที่มั่นคง ผมเชื่อว่าจะต้องมีอะไรสักอย่างที่คุณทำได้”

จิตใจที่มั่นคง

อินทรย่ำหนักๆ เต็มฝ่าเท้า แล้วเริ่มวิ่ง วิ่ง! เร็วขึ้น! เร็วขึ้นอีก! โผนเข้าหาหมายจะจัดการ ขวัญข้าวหลับตาสงบ

ไม่เจ็บ... ไม่ปวด...

ละลิ่วลง เหมือนใบไม้ที่ถูกปลิดขั้ว...




ร่างของขวัญข้าวที่ถูกพันธนาการเลื่อนออกจากใยสีดำที่รัดรั้งไว้ทีละน้อย และพอสายใยเส้นสุดท้ายสะบั้นขาด ธรรม์ทัพก็โผนเข้าไปรับเธอไว้ในอ้อมแขน

สาวร่างบางลืมตาช้า พอเห็นหน้าเขา ก็กอดแน่นเหมือนเด็กที่หวาดกลัวต้องการหาที่พึ่งพิง

ธรรม์ทัพตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นอาการของอีกฝ่าย ทว่า การที่ขวัญข้าวยังมีความรู้สึกใดๆ อยู่ นั่นก็ยังแปลว่า สติของเธอไม่ได้วิปลาส

ชายหนุ่มลูบศีรษะของคนในอ้อมแขนเบา พลางปลอบ

“ผมอยู่นี่ คุณปลอดภัยแล้ว”

หญิงสาวกดหน้าลงกับแผ่นอกของเขา ทว่าคนตัวสูงรู้ดี เธอเพียงแค่ต้องการ เช็ดน้ำตา พออาการสะอื้นค่อยคลาย หญิงสาวจึงผละออก สบตากับเขา มีถ้อยคำมากมายที่อยากจะพูด ทั้งเรื่องอธิก์ เรื่องอินทร เรื่องนิมิตอดีตชาติ แต่กลับพูดไม่ออก

“คุณยังไม่ต้องพูดอะไรตอนนี้หรอก เอาไว้เรากลับออกไปจากที่นี่ ค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย”

ถ้อยคำเรียบๆ ของธรรม์ทัพปลุกให้ขวัญข้าวเหลียวมองโดยรอบ บรรยากาศที่เคยเป็นสีดำสนิท บัดนี้กลับมีแสงสีขาวเจิดจ้า ภาพเบื้องหน้าทั้งหมดจึงกลายเป็นสีขาวดำ

และ เธอกับธรรม์ทัพไม่ได้อยู่บนพื้นดิน หาก นั่งอยู่กลางอากาศ และเบื้องล่างคือทะเลน้ำกรดที่มีไอเย็นยะเยือกลอยคลุ้ง ส่วนเหนือหัวขึ้นไป คือหินผาแข็งกระด้าง มีสัตว์ตัวมหึมา ใหญ่โตมโหฬารเท่าตึกสิบชั้น ลักษณะคล้ายค้างคาว เกาะขอบผา ห้อยหัว จับจ้องมาที่พวกเธอเป็นตาเดียว แต่ละตัวผอมโซ น้ำลายไหลยืดย้อย

อาหาร...

“ที่นี่ที่ไหน” เสียงเล็กๆ ถามเบา

“อืม” คนตอบขมวดคิ้วนิดๆ “นรก”

“ไม่ใช่ของจริงใช่ไหม”

“ผมไม่ค่อยแน่ใจ บางทีมิติเวลาอาจเชื่อมต่อกัน แต่คิดว่าพวกเรายังอยู่ในความฝันของคุณ”

“รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”

อสูรร้ายขยับเข้ามาแวดล้อมมากขึ้น บางตัวแลบลิ้นยาวเลียริมฝีปากแห้งๆ

“คุณพาพวกเรากลับออกไปจากที่นี่ได้ไหม”

ธรรม์ทัพเอ่ยถามคนข้างตัว พร้อมกับยืนขึ้น ขวัญข้าวที่ยังนั่งแปะแหงนมองเขา อึดใจหนึ่ง จึงพยักหน้า คนตัวสูงกว่ายิ้ม ยื่นมือให้

มือเล็กคว้ามือใหญ่ไว้อย่างมั่นคง

เศษหินจากด้านบนร่วงหล่นโปรยปราย สัตว์นรกถีบตัวเอง ทะยานพุ่งมายังทั้งคู่จากรอบทิศทาง

เปรี้ยง!

สายฟ้าฟาด ลากเป็นเส้นยาวแลลักษณะคล้ายรากแก้วของต้นไม้ พุ่งตรงลงมายังคนทั้งสอง สัตว์นรกทั้งหมดที่โจนทะยานเข้าหา ต่างถูกอสุนีบาตฟาดกระเด็นกระดอนหล่นลงทะเลกรด ย่อยสลาย

ทุกอย่างหายวับ แสงสว่างสีขาวสูญสิ้น บรรยากาศทั้งหมดกลายเป็นสีดำสนิทดังเดิม

มีเพียงเสียงคร่ำครวญระงมในดินแดนแห่งความตาย




ขวัญข้าวยังจำเรื่องที่ป้าต้อยเล่าให้ฟังเมื่อหลายปีที่ผ่านมาได้ เกี่ยวกับภพภูมิในนรก

“ตอนหนุ่มๆ คุณตาท่านเป็นคนหัวรั้น ไม่เชื่อเรื่องผี วันหนึ่งได้คุยกับเณรเกี่ยวกับการทำบุญงานตานก๋วยสลาก ว่าสามารถอุทิศให้แก่เปรตได้ ท่านไม่เชื่อ เลยเกิดการท้าทายกันไปมา สุดท้ายเณรเลยบอกว่า ถ้าอยากรู้ว่าเปรตมีจริงรึเปล่า ให้เอาข้าวต้มมัดผูกกับไม้กวาดทางมะพร้าว แล้วขึ้นคร่อม เดินรอบโบสถ์สามรอบ จากนั้นก็ก้มมองลอดใต้หว่างขา จะเห็นผีเปรต คุณตาท่านเลยรับคำท้า คืนนั้นก็จัดแจงทำทุกอย่างตามที่เณรบอก พอวิ่งไปได้หนึ่งรอบ ก็เริ่มได้ยินฝีเท้าไล่หลัง คุณตาหน้าซีด ใจเต้นโครมคราม พอวิ่งได้รอบสอง ทนไม่ไหว หันกลับไปดู ก็เห็นผีเปรตตัวสูงเท่าต้นตาลกำลังวิ่งตามหลัง ยื่นหน้าเข้ามาหา จะเอาข้าวต้มมัดที่ผูกติดปลายไม้กวาด คุณตาท่านเลยร้องลั่น วิ่งจ้ำอ้าวกลับบ้าน ผีเปรตก็วิ่งไล่ตาม เพราะคุณตาท่านถือไม้กวาดติดมือไปด้วย พอกลับถึงบ้านก็ขับไข้ไปหลายวัน เลยต้องไปทำบุญขอขมา”

แม้เรื่องเปรตที่ป้าต้อยเล่าให้ฟัง จะชวนให้ขนลุกอยู่บ้าง หากเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับสิ่งที่เธอเห็นเมื่อครู่ ความสยดสยองที่ผ่านมาทางผัสสะทั้งห้า ติดตรึงยากจะลบเลือน

ไม่น่าเชื่อเลยว่า สัตว์นรกเหล่านั้น ครั้งหนึ่งจะเคยเป็นคน!

อากาศเย็นๆ จากเครื่องปรับอากาศแผ่กระจายลงมาแตะต้องผิวกาย ขวัญข้าวและธรรม์ทัพกลับมายังโลกปัจจุบันในสภาพสะบักสะบอม

ห้องดับจิตยังคงเงียบสงบเหมือนเมื่อตอนก้าวเข้ามา แต่สิ่งที่อึกทึกอยู่ภายใน คือความคิดคำนึงว่า อธิก์ตายแล้ว เป็นไปตามคำทำนายของนักพยากรณ์ตาบอด

จากห้า... เหลือเพียงสี่

อินทรทำสำเร็จ!



ออกจากห้องดับจิต ตรงไปยังหน้าห้อง ICU ผ่านสายตาผู้คนที่มองดูด้วยความประหลาดใจ บนพื้น ริมทางเดิน น้านารีกำลังร้องไห้ สะอึกสะอื้น หน้าตาแดงก่ำ น้ำตาไหลราวกับจะไม่มีวันหยุด ปากเอาแต่พร่ำเรียกชื่อลูกชายของตน โดยมีนายแพทย์หนุ่มยืนสลดอยู่ด้านหลัง

อธิก์ตายแล้ว... ตายในสภาพที่ถูกแหวกกึ่งกลางลำตัว ท่ามกลางความตกตะลึงของทีมแพทย์ สภาพศพที่แทบจะเหลือเพียงชิ้นเนื้อ น่าสยดสยองเกินกว่าผู้เป็นแม่จะทนดูได้

อธิก์ตายแล้ว... ตายทั้งที่ชีวิตของเขาอยู่ในมือเธอ

ขวัญข้าวเซลงนั่งบนม้านั่ง ยกมือปิดหน้า ธรรม์ทัพเองอยากจะปลอบโยนเธอ ทว่า สิ่งที่เขาทำได้ในเวลานี้คือการนิ่ง และเฝ้าข้างๆ เท่านั้น ในช่วงเวลาอันเศร้าโศกที่สุด คนเราอาจต้องการความเงียบมากกว่าสุ้มเสียงใดๆ

ลมเย็นๆ รินรดต้นคอ กลิ่น... ที่คุ้นเคยแตะจมูก

ธรรม์ทัพเหลียวกลับ เงาเลือนรางคล้ายภาพพร่าไหวบนผิวน้ำคืออธิก์ปรากฏห่างไปทางด้านหลัง ดวงหน้าซูบซีด อิดโรย อธิก์จะไปแล้ว สู่การเดินทางครั้งสุดท้ายของชาติภพ

“ขอบใจนะ” เสียงที่หลุดออกมา ทั้งที่ไม่เปิดปาก ดังชัด มีเพียงธรรม์ทัพที่ได้ยิน

แม้จะอาลัยอาวรณ์ตามความรู้สึกโดยธรรมชาติของมนุษย์ หากสติตัวเดียวเท่านั้น ที่ทำให้เขายอมรับสัจธรรมความเป็นจริงได้


                หลับเถิดเจ้า... ในฟากฝัน อันนิรันดร์

                                วางเถิดเจ้า... ใจโศกศัลย์ อย่าแบกไว้

                                ไปเถิดเจ้า... อย่าห่วงหา หรืออาลัย

                                อย่ามัดใจ ไว้ในโลก อนิจจา ฯ             


ใบหน้าคมสันพยักเบาให้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อบอกถึงการรับรู้ นัยน์ตาสงบ ล้ำลึกเหมือนทะเลสาบอันสุดหยั่ง

อธิก์ยิ้มบาง... รอยยิ้มที่คล้ายกับรอยยิ้มของเด็กทารก แล้วเลือนละลาย ละม้ายกลุ่มควันที่ถูกสายลมพัดพา สลายจนหมดสิ้น

ไม่มีแล้ว...

ไม่มีอีกแล้ว...



>>>โปรดติดตามตอนต่อไป



Create Date : 23 มกราคม 2560
Last Update : 24 มกราคม 2560 3:03:53 น. 3 comments
Counter : 524 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
ตื่นเต้นมาก
อย่าให้รอนานนะจ๊ะ


โดย: sakeena IP: 183.89.214.12 วันที่: 24 มกราคม 2560 เวลา:15:35:17 น.  

 
คุณรักดีกำลังจะกลับไปนั่งประจำการหลังเวิร์ดไวๆนี้ค่ะ
รบกวนรอสักครู่นะคะ

/me วิ่งไปตามจิกต้นฉบับ...


โดย: ploy666 IP: 27.130.62.171 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:6:57:58 น.  

 
สวัสดีครับคุณ Sakeena
ิทิ้งช่วงนาน หายหลอนแล้วมั้งครับ (ฮา)
วันนี้อัพตอนใหม่แล้ว อย่าลืมไปอ่านนะครับ


...............


พี่พลอย <<< มีฝ่ายตามจิกต้นฉบับเป็นของตัวเองนี่สบายจริงๆ (หุหุ)


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:19:38:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.