Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
25 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๓.สิเน่หาราคี)









เกริ่นนำ


มาพบกันอีกแล้วนะค้าบทุกคน
ทีแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะให้จบภายใน ๒๕ บท
แต่ดูจากข้อมูลของเรื่องแล้ว ไม่รู้จะไปไกลกว่านั้นรึเปล่า
เพราะมาถึงบทที่สามแล้ว ยังปล่อยเรื่องออกมาได้แค่นิดเดียว
นี่ยังไม่นับพาร์ทย้อนอดีตอีกบานตะไท (Cry cry!)
ยังไงก็ตามอ่านกันไปนานๆ นะครับ ฮ่า ฮ่า

งั้น ไปมาร่วมลุ้นกับขวัญข้าวดีกว่า ว่าจะเจอกับอะไรอีก
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามกันอยู่นะค้าบ

-ณนณ-



......................

ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๓ สิเน่หาราคี

www.go2writer.com


เปรียวยังคงนอนซุกร่างเปลือยเปล่าใต้ผ้าห่ม ช้อนแพขนตาหนาปรือมองผ่านกระจกที่เปิดม่านทิ้งไว้ เพราะอยู่บนคอนโดมิเนียมสูงใจกลางกรุง จึงทำให้เห็นทิวฟ้ายามเช้าอันโพ้นไกลและยอดตึกสูงต่ำหลั่นลด มันไม่เพียงแต่สวย หาก... ถึงขั้นตกหลุมรัก

ที่ไหนมีแสงสีงดงาม มีความทันสมัยและสะดวกสบาย ที่นั่นย่อมเป็นที่ของเธอ

เตียงนอนอุ่นๆ กับห้องสุดหรูนี้ แม้จะไม่ใช้ชื่อเธอเป็นเจ้าของ หากโดยพฤตินัยแล้ว เธอคือผู้ครอบครอง

เสียงกุกกักดึงให้เธอพลิกตัวตะแคงกลับอีกด้าน ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มละไม เอ่ยทัก

“ตื่นเช้าจังนะคะ”

บุรุษวัยสามสิบที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำกำลังเช็ดผมเปียกหมาดๆ ผินหน้ามอง เขาตัวสูง โปร่ง ผิวขาว หน้าตาทันสมัย เหมือนพวกนายแบบ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น นัยน์นิลสีดำล้ำลึกดุจวาวตาเสือที่ดุดัน ลึกลับ และรุกเร้า ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดให้สาวเล็กสาวใหญ่ อยากลองทอดกายให้เขาเล้าโลม

จะว่าไป เธอก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยนี่นะ

ความรู้สึกรัญจวนป่วนปั่น คล้ายๆ กับมีพายุลูกย่อมๆ ก่อขึ้นกลางกายยามเมื่อพบเขาครั้งแรก ยังตราตรึงในใจไม่รู้หาย

หวาม... ไหว...

และไม่ผิดกับรูปลักษณ์อันร้อนแรง ยามรสรักหวานล้ำชโลมอาบบรรจถรณ์ เขาทั้งตะกรุมตะกราม ดุร้าย ไม่ต่างจากสัตว์ป่าหิวโซ ยิ่งเติมเชื้อ เพลิงก็ยิ่งโหมลุก ยากจะดับ ทุกอณูกายตื่นรับผัสสะซ่าน

และเมื่อคีตกามสิ้นสุด ทุกอย่างก็กลับสู่สภาวะอึมครึม เหมือนฟ้าที่อั้นฝน

ราวกับคนละคน มิใช่คนเดียว...

“แปดโมงครึ่งแล้ว พี่มีประชุมตอนสิบเอ็ดโมง เปรียวไม่มีธุระที่อื่นหรือ”

แม้น้ำเสียงคนพูดจะเรียบ หากคนฟังกลับรู้สึกราวถูกตำหนิ

“เปรียวนัดเพื่อนไว้ที่อยุธยาค่ะ จะไปซื้อของเก่าเข้าร้านกัน” เจ้าตัวพูดเบา แต่ปลายเสียงยวนเย้า “พี่กุมภ์เองก็ไม่น่ารีบ เหลือเวลาอีกตั้งหลายชั่วโมง”

นอกจากพูด เปรียวยังยกไหล่ขึ้น ผ้าห่มผืนบางเลื่อนหล่นลงนิดหน่อย เผยเนินอกสล้าง ผิวสีน้ำผึ้งเนียน แม้จะไม่ขาวสะอาดตามสมัยนิยม แต่ใครได้สัมผัส ก็ยากจะควบคุมอารมณ์เบื้องลึกไม่ให้พลุ่ง

“ไม่เห็นมีใครบอกว่าจะไปอยุธยา”

ได้ยินอย่างนี้แล้ว ไม่รู้ว่าควรจะน้อยใจ อารมณ์เสีย หรือหึงหวงดี เพราะ ใคร ที่เขาพูดไม่ได้หมายถึงคนที่นอนตรงนี้ หากเป็นคู่หมั้นของเขา

เพื่อนสนิทของเธอ!

ขวัญข้าว!

“ทำอย่างกับพี่ไม่รู้จักยัยขวัญ ต่อให้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดไหน เขาก็เก็บไว้กับตัว ไม่พูดไม่บอกกับคนอื่นหรอกค่ะ” และเพราะอย่างนี้ไง ถึงยัยนั่นจะสวย แต่ไร้เสน่ห์!

ในขณะที่เธอนั้น พราวไปเสียทุกเรื่อง ทั้งการทำงาน การสังคม หรือกระทั่ง การมุ้ง

ฉะนั้น ต่อให้วันนี้เธอเป็นแค่นางบำเรอชั้นดี เอ๊ะ หรือควรจะเรียกชู้รัก... แต่วันข้างหน้าก็ไม่แน่

และเพื่อสิ่งที่ดีกว่า แม้จะมีเรื่องให้ต้องขุ่นมัวบ้าง ก็ควรถือว่าเล็กน้อย อย่าเอามาใส่ใจจนต้องพลาดปลาตัวใหญ่ซึ่งกำลังตอดติดเหยื่อ ที่ควรทำจึงเป็นการยิ้มและรอคอย... รอคอย วันที่จะได้หัวเราะทีหลัง!

แม้วิถีชีวิตของเธอกับกุมภ์จะแตกต่างกันบ้าง แต่เธอยอมรับกับตัวเองว่า เขาจะเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของเธอได้

ด้วยอำนาจ และเงินทอง

“เอาเถอะค่ะ” เปรียวเอ่ย เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่พอใจ “ไว้เปรียวจะช่วยคุยกับยัยขวัญ ให้เขาแบ่งปันความรู้สึกกับพี่มากกว่านี้”

กุมภ์ตีสีหน้ายุ่งยากใจ แม้จะคับข้อง ทว่าต้องยอมรับคำพูดของเปรียวโดยดุษณี

ถึงจะหมั้นหมายเหนี่ยวรั้งกายของขวัญข้าวเอาไว้ได้ แต่ดูเหมือนหัวใจนั้นจะหลุดลอย

เลือนๆ... รางๆ...

พร่าพรางในกระแสแห่งกาลเวลา

ขวัญข้าวแสดงออกทุกอย่างชัดเจน กระทำกับเขาเช่นน้องสาวกับพี่ชาย ที่ไม่เข้าใจมากสุดคือตัวเขาต่างหาก รู้ทั้งรู้ ทำไมยังรัก...

เหมือนมีอะไรติดค้าง

“ไม่ต้องหรอก” เขาสรุป “ไว้พี่คุยกับขวัญเขาเอง”

“เหรอคะ... เปรียวแค่อยากจะช่วย เห็นพี่กุมภ์ไม่มีความสุข เปรียวก็ไม่มีความสุขไปด้วย แต่ถ้าพี่ว่างั้น เปรียวก็เคารพการตัดสินใจของพี่ค่ะ”

ชายหนุ่มเข้ามานั่งใกล้ เอนกอด ประทับริมฝีปากลงหน้าผาก

“เปรียวรักพี่กุมภ์นะคะ”

คนฟังยิ้มนิดนึง คนบอกรักรอ... รอฟังคำหวานคำนั้นที่เขาไม่เคยเอ่ยเอื้อนสักครา และสุดท้าย ก็ไม่ได้ยิน

“ไปแต่งตัวเถอะ พี่ต้องไปแล้ว”



“โชคดีจริงจริ๊ง ที่รู้ข่าวเร็ว วันก่อนเพิ่งมีพวกฝรั่งขอให้ช่วยหาโต๊ะเครื่องแป้งโบราณ ฉันลองโทรฯ ไปตามเบอร์ที่แกให้มาแล้วนะ เขามีอยู่สองสามตัว น่าจะมีที่ถูกใจบ้างล่ะน่า”

สาวร่างท้วมหลังพวงมาลัยรถคุยจ้อ ขณะที่ขวัญข้าวซึ่งนั่งข้างคนขับ ได้แต่ยิ้มและตอบรับเท่าที่จังหวะจะอำนวย ไม่รู้รติมาเอาแรงมาจากไหน ถึงได้พูดเป็นต่อยหอยตั้งแต่ออกจากบ้าน จนป่านนี้เข้าเขตอยุธยายังไม่หยุด

“เอ้อ!” คนพูดทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “เดี๋ยวขากลับฉันคงต้องแวะเติมน้ำมันก่อน แกมีแบงค์พันไหม ห้าร้อยก็ได้ วันนี้รีบออกบ้าน ไม่ได้พกเงินสด ถอนแล้วจะเอามาคืน”

ขวัญข้าวยิ้มรับคำเบาๆ หากภายใต้รอยยิ้มนั้น บอกตัวเองชัด

ไม่เคยคืนสักครั้ง!

ครั้งนี้ก็คงไม่ได้คืน!!

รติมาเป็นเพื่อนที่ดีในหลายๆ เรื่อง ยกเว้นเรื่องเงินๆ ทองๆ

รติมามีเหตุผลหลายอย่างในการอธิบายกับเธอว่า เหตุใดเธอจึงควรจ่ายเงินเพื่อเพื่อน และเหตุใดเพื่อนจึงไม่เคยมีเงินมาจ่ายเพื่อเธอ

อย่างค่าน้ำมันรถนี่ ไม่มีสักครั้งที่เธอขึ้นรถแล้วไม่ช่วยค่าใช้จ่าย มันเป็นความสมัครใจ แต่รติมากลับใช้วิธีพูดแบบ หาข้ออ้างให้เธอจ่ายไปก่อนแล้วสัญญาจะใช้คืน พอถึงเวลากลับตีมึน ทำลืม

แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คำโกหกก็คือคำโกหก

คนที่ไม่รักษาสัจจะวาจา จะรักษาอะไรในชีวิตได้!

ทุกครั้ง ขวัญข้าวจึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนโง่และโดนเอาเปรียบ

“ไม่มีเครดิตการ์ดเหรอ” ขวัญข้าวถาม

“มีน่ะมี แต่มันยุ่งยาก ต้องเซ็นนู่นเซ็นนี่ เกิดปัญหาขึ้นมาก็ต้องเสียเวลาอีก สู้ใช้เงินสดสบายใจกว่าเยอะ จ่ายครบก็ขับรถออกปั๊มได้เลย ไม่ต้องกังวล”

ขวัญข้าวจึงได้แต่ยิ้มบาง แล้วควักให้เพื่อนไป

“เส้นนี้น่ะ รถน้อย คนใช้ไม่ค่อยเยอะ ถ้าน้ำมันหมดกลางทางล่ะก็ลำบาก” รติมาเล่าเลื้อยเจื้อย ไม่สะกิดใจกับท่าทีอึดอัดของผู้โดยสาร “ตอนดึกๆ แถวนี้เปลี่ยวมากเลยนะ จำคดีปาหินใส่รถได้ไหม ที่เพิ่งออกข่าวสองสามวันก่อน”

“จำได้ น่าสงสารออก” ที่แย่ที่สุดคือ ไม่มีใครจับมือปาหินได้ด้วยนี่สิ

“แถวนี้แหละ” รติมาเล่าเพลิน “คนโดนกันเยอะ ที่เจ็บก็เยอะ ที่ตายก็มี แต่ถึงไม่เจอพวกแก๊งปาหิน แถวนี้ก็อุบัติเหตุบ่อยอยู่แล้วนะ ที่เราผ่านมาเมื่อกี้ไง ที่มีศาลเพียงตาเยอะๆ น่ะ เขามาทำเอาไว้ให้พวกผีตายโหง”

“ถึงว่าสิ”

ขวัญข้าวนึกภาพเส้นทางที่เพิ่งผ่านมาออก ป่ารกชัฏริมทาง ใกล้ๆ กับต้นตะเคียนใหญ่ผูกผ้าเจ็ดสีเก่าซีด ศาลเพียงตาถูกนำมาตั้งไว้เต็มไปหมด บางอันก็เป็นศาลพระภูมิเก่าที่เขาเอามาทิ้ง ตุ๊กตาช้างม้า ตุ๊กตานางรำ เกลื่อนกระจาย พวงมาลัยที่แขวนไว้ส่วนใหญ่แห้งเหี่ยว เครื่องไหว้ทั้งหมากพลู ขนม น้ำหวาน วางสุมๆ สกปรก

“พวกที่รอดเล่าว่าเห็นคนเดินผ่านหน้ารถแบบกระชั้นชิดบ้างล่ะ เห็นคนวิ่งไล่ตามรถบ้างล่ะ บางทีก็เห็นตาแก่ใส่ชุดขาวนั่งห้อยเท้าบนต้นตะเคียนถลึงตาใส่ก็มี จนบ้าๆ บอๆ กันไปหลายรายละ แต่คนที่ไม่เห็นผีแล้วสติแตกก็มีนะ”

“หือ... ได้ไง ก็ไม่เห็นผี... หรือว่าโดนสิง”

“คืองี้ ผู้ชายคนนั้นติดรถเพื่อนกลับบ้านตอนกลางคืน ขับกันมาดีๆ แต่ตอนผ่านศาลเจ้า คนขับดันไม่ยอมกดแตร เขาก็เตือนทำนองว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คนขับเลยท้า ‘ถ้าผีมีจริงให้มากดแตรเอง!’

“พอข้ามเขตมาสักระยะ คนขับก็เริ่มหน้าซีด แล้วจู่ๆ ก็ตะโกนโหวกเหวก หักพวงมาลัยเหมือนจะหลบอะไรสักอย่าง จนรถพุ่งชนต้นตะเคียนริมทาง ผู้ชายที่นั่งติดรถมาโดนกระแทกจนมึน พอตั้งสติได้หันไปมองคนข้างๆ เห็นเลยสิ... คนขับไม่มีหัว! พนมมือคว่ำหน้าทับแตร! ส่วนหัวน่ะ ขาดกระเด็นเข้าไปติดอยู่ในศาลเพียงตาใกล้ๆ เหมือนกับมีใครจับยัด!”

“เฮ้ย! เข้าไปได้ไง”

“ใครจะไปรู้”


รถยนต์เลี้ยวเข้ามาตามซอกซอยเล็กๆ ผ่านบานประตูรั้วไม้แบบโบราณ แล้วจอดเทียบใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ด้านหน้า เป็นเรือนไทยแบบโบราณ สวย เหมือนอย่างเรือนเครื่องสับที่เคยเห็น หากก็มีบางอย่างที่ดูแตกต่างจากเรือนไทยภาคกลางอยู่บ้าง คล้ายๆ ผสมสถาปัตยกรรมทางล้านนา โดดเด่นสะดุดตา... ใจ...

ขวัญข้าวลงรถ สายลมอ่อนพัดเบา ละม้าย ย้ำเตือนถึงความเคยคุ้น... ในดวงจิต...


แม้นแสนรัก ยังต้องพลัด ยังต้องพราย

มิอยากหาย ยังต้องวาย ยังต้องว่าง

มิอยากเลือน ยังต้องลืม ยังต้องลาง

มิอยากร้าง ยังต้องห่าง บนทางจร ฯ


หญิงสาวนิ่งมอง ต้นลีลาวดีสีขาวยืนต้นเหยียดกิ่งก้านหน้าเรือน ผลิดอกขาวสะพรั่ง ส่งกลิ่นอวลยวนเย้า บางดอกก็ร่วงหล่น อิงแอบแนบผืนหญ้าชอุ่มเขียว


ลาโรยโปรยร่วงแล้ว         ลั่นทม

เคยชิดแนบแอบชม          ชื่นใกล้

อวลหอมห่างขืนขม          ตรมไป่ มลายลา  

จำกลิ่นจรุงจิตไว้               บ่ให้ ลืมเลือน ฯ


รอไม่นาน ยังไม่ทันที่รติมาจะลงรถด้วยซ้ำ หญิงสาวในชุดผ้าซิ่นลายขวางกับเสื้อพื้นเมืองสีขาวก็ตรงมาหา

“คุณขวัญข้าวกับคุณรติมาใช่ไหมคะ คุณสร้อยทองรอบนเรือน เชิญค่ะ”

สาวร่างท้วมตามมาสมทบ ดูท่าทางตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น... ใต้ถุนด้านล่าง มี ของดี มากมายที่เจ้าตัวอยากได้

“หูย ถ้าไม่มาล่ะเสียดายแย่” รติมากระซิบบอกกับขวัญข้าว แล้วก็ทำหน้าเซ็ง “ว่าแต่ทำไมยัยเปรียวช้าอีกแล้วเนี่ย”

“รถติดมั้ง”

“รู้ว่ารถจะติด ก็ต้องเผื่อเวลาไว้สิ สายตลอด มันลืมรึเปล่าว่าพวกเราก็เป็นหุ้นส่วนเหมือนกัน ไม่ใช่ลูกน้อง! จะได้คอยทำงานงกๆ พอถึงเวลาก็แบ่งเงินเท่ากัน ใช้ไม่ได้เลย”

“งั้นติ๊ก็บอกเขาไปอย่างนี้สิ”

หากคราวนี้คนถูกย้อนส่งค้อนให้เบอร์ใหญ่

ริมฝีปากหยัก บาง ยิ้มอ่อน ขวัญข้าวรู้ดีว่ารติมาได้แต่บ่นแค่นั้นแหละ เพราะพอถึงเวลาจริง ก็ยอมทำตัวเป็นลูกไล่เสียเอง

รูปแบบความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดขึ้นแล้ว มันจารแน่น เกินกว่าจะแก้ไขหรือปรับเปลี่ยน

คงต้องปล่อยให้เลยตามเลย...

ริมบันไดทางขึ้นเรือน มีหิ้งตั้ง วางหม้อน้ำดื่มทำด้วยดินเผา ล้อมรอบด้วยกอเฟิร์น และมีกระบวยทำจากกะลามะพร้าวแขวนไว้ตรงที่ข้างๆ

“เอ๊ะ!” ขวัญข้าวร้อง ทำให้คนเดินนำหน้าหยุด

“มีอะไรหรือคะคุณ”

“แปลกใจนิดหน่อยน่ะค่ะ ปกติหม้อนี่น่าจะตั้งแถวประตูรั้วบ้าน ทำไมมาตั้งตรงนี้”

คนถูกถามไม่ได้สงสัยอะไรนัก คงคิดว่าคนถามเคยเห็นวัฒนธรรมแบบนี้มาจากไหนที่... แต่ นั่นแหละ ที่น่าสงสัย เธอเคยเห็นมาจากไหน

ฮ้านน้ำ... ไผเดินผ่านไปผ่านมา หิวน้ำ จะได้ดื่มกินให้ชื่นกายเย็นใจ

“เมื่อก่อนตั้งไว้ข้างนอกบ้านค่ะ แต่เดี๋ยวนี้ลำบาก เด็กมาเล่นทำแตกก็มี แล้วที่น่ากลัวกว่า เราไม่รู้ว่าจะมีใครแกล้งใส่อะไรลงไปไหม”

“น่าเสียดาย” สาวร่างบางบ่นงึม แต่ไม่แน่ใจว่าเสียดายอะไร

เสียดายที่ร้านน้ำนี้ไม่ได้ตั้งในที่ๆ ควรจะตั้ง หรือเสียดายที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป จนต้องระมัดระวังตัวแม้แต่จะทำดี


บนหอนั่ง สร้อยทองนั่งคอยท่าอยู่ก่อน หญิงวัยห้าสิบอยู่ในชุดผ้าไหมทั้งตัว โครงหน้าแม้ไม่จัดว่าสวยมาก หากมองแล้วให้รู้สึกเย็นใจ ร่างผอมๆ บางๆ ที่เหมือนจะปลิวลมนั้นดูน่าทะนุถนอม

พอเห็นผู้มาเยือนทั้งสอง สร้อยทองก็รีบต้อนรับ

“เห็นอาจารย์พิมลบอกว่า พวกหนูเปิดร้านขายของเก่าหรือจ๊ะ” น้ำเสียงคนพูดกระหนุงกระหนิงน่ารัก

“ค่ะ” รติมาตอบ รอยยิ้มผุดกว้างเต็มดวงหน้า “แต่พอมาเห็นของที่บ้านนี้แล้วหนูชักอาย ของที่ร้านยังไม่เยอะเท่าที่นี่เลยค่ะ”

เจ้าของบ้านหัวเราะ “ที่จริงยังมีข้างในอีกเยอะนะ คุณแม่ของป้าท่านชอบสะสม บางชิ้นซื้อเขามา บางชิ้นเป็นของเก่าตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด”

“ขายหมดเลยเหรอคะ” ขวัญข้าวถาม

“จ้ะ ลำพังตัวป้าคนเดียวก็อยากจะดูแลหรอก แต่ติดตรงลูกๆ เขาขอให้ไปช่วยเลี้ยงหลานที่เนเธอร์แลนด์ จะเป็นบ้าหอบฟางขนไปหมดคงไม่ดี เลยต้องขาย... ทานน้ำทานท่ากันก่อนไหม แล้วค่อยลองเดินดูของกัน”

“หนูขอดูก่อนได้ไหมคะ” รติมาชักกระตือรือร้น ดวงตาระยับ “เป็นพวกนิสัยไม่ดีน่ะค่ะ เห็นของโบราณแล้วตื่นเต้น อดใจไม่อยู่ อยากรู้อยากเห็น”

เจ้าของบ้านยิ้มแย้ม คงถูกใจคารมฉอเลาะ

“เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ แล้วหนูล่ะ” สร้อยทองหันมาถามขวัญข้าว “จะไปดูของกับเพื่อน หรือว่าจะคุยกันเรื่องแหวน”

ถ้าถามแบบนี้ แสดงว่าอาจารย์พิมลคงเกริ่นนำไว้ล่วงหน้าแล้ว

“คุยกันดีกว่าค่ะ ไม่อยากทำให้เสียเวลานาน”

พอได้คำตอบ เจ้าของบ้านก็จัดแจงให้สาวนำทางคนเดิมพารติมาไปเซอร์เวย์ของเก่า แล้วจึงมานั่งตั้งท่าคุยกับขวัญข้าวอย่างเป็นจริงเป็นจัง

“พูดไปก็จะหาว่าป้าขี้โม้ แต่แหวนวงนั้นเป็นสมบัติในตระกูลป้า ตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา”

“เคยได้ยินมาเหมือนกันค่ะ ว่าเป็นศิลปะยุคนั้น แต่ไม่ทราบประวัติ”

“แล้วหนูรู้อะไรเกี่ยวกับตำนานของแหวนทับทิมบ้างล่ะ”

ขวัญข้าวขุดคุ้ยความทรงจำขึ้นมา ความที่เป็นนักเขียนทำให้เธอมีคลังข้อมูลมหาศาล แต่ก็เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น

ตามตำนานที่เล่ากันปากต่อปาก เจ้าของแหวนวงนี้เป็นชายที่มีอาคมแก่กล้า แต่ใจบาปหยาบช้า มักใช้เวทย์มนต์คุณไสยไปในทางต่ำ อยู่มาวันหนึ่ง เขาหลงรักสาวงามของหมู่บ้านจึงเกี้ยวพาราสี ทั้งๆ ที่รู้ว่าสาวนั้นรักใคร่ชอบพอกับหมื่นแขวง พอหญิงไม่เล่นด้วย เขาจึงใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำ แต่หมื่นแขวงแก้ทางได้ วิชาเลยสะท้อนกลับเข้าตัว กลายเป็นคนคุ้มคลั่ง สติวิปลาส เที่ยวไล่ฆ่าชาวบ้าน หมื่นแขวงจึงตัดสินลงโทษด้วยการเผาทั้งเป็น! ก่อนตาย เขาบรรจุอาคมทั้งสิ้นลงในแหวนทับทิมประจำตัวพร้อมคำสาปแช่ง ให้ผู้ที่ครอบครองแหวนได้สิ่งซึ่งสมปรารถนา แต่ต้องแลกด้วยชีวิต! แล้วแหวนก็หายสาบสูญไป

หลังจากนั้น มีคนอ้างว่าตนได้ครอบครองแหวนวงดังกล่าว แล้วได้กลายเป็นขุนนาง แต่เพียงไม่นานเขาก็ป่วยตาย บางคนร่ำรวยขึ้นแต่กลับโดนฆ่ายกครัว บางคนสมหวังในรักแล้วก็ต้องประสบอุบัติเหตุอันพิลึกพิลั่น จนกลายเป็นตำนานเล่าขานที่โด่งดัง และมีคนมากมายต้องการมัน

“หนูเชื่อตำนานนั้นไหม” สร้อยทองถาม ดวงหน้าอมยิ้มเล็กน้อย

“ทีแรกไม่เชื่อค่ะ” ขวัญข้าวตอบตรง “ขวัญคิดว่าคงเป็นการเขียนตำนาน ของนักขายของเก่าที่พยายามสร้างสตอรี่เพื่อปั่นราคา แต่ตอนนี้...” นึกถึงนิ้วก้อยที่หายไปของอาจารย์พิมลแล้ว ก็รู้สึกเสียวแปลบที่ปลายมือ “ชักจะเชื่อขึ้นมานิดๆ เรื่องจริงเป็นยังไงแน่คะ”

“ก็คล้ายๆ กับตำนานที่หนูเคยได้ยินมา เพียงแต่เรื่องที่คุณแม่ของป้าท่านเล่าให้ฟังนั้นแตกต่างออกไปหน่อย ผู้ชายในเรื่องไม่ใช่ผู้มีคาถาอาคม เป็นแค่คหบดี ละบ้านลาเมืองจากทางเหนือมาตั้งรกรากที่อยุธยา แต่จู่ๆ ในหมู่บ้านมีคนตายประหลาด เขาเลยกล่าวหาว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นผีกะ หมื่นแขวงเลยตัดสินให้ประหารชีวิต”

“ผีกะ” คิ้วบางขมวดเบา “ที่คล้ายๆ กับผีปอบใช่ไหมคะ”

“จ้ะ คล้ายๆ ปอบตรงที่ชอบกินของสดของคาว แต่ผีกะเป็นผีทางล้านนา คนมีอาคมนิยมเลี้ยง เพราะเชื่อว่าให้คุณทางด้านมหาเสน่ห์ ขนาดที่ว่า คนเลี้ยงต่อให้ขี้เหร่แค่ไหน ถ้ามันเลียหน้า ก็กลายเป็นคนสวยคนหล่อหมด”

“เพิ่งเคยได้ยิน”

“ผีกะเป็นมรดกตกทอด ถ้าเลี้ยงแล้วเอาไปทิ้งไม่ได้ เลี้ยงไม่ดีปล่อยให้อดๆ อยากๆ ก็ไม่ได้ เพราะมันจะเข้าตัว ทำให้เจ้าของกลายเป็นครึ่งคนครึ่งผี”

“แล้วผู้ชายคนนั้น เลี้ยงผีกะไว้จริงรึเปล่าคะ”

“คุณย่าทวดปิ่นแก้วไม่เชื่อ... ท่านเป็นต้นตระกูลของป้าในยุคนั้นน่ะจ้ะ คุณย่าทวดย้ำกับลูกหลานตลอดว่าเป็นการใส่ร้าย ท่านเองกำลังจะเข้าเฝ้าเจ้านายเพื่อขอให้ช่วยชำระคดีนี้เสียใหม่ แต่พอดีเกิดสงครามเสียกรุงครั้งที่สองขึ้นก่อน เรื่องจึงระงับไป และไม่มีการกล่าวถึงอีก”

“เลยไม่มีใครได้รู้ความจริง...”

“ใช่จ้ะ ช่วงนั้นราชสำนักระส่ำระสาย ขุนนางแบ่งเป็นก๊ก พวกใครพวกมัน คนที่ทุกข์ยากก็เห็นจะเป็นประชาชนทั่วไป ที่ไม่ได้ใกล้ชิดเจ้านาย เพราะจะหาความเป็นธรรมจากใครก็ลำบาก พอเรื่องเป็นแบบนี้ ถึงไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องปล่อย คุณย่าทวดจึงออกตามหาแหวนทับทิมประจำตัว แต่หาไม่พบ จึงสั่งลูกหลานเอาไว้ หากใครเจอ ให้เก็บรักษา เพื่อรอเจ้าของที่แท้จริง”

รักษาเพื่อ... รอคอย... งั้นหรือ

...รอเถิดอ้าย จนวันที่เราได้พบกันอีกครา น้องจะเป็นผู้นำกลับคืน...

สั่นสะท้าน... วาบไหว... ในทรวงอก

“หนูขวัญหน้าซีดจัง เป็นอะไรรึเปล่า” เจ้าของบ้านถาม ท่าทางห่วงใย

“เปล่าค่ะ” หญิงสาวปฏิเสธ “เล่าต่อเถอะค่ะ”

สร้อยทองคงไม่เชื่อ แต่เพราะเจ้าตัวยืนยันอย่างนั้น จะคะยั้นคะยอมากนักก็ไม่ดี จึงกลับมายังประเด็นเดิม

“เราหาแหวนวงนั้นมาสองร้อยกว่าปีตามคำสั่งเสียของคุณย่าทวด แต่ไม่พบ แล้วจู่ๆ ก็มีคนเอามาขายให้คุณแม่ของป้าเมื่อไม่กี่ปีก่อน เหลือเชื่อใช่ไหมจ๊ะ ท่านเลยคิดว่า ใกล้จะได้เวลามอบคืนเจ้าของเดิมแล้ว แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครมาเอาแหวนวงนั้นไป คุณแม่ของป้าเริ่มเจ็บป่วย เพียงไม่นานก็เสียชีวิต แหวนจึงตกทอดเป็นมรดกม แต่ป้าคงไม่เก็บไว้หรอกจ้ะ มีคนมาติดต่อขอซื้อแล้ว ป้าคงขาย”

“เพราะอาถรรพ์สินะคะ”

“หนูขวัญอาจคิดว่าป้างมงายก็ได้ แต่เรื่องร้ายๆ ที่ป้าเจอมา มันเป็นยิ่งกว่าความบังเอิญ แล้วถ้าคำพูดของคุณย่าทวดเป็นจริง ว่าแหวนนี้มีเจ้าของ ป้าก็เชื่อว่า มันจะหาทางกลับไปสู่เจ้าของเดิมได้เอง”

แวบหนึ่ง ขวัญข้าวรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลยกับการตัดสินใจของสร้อยทอง เพราะเท่ากับขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ แต่เมื่อมองในมุมของเจ้าตัว ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา ที่ไม่อยากข้องเกี่ยวกับของที่อันตรายถึงชีวิต

แล้วใครคนนั้น... จะต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่...

“เห็นคุณสร้อยบอกว่า แหวนทับทิมเป็นสมบัติในตระกูล ถ้างั้นผู้ชายในเรื่องก็เป็นต้นตระกูลของคุณสร้อยด้วยสิคะ”

“เอ... จะว่ายังไงดีล่ะ” เจ้าของบ้านครุ่นคิด “ถ้านับกันตามศักดิ์ จะถือเป็นน้องชายของคุณย่าทวดก็ได้”

ขวัญข้าวเริ่มเวียนหัว ภายในเหมือนมีคีมอันใหญ่บีบแน่น

“ชื่ออะไรคะ”

...แม่หญิงใคร่รู้จักนามข้าฤา

...นามของเรา

ขวัญชีวาและสร้อยทองเอ่ยชื่อนั้นออกมาพร้อมๆ กัน!

“อินทร!”



>>>โปรดติดตามตอนต่อไป


______________________________

[หมายเหตุ* นิยายเรื่อง ฝนพรางฟ้า(ฉบับใหม่) อัพเดทสามที่นะครับ มีใน bloggang, dek-d, และ www.go2writer.com หากพบเจอที่อื่น แปลว่าโดนผีหลอกนะครับ เพราะตัวจริงไม่ได้อัพ ฮ่า ฮ่า... จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน]




Create Date : 25 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2559 5:18:23 น. 0 comments
Counter : 501 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
../viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.