Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
3 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
ฝนพรางฟ้า (๑๙.คือฉัน คือเธอ)





ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๑๙ คือฉัน คือเธอ

-ณนณ-



นักศึกษาสาวจบใหม่คนหนึ่งเพิ่งได้งานทำเป็นนักเทคนิคการแพทย์ และได้รับสวัสดิการให้พักอาศัยในหอพักของโรงพยาบาลได้ แต่หอนั้นเป็นหอเก่า ไฟทางเดินติดๆ ดับๆ ยิ่งบริเวณโดยรอบปลูกต้นไม้ไว้หนาแน่น ยิ่งทำให้บรรยากาศเย็นเยียบและหม่นสลัวตลอดเวลา ทีแรกที่เห็น เธอไม่อยากพักอาศัยที่นี่สักเท่าไหร่ แต่ค่าเช่าถูกมาก เธออยากประหยัดในช่วงแรก จึงตัดสินใจเช่าไปก่อน ค่อยขยับขยายในภายหลัง

ในคืนแรก ทันทีที่เธอนอนหลับ ก็เกิดสิ่งแปลกประหลาดขึ้น เมื่อจู่ๆ เธอก็ได้ยินเสียงเคาะกระจกหน้าต่างดัง ก๊อก ก๊อก แต่พอลืมตา เสียงเคาะก็หายไป พอหลับอีก เสียงเคาะก็มาอีก เป็นอย่างนี้ทั้งคืน จนผ่านพ้นไปถึงสามคืน ก็ยังไม่มีวันไหนที่เธอจะนอนหลับได้อย่างเต็มตา มีแต่ความกลัวที่เพิ่มมากขึ้น เธอจึงตัดสินใจว่า เอาล่ะ ในคืนที่สี่นี้ เป็นตายร้ายดีอย่างไร เธอก็จะต้องหาที่มาของเสียงให้ได้ เพราะไม่อยากจะกลัวโดยที่ไม่รู้สาเหตุ

พอตกดึก เธอก็เข้านอนตามเดิม ครั้นเริ่มหลับ เสียงเคาะกระจกหน้าต่างก็ดังขึ้นอีก ทำให้เธอสะดุ้งตื่น แต่คืนนี้ เสียงเคาะนั้นกลับไม่ยอมหยุด มันยังดังก๊อก ก๊อก... ก๊อก ก๊อก... หญิงสาวจึงเดินตามเสียงนั้นไป แต่ยิ่งเข้าใกล้ กลับยิ่งออกห่างจากกระจกหน้าต่างมากขึ้น เพราะต้นเสียงนั้น มันออกมาจากกระจกเงา! และพอหญิงสาวหยุดยืนตรงหน้ากระจก เธอก็เห็นภาพตัวเองในนั้น ยืนคอหัก หัวเอียงห้อย กำลังเคาะกระจก อวดรอยยิ้มหวานฉีกกว้างถึงใบหูให้!!

คำถามคือ... ทำไม ผีในกระจกบานนั้น ต้องสะท้อนเงาของเธอด้วย!




ขวัญข้าวเปิดเปลือกตาขึ้นท่ามกลางความทมิฬมืด สรรพสิ่งรอบด้านไร้การเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงเบาๆ แผ่วๆ จากที่ไกลๆ คล้ายเสียงสายน้ำในลำธารเซาะซอกหิน อากาศเย็นจัดจนต้องยกแขนขึ้นกอดอก และตอนนั้นเอง เธอก็ได้รู้ว่าตัวเองไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นห่อหุ้มให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

จำได้... ว่าเมื่อครู่ เธอถอดเสื้อออกเพื่อจะส่องกระจกดูบาดแผลข้างหลังที่ลุกลาม

รวดเร็วเท่าความคิด สองมือลูบคล้ำไปยังด้านหลังของตัวเอง แต่ผัสสะที่ได้รับทำให้หนักใจสาหัส ภายในอกสะเทือนร้าวจนแทบจะกลั้นใจตาย ผิวหนังสากแห้งเหมือนรอยแผลไหม้ตกสะเก็ดยังลามทั่ว

ทว่า... ความเสียใจ ต่อให้มากล้นเพียงใด เธอก็ไม่มีเวลาจะจมกับมัน

กวาดมองรอบ นี่เธอคงหลุดเข้ามาในมิติแห่งความฝันอีกแล้ว!

สาวร่างบางยันกายลุก ไม่ว่ายังไง เธอก็ต้องหาทางออกจากสถานที่แห่งนี้

ธรรม์ทัพเคยบอก ตราบใดที่มันเป็นฝัน เธอยังพอมีทางจะทำอะไรได้บ้าง

ตั้งสติไว้ ขวัญข้าว... ตั้งสติไว้...

พลันนั้น! ทางด้านหลังของเธอ ก็เกิดเรืองแสงรำไรฉายส่อง เสียงเพรียกแผ่วเล็กๆ เป็นเสียงของผู้หญิง ละม้ายเสียงของแว่วสายลม

“ขวัญข้าว...”

หญิงสาวขนลุกซู่ เย็นวาบไต่ตามสันหลัง

หันกลับ สิ่งที่เห็นคือความอัศจรรย์พันลึก ดวงสว่างมากมายหลายสีผุดพรายขึ้นจากพื้นด้านล่างนับพันๆ ดวง ลักษณะเหมือนฟองสบู่ที่เรืองแสงได้ ลอยอ้อยอิ่งเหมือนโคมไฟในงานยี่เป็ง

ขวัญข้าวเพิ่งตระหนักว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนผิวน้ำ น้ำนิ่งใสราวกับกระจก ไม่เปียก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เดินหรือเหยียบก้าว ก็จะเกิดเป็นวงกระเพื่อมแผ่ขยายออกไป หนึ่งก้าว สองก้าว หญิงสาวหยุดตรงหน้าดวงสว่างดวงหนึ่ง เรืองๆ แสงสว่างชวนให้เคลิบเคลิ้ม

นิ้วเรียวยาวเอื้อมแตะ ดวงสว่างแตกโผละทีละดวง ทีละดวง และหมดทั้งพันกว่าดวง ก็กลายเป็นละอองสีทองเล็กๆ โปรยปราย กลายเป็นรูปร่างของบ้านเมืองและผู้คน

สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความรัก

และเป็นสถานที่ ที่จะเป็นจุดจบของความพยาบาท!




“มึงมันพวกปากพาจน อีลำดวน มีอย่างที่ไหน พูดอย่างนั้นต่อหน้าเจ้าตัว เป็นใคร ใครก็โกรธ มึงสิไม่ชอบหน้ามันเพียงใด แต่พึงรู้ไว้ อีปริกน่ะ มันรุ่นแม่”

พุดซ้อนเอื้อมเด็ดดอกมะลิสำหรับร้อยมาลัยพลางเทศนาญาติผู้น้อง

ไม่ได้ตั้งใจจะสอนให้มันมีศีลมีธรรม เพียงแต่อยากจะให้มันฉลาด รู้ว่าควรใช้ปากเวลาไหน

ไม่ใช่เสือกเขาไปทั่วจนโดนตบล้างน้ำมาแบบนี้!

“โธ่ พี่พุดซ้อนก็อย่าดุฉันนักเลย เมื่อเช้าท่านอินทรก็เพิ่งปรามไว้”

ชื่อ - ที่ตอนนี้ไม่อยากได้ยิน เมื่อดังเข้าหูก็ทำให้สีหน้าของพุดซ้อนตึงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอี้ยวมองสตรีร่างผอมกะหร่องข้างๆ ด้วยสายตาเด็ดขาด

ยามอยู่ท่ามกลางแสงแดด ผิวของลำดวนทั้งดำ ทั้งมัน ทั้งหยาบ

ไม่มีความงามเลยสักนิด

 “สมควร”

“แต่ฉันพูดเรื่องจริงนะพี่ ผู้หญิงดีๆ ที่ไหนล่ะจะมีหลายผัว มีแต่อีพวกหน้าด้านหน้าทนเท่านั้นแหละ”

เสียงแจ้วๆ ของลำดวนน่ารำคานเหลือทน แต่ที่ทำให้ดวงตาคู่งามเริ่มขุ่นคงเป็นเนื้อความคำเสียมากกว่า

ราวกับว่า... มันด่ากระทบ

แต่อย่างอีลำดวน วันๆ มันทำงานงกๆ หัวไม่ได้วาง หางไม่ได้เว้น คงยังไม่รู้ว่านางกับผัวของมันลักลอบสมสู่กันช้านาน

“พูดเยี่ยงนี้ มึงอิจฉามันมากกว่ากระมัง อย่างมึงหาผัวได้สักคนก็บุญนัก”

คนถูกว่าหน้าหงิกเป็นจวักตักข้าว แม้จะโดนดูถูกดูแคลนในรูปร่างหน้าตาเป็นประจำตั้งแต่เด็ก ทว่า ในหัวใจ นางไม่เคยชินสักครั้ง

การดูถูก... การเหยียดหยาม... ไม่ต่างจากน้ำกรดที่หยดลงหัวใจ

เชื้อสายอีพุดซ้อนก็ไม่ได้เด่นอะไรกว่ากู หน็อย! ทำกระแดะยกตัวเหนือกว่า

โถ อีดอกอุตพิต!

“ฉันก็ไม่ได้คิดว่ามีผัวเยอะมันจะไม่ดีนี่พี่ แต่แค่ว่าวิธีมีผัวเยอะๆ ของอีปริกมันไม่ดี”

“ไม่ดีอย่างไรล่ะ”

“ก็...” คนถูกถามขมวดคิ้วแน่น “เขาลือกันให้ทั่ว ว่ามันน่ะ ฆ่าผัวแรกของตัวเอง เพราะจะหอบเอาสมบัติมาอยู่กับชู้!”

มือเรียวยาวที่กำลังเอื้อมเด็ดดอกไม้ชะงักกึก เสียงที่เคยปล่อยผ่านๆ กลับกลายเป็นเสียงที่มีความสำคัญขึ้นทันใด

“มึงพูดจาเลื่อนเปื้อนเสียมากกว่ากระมัง”

“ไม่เลื่อนเปื้อนหรอก ใครๆ เขาก็รู้ ว่าผัวคนแรกของอีปริกน่ะ รักหลงมันขนาดไหน มีอะไรก็ประเคนให้หมดทุกอย่าง มีแต่มันเสียอีก ที่ชอบชม้อยชม้ายชายตาใส่ผู้ชายคนอื่น นิสัยแบบนี้จะไม่ให้คิดว่า มันเป็นคนผลักผัวมันตกน้ำตายได้อย่างไรเล่าพี่”

พุดซ้อนพยายามสงบอารมณ์ ควบคุมสีหน้าให้นิ่งเรียบ หากประกายตานั้นปะทุวาว

ความคิด ชั่ว แล่นวาบผ่านเหมือนสายฟ้า

“พี่พุดซ้อน” เสียงอีลำดวนเรียก “เป็นอะไรพี่ เหม่อเสียจริง มิใช่ว่าห่างท่านอินทรนานๆ แล้วจะคิดถึงอย่างนั้นดอกกระมัง”

สาวงามประจำตำบลตีหน้ายุ่งใส่ญาติผู้น้อง

“ยุ่งกับกูนักนะมึง”

“ก็ฉันเห็นว่าพี่กับท่านอินทรรักใคร่กลมเกลียว มีผัวดีๆ อย่างนี้ คิดถึงบ่อยๆ จะเป็นไรไปเล่า” ลำดวนหยอกแหย่โดยไม่รู้ความในใจของอีกฝ่าย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ “เอ... แต่ฉันก็ว่าแปลกนะพี่ ทุกครั้งฉันมิเคยเห็นท่านอินทรจะเอ็นดูสตรีใด มีแต่เพียงความเมตตาและเอื้ออาทรให้ หากก็ระมัดระวังที่จะไม่ให้ใครใกล้มากพอจะหักหาญน้ำใจพี่ แต่วันนี้...”

ลำดวนขยักไว้เหมือนไม่อยากพูด จนพุดซ้อนหมั่นไส้

“เอ็งจะบอกหรือไม่อีลำดวน!”

“ฉันไม่อยากพูดดอก พี่จะหาว่าฉันปากเสียอีก” ลำดวนยอกย้อน ก่อนจะแย้มความ “แต่เพราะเห็นว่าเป็นพี่นะ ฉันเลยกล้าพูด”

“เออ มึงว่าของมึงมา”

“เขาลือกันทั่วตลาด ว่าเมื่อเช้าท่านอินทรกับแม่หญิงจากกรุงศรีฯ เดินคลอเคลียกันกระหนุงกระหนิงในตลาด อย่างกับหนุ่มสาวกำลังพลอดรักกันอย่างนั้น ฉันเองก็ไม่ได้เห็นกับตา ยังมิอยากเชื่อว่าจะจริง แต่ถ้าไม่มีเค้ามูล ใครเขาจะเอามาพูดได้ล่ะ”

ราวกับน้ำมันราดลงบนกองไฟ ความอึดอัดคับข้องยิ่งทวีเป็นความโมโห

อินทร... ผัวนางคิดอะไรของเขาอยู่กันแน่

ทั้งที่ ตั้งใจจะพานางไปปากน้ำโพ

ทั้งที่ ไปเดินตลาดกับอีกาหลง!

มันคิดอะไรของมันกันแน่

หัวใจร้อนรุ่มอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พุดซ้อนมือสั่น จนดอกไม้ที่กำไว้แหลก

“พี่พุดซ้อนว่าท่านอินทรกับแม่หญิ...”

“หุบปากอัปมงคลของมึงเถอะ อีลำดวน กูคร้านจะฟัง”

สิ้นคำสั่ง ดวงหน้าดำหมองก็หงิกงอ ขมุบขมิบปากบ่นงึมงำ

สันดานแบบนี้ ทำไมมันได้ผัวดีนักก็ไม่รู้!

ผิดกับนางลิบลับ ที่ดันได้ไอ้ผัวขี้เมา วันๆ ไม่ยอมทำงานทำการ

แม้กระทั่งนางจะร่วมหลับนอนด้วย มันยังบ่ายเบี่ยง!

แรกๆ ข้าวใหม่ปลามัน มันยังขยันขันแข็งหรอก หยิบป้อนเพศรสให้แก่นางอย่างถึงอกถึงใจสม่ำเสมอ

แต่พอพ้นมาได้สักครึ่งปี จู่ๆ มันก็ผิดแผกจากเดิมจนน่าน้อยใจ ความคึกคักแปรเปลี่ยนเป็นความหงอยเงื่อง เสือกๆ ไสๆ แค่ให้พอพ้นตัวไป มิหนำซ้ำยังนานเป็นแรมเดือนกว่ามันจะปรารถนาในตัวนางสักหน

ถ้าไม่ใช่เพราะมันเป็นผัว เป็นคนที่นางหมายจะฝากชีวิตไว้ด้วย นางคงไม่อดทนมาจนถึงทุกวันนี้!

ยังไม่ทันหมดกระแสคิด ไอ้ชดก็ปรากฏตัว มันลัดเลาะออกมาจากทางเข้าสวน ค้อมศีรษะลอดใต้กิ่งไม้ พร้อมแบกจอบพาดบ่าตรงมา หน้าแดงแจ๋ เหงื่อโทรมจนตัวล่ำสันทัดขึ้นเงามันวับ

ไอ้ห่า! เมาอีกแล้ว!

“จะไปไหนพี่ชด”

ลำดวนตะโกนโหวกเหวกออกไปจนสาวข้างๆ สะดุ้ง หันขวับตาม ก็ทันแลเห็นไอ้ชดส่งยิ้มมาให้

พุดซ้อนชำเลืองดูน้องสาวที่กำลังเท้าสะเอว ท่าทางขึงขัง หน้าตาถมึงทึง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะสมเพช ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้ ผัวมันถึงเลือกที่จะมาปรนเปรอให้นางแทน

อีหน้าโง่!

“คืนเรือน” ชดตอบ

“คืนเรือน!” ลำดวนเอ็ด “เพลานี้น่ะรึ ไร่นาพี่ได้ดูแลมันบ้างรึเปล่า”

“กูร้อน!” คำตอบเสียงดังแทบเป็นตวาด “มึงนี่น่ารำคาญจริง ไม่หัดสงบปากสงบคำไว้บ้าง”

“มัวแต่อมสาก พี่ก็คงกลับไปเมาต่อที่บ้านตามเคยน่ะซี้! ทำไมไม่หัดทำตัวดีๆ เหมือนผัวคนอื่นเขา”

“อีลำดวน มึงพูดมากเกินไปแล้วนะ”

“พี่ชด!”

“พอทั้งคู่นั่นแหละ” พุดซ้อนที่ฟังอยู่นานเอ่ยขัด คนทั้งคู่จึงยุติ แต่ยังค้างอารมณ์กรุ่นๆ ดวงตาคมเข้มเป็นมันระยับปรายมองฝั่งเมียที ฝั่งผัวที แล้วว่า “มึงเอาดอกไม้ขึ้นเรือนไปเสียก่อนเถอะ อีลำดวน แม่กูรอนานแล้วกระมัง เดี๋ยวกูจะคุยกับไอ้ชดเสียหน่อย ท่านอินทรไหว้วานมา อยากให้ไปช่วยงาน”

ลำดวนกระฟัดกระเฟียด ไม่พอใจ แต่ขัดไม่ได้

“พี่ชด ถ้าว่างนักก็ไปทำงานที่เรือนท่านอินทรเสีย จะได้เบี้ยมาใช้จ่ายบ้างดอก ให้พอค่าเหล้าที่พี่ดื่มทุกวัน!”

พูดจบ สาวผิวคร้ามก็เดินลงส้นตึงตัง ไอ้ชดพ่นลมหายใจแรง ก่อนจะหันมาหาพุดซ้อน ปรับสีหน้าให้ยิ้มหวาน นางยังคงวางท่านิ่งขรึม

“ท่านอินทรมีอะไรใช้ข้ารึ แม่พุดซ้อน”

“มิใช่ผัวข้าดอก” พุดซ้อนตอบง่าย พลางเดินเข้าไปชิดกาย จนกลิ่นหอมจากเรือนผมกระทบฆานผัสสะของชดให้ใจหวาม “ข้าต่างหาก ที่อยากจะไหว้วานเจ้าเสียหน่อย”

“ไหว้วานงานใดหรือ หากเป็นเอ็ง ข้าทำให้ได้ทุกอย่าง”

ริมฝีปากบาง สีสดคล้ายกลีบกุหลาบคลี่ยิ้ม แพขนตาหนาปรือมองยั่วเย้า

มือเรียวบางเอื้อมแตะบนต้นขาของไอ้หนุ่มหน้าซื่อ ก่อนจะไล้ลูบมาหยุดตรงกึ่งกลางกาย นวดเฟ้น เคล้นเบา จนอีกฝ่ายสะท้านสุดตัว ลมหายใจขาดห้วง

“งานชำนาญของเอ็งอย่างไรเล่า ชด”




การเดินทางไปยังเมืองปากน้ำโพเป็นไปตามกำหนดการที่วางไว้ กาหลง พุดซ้อน และนังแย้ม นั่งอยู่ในเกวียน มีอินทรเป็นสารถี ส่วนหมื่นหาญกับไอ้เสน และทหารคนสนิทอีกสองคน ขี่ม้าคอยคุ้มกัน บ่าวไพร่ที่เหลือขับเกวียนสัมภาระและเดินติดตามมาด้วยเป็นขบวนยาว

ทีแรก กาหลงอดหวั่นใจไม่ได้ เพราะเกรงจะมีเรื่องมีราวระหว่างพี่ชายตนกับอินทร แต่จนแล้วจนรอด ทั้งสองก็ยังคงแสดงความเป็นสหายกันได้ดี แม้อุปนิสัยจะไปคนละทางก็ตาม จึงค่อยคลายกังวลลงบ้าง และเมื่อขบวนสินค้าเลียบไปตามริมน้ำก่อนเข้าถึงเมืองปากน้ำโพ ได้เห็นความกว้างใหญ่ไพศาลของบ้านเมืองและผู้คนด้วยแล้ว กาหลงก็เผลอลืมเลือนความกังวลจนหมดสิ้น ตื่นตาตื่นใจแทน แม้แต่พี่แย้มเอง ยังคอยชี้ชวนให้ดูด้วยความเบิกบาน

คนหน้าง้ำ อมสาก ก็เห็นจะมีแต่พุดซ้อนเพียงผู้เดียว

“ดูนั่นสิเจ้าคะแม่หญิง แม่น้ำสองสี”

พี่แย้มชี้ชวนออกไปทางด้านนอกซึ่งมีแสงแดดบางๆ สาดส่องลงมาจากฟ้าสีสด กาหลงจึงมุดออกมานอกหลังคาเกวียน ชะเง้อชะแง้ดูให้ถนัดตา

อินทรแอบอมยิ้ม รู้สึกเหมือนกับว่า มีน้องสาวตัวเล็กติดสอยห้อยตามมาด้วย

แม่น้ำเจ้าพระยากว้างใหญ่ไพศาลเต้นระยิบระยับอย่างกับจะยั่วล้อ สายนทีกว้างมีสองสีแบ่งแยกกันชัดเจน

ดูเอาเถอะ แม้แต่แม่น้ำสองสียังรวมสายเป็นหนึ่งเดียว และกลายเป็นแม่น้ำสายหลักอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาได้ แต่คนที่มีเลือดสีแดงเหมือนกันแท้ๆ บางคราวกลับไม่อาจอยู่ร่วมโลก!

“งามเหลือเกินจ้ะพี่แย้ม หากมิได้มาคงเสียดายแย่” กาหลงรำพึงรำพัน

“นั่นซี ข้าก็เคยบอกเจ้าอย่างนั้น”

อินทรเอี้ยวกลับมาหลิ่วตาให้ หากคนถูกมองกลับร้อนและชาทั่วหน้า ผิวผุดผ่องซับสีเลือดฝาดระเรื่อ ใจเต้นกระตุก

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ ว่าสายน้ำเจ้าพระยาช่วงที่เราเห็นนี้ คือจุดบรรจบกันของแม่น้ำถึงสี่สายเชียวนะ”

“หรือคะ”

“ดูฟากกระโน้น ที่ลิบๆ สายตานั่น” ท่อนแขนล่ำสัน แข็งแรง เหยียดตรง ชี้ไปยังจุดที่ไกลๆ บนผิวน้ำที่เป็นพรายประกายระยับ “น้ำสีแดงขุ่น มาจากลำน้ำยมและลำน้ำน่าน ส่วนฝั่งที่เห็นเป็นสีเขียวๆ ใกล้เรานี้ มาจากลำน้ำปิงและลำน้ำวัง”

“กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ มิน่า ถึงเจริญรุ่งเรืองนัก”

“เหอะ อย่างไรก็ไม่เท่ากรุงศรีอยุธยาของเราดอก” หมื่นหาญที่ขี่ม้าเคียงกันมา ค้านขัดเสียงดัง “ของดีๆ งามๆ โอ่อ่าก็ล้วนแต่ไปยังนครหลวงของเราทั้งสิ้น ไฉนเลยหัวเมืองเยี่ยงนครสวรรค์จะสู้ได้”

คนเป็นน้องนึกอยากตำหนิพี่ชายเดี๋ยวนั้น นิสัยช่างขัดคอคนอื่นและชอบยกตนข่มท่านของหมื่นหาญมักทำให้เรื่องสนุกๆ กลายเป็นน่าอึดอัดอยู่หลายคราว

และ... ที่เจ้ากาหลงนึกห่วงใยมากที่สุด คงจะเป็นน้ำใจของคนนำเที่ยวอย่างอินทรเสียมากกว่า

แต่บุรุษตัวสูง สง่า กลับร่วมหัวเราะเปิดเผยไปกับพี่ชายของนางได้

“ท่านพูดมิผิดดอก อย่างไรเสียกรุงศรีอยุธยาก็เป็นราชธานีอันรุ่งเรืองที่สุด แต่กระนั้น ประวัติศาสตร์ของเมืองพระบางนี้ก็หาใช่จะไร้ความสำคัญเสียทีเดียว” คำพูดนั้นติดจะใจเย็น ละมุนละไม ราวกับกระแสน้ำอันชื่นใจ “ที่นี่เป็นเมืองหน้าด่านสำคัญในการทำสงครามปกป้องบ้านเมืองหลายครั้งหลายครา อย่างเมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ทางเมืองหลวงก็ได้ส่งกองทัพเรือมาต้านรับข้าศึกที่เมืองปากน้ำโพนี่เอง แต่น่าเสียดายที่ต้านทานไม่ไหว”

“ใช่สงครามช้างเผือกหรือเปล่าคะ”

คนถามทำตากลม โต หากคนตัวสูงที่มองดูได้แต่แปลกใจ

“เจ้ารอบรู้เหลือเกินนะ แม่ญิง”

“น้องข้ารู้หมดทุกเรื่องล่ะ ท่านอินทร เว้นแต่เรื่องของนางเอง”

กาหลงค้อนใส่พี่ชาย แต่คนขับเกวียนหัวเราะเบา ประกายตาแจ่มกระจ่าง

“รอบรู้เยี่ยงนี้ก็ดีนะท่าน เรื่องของเรา บ้านเมืองเรา หากไม่ศึกษาค้นคว้าให้แตกฉาน จะคอยให้ใครมาบอก”

ความคิดอ่านของอินทรทำให้กาหลงรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวูบวาบบังเกิดในกลางใจ ไม่ใช่บุรุษทุกคนจะยอมรับความสามารถของอิสตรี

ท่ามกลางสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิง... ต่อให้เก่งกาจสักเพียงไหน ย่อมถูกกดเอาไว้เสมอ

ทว่าอินทร เขาไม่ใช่คนที่จะเหยียบย่ำ

หากแต่... เขาจะยกชู...

ความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ - กาหลงมิอาจรู้เลยว่า มันจะนำพาภัยใหญ่หลวงมาให้ในวันหน้า

“ที่บนเขาใหญ่ๆ ลูกโน้น” คนตัวสูงยังคงชี้มือไปทางเขาสูงชันไกลๆ “เรียกว่าเขากบ มีวัดที่พระมหาธรรมราชาที่หนึ่งในราชอาณาจักรสุโขทัยพิมพ์รอยพระบาทประดิษฐานไว้ด้วย... เจ้ารู้จักพระนามฤๅไม่ กาหลง”

สาวตัวบางร่างเล็กเอียงคอ หัวคิ้วเบียดเข้าหากันนิดเพราะไม่แน่ใจ อินทรจึงยิ้มใจดี บอกใบ้

“แล้วหากเอ่ยพระนาม พญาลิไท เจ้าพอจะคุ้นขึ้นบ้างไหม”

ปมคิ้วที่ขมวดคลายออก ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม

“พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง ใช่หรือไม่คะ”

อินทรพยักหน้า “ใช่เช่นนั้น”

กาหลงเองยิ้มอย่างสดใส ไม่ปั้นท่านิ่งอย่างทุกที

ความเป็นธรรมชาติ ไม่ประดิษฐ์ ไม่ปั้นแต่ง และ ไม่งามตามกรอบขนบ กลับกลายเป็นสิ่งที่ตรึงสายตา

หาก อากัปกิริยาทั้งปวงของสองคน ทำให้นางพี่เลี้ยงรีบสะกิดผู้เป็นนายให้กลับเข้าใต้ร่มเกวียน กาหลงเองพอได้สติก็รีบมุดเข้ามาตามคำแนะนำของพี่แย้ม พยายามเกลื่อนรอยยิ้มของตนให้เป็นอื่น

บางอย่าง... ต่อให้รู้สึกแค่ไหน ก็ไม่ควรแสดงมันออกมา

จำต้อง ปิดบัง ซ่อนเร้น

เหมือนเมฆฝนอำพรางท้องฟ้า


เสียงหัวใจ สะท้อนไป สะท้อนมา

คล้ายเสียงหยด ของน้ำตา น่าใจหาย

เก็บซุกซ่อน ก็กร่อนกิน จนสิ้นอาย

ครั้นจะฉาย ก็อายสิ้น จนดิ้นแด

 ชำเลืองแลพุดซ้อน เมียของอินทรมองขุ่น ไม่พอใจ จึงหาเรื่องชวนถาม

“พุดซ้อนมิอยากเห็นด้านนอกบ้างหรือ สวยงามจริงๆ นะ”

คนถูกถามถอนใจออกมาพร้อมรอยยิ้มแข็งๆ รอยยิ้มที่ติดบนปาก แต่ไม่พิมพ์ประทับไว้ในดวงนัยน์

“แม่หญิงกาหลงชมไปเถอะค่ะ ข้ารู้สึกมิค่อยดีเท่าไหร่ อยากจะนั่งพักเงียบๆ”

อินทรที่เงี่ยหูฟังจากทางด้านนอกรีบเอ่ยถาม มิทันให้ขาดความเสียด้วยซ้ำ

“เจ้าเป็นอันใดฤๅ พุดซ้อน”

“น้องมิเป็นอันใดมากมายนักดอกค่ะ พี่อินทรอย่าห่วงเลย รีบเร่งขบวนเข้าเมืองเถิด จะได้ไม่เสียการงานของท่าน”

“อ้าว ทำไมอย่างนั้น การเดินทางจะสำคัญกว่าคนเดินทางได้อย่างไร” คราวนี้เสียงที่แทรกกลับเข้ามากลายเป็นเสียงห้าวเข้มของหมื่นหาญไปเสีย “ข้าว่าเรายั้งขบวนกันสักครู่ก็ได้นะท่านอินทร เผื่อแม่พุดซ้อนได้ลงมาเดินข้างนอกบ้าง อาจจะทุเลาเบาคลายขึ้น”




น่าเบื่อ! น่าเบื่อ! น่าเบื่อ!!

พุดซ้อนหงุดหงิด หวดกิ่งไม้เข้ากับยอดพุ่มดังเควี้ยวควับ ตัดใบไม้กระจุย หงุดหงิดที่ผัวเอาอกเอาใจหญิงอื่นมากกว่านางซึ่งเป็นเมีย

และขัดใจที่อยู่ใกล้หมื่นหาญถึงเพียงนี้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสเขาอีกหน

กามรสยังติดตรึงแน่นที่กลางใจ นึกถึงคราใดผิวกายก็ร้อนระริกถึงรอยสัมผัส

นางโหยหา ปรารถนา และอยากจะเติมเต็มอีก แต่ดูเหมือนหมื่นหาญ จะลืมเลือนนางไปเสียแล้ว

ไม่ว่าจะของเก่าของใหม่ ไม่มีอะไรเป็นใจให้นางสักอย่าง!

ทั้งหงุดหงิด ทั้งน่าเบื่อ จนต้องเร้นมาหลบในที่ลับหูลับตาคนสักพัก เพื่อสงบอารมณ์ เพราะเกรงว่าการวางตัวนิ่ง งาม ในสายตาคนอื่นที่นางประดิษฐ์ไว้ จะเสียหายเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบ

ยิ่งเฉพาะเมื่อต้องเทียบกับอีกาหลง จะต้องนิ่งและงามให้มากกว่า!

สำหรับนางแล้ว แค่เป็นเอกมันไม่พอ

คนอย่างอีพุดซ้อน ไม่ต้องการให้ใครขึ้นมาเทียบแข่งรัศมี!!

คิดแล้วกระทืบเท้าปึงปังระบายโทสะ ฉับพลัน! เสียงกระแอมเบาก็ดังขึ้นทางด้านหลังจนพุดซ้อนสะดุ้ง หันขวับ บุรุษเบื้องหน้าคือขุนนางหนุ่มตัวสูงใหญ่ที่นางเพิ่งสิเน่หาถึง

หัวใจเต้นแรง พองโต

หากอีกใจ ก็เกิดละอายที่ถูกจับได้ว่านางกำลังหัวเสีย

“เจ้าโมโหใครรึ ทำไมถึงลงกับแม่ธรณี”

“ข้ามิควรให้ท่านเห็นกิริยาไม่งามเช่นนี้เลย” พุดซ้อนหันหนีหลบไปอีกทาง แต่ก็หวังใจเต็มเปี่ยมว่ายอดชู้จะเอ่ยเอื้อนคำหวานเป็นน้ำทิพย์ปรุงใจ

หาก สิ่งที่นางได้รับกลับเกินคาดหมาย มืออุ่นร้อนของหมื่นหาญอ้อมมาจากทางด้านหลัง ตะโบมดอกปทุมตูมเต่ง ริมฝีปากหยัก ผ่าวร้อน งับเบาตรงติ่งหู

พุดซ้อนเคลิบเคลิ้ม ล่องลอย อารมณ์ขุ่นมัวก็พลันสว่างสดใส

“พอเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวมีใครมาเห็นเข้า” นางครางแผ่ว ลมหายใจกระชั้น

มือซุกซนของหมื่นหาญอยู่ไม่สุข ยังคงเล่นเรื่อย

“ช่างปะไร ยิ่งกลัวจะมีคนอื่นเห็น ข้ายิ่งปรารถนาในตัวเจ้ามากกว่าเดิม”

เจ้าของไหล่หนาจับร่างบอบบางของพุดซ้อนหันกลับมาประจันหน้าต่อหน้า ลมหายใจประสานลมหายใจ

“เจ้ามิรู้ดอกว่า หลังจากวันนั้น ข้าทรมานแค่ไหน”

คืบร่างแนบชิด มีเพียงผืนผ้านุ่งกีดกั้น

“เจ้าเล่าพุดซ้อน ลืมค่ำคืนของเราแล้วรึ”

คนถูกถามส่ายหน้า หมื่นหาญเชยคางนาง แล้วประทับจุมพิต ดูดดื่มจนแทบจะกลืนกิน

ละม้าย จะลืมสิ้นทั้งโลกา

ลืม... จนไม่ทันระวังตัว ว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองผ่าน

สายตาของไอ้เสน!




แม้จะไม่รู้สึกอะไร แต่น้ำตาใสๆ กลับไหลรินอาบสองแก้ม ภายในอกสะเทือนแปลกๆ

ภาพทั้งหมดที่เห็นทำให้ขวัญข้าวเริ่มเข้าใจอินทรขึ้นมาบ้าง

ความรัก เพราะความรักตัวเดียว ที่ทำให้ผู้ชายดีๆ คนหนึ่ง กลับกลายเป็นวิญญาณพยาบาทที่แสนน่ากลัว

ถ้าเขาไม่รักผู้หญิงอย่างพุดซ้อน เขาอาจจะไม่เป็นอย่างวันนี้

แค่ไม่รัก จะไม่ทุกข์

“ทุกข์ ไม่ใช่เพราะรัก แต่เพราะไม่รักต่างหาก”

เสียงทุ้มห้าวประกาศกร้าวคัดค้านมาจากทางด้านหลัง ภาพอดีตจากละอองสีทองร่วงพรูลงเบื้องล่างจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดมิด ขวัญข้าวหันกลับไปยังต้นเสียง พลางก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ

อินทรยืนจังก้า สภาพร่างที่ถูกไฟไหม้จนเกรียม แววตาคุกคาม และรอยยิ้มเหยียด ล้วนแล้วแต่ทำให้ความกล้าหาญที่หญิงสาวอุตส่าห์รวบรวมได้วับหายในพริบตา

ทว่า การเอาแต่ถอยร่น ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น!

แม้จะยาก แต่ต้องเผชิญ

“คุณอินทร” ขวัญข้าวพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “ฉันรู้ว่าคุณเผชิญอะไรมาบ้าง เวลาถูกคนที่ตัวเองรักทรยศหักหลัง มันเจ็บปวดแค่ไหน ฉันเข้าใจดี แต่คุณไม่คิดบ้างเหรอ ว่าทั้งหมดที่คุณทำมา มันเป็นการทำร้ายตัวเอง ตั้งแต่คุณคิดจองเวรพวกเรา มีสักวันไหมคะ ที่คุณจะยิ้มได้จากใจจริง ไม่ใช่ยิ้ม ด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น”

อินทรหัวเราะหึในคอ แววตาจ้องตรงแน่วนิ่ง มุ่งมั่น ไม่ลดละ

“แล้วมีสักวันไหม ที่พวกมึงจะคิดถึงคนที่พวกมึงทำร้าย! มีสักวันไหม ที่พวกมึงจะเจ็บปวดจากการกระทำของตัวเอง! มีสักวันไหม ที่พวกมึงจะสำนึกต่อความผิดที่ทำร้ายกูจากใจจริง!!!”

อินทรแสยะยิ้มติดมุมปาก หาก ขวัญข้าวมั่นใจ ว่าเธอมองไม่ผิด

ในดวงตาของเขา มีประกายเล็กๆ ของหยาดน้ำที่เจ้าตัวพยายามเก็บกลืน

“พวกมึง ไม่เคย ต้องชดใช้อะไร... ไม่เคย แม้แต่จะคิดถึง... สิ่งที่โหดร้ายที่สุด คือการที่พวกมึงทำร้ายคนๆ นึง แล้วลืมเขาไปจากชีวิต! มันยุติธรรมแล้วหรือ!!”

“มันไม่ยุติธรรมหรอกค่ะ แต่อดีตมันผ่านไปแล้ว” ขวัญข้าวยกคำของธรรม์ทัพมากล่าวอ้าง “ทำไมคุณถึงไม่ลืมมัน แล้วก้าวหน้าต่อไป”

“ลืม!” อินทรขบฟันแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยเพลิงโทสะ “มึงจะให้กูลืมเรื่องพวกนี้ทั้งหมดรึ!!”

กระทืบพื้นปัง! สะเก็ดไฟพุ่งแล่บออกจากพื้นตีน พุ่งปราดไปตามแผ่นน้ำคล้ายกับกระแสไฟฟ้า แผ่ขยายออกไปในแนวรัศมี ก่อตัวขึ้นเป็นภาพแห่งความทรงจำล้อมรอบคนทั้งสอง

ภาพที่เธอเคยเห็นมาแล้ว

บรรยากาศในการย่างคนสดๆ!

เขา - ตายยังไง! ความทารุณนี้ เธอไม่กล้าพูดเต็มปากว่าเข้าใจ

เสียงกรีดร้องคำรามก้องจากความแสบร้อน เสียงอึงคะนึงของผู้คนที่ก่นด่าและสาปแช่ง รอยยิ้มสะใจของหมื่นหาญและพุดซ้อน

วูบหนึ่งในสติ ขวัญข้าวหาบางคนไม่เจอ

ภายในภาพนั้น ไม่มีกาหลง

ไม่มีแม้เงาของนางพี่เลี้ยงที่ชื่อแย้ม และคนสนิทของหมื่นหาญที่ชื่อเสน

ทั้งที่ในจิตใต้สำนึกบอก พวกเขาทั้งสามควรมีบทบาทตรงนี้

แล้วพวกเขาหายไปไหนกัน!

ปริศนาก่อเกิดมาเป็นลำดับท่ามกลางความสะเทือนใจ

“กูจะให้ทุกคนชดใช้ในสิ่งที่ก่อ”

“ฉันจะแก้ไข” ขวัญข้าวตอบกลับทันควัน

“เวรจะสนองเวร!”

“ฉันจะแก้ไขเรื่องนี้ คุณเชื่อฉันเถอะ ฉันช่วยคุณได้”

“ใช่! มึงช่วยกูได้”

อินทรสะบัดแขนเหยียดออกมาตรงๆ

เสี้ยววินาที! ขวัญข้าวลอยถลาเหมือนถูกเชือกล่องหนเส้นใหญ่มัดล่ามแล้วดึงเต็มแรงเข้ามาหาอินทร!

มือใหญ่หนาคว้าหมับเข้าที่ลำคอระหง บีบแน่นจนเห็นเส้นเลือดและเอ็นปูดโปน

ร่างกาย... ถูกยกลอยจนพ้นพื้น มือเล็กๆ ของหญิงสาวกุมแน่นที่มือของเขา ตะกุยตะกายแกะ สองขาถีบทุรนทุราย ดิ้นสุดแรงเกิด ตาเหลือก

“เอาเลือดเนื้อกูมา เอาร่างกายกูคืนมา!”

ความคิดที่เริ่มเลือนพร่าย้อนหวนไปถึงสิ่งที่ธรรม์ทัพเคยบอก

ท่ามกลางความวิปริตแห่งเวลา - Time paradox อินทรจะออกไปยังโลกแห่งความจริงแทนที่เธอ

ตัวตนของเธอ จะถูกลบออกไปจากจักรวาล!

“เอาชีวิตมึงมาให้กู!!”

เปลวเพลิงที่สร้างเป็นภาพแห่งอดีตกลับกลายเป็นลูกไฟ ลูกแล้วลูกเล่า วิ่งวนบ้าคลั่งล้อมรอบพวกเขาราวกับพายุหมุน รอยแผลไฟไหม้บนร่างกายของอินทรส่งลามออกไปทางปลายมือ กลืนกินร่างกายของขวัญข้าวทีละนิด ทีละนิด จนสุดท้าย ทั้งลำตัว ขา แขน ไม่มีซอกมุมไหนจะเว้นว่าง เส้นผมสลวยร่วงหล่น เหลือเพียงหย่อมกระจุกไม่กี่แห่ง หนังหัวพุพองเหมือนเยื่อไข่ขาวที่ปูดโป่งยามทอดในน้ำมันเดือด หน้าซีกขวาเกรียมไหม้ มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลทะลัก

มือใหญ่ที่บีบคอแน่นเหวี่ยงร่างเล็กทิ้งลงพื้น ขวัญข้าวกระแทกอัก ปวดแสบปวดร้อนไปทั้งร่าง กรี๊ดเร่าๆ ร่ายกายถูกกัดกร่อนจนเปื่อยยุ่ยลงไปเรื่อยๆ

อินทรหัวเราะเหี้ยมเกรียม กางแขนออกสองข้าง แหงนหน้า หลับตา ลูกไฟทุกดวงที่วนรอบบีบแคบลง พุ่งปะทะใส่เขาลูกแล้วลูกเล่า ระเบิดแสงเจิดจ้าราวกับแสงจากดวงสุริเยนทร์

เพียงชั่วอึดใจ ความบ้าคลั่งวิปริตก็สิ้นสุด เหลือเพียงเขม่าควันไฟบางๆ ลอยโชย บรรยากาศโดยรอบคืนสู่ความมืดสนิท... นิ่งสงัด...

เรือนกายอรชรลดแขนลงข้างลำตัว ริมฝีปากบางยิ้มขื่นๆ ติดมุมปาก ดวงตากลมโตใต้แพขนตาหนาเต็มล้นไปด้วยแรงอาฆาต ดวงหน้าแช่มช้อยเยียบเย็นชวนขนลุก ผมยาวดำขลับสะบัดไหว

ร่างบอบบางและเนียนเนื้อผ่องยืนตระหง่านเหนือกองขี้เถ้าสีเทา

ไม่มีตัวตนของขวัญข้าวแล้ว...

ไม่มีรูปกายของอินทรอีก...

เขา แฝงเร้นในสังขารของขวัญข้าวโดยสมบูรณ์!



>>>โปรดติดตามตอนต่อไป




Create Date : 03 พฤษภาคม 2560
Last Update : 3 พฤษภาคม 2560 12:17:28 น. 4 comments
Counter : 368 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
เฮัยยย รอตอนต่อไป


โดย: sakeena IP: 49.228.244.2 วันที่: 4 พฤษภาคม 2560 เวลา:14:39:05 น.  

 
คุณ sakeena
ใจเย็น-เย๊น... ^ ^

เดี๋ยวไปเร่งต้นฉบับให้ค่า 55+


โดย: ploy666 IP: 27.130.158.69 วันที่: 6 พฤษภาคม 2560 เวลา:21:26:53 น.  

 
โห! ตื่นเต้นมาก รอตอนต่อไป


โดย: Itlikacrazy IP: 49.49.239.84 วันที่: 10 พฤษภาคม 2560 เวลา:15:34:09 น.  

 
สวัสดีครับคุณ Sakeena, สวัสดีครับคุณ Itlikacrazy

มาแล้วๆ ร่วมลุ้นกันต่อไปได้เลยค้าบบ ^^

..........................

พี่พลอย - ฝ่ายทวงต้นฉบับ ตัวจริงเสียงจริง ชิมิ 55555


โดย: ณนณ (ploy666 ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2560 เวลา:11:04:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.