Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
23 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๒.บุรุษในนิมิต)



ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๒ บุรุษในนิมิต


%e0%b8%9d%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2-02


เรือนทรงไทยประยุกต์ตั้งหลบในเงาไม้ หันหน้าออกไปทางแม่น้ำสายกว้าง แม้จะเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ แต่ร่มรื่นนัก คราวสายลมพัดผ่าน ใบไม้ก็ปลิดร่วง ร่อนสู่พรมหญ้าที่รอรับ

เด็กชายตัวเปี๊ยกไล่เก็บลูกหินลูกแก้วใต้ใต้ถุนบ้านอย่างเงียบเชียบ วันนี้ลุงมีแขก แม่กำชับมันนักหนาว่าเวลามีคนมาหาลุง ห้ามส่งเสียงรบกวน

“ของไม่ดีจะเข้าตัว”

แขนขาวที่คล้ำเพราะตากแดดเอื้อมหยิบลูกแก้วได้อีกลูกหนึ่งใกล้ๆ กับเสาเรือน มันเช็ดกับชายเสื้อ แล้วส่องขึ้นใกล้ดวงตา โลกในผลึกแก้วดูแปลกแตกต่างและบิดเบือนจนน่าพิศวง

พอเอาลูกแก้วออกให้พ้นครรลองนัยน์ เจ้าตัวเปี๊ยกก็เห็น... ตรงริมตลิ่ง มีเด็กหญิงยืนนิ่ง กำลังมองเหม่อไปยังอีกฟากฝั่ง

...แขกของลุงมีเด็กด้วยหรือ

ความฉงนสั่งให้มันสืบเท้าเข้าหา

“มาทำไร”

“ไม่รู้ แม่พามา” น้ำเสียงที่เอ่ยเอื้อนนั้นอ่อนหวาน หากเย็นชา และเจ้าตัวไม่มีทีท่าจะหันมามอง

“ชื่อไร”

“นายล่ะชื่ออะไร”

“ทัน” มันตอบ

“พี่ขวัญ”

“ขวัญยืนดูอะไร”

“ไม่ใช่ขวัญเฉยๆ ต้องเรียกพี่ขวัญ” น้ำเสียงเด็กหญิงติดจะหงุดหงิด “ฉันอยู่ปอสี่แล้วนะ”

“ทันอยู่ปอหนึ่ง”

“นั่นแหละ”

“ขวัญมาทำอะไรตรงนี้” ดูเหมือนเจ้าตัวเปี๊ยกจะไม่ยอมทำความเข้าใจด้วย

“อย่ารู้ดีกว่า” เด็กหญิงถอนหายใจ อ่อนระอา

เด็กชายมองหน้าเด็กหญิงก่อนจะผลักสายตาไปยังทิศทางเดียวกัน อีกฝั่งหนึ่งของลำน้ำสายนี้ ท่ามกลางป่ารกชัฏ ชายร่างสูงใหญ่ ผิวขาวซีด นุ่งโจงกระเบน เปลือยอกท่อนบน กำลังชี้นิ้วมาทางพวกเขา!

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” เด็กชายสงสัย

คนถูกถามหันหน้าขวับกลับมาทางเจ้าตัวเปี๊ยก เรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นบางๆ เปลี่ยนเป็นการบิดเกร็งเคร่งเครียด

“นายมองเห็น”

เด็กชายพยักหน้า เด็กหญิงตีสีหน้ายุ่งยาก ก่อนจะหันกลับทิศเดิม

“ความฝันน่ะ... ฝันร้าย... ฉันกลัว”

เจ้าตัวเปี๊ยกไม่รู้จะปลอบใจยังไง เลยเอื้อมมือเปื้อนๆ ของมันสอดจับมือของเด็กหญิง

“ความฝันไม่ใช่ความจริง พอตื่นก็ไม่มีอะไรแล้ว”

...ทัน...

กระซิบแผ่วแว่วเพรียก... เรียกหา... ภาพเด็กชายกุมมือเด็กหญิงกลับเลื่อยลอยถอยห่าง

..มีคนห้าคนยืนเหยียบประตูคนตาย ทันจะต้องเลือก ช่วย หรือ ไม่ช่วย..

นั่นเสียงของลุง... นักพยากรณ์ตาบอดที่ไม่เคยเห็นสิ่งใดผิดพลาด

“ธรรม์ทัพ!”          

ธรรม์ทัพลืมตาขึ้นจากนิทรา คำรามกร้าวยังก้องติดกระดูกโกลน ราวกับมีคนแหกหูเขาแล้วตะคอกใส่ ต้องปรับตัวอีกสักพัก กว่าจะได้ยินเสียงติ๊กๆ ของนาฬิกากังวานภายในห้องอันเงียบเชียบ

เข็มบอกเวลาเรืองแสงชี้ไปยังเลขสอง...

เขาเพียงหลับฝัน แล้วตื่นขึ้นมาแค่นั้นเอง...



ขวัญข้าวชอบออกมายืนตรงระเบียงห้อง มองฟ้าราตรีที่มืดมิดดั่งหยดหมึกแล้วปลอดโปร่งโล่งใจ

หากคืนนี้ หญิงสาวไม่คิด แม้แต่จะเยี่ยมหน้าออกไปมอง ไม่สิ... ตั้งแต่คืนที่ฝันร้ายหลอกหลอน เธอมักสะดุ้งตื่นตอนตีสองเป็นประจำ ด้วยอาการขนพองสยองเกลาอันไร้สาเหตุ

ความหวาดกลัว... ลึก... แน่น... สั่งให้เธอหลบเข้าห้องทำงาน ปิดม่านหนาหนักบังหน้าต่างกระจก สิ่งใดสะท้อนเงาได้ จะถูกขนย้ายออกไป ไม่ก็เอาผ้ามาคลุม

กลัวจะเห็นใครนั่งข้างๆ!

น่าขัน ทั้งที่เมื่อก่อน ป้าต้อยพร่ำบอก ทำไมเธอถึงไม่กลัว


“ตอนกลางคืน อย่าเปิดประตูออกไปเดินตรงระเบียงสิคะ เดี๋ยวจะโดนลมเพลมพัดเอา” ป้าต้อยทำหน้าจริงจัง

“ลมเพลมพัด โบกสะบัดพัดมาไวๆ รึเปล่าคะ” คนฟังถามไปถึงเพลงสันทนาการโน่น

“คุณขวัญนี่ก็ ชอบขัด!” ป้าต้อยค้อน “มันเป็นคุณไสยของพวกหมอผีน่ะค่ะ เขาจะปล่อยออกมาทุกคืนวันโกนกับคืนวันพระ ใครโดนแล้วจะป่วยไม่มีสาเหตุ คุณไม่อยากโดนก็อยู่แต่ในบ้าน กลางค่ำกลางคืนอย่าออกไปนอกระเบียง มันอันตราย”

“งั้นก็เหมือนเรื่องของเพื่อนขวัญน่ะสิ”

“คะ”

“เขาได้หอพักใหม่ แถวๆ รังสิต เป็นหอเก่ามีประวัติ เพื่อนๆ ก็พยายามห้าม แต่เพราะราคาถูก เลยดันทุรังเช่าจนได้ แล้วคืนแรกก็เจอดี อาบน้ำแต่งตัวอะไรเสร็จหมด ปิดไฟ กำลังจะนอน ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู ก๊อก! ก๊อก! เจ้าตัวลุกไปเปิด แต่นอกห้องไม่มีใคร ไม่ว่าจะคน หมา แมว มีแต่กลิ่นน้ำอบเย็นๆ พอจะกลับไปนอน เสียงเคาะก็ดังอีกล่ะ เป็นอย่างนี้ทั้งคืน

“ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ จากที่คิดว่าทนได้ก็ชักไม่ไหว เพราะโดนกวนจนไม่ได้หลับ เขาเลยตั้งใจว่า ถ้าคืนนี้มากวนอีก จะด่าให้ยับ แล้วก็เหมือนเดิม อาบน้ำแต่งตัว ปิดไฟเตรียมจะนอน เสียงเคาะก็ดังที่ประตู ก๊อก! ก๊อก! เขาวิ่งตึงๆ กระชากประตูเปิด แล้วตะโกนท้าให้คนเคาะเข้ามา พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงผู้หญิงตะคอกจากข้างในห้อง หลบกูสิ! กูอยู่ข้างหลังมึง!”

“คุณพระ!”

“คุณพระก็ช่วยไม่ได้มั้งคะ ผู้หญิงตนนั้น ห้อยพระเครื่องเต็มคอ”

“โอ๊ย! ป้าจะเป็นลม”

“เชื่อขวัญ อยู่ข้างนอกปลอดภัยกว่าเยอะ”


แต่ใครจะไปคิด ว่าเรื่องที่เคยเล่าจนแม่บ้านเก่าแก่กลัว จะย้อนกลับมาเขย่าขั้วหัวใจของเธอเอง

ขวัญข้าวขีดๆ ลากๆ ปลายดินสอลงบนกระดาษ นอกจากทักษะทางด้านการเขียนแล้ว เธอยังมีนิสัยชอบวาดรูปต้นแบบตัวละครในนิยายที่จะเขียนด้วย

อาจเป็นเพราะความสามารถนี้กระมัง ถึงได้มีนักอ่านบอกเธอว่า บางครั้ง พวกเขาก็เห็นคนในนิยายของเธอโผล่ออกมา

หากคราวนี้ อย่าว่าโผล่ให้ใครเห็นเลย แม้แต่เธอ ก็ยังร่างภาพไม่ออก

เห็น... แต่เลือนรางคล้ายมีม่านควันปกคลุม

ไม่เห็น... หากกระจ่างชัดในใจ


คลับคล้ายดั่งแสงดาว

สุกสกาวกลางโพยม

หลบเร้นยามเมฆโลม

พิรุณาพร่าอำพราง


กระดาษจำนวนไม่น้อยถูกขยำทิ้งกองรวมๆ กันไว้จนล้นตะกร้า ไม่มีแผ่นไหนเลยที่ใช้ได้ มีแต่รอยดำขยุกขยุย คงคล้ายๆ กับความคิดคนวาด ที่เริ่มสับสนเต็มแก่

วาดอะไร... คนในจินตนาการ หรือคนในความทรงจำที่ล่ามขังไว้แน่นหนา

ชื่อที่ติดแค่ปลายลิ้น... ริมฝีปากบางขยับเบาคล้ายจะเอื้อนเอ่ย

“นามของเรา”

“อิน...”

“คุณขวัญคะ”

เสียงป้าต้อยดังแทรก ขวัญข้าวสะดุ้งเฮือกจนเผลอขีดดินสอพรืด เสียไปอีกหนึ่งแผ่น

ช่างมันเถอะ ไม่ได้ก็ช่างมัน

“เข้ามาสิคะ” ขวัญข้าวอนุญาต

แม่บ้านเปิดประตู แง้มหน้าเข้ามาดู ยิ้มละไม

“วันนี้นัดคุณเปรียวกับคุณรติมาไว้ว่าจะไปดูบ้านเก่าที่อยุธยาไม่ใช่หรือคะ ไม่เตรียมตัวเดี๋ยวจะสาย”

“ยังไม่เช้าเลย”

“เจ็ดโมงแล้วค่ะ”

“หา!” ขวัญข้าวอุทาน “ตั้งแต่เมื่อไหร่”

ป้าต้อยแทรกตัวเข้ามาในห้อง เดินไปทางหน้าต่าง แล้วรูดม่านเปิด แสงตะวันทะลุลอดยอดไม้สาดเข้ามาภายในห้อง เช้าแล้วจริงด้วย แต่ทำไม เธอไม่รู้สึกตัวเลยล่ะ วาดรูปเพลินจนลืมเวลารึ... หรือว่าหลับใน...

“ปิดม่านไว้เลยหลงเวลามั้งคะ”

ป้าต้อยหาคำตอบให้ แล้วตรงไปจัดการภูเขาขยะลูกย่อมๆ ที่ขวัญข้าวทำเอาไว้ มือกร้านคลี่ก้อนกระดาษวาดรูปออก

“คุณวาดสวยขนาดนี้ ไม่เอาหรือคะ เสียดายแย่”

“ป้าอย่าแซวสิคะ ช่วงนี้ขวัญมือตก วาดไม่ออก”

“ไม่ได้แซวค่ะ คุณวาดสวยทุกรูป”

คนพูดยืนยันหลักฐาน กางกระดาษไว้บนโต๊ะ ใบหน้านวลลออซีดเผือด เบิกตากว้าง

ใช่... สวยทุกรูป

แต่เธอไม่ได้วาดสักรูป!

กระดาษทุกแผ่นที่ป้าต้อยเอามาวางตรงหน้าเธอ คือรูปสเก็ตช์ชายไทยโบราณ นุ่งโจง หน้าคม โดยเฉพาะดวงตานั้น... ดวงตาคู่งามลึกซึ้ง ที่ระอุด้วยไฟพยาบาท!

“ไม่สบายรึเปล่าคะ” ป้าต้อยถาม ขวัญข้าวเหมือนจะเป็นลมจริงๆ นั่นแหละ

“สบายดีค่ะ แค่ง่วงเฉยๆ”

“คุณนอนนิดเดียวนี่ สี่ชั่วโมงได้มั้ง สมควรจะง่วงหรอก” ป้าต้อยบ่น “ไม่ลองนอนเวลาปกติบ้าง”

“ตอนกลางคืนมันเย็น แล้วก็สงบดีน่ะค่ะ ตอนกลางวันเขียนหนังสือไม่ออก”

“นี่ถ้าคุณแม่คุณรู้...”

ขวัญข้าวหน้าเปลี่ยนสี ปรายตามองแม่บ้านเป็นเชิงเตือน

คนถูกมองกดลิ้นทันควัน รู้ตัวว่าชักพูดมากเกินไป รอยร้าว... ลาญลึก... ระหว่างแม่ลูกคู่นี้ เป็นเรื่องยากเกินความเข้าใจจริงๆ

“ป้าจะเตรียมอาหารเช้าไว้ให้นะคะ” ป้าต้อยเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไปพร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ” ขวัญข้าวบอก

ก่อนออกไป ปรายตามองรูปวาดที่ไม่มีคนวาดบนโต๊ะ

อยากทิ้ง... แต่กลับ ไม่กล้าทิ้ง



ด้วยความที่บ้านของขวัญข้าวอยู่ในเขตนอกเมือง เป็นเรือนสองชั้น แทรกตัวในสวนสงบ บรรยากาศโดยรอบจึงค่อนข้างเงียบเชียบ เมื่อมีรถยนต์เข้ามาภายในบริเวณ แม้จะอยู่ในห้องส่วนตัวก็ยังได้ยินเสียงชัด

ขวัญข้าวคว้ากระเป๋าถือ รุดลงบันไดรวดเร็ว ไม่อยากให้รติมารอนาน

หากคนที่วางท่าเขื่องหน้าบ้าน กลับเป็นคนที่เธอไม่ได้นัดไว้

และไม่อยากต้อนรับ!

“มึงจะให้กูเข้าไปดีๆ หรือจะให้กูกระทืบมึงก่อน อีแก่!”

“คุณขวัญไม่อยากพบคุณ เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ” ป้าต้อยยืนกรานเสียงแข็ง

ทว่า ผู้บุกรุกเงื้อมือหมายจะฟาดหน้าแม่บ้านรุ่นป้า ขวัญข้าวตะโกนลั่น

“หยุดนะอธิก์!”

ชายหนุ่มชะงักค้าง ดึงแขนกลับรวดเร็ว

มือบอบบางรั้งร่างแม่บ้านเก่าแก่ของตนอย่างอ่อนโยนให้หลบด้านหลัง ในขณะที่ตัวเองเผชิญหน้า

กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึก คลุ้งจากกายชายหนุ่ม

จากสภาพที่เห็น... คงถึงขั้นติด...

เขาเคยเป็นหนุ่มน้อยรูปงาม เป็นที่ปลาบปลื้มในหมู่เด็กสาวๆ หากเดี๋ยวนี้ แม้แต่ชุดแบรนด์เนมแพงๆ ก็ไม่อาจปกปิดความโสมม

แม้จะอายุยี่สิบ ทว่าชายหนุ่มยังวางตัวเป็นอันธพาล

สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ครบถ้วนกระบวนความในคนเดียว

ชื่อเสียที่สะสมกับความสม่ำเสมอในการทำชั่ว เล่นเอาตำรวจท้องที่ถึงกับชิน

คนที่เห็นดีเห็นงามด้วย มีแต่น้านารี แม่ของเขาคนเดียว

เธอคงไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปนานแล้ว ถ้า... ครึ่งหนึ่งในตัวเขา ไม่ได้มีเลือดของพ่อ!

“ฉันเคยบอกแล้วไง ว่าที่นี่ไม่ต้อนรับ”

“บ้านนี้ก็บ้านพ่อ” น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความท้าทาย

“ไม่ใช่!” ขวัญข้าวย้ำคำหนักแน่น “บ้านนี้ไม่เคยเป็นของพ่อมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

“ได้ไง ในเมื่อพ่อเป็นพ่อของพี่ ถ้าพี่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ พ่อก็ต้องเป็นเจ้าของด้วย ฉันมีสิทธิ์จะมาเมื่อไหร่ก็ได้ ในฐานะลูก”

อธิก์เน้นคำสุดท้ายหนักแน่น ราวกับต้องการใช้ปลายเท้าเหยียบขยี้หัวใจคนฟัง!


“พ่อไม่เคยไม่รักขวัญ” น้ำเสียงของพ่อสลด

“แต่สิ่งที่พ่อทำ มันไม่ใช่”

“ถึงอย่างนั้น พ่อก็ยังดูแลลูกได้”

“ไม่ได้” ขวัญข้าวยืนยันหนักแน่น “พ่อไม่มีทางดูแลขวัญได้ เพราะพ่อรักน้านารี กับนายอธิก์”

“พวกเขาอยู่ส่วนพวกเขา ลูกส่วนลูก”

“พ่อแบ่งหัวใจของตัวเองได้เหรอคะ... ในหัวใจ... พ่อแยกสิ่งต่างๆ ออกจากกันได้จริงเหรอคะ”

“พ่อ...”

“ความรักมันมีราคาที่ต้องจ่ายค่ะ เราต้องจ่ายตัวตนและความอยากบางอย่างที่อาจจะทำให้คนที่เรารักเสียใจ คำพูดจึงไม่มีน้ำหนักเท่าการกระทำ และสิ่งที่พ่อทำ คือการจ่ายราคานั้นให้กับพวกเขา!”


ขวัญข้าวกล้ำกลืนรสขื่นลงคอ... รสขมปร่าที่ได้รับ ก็แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต...

ใช่ว่า จะทั้งหมด

“ถ้ามีธุระก็พูดมา แต่ถ้าจะหาเรื่อง ฉันจะแจ้งความข้อหาบุกรุก”

ขวัญข้าวประกาศเจตนารมณ์ชัด อธิก์แค่นหัวเราะจากลำคอ กึ่งๆ เยาะ

“แจ้งจับน้องได้ลงคอเหรอ ห๊ะ! นี่น้องรักเชียวนะ!”

ไม่พูดเปล่า แต่มือยังระรานแตะต้อง ขวัญข้าวปัดออก ไว... แรง...

แววตาของอธิก์โลมไล้ไล่ตั้งแต่ศีรษะของเธอจรดปลายเท้า แล้วย้อนกลับจากปลายเท้ามายังศีรษะ แลบลิ้นเลียริมฝีปาก ยกยิ้มพึงใจ

ในอดีต เมื่อครั้งที่อธิก์เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มใหม่ๆ เขาลวนลามขวัญข้าวหลายครั้งหลายหน บีบสะโพกเธอบ้าง บีบหน้าอกเธอบ้าง บางทีก็ทำเสียงฟืดฟาดสูดดมเส้นผมของเธอและพูดจาเป็นทีแปลกๆ ชวนให้ขนลุก

ยิ่งเธอแสดงอาการขยะแขยง เขาก็ยิ่งเหมือนจะได้ใจรุกไล่เธอเรื่อยๆ

“จะลองดูไหมล่ะ”

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์กดหมายเลข

“พี่ทำตัวเป็นผู้หญิงน่ารังเกียจแบบนี้ประจำเลยเรอะ ถ้าไม่เห็นแก่ฉัน พี่ควรจะเห็นแก่หน้าพ่อบ้าง พ่อเพิ่งตายได้ไม่กี่ปีก็วางอำนาจบาตรใหญ่กับน้องแล้ว ถ้าพ่อรู้พ่อคงเสียใจมาก ที่มีลูกอกตัญญูแบบพี่!”

โทสะพรั่งขึ้นเต็มอก ความคิดร้ายๆ แล่นปราดเข้ามาบดบังดวงตาเสียครู่หนึ่ง

รีบสูดลมหายใจเข้าลึก กดข่มอารมณ์รุนแรงภายในลง เอ่ยเสียงแปร่งปร่า

“มีธุระอะไร รีบว่ามา”

“ตังค์”

“ไม่มี” คำพูดไปไวกว่าความคิด

“ใจดำฉิบหาย” ถ้อยผรุสวาทระคายหูคนฟังยิ่ง “ตัวเองก็รวย ผัวก็รวย เงินนิดๆ หน่อยๆ ทำไมจะแบ่งน้องไม่ได้”

“พูดจาให้ดีกว่านี้หน่อยเถอะค่ะ” ป้าต้อยแทรกอย่างอดไม่ได้ไหว

“เสือก!”

อธิก์คุกคาม แต่ขวัญข้าวชี้หน้า

“อย่านะนายอธิก์”

คนถูกสั่งยอมหยุด

“พี่น่ะเกิดมาสบาย พ่อแม่สะสมเงินทองไว้ให้ ไม่ต้องทำมาหากินก็มีสมบัติเลี้ยงตัวไปทั้งชาติ แต่ฉันนี่ ได้แค่เศษเงินน่ารังเกียจจากมรดกพ่อ ชีวิตโคตรจะเฮงซวย พี่ยังใจดำลืมพี่ลืมน้องลงคอ ไอ้ฉันก็อุตส่าห์นึกว่าพี่จะไม่เหมือนลูกเมียหลวงคืนอื่น ที่แท้แม่งก็ใจแคบเหมือนกันล่ะว้า”

อธิก์ใช้ไม้นี้ กับเธอหลายครั้ง และทุกครั้งก็ได้ผล เธอยอมตัดปัญหาด้วยการจ่ายเสียทุกครั้ง

หากคราวนี้ ต้องใจแข็ง

“อยากด่าก็ด่าไป”

“เฮ้ย!” ชายหนุ่มเท้าสะเอว “ฉันแค่ยืมหรอกน่า มีแล้วจะเอามาใช้”

“แต่นายไม่เคยมี” ...เลยไม่เคยเอาใช้

“อะไรวะ!” อธิก์ขึ้นเสียง “เอางี้ ฉันขอยืมห้าล้าน แล้วจะเอาที่ดินที่ไทรน้อยมาจำนอง”

ขวัญข้าวเกร็งหัวคิ้ว ที่ดินแถวไทรน้อย...

“นั่นมันสมบัติพ่อ”

“แล้วไง ทุกวันนี้ไม่มีจะแดก จะให้กอดโฉนดลงโลงไปด้วยเรอะ”

“นายอธิก์!”

“เรียกชื่ออยู่ได้ รำคาญ! ว่าไง จะให้จำนองไหม ถ้าไม่ ฉันจะขายให้คนอื่นล่ะ”

ที่ดินผืนนั้นกว้างขวาง จัดสรรทำประโยชน์ได้มาก หากไอ้ถังเหล้าเคลื่อนที่นี่ คิดลงทุนลงแรงสร้างอะไรบ้าง ชีวิตก็ไม่อับจนหรอก

ถ้าปล่อยไปก็เสียดาย เอามาเก็บไว้ที่เธอก่อน วันไหนอธิก์กลับตัวกลับใจได้ ค่อยคืนให้เขาดีไหม

นั่นไง... ใจอ่อนอีกแล้ว

ถึงจะรังเกียจและขยะแขยงก็เถอะ แต่มันก็เหมือนมีอะไร... จากอดีตกาล...

“ฉันจะซื้อ”

อธิก์หัวเราะในลำคอ เย้ยเยาะ

“สันดานคนรวยจริงๆ ขนาดกับพี่น้องก็ต้องมีผลประโยชน์”

“แล้วจะขายไหม”

คนตัวสูงยักไหล่

“ทำไงได้ล่ะ ฉันไม่มีทางเลือกนี่ จะโดนรีดเลือดจากปูก็ต้องยอม” ถึงปากจะว่าอย่างนั้น แต่มือแบ กระดิกนิ้วเรียกทรัพย์

“วันนี้ฉันติดธุระ นายกลับไปก่อน แล้วฉันจะให้คุณกำพลติดต่อกลับไปอีกที”

“แน่นะ”

“อือ

ชายหนุ่มสบถสองสามคำ ฟึดฟัดกลับรถ ไม่พอใจหากต้องจำนน เพราะถ้าอาละวาดจะไม่ได้อะไรเลย

รถสปอตคันหรูกระชากตัวไวออกจากบ้าน ทั้งรวดเร็วและรุนแรงเป็นพายุ

“ป้านึกว่าจะมีเรื่องกันแล้ว” ป้าต้อยระบายลมหายใจยาว “เจอหน้ากันทีไร เมาทุกทีสิน่า ถ้าเขาทำอะไรคุณขวัญขึ้นมาจริงๆ เราจะเอาอะไรสู้คะ”

คำเปรยของแม่บ้านชวนให้คิด ในบ้านมีแต่เธอกับป้าต้อย ผู้หญิงทั้งคู่ หากอธิก์คิดระรานจริงๆ คงจะป้องกันตัวลำบาก

แต่ถึงอย่างนั้น ในใจลึกๆ กลับรู้สึก... ไม่มีวันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแน่ ละม้าย... บางสิ่งต้องการสงวนเธอไว้

เพื่อความตายที่พิเศษกว่า!

และโดยไม่มีใครเห็น บนชั้นสองของบ้าน ผ้าม่านซึ่งไหวพะเยิบเพราะแรงลมที่พัดต้อง ชายโบราณยืนนิ่งริมหน้าต่าง ทอดสายตามองทุกสิ่ง ตั้งแต่ต้น... จนจบ... แววตาวาวโรจน์จับจ้องอธิก์เป็นแม่นมั่น!

อีกไม่นานหรอก... ไม่นาน...

ทุกชีวิตจะถูกลากกลับสู่วงวน!





>>>โปรดติดตามตอนต่อไป

______________________________

[หมายเหตุ* นิยายเรื่อง ฝนพรางฟ้า(ฉบับใหม่) อัพเดทสามที่นะครับ มีใน bloggang, dek-d, และ www.go2writer.com หากพบเจอที่อื่น แปลว่าโดนผีหลอกนะครับ เพราะตัวจริงไม่ได้อัพ ฮ่า ฮ่า... จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน]



Create Date : 23 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2559 0:40:36 น. 0 comments
Counter : 441 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.