ปลูกต้นไม้บำรุงราก ปลูกฝังคุณธรรมต้องบำรุงจิตใจ ... 种树者必培其根 ,种德者必养其心 ... ขอบคุณลูกค้าที่อุุดหนุนร้านซีเอ็นแอลทุกคนนะค่ะ
Group Blog
 
All blogs
 

รวบรวมความสนใจเกี่ยวกับหุ้นไว้

PART 1 : LESSON 1 เปิดบัญชีค้าขาย

เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์” นะครับ ไม่ใช่อนุพันธ์ แล้ว กรอกข้อมูล ตามขั้นตอนที่ทางเวบไซต์แจ้งไว้ไปเรื่อยๆ

ตรงกรอกใบสมัครนี้มีคำถามที่พบบ่อยคือ
1. มีช่องนึงเขาจะถามว่า เราจะเปิดบัญชี prepaid หรือ cash internet ต่างกันยังงัย ??
ตอบว่า
บัญชี prepaid เราต้องวางเงินที่จะซื้อขายจริงที่เขา (ฝาก) ไว้ก่อนแล้ววงเงินซื้อขายก็เท่ากับเงินที่ตัวเองฝากไว้
ส่วน กรณี cash internet เป็นการซื้อก่อน แล้วเขาจะหักเงินจากบัญชีธนาคาร (ATS) ในสามวันทำการหลังจากสั่งซื้อ ซึ่งก็ต้องวางเงินเป็นหลักประกันไว้นิดหน่อย (คือ 15% ของวงเงินที่อนุญาตให้ซื้อขายใน 1 วัน เป็นข้อกำหนดของ ตลท) และการฝากเงินประกันไว้กับเขาจะได้ดอกเบี้ยเท่าธนาคาร แนะนำสมัครแบบ cash internet ครับ สะดวกกว่าเยอะ


2. cash internet ที่ว่าต้องวางเงินเป็นหลักประกัน 15% ของยอดที่เขาอนุญาตให้ซื้อขายใน 1 วัน เป็นข้อกำหนดของ ตลท เป็นยังไง?
ตอบว่า
ก็ขึ้นกับว่าเราอยากจะได้วงเงินซักเท่าไหร่ในการซื้อขายต่อวัน เช่นถ้าเราวางเงิน 5 หมื่นบาท เราก็จะได้วงเงินซื้อขายต่อวันเท่ากับ

(50,000 x 100)/15 = ประมาณ 333,333 บาทครับ

อัน นี้เป็นวงเงินซื้อขาย "สูงสุด" ต่อวัน หมายความว่าวันนึงเราจะมียอดซื้อ และขายรวมกันไม่เกินนี้
สมมตินส.จิ๋มวางเงินไว้ 5 หมื่น แล้วก็ซื้อหุ้นไป 5 หมื่นบาท หุ้นของนส.จิ๋มจะกลายเป็นหลักประกันแทนเงินที่วางไว้ คือตอนนี้เราจะขอถอนเงินออกก็ได้ ยังคงมีสิทธิซื้อขาย 333,333 บาท เท่าเดิม เพราะเอาหุ้นเราเป็นตัวประกันแทน

สมมติวันต่อมา นส.จิ๋มซื้ออีก 1 แสนบาท (ไม่เกินวงเงิน 333,333 บาท) เขาหักเงิน 1 แสนจากธนาคารเสร็จ มูลค่าเงินประกันก็เพิ่มเป็น 150,000 บาท เราก็สามารถขอขยายวงเงินซื้อขายสูงสุดที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 999,999 บาท (แต่ถ้าเราไม่ขอ เขาก็จะให้สิทธิ์เหมือนเดิม333,333 บาท แต่ถ้าวันไหนอยากซื้อเยอะ หรือขายเยอะ ก็แค่โทรไปให้เขาเพิ่มวงเงิน 5 นาทีก็ได้แล้ว)

พอกรอกเสร็จทุกอย่างแล้ว บริษัทจะติดต่อมา (ถ้าให้เร็วก็โทรไปหาเองตามเบอร์ในเวบ) ให้ส่งเอกสารต่างๆไปให้ เช่น
  • สำเนาบัตรปชช
  • ทะเบียนบ้าน
  • สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน (เอาบัญชีไหนก็ได้ที่มีชื่อเรา มีกี่เล่ม Xerox ส่งไปให้หมด ให้เขาเห็นว่าเรามีเงินยิ่งมากยิ่งดี เพราะจะได้อนุมัติวงเงินสูงกว่า)
  • สำเนาบัญชีที่จะใช้ในการซื้อขายหุ้นจริงและรับโอนเงินที่ได้จากตลาดหุ้น
หลัง จากสมัครเปิดบัญชีค้าขายเรียบร้อยแล้ว ให้โทรถาม call center / customer service ถึงการใช้เวบไซต์ในการดูข้อมูลหุ้นแต่ละตัว รวมทั้ง การเข้าไปดูกราฟหุ้น ของ efinance ด้วย (ทุกบริษัท แถมให้ฟรี อย่าโง่เหมือนผม มารู้ว่าดูได้ เมื่อเพื่อนบอก เง้อ)

สำหรับบัญชีธนาคารที่จะใช้หักค่าซื้อหุ้น และ รับโอนเงินกำไรจากหุ้น(แนะนำให้เปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ แยกออกจากบัญชีเดิมๆ ไปเลย)
ทางบริษัท หลักทรัพย์จะส่งหนังสือไปที่ธนาคารสาขาที่เราแจ้งไว้ แต่ส่วนมากเรื่องจะถูกดองเกือบเดือนกว่าทางธนาคารจะอนุมัติ เทคนิกง่ายๆ คือ เดินไปเร่งกับผู้จัดการสาขามันเลย(หลังจากบริษัทหลักทรัพย์ส่งเอกสารไปที่ ธนาคารแล้ว) รับรองว่าไม่เกิน 3วัน จะอนุมัติ เริ่มทำการซื้อขายได้เลย

PART 1 : LESSON 2 รู้จักหุ้น


PART 1 : LESSON 2 รู้จักหุ้น

หุ้นทุกตัวมีรหัสของมัน เช่น
การบินไทย =THAI
บางตัวก็รหัสตรงๆกับที่รุ้จักเช่น AIS TRUE DTAC
โรงบาลกรุงเทพ = BGH
เครือเจริญโภคภัณฑ์ = CPF
ทางด่วนกรุงเทพ = BECL

เข้าไปที่ http://jo.klongjan.com/set/ หรือ http://jo.klongjan.com/set/ ตามด้วยชื่อหุ้นครับ

- กราฟ SET (Stock Exchange Thailand ) ซึ่ง เวลา Refresh หน้าเวบทุกครั้ง กราฟนี้จะขยับตามเป็น เวลาปัจจุบัน SET คือค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นทั้งหมดในไทย เวลาพูดว่า SET ขึ้น แปลว่าหุ้นส่วนใหญ่ ราคาขึ้น(ตัวเลขเป็นสีเขียว) ทั้งตลาด ถ้าบอกว่า SET ร่วง ก็แสดงว่า ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดร่วงลง (จะแสดงด้วยสีแดง เรียกเล่นๆว่า “เลือดสาด” )

สิ่งที่ควรดูในเวบนี้
  • หน้าแรก คือ tab ข้อมูลหลักทรัพย์ จะบอกข้อมูลทั่วไปที่ควรรู้
  • ส่วน tab ข้อมูลสิทธิประโยชน์ ใช้ดูปันผล วันเครื่องหมาย XD หมายถึงวันที่ประกาศจ่ายปันผลนั่นเอง ใครซื้อหุ้นในวัน XD จะไม่ได้ปันผล แต่คนที่ถือมาก่อน และขายในวัน XD ยังคงได้ปันผลอยู่ครับ ระวังให้ดี วัน ก่อน XD มักเป็นวันที่ราคาหุ้น ถูกปั่นให้แพงเกินจริง แล้วพอถึงวัน XD มักเป็นวันที่ราคาหุ้น ร่วงงงงงงง
  • ในtab ราคาวันนี้ จะเป็นกราฟราคาปัจจุบัน
อ้อ อย่าลืม คอลัมน์ทางซ้ายมือ มี “ปฏิทินหลักทรัพย์” คลิกดูซะหน่อย จะรู้ว่า เดือนนี้ บริษัทไหน จะจ่าย ปันผล XD วันไหนบ้าง


2. ในเวบ http://jo.klongjan.com/consensus/ ให้ตามด้วย “่ชื่อย่อหลักทรัพย์” แล้ว Enter เช่นกัน

ใน เวบนี้เมื่อ Enter แล้วสิ่งที่ควรเปิดดูอย่างยิ่ง คือ SAA consensus จะปรากฏ บทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นนั้นจากโบรกเกอร์ต่างๆ ว่า ตอนนี้ควรซื้อ หรือ ควรขาย อ่านซะหน่อยก็ดีครับ โดยเฉพาะอันที่เป็น ไฟล์ pdf ในช่อง Research

3. แวะไปที่ http://jo.klongjan.com/news/ ค้นหาข่าวหุ้นที่สนใจซะหน่อย โดยกรอกรหัสหุ้น เช่น CPF ลงในด้านหลัง แล้วกด enter ได้เลย

หลักการดูว่าเราจะได้ปันผลมั้ย ให้ดู วัน XD เป็นหลัก

คนที่ถือหุ้นมาก่อนวัน XD แม้วันเดียว ต่อให้ขายทิ้งในวัน XD นั้นก็ยังได้ปันผลในรอบนั้น เท่ากันหมดกับคนที่ซื้อมาหลายปี
แต่คนที่เพิ่งเข้ามาซื้อในวัน XD จะไม่ได้นะครับ

เข้าเวบ ดูตัวไหนก็ได้ เช่น http://jo.klongjan.com/set/ ตามด้วยชื่อย่อหุ้นเช่นเคย


add favourite ไว้เลยดิ ง่ายดีไม่ต้องจำ

โดย ธรรมชาติ ราคาหุ้นจะถูกลงน่าซื้อในวัน XD นี่แหละ (เพราะซื้อแล้วไม่ได้ปันผล) ก็ลองคลิก ราคาย้อนหลัง เทียบดูวัน XD ครั้งก่อน แล้วคำนวณเองละกันว่าตัวนี้ วัน xd ราคาลงแค่ไหน คุ้มมั้ยที่จะยอมเสียปันผลเพื่อเอาของถูก
แต่โดยทั่วไปจะแนะนำว่า ห้ามซื้อวันก่อน XD 1-3 วันเด็ดขาด เพราะเป็นวันที่ราคาสูงที่สุดครับ
คลิกปุ่ม "ราคาย้อนหลัง" แล้วดูประวัติศาสตร์ของหุ้นตัวนั้น ดีที่สุดครับ

PART 1 : LESSON 3 ประเภทของหุ้น

1. หุ้น VALUE INVESTMENT (VI)

เซียน ของการเล่นหุ้นแนวนี้คือ Warren Buffet มหาเศรษฐี อันดับ 1 ของโลก ผู้ไล่ Take Over กิจการบริษัทอื่นเป็นว่าเล่น ด้วยการเล่น VI นี่แหละครับ

หุ้นแนวนี้ มีลักษณะเด่นที่ กิจการมีความมั่นคงสูงมาก ปันผลปานกลางไม่มากไม่น้อย แต่ชัวร์ว่าสม่ำเสมอ
ราคา ไม่กวัดแกว่ง ซื้อหุ้นพวกนี้แล้ว หันมามองกราฟราคาแค่เดือนละครั้งก็พอ ไม่ต้องลุ้นกันทุกวันให้ใจหายใจคว่ำ เหมาะมากสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา และหวังลงทุนระยะยาววว เพราะเล่นหุ้นแนวนี้ ระยะยาว รวยครับ แต่อย่าหวังอะไรกับระยะสั้น พูดง่ายๆคือเหมือนฝากเงินธนาคารหวังกินดอกเบี้ย เพียงแต่ปันผล (Dividends) จากหุ้น จะได้สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารมาก และ ขอคืนภาษีได้ เป็นส่วนใหญ่

TRICK & TIPS เรื่องภาษี
  1. ปันผลจากหุ้นที่จ่ายให้เรา ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% ทั้งที่บริษัท จ่ายภาษีไปแล้ว 30% เราจึงขอคืนภาษีได้ด้วยเครดิตภาษี 3/7 ถ้ารายได้ของเราจากทุกแหล่ง ไม่เกิน 4 ล้านบาทต่อปี ให้ขอคืนภาษีจากปันผลนี้ได้เลย คุ้มครับ แต่ถ้าเกิน 4 ล้านบาท ก็อย่าขอ จะทำให้เสียเพิ่มได้
  2. สำหรับดอกเบี้ยธนาคารที่เรารับเข้าบัญชีอยู่ทุกวัน ก็ถูกหักภาษี 15% เช่นกัน ถ้ารายได้ทั้งปีไม่เกิน 760,000 บาท ก็ควรขอคืนภาษีด้วย แต่ถ้าเกินก็อย่าดีกว่า เด๋วจะเสียเพิ่ม

หุ้นที่มีลักษณะ เป็น VI เช่น
AMARIN, WG, SE-ED, BIGC, MAKRO, MBK, HMPRO

ข้อดี : ก็ไอ้ที่กล่าวมาข้างบนนั่นแหละครับ
  1. กิจการแข็งแกร่งมาก ซื้อแล้วไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเสียเวลานั่งเฝ้ากราฟราคาทั้งวัน
  2. ปันผลดีกว่าธนาคารมากมาย แถมขอคืนภาษีได้ด้วย
  3. ระยะยาว ยังไงก็รวยครับ เป็นแนวที่คนรวยหุ้นที่สุดในโลกคือ Warren Buffet เล่นครับ หุ้นพวกนี้ควรมีเก็บไว้ เป็นการประกันความเสี่ยง ประกันความมั่งคั่งของคุณในเวลาหลังเกษียณครับ
ข้อเสีย :
  1. หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่สภาพคล่องต่ำ หมายความว่า คนที่ถืออยู่ในมือ ก็ไม่ยอมขาย คนที่มาปล่อยขาย ก็มักปล่อยแค่นิดๆหน่อยๆ พูดง่ายๆคือเวลาจะซื้อ จะไม่ค่อยมีคนขายให้เรา หรือ ถูกกดราคา เราตั้งซื้อราคาเหมาะสมที่ 5 บาท มันจะขาย 6 บาทใครจะทำไม ตั้งราคารอ 5 บาท ไปทั้งวัน ก็ไม่มีคนขายให้เรา เวลาจะขายก็ยากเช่นกัน อย่าคิดว่าจะเหมือนถอนเงินสดจากธนาคารเป็นอันขาด ถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า จงแยกเงินออม(ที่อาจจำเป็นต้องใช้ฉุกเฉิน) ออกจากเงินลงทุน ( ที่อาจถอนออกมาไม่ได้เมื่อจำเป็น) ออกจากกันอย่างเด็ดขาด!!!!!!
  2. ไม่เหมาะสำหรับผู้มีเป้าหมายระยะสั้น รีบใช้เงินในเวลาอันใกล้ เพราะราคาหุ้นขยับตัวช้า ทำกำไรจาก Capital Gain ได้ยาก เหมือนปลูกไม้ยืนต้น เช่นมะม่วง ปลูกหลายปีกว่าจะออกดอกออกผล แต่ออกผลเมื่อไหร่ เก็บกินได้นานนนนนน


2. หุ้น BLUE CHIP

คือ กลุ่มหุ้นยอดนิยม ซื้อขายกันปริมาณมากๆ ที่ทำให้คน “รวย” และ “เจ๊ง” ชั่วข้ามคืนมานักต่อนักแล้ว ที่เรียกว่า Blue Chip เพราะ เว่ลาเข้าบ่อน Blue Chip จะเป็น chip ที่ราคาแพงที่สุด (หุ้นพวกนี้ทำให้หลายคนหลงมาเสี่ยงโชคเหมือนเล่นการพนันนั่นเอง) เช่นSCB BAY KBANK PTT PTTCH BANPU LANNA TOP PTTAR ADVANC TRUE DTAC

ข้อดี :
  1. สภาพคล่องสูงมากกกกกกกกกก ซื้อขายกันวันนึงเป็นล้านๆหุ้น ไม่ต้องกลัวซื้อไม่ได้ ไม่ต้องกลัวขายไม่ออก
  2. มีโอกาสทำกำไร(และขาดทุน)สูง เพราะกราฟราคามีการเหวี่ยงตัวสูงมาก พูดง่ายๆ คือ จังหวะขาขึ้น ก็มีการตวัดราคาลงให้ช้อนซื้อ แล้ว ตวัดขึ้นให้เทขาย กันหลายรอบ เข้าออกได้หลายรอบกว่าจะหมดขาขึ้นทีรวยหลายที เปรียบไปเหมือนปลูกพืชล้มลุกเช่นผักกะหล่ำ ปลูกแป๊บเดียวก็ได้กิน ปลูกกินได้หลายรอบ แต่ปลูกแต่ละครั้งกินทีเดียวหมด ไม่ยั่งยืนออกดอกผลให้กินนานๆเหมือนปลูกไม้ยืนต้น
ข้อเสีย:
  1. อย่าพลาดติดดอยละกัน เพราะปันผลต่ำมากกกกกกกก ขืนติดดอยล่ะก็อดอยากปากแห้งตายอยู่บนนั้นล่ะ
  2. เล่นหุ้นพวกนี้ ต้องเกาะหน้าจอคอมพ์ เฝ้าราคาหาจังหวะเข้าจังหวะออกกันทั้งวัน เพราะราคาเหวี่ยงตัวเร็วมาก ไม่เหมาะกับคนไม่มีเวลาติดตามนะครับ
  3. เล่นหุ้นพวกนี้ต้องมีความรู้จริงๆ อย่างน้อยวิชาวิเคราะห์กราฟนี่ต้องแม่น รวมทั้งเช็คข่าวสาร บทวิเคราะห์ต่างๆทุกวัน ไม่งั้นตายหยังเขียดเอาได้ง่ายๆ เช่น โดนสุมไฟล่อที(ราคาพุ่งขึ้นจนน้ำลายไหล) เราจะกางปีกเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟทันที (เข้าไปช้อนซื้อ แล้วโดนเจ้ามือทุบขาย ราคาร่วง ติดดอยโดยพลัน)



3. หุ้น กลางๆ ขอเรียกว่า VJ (Value Joker) ละกัน

คือกลุ่มที่ไม่เข้าพวก BLUE CHIP และ VI ข้างต้น ผมว่าหุ้นพวกนี้เป็นหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดที่เหลือนั่นแหละ
ตัวอย่างเช่น STA, PTL, AI, AIT, MCS, SPALI
หุ้นพวกนี้มีลักษณะคือ

ข้อดี :
  1. ให้ปันผลดี(บางตัวมากกว่ากลุ่ม VI ด้วยซ้ำ)
  2. สภาพคล่องสูงปานกลาง ซื้อขายง่าย ปานกลาง
  3. ราคามีการเคลื่อนไหวปานกลาง ไม่อืดขนาด VI แต่ไม่เร็วสวิงสวายสยิวกิ้ว อย่าง Blue Chip ราคาพวกนี้จะไต่ขึ้นไต่ลงช้าๆ อืดอาดต้วมเตี้ยม เหมาะสำหรับมือใหม่ ที่ไม่มีเวลาติดตามราคามาก เพราะจะขึ้นจะลงช้ากว่าBlue Chip (ถ้าตลาดร่วง Blue Chip จะร่วงก่อน หุ้นพวกนี้จะร่วงตามทีหลัง ส่วนหุ้น vi แทบไม่กระเทือน ร่วงน้อยมากก) พอจะมีเวลาซื้อขาย โดดเข้าโดดออกได้ทัน
  4. และที่ดีที่สุดคือ ถ้าพลาดติดดอย ก็ไม่ต้องกลัว เพราะปันผลค่อนข้างดี ติดดอยหลายปีก็ยังพอไหว
ข้อเสีย :
  1. ที่แน่ๆเลย คือ ราคาแกว่งตัวช้า เวลาตลาดราคาขึ้น หุ้นพวกนี้จะขึ้นช้า ต้วมเตี้ยมๆ คนเล่น Blue Chip เขารวยไปหลายรอบแล้ว(เพราะแม้จะเป็นขาขึ้นก็มีการแกว่งตัวไปมา) แต่คนถือ VJ อาจขายได้รอบเดียว รวยรอบเดียว เพราะกราฟราคาไม่ค่อยแกว่ง
  2. ปันผลดีก็จริง แต่มักไม่มั่นคง บางปีจ่ายเยอะ บางปีจ่ายน้อย (ยกเว้นบางตัวที่แกร่งหน่อยเช่น KTB CPF นี่ค่อนข้างชัวร์ว่าจ่ายคงที่เหมือนหุ้น VI )
  3. หุ้นเน่า หุ้นอันตราย อย่าเข้าไปยุ่งถ้าไม่แน่จริง อัตราตายคาที่สูง

พวก นี้การเคลื่อนไหวราคาไม่ดี สภาพคล่องต่ำ ปริมาณการซื้อขายแต่ละวันก็ต่ำ เจ้าเข้าเป็นพักๆ แต่น้อยคนที่จะชนะเจ้าได้ ส่วนใหญ่โดนทุบหัวเบะ


การแยกประเภทหุ้นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นไม่ได้อ้างอิงตำราใด ใครเห็นต่าง comment ได้เลยครับ

PART 1 : LESSON 4 กลยุทธ์การเล่น

เราจะเลือกเป็นใครในตลาดหุ้น????

นักลงทุนแบ่ง เป็น 3 จำพวกใหญ่ๆครับ

1. นักลงทุนตัวจริง กลุ่มนี้คือชาว VI (VALUE INVESTOR) จะไม่เล่นหุ้น แต่เน้นการลงทุนในหุ้น แบบซื้อกิจการ เจริญรอยตาม Warren Buffet มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลก แนวการเล่นของกลุ่มนี้ คือ ซื้อแต่หุ้น VI โดยเลือกจากกิจการที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นผู้นำตลาดนั้นๆ ซื้อแล้วนอนตาหลับ ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดทุกวัน รอรับปันผล อยู่ในฐานะเจ้าของกิจการอย่างแท้จริง
ถ้าคุณเป็นข้อ 1 = ชาว vi , คนกลุ่มนี้มักใจเย็น ทยอยซื้อ ทยอยขาย , ทำการบ้านเช็คข่าวสารมาอย่างดีก่อนจะซื้อ , ฉะนั้นเมื่อซื้อแล้ว ราคาลง คนอื่นเสียใจ แต่คนกลุ่มนี้ดีใจครับ เพราะจะได้ซื้อของถูกเพิ่มตอนเงินเดือนออก

2. TRADER คือ นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ที่ทำรายได้หลักจาก CAPITAL GAIN ( ทำกำไรเมื่อขายได้แพงกว่าที่ซื้อมา ) การเล่นหุ้นแบบนี้เรียกว่า “เล่นรอบ” ( Cycle ) แบ่งเป็นสองกลุ่มย่อย

2.1 TRADER ตัวจริง ซื้อจริงขายจริง ติดตามข่าวสาร และควรมีความรู้ทางเทคนิกการอ่านกราฟไว้บ้าง ถ้าพลาดจะไม่ยอมให้ตัวเองขาดทุนเกิน 7% ต้อง cut loss

2.2 VALUE JOKER / TRADER ปอดแหก
ชื่อ ไม่ค่อยเป็นมงคล แต่อย่าดูถูกพวกนี้นะ รวยจัดรวยจริงได้ เพราะ ทำตัวเหมือน TRADER แต่เลือกtrade เฉพาะหุ้นปันผลงามเท่านั้น คือ อยากได้ capital gain (กำไรจากการซื้อถูกขายแพง) แต่ถ้าพลาดพลั้ง ยอมติดดอย ก็ยังมีปันผลกินวะ ยังไงก็ยังดีกว่าดอกธนาคาร กลุ่มนี้ถ้าราคาหุ้นร่วงต่ำกว่าทุน จะไม่ขาย ไม่cut loss เพราะกินปันผล ไม่กลัวดอยหนาว


3. SPECULATOR = นักเก็งกำไร หรือพูดหยาบๆคายๆว่านักพนันนั่นแหละ
กลุ่ม นี้ชอบความเสี่ยงระดับสูงสุดราวกับ ใช้ตลาดหุ้นแทนบ่อน คุณหนูๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ คนกลุ่มนี้จะเล่นอนุพันธ์ ( สารพัด ที่ลงท้ายด้วยคำว่า FUTURE นั่นแหละ) และ day trade โคตร HIGH RISK โคตร HIGH RETURN
แต่จะว่าเค้าก็ไม่ได้ เพราะคนกลุ่มนี้มักเป็นเซียนข่าว บวกเซียนเทคนิก ที่ทำการบ้านมาอย่างดีว่าเข้าบ่อนวันนี้ไม่แพ้แน่ ถึงจะมาลุย

นักลงทุนทุกคนต้องกลับไปถามตัวเองว่า
  1. “แล้วเราเป็นใครในตลาดหุ้น?”
  2. "หุ้นที่เราถืออยู่ เป็นหุ้นกลุ่มไหน หุ้นvi หุ้นtrade หรือหุ้นเก็งกำไรมหาสนุก มันใช่หุ้นที่ตรงกับนิสัยเราในข้อหนึ่งไหม???


ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง และทำกำไรได้ดีที่สุด ถ้ารู้จักสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง และเลือกหุ้นที่ถูกสไตล์นั้น

“วันนี้คุณเป็นใครในตลาดหุ้นครับ”


เมื่อรู้ว่าเราเป็นใคร ควรซื้อหุ้นสไตล์ไหนแล้ว ผมขออัญเชิญคาถาของอาจารย์คนแรกที่สอนเรื่องหุ้นให้ผมมาปลุกเสกนะครับ คาถาว่า


"จงบริหารความโลภ ให้สมดุลย์กับความรู้" ............ ท่องสิบครั้งก่อนจะคิดซื้อหุ้น
สอนให้งงเต้กมาตั้งนาน ทุกอย่างมันมาลงรวมที่คำถามสามคำเท่านั้นว่า
  1. จะซื้อหุ้นตัวไหนดี?
  2. ถ้าเลือกได้แล้ว จะซื้อที่ราคาเท่าไหร่?
  3. ถ้าซื้อแล้ว จะขายที่ราคาเท่าไหร่?


ไปเจอกระทู้แนะนำในสินธรมา http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9398795/I9398795.html เขาอม STA ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้กำไร 1000% แล้ว ลงทุน 7หมื่น ได้ 7แสน


ผม รู้จักรุ่นน้องคนนึงที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ด้วยประสบการณ์เล่นหุ้นไม่ถึงหนึ่งปี แต่พอร์ตเขาขยายเอาขยายเอา ผมถามเขาว่าเขาทำอย่างไร? เขาตอบว่า
....
.......
...............
.....................
.............................“ เอาตัวเราออกมา แล้วเล่นตามตำรา”

ผมถึงกับ บรรลุ.....................................................................

ผม เคยไปสมัครเรียน และสมัครสมาชิกใช้โปรแกรมดูหุ้น T3B ของ http://www.t3btrader.com ที่สีลมตรงข้ามแบงค์กรุงเทพ รู้สึกว่าโปรแกรมนี้มีความแม่นยำพอสมควร จึงใช้มาตลอด

บอกก่อนว่า T3B ไม่ชอบซื้อถูกขายแพง เพราะคนส่วนใหญ่ถือหลักนี้แล้วกลายเป็นเม่า 95%ในท้องตลาดที่ขาดทุน
T3B ชอบซื้อแพง และขายแพงกว่าเพราะชัวร์จัด รวยจริง
T3B ทำงานบนหลักการง่ายๆ และคล้ายกับลุงโฉลก แห่ง http://www.chaloke.com
สำคัญสุดคือ การเลือกหุ้นที่จะเล่น และการขาย


ขอพูดเรื่องการขายก่อน
T3B และ ลุงโฉลก คิดเหมือนกันคือ ไม่มีเป้าราคาที่จะขายหรอก ใครจะไปรู้ว่าราคามันปั่นได้สูงสุดเท่าไหร่? แต่สิ่งที่เรารู้คือ แนวรับแนวต้าน
พูดง่ายๆ พอซื้อหุ้นแล้ว จะขายเมื่อหุ้นร่วงต่ำกว่าแนวรับเท่านั้น (ถ้ายังไม่กำไรเราเรียกว่า cut loss แต่ถ้าแนวรับนั้นสูงกว่าทุนของเรา คือมีกำไรแล้ว เราเรียกว่าเป็นการ Protect Profit)
ฉะนั้น ถ้าไม่ร่วงหลุดจากแนวรับ ก็ไม่ขาย ถ้าหุ้นนั้นดีจริง แนวรับจะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงกว่าต้นทุนของเราเอง เมื่อไหร่ที่ร่วงต่ำกว่าแนวรับแล้วค่อยขาย มักได้กำไรไม่ต่ำกว่า 20% ขึ้นไป

ทีนี้มาพูดเรื่องการเลือกซื้อหุ้นดี ที่จะทำให้มีกำไรมหาศาลตอนที่ร่วงหลุดแนวรับบ้าง

ก่อน อื่นต้องพูดถึงหุ้นที่ห้ามซื้อห้ามเล่นก่อน ได้แก่หุ้นปั่นทั้งหลาย และ หุ้นที่ volume การtrade ต่อวันต่ำกว่า หลักแสนหุ้น เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่เจ้ามือจะทุบจะลากยังไงก็ได้ ไม่มีโปรแกรมคำนวณใดจะไปคาดเดามันได้ ปล่อยให้เซียนความเร็วสูงทั้งหลายท่านสนุกสนานกันไปเถอะ ปุถุชนอย่างเราอย่าไปยุ่งเลย



Criteria การเลือกซื้อหุ้นตามลำดับความสำคัญ ของ T3B (ให้ดูจากกราฟ day ย้อนหลัง 1ปีเท่านั้น กราฟอื่นไม่ใช้) มี 6 ข้อดังนี้

  • UPTREND
    ข้อ นี้ สำคัญสุด ถ้าtrend แนวโน้มไม่ชัดเจนว่าจะขึ้นหรือลงไม่เล่นเด็ดขาด (นี่คือสาเหตุที่ปีนี้ผมไม่เล่นหุ้นน้ำมันเลย เพราะเป็นหุ้นตุ๊ด จะขึ้นก็ไม่ขึ้น ลงก็ไม่ลง ขึ้นแล้วก็ทุบ เล่นรอบกันอยู่ได้ อันตรายโอกาสติดดอยสูง marginกำไรต่ำ แต่ บ้านน้องปูพอเล่นได้ เพราะtrend ชัดเจน)
  • break high 3/2/1yr > 9/6/3mo
    ข้อนี้แหละที่ขัดใจ ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าต้องซื้อถูกขายแพง แต่ตำรานี้สอนว่า ของถูกคือของห่วยอย่าซื้อ ให้ซื้อของแพงที่กำลังจะวิ่งไปแพงยิ่งกว่า

    ข้อ นี้แปลว่า หุ้นที่จะซื้อ ราคาต้องมีnew high หุ้นที่จะเล่นอย่างน้อยราคาต้องเป็น 3 month high (สูงที่สุดในรอบสามเดือนที่ผ่านมา) ดีที่สุด ต้องเป็น 3 yr.high (ราคาไม่เคยแพงอย่างนี้เลยในรอบสามปีที่ผ่านมา) ฉะนั้น หุ้นที่ถือว่าเป็น best opportunity ก็คือ ALL TIME HIGH (ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมาไม่เคยแพงอย่างนี้เลย) นั่นเอง ท่านว่าให้รีบซื้อเลย อย่ารอให้เขาทุบมารับ เพราะมีโอกาสตกขบวนสูงกว่า เหมือนหลายคนที่ตกใจตอน TRUBB กระชากจาก 38 บาทมา 90 แล้วไม่ซื้อ จะรอทุบ มันเลยโดดข้ามหัวมา 128 เลย )

    3 x 2 Accumulate volume ขึ้นไป
    แปลว่าdaily volume ช่วงนี้ต้องอย่างน้อย สูงกว่า daily volume เฉลี่ยย้อนหลังหกเดือน ถึงสองเท่า เป็นอย่างน้อย ( ส่วนตัวผมจะเลือกแต่หุ้นที่ x4 ขึ้นไปเท่านั้น )

    (จากประสบการณ์ผมให้ความสำคัญกับสามข้อนี้ที่สุด เพราะแม่นมาก ส่วนอีกสามข้อต่อไปนี้ เป็นของแถม ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร)
  • Low K- Line
    แปลว่า ช่วงนี้มีความเสี่ยงไม่มาก ของT3Bมีโปรแกรมคำนวณเฉพาะ ของเพื่อนๆใช้indicator ทางเทคนิกอื่นๆก็น่าจะได้นะ
  • Break Peak
    แปล ว่า ฝ่าแนวต้านขึ้นมาได้ แต่ยังไม่เกิน 6% จากแนวต้านนั้น หุ้นฝ่าแนวต้าน ถ้ามีสี่ข้อแรกรองรับ ถือว่าไม่ใช่ของแพง เพราะเดี๋ยวมันจะแพงยิ่งกว่านี้ ท่านว่าให้รีบซื้อทันที
  • blue ribbon
    แปลว่า ช่วงระยะสั้นในสัปดาห์ หรือเดือนนี้เป็นขาขึ้น
  • ผมเป็น TRADER แต่ใครจะศึกษาเรื่องหุ้นขอให้รู้จักพื้นฐาน VALUE INVESTMENT ซักนิดนึงก่อน

    ขอขอบคุณที่มาเว็บด้วยนะค่ะ

    http://jo.klongjan.com/content/start-invester.php




     

    Create Date : 16 พฤษภาคม 2555    
    Last Update : 16 พฤษภาคม 2555 13:27:23 น.
    Counter : 2025 Pageviews.  

    แชร์เรื่องไมเกรน

    ตัวเองเป็นคนชอบปวดหัวบ่อยๆ บางทีก้อปวดข้างเดียว ตุบๆๆๆๆบางทีถึงกับต้องยืนอยู่กับที่สักพัก ช่วงที่นอนไม่เพียงพอ หรือมีเรื่องเครียดๆก็มักจะปวดหัวเสมอๆ ปกติจะใช้ยาหม่องน้ำตรานกอินทรีย์ ทาที่ขมับทั้งสองข้างอยู่เสมอ คือไม่ชอบรับประทานยาค่ะ ก้อคงเพราะความแสบของยาก้อเลยทำให้ดีขึ้น บางทีปวดหัวทั้งสองข้าง ไม่จำเป็นก้อจะไม่ใช้ความคิดใดใด หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นบ่อเกิดไมเกรนเช่นกาแฟ ช็อกโกแลต และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งจำเป็น

    เก็บข้อมูลเรื่องไมเกรนไว้

    http://www.dental-tmd.com/view_atc.php?page=2

    ได้เคยไปทดลองให้ผึ้งต่อย ก็คิดว่าดีขึ้นนะค่ะ ถึงจะต่อยไม่ครบคอร์ส แต่ทำให้อาหารปวดหัวหนักๆทุกๆวันหายไป โดยที่ไม่ค่อยต้องทายาน้ำตรานกอินทรีย์บ่อยๆ ปกติต้องทาทุกวัน เดี๋ยวนี้แทบไม่ได้ใช้เลย ส่วนไมเกรนก้อดูเหมือนจะทำทีท่าว่ากำเริบ แต่ก้อทานยาควบคุมไปก่อน เลยไม่กำเริบ แต่ณ ตอนนี้โอเคค่ะ

    Simoyiam
    ยานี้ใช้สำหรับ
    ป้องกันการปวดศีรษะไมเกรน
    อาจใช้เพื่อรักษาโรคหรืออาการอื่นๆได้ หากมีข้อสงสัยควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกร
    ยานี้ใช้สำหรับรับประทาน โดยทั่วไปรับประทานวันละครั้งในเวลาเย็น หรือให้ใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด โดยห้ามใช้ยาในขนาดที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และหากมีข้อสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

    ว๊ากกกก นี่ถ้าไม่ค้น จำผิดนะเนี่ย นึกว่าฮอฟเฟอร์กอตป้องกันไมเกรนที่แท้แก้ปวดไมเกรน งานเกือบเข้าซะแล้ว



    15 ข้อเตือนใจเมื่อเป็นไมเกรน (Lisa)

    ดูเหมือนว่า อาการปวดหัวจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับหลายคนอยู่บ่อย ๆ แต่หากคุณรู้สึกปวดหัวคุณอาจหาทางแก้ไขโดยหายามาทานเอง หรือหาวิธีป้องกันอื่น ๆ แต่สิ่งที่ไม่ควรทำก็คือ การสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

    ปัจจุบันนี้ ไมเกรนได้กลายเป็นปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ จากการสำรวจพบว่าผู้หญิงร้อยละ 18 ต้องเผชิญกับปัญหานี้ต่างกับผู้ชายที่พบว่าเป็นเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นเอง

    อาการปวดหัวที่เกิดถ้านาน ๆ เป็นทีก็ไม่ควรวิตกกังวลให้มากนัก แต่เมื่อไรที่คุณเป็นถี่มากขึ้น หรือมีการปวดมากจนไม่สามารถทำงานได้ อย่านิ่งนอนใจ ลองอ่าน 15 ข้อแนะนำต่อไปนี้ แล้วลองพิจารณาดูว่า คุณเข้าข่ายเป็นไมเกรนหรือแค่ปวดหัวธรรมดากันแน่

    1. อย่าคิดว่าไมเกรนเป็นแค่อาการปวดหัวธรรมดา

    คนที่เป็นไมเกรนจะปวดหัวรุนแรง และมักปวดหัวข้างเดียว ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาโดยทันที คุณอาจจะต้องทรมานปวดหัวต่อไปอีก ถึงวันละ 4 ชั่วโมง นานถึง 3 วันติดกัน นอกจากนี้อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ แพ้แสงในลักษณะเห็นแสงแบบดาวระยิบระยับ หรือมักได้กลิ่นแปลก ๆ ที่ไม่เหมือนกับคนอื่น หากยังละเลยปล่อยทิ้งไว้โดยไม่พบแพทย์ แน่นอนว่าอาการของคุณก็จะแย่ลงเรื่อย ๆ

    2. อย่าเก่งด้วยการเป็นหมอรักษาตัวเอง

    หลายคนพยายามที่จะรักษาอาการปวดหัวด้วยตัวเองซึ่งถือว่าผิดมนันต์ จากสถิติพบว่า ผู้ป่วยไมเกรน 58 คน จาก 100 คน ไม่เคยขอรับคำปรึกษาจากแพทย์เลย ถึงแม้ยาแก้ปวดจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชั่วคราวได้ก็จริง แต่หากอาการเข้าข่ายเป็นไมเกรน ยาแก้ปวดพาราเซตามอล 2 เม็ดคงไม่พอ แต่การเพิ่มปริมาณยาให้มากขึ้น อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการติดยาในเวลาต่อมา เพราะบางคนอาจทานยาถึง 16 วันใน 1 เดือน หรือมากกว่า 180 วันใน 1 ปี ด้วยเหตุนี้จึงพบว่า ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังคงมีอาการปวดหัวอยู่ เนื่องจากทานยาแก้ปวดมากเกินไปนั่นเอง

    อย่างไรก็ดี หากปวดหัวอยู่เป็นประจำให้ปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องจะดีกว่า และให้ระมัดระวังยาที่ "เพื่อนบอกว่าใช้แล้วดี" ด้วยเพราะไม่รู้ว่ายาตัวนั้นจะเหมาะกับเราหรือไม่

    3. อย่าทานยาแก้ปวดต่างชนิดในวันเดียวกัน

    หากคุณปวดหัวแล้วไม่ได้ไปปรึกษาแพทย์ ก็อย่าทานยาแก้ปวดหัวที่ต่างชนิดกันบ่อย ๆ เพราะอาจจะทำให้มีอาการแย่ลงยิ่งกว่าเดิม ไม่เพียงแค่นั้นยังทำให้แพทย์สันนิษฐานไม่ได้ หากเกิดอาการแพ้ยาขึ้น นอกจากนี้อย่าทานยาตอนท้องว่าง เพราะอาจทำให้กระเพาะเกิดการระคายเคือง ทางที่ดีแล้วควรทานอาหารรองท้องก่อนเล็กน้อย แล้วค่อยทานยาเพื่อให้การดูดซึมยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

    4. ไม่ควรทานยาช้าเกินไป

    เมื่อใดก็ตามที่รู้สึกปวดหัว ไม่ควรเพิกเฉย แต่ควรสังเกตอาการเริ่มแรกให้ดีเพื่อที่จะได้หายามาทานให้ทันท่วงที เพราะหากช้าเกินไป เพียงแค่เราสัมผัสผมก็อาจทำให้ปวดหัวได้ ถ้าถึงตอนนั้นยาตัวใดก็ไม่สามารถช่วยระงับอาการปวดได้ สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณอาจจะเป็นไมเกรนคือ อารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย เฉื่อยชา โมโหง่าย อยากอาหารบางอย่างเช่น ของหวาน ๆ และออกอาการหาวแต่ไม่ได้ง่วงนอน

    5. หากปวดหัวมากกว่า 3 ครั้งต่อเดือน ยาแก้ปวดก็ช่วยไม่ได้แล้ว

    หากคุณมีอาการอย่างนี้บ่อย ๆ การบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ บางทีก็น่าลองดู เช่น อาจจะจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน ถ้าไม่ถนัดกีฬาที่กล่าวมา ก็อาจจะเล่นกีฬาชนิดไหนก็ได้ที่คุณชอบ เพียงแต่ขอให้เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ เพียงแค่วันละ 15 นาที ก็เพียงพอแต่ถ้าแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว ลองเปลี่ยนวิธีเป็นเดินในห้างสรรพสินค้าดูก็ได้นะ

    แต่ก็มีบางคนที่จะต้องทานยาทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ปวดหัวก็ตาม ตัวยาเหล่านี้แตกต่างจากยาแก้ปวดทั่วไปคือ ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว โดยทำให้ระบบทางเดินโลหิตและระบบประสาททำงานเป็นปกติ

    6. หาสาเหตุให้ได้ว่า ทำไมเราจึงปวดหัว

    สาเหตุที่ทำให้ปวดหัวมีมากเหลือเกิน แต่ละคนก็ปวดหัวด้วยสาเหตุที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นควรหาสาเหตุให้ได้ว่าทำไมเราจึงปวดหัว เมื่อรู้แล้วจะได้หลีกเลี่ยงไม่ทำอย่างนั้น และพร้อมที่จะเผชิญกับมัน

    7. อย่าเปลี่ยนกิจวัตรบ่อย ๆ

    การนอนมากหรือน้อยกว่าปกติ การทานอาหารมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ล้วนเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ปวดหัวได้ การที่ทำกิจวัตรต่าง ๆ ไม่ต่อเนื่องกันนี้เสี่ยงต่อการปวดหัวโดยเฉพาะกับคนที่เป็น "ไมเกรนช่วงสุดสัปดาห์" ซึ่งไม่ควรเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันช่วงวันเสาร์-อาทิตย์มากนัก และอย่าได้ประเมินค่าการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรต่าง ๆ เหล่านี้ต่ำเกินไป โดยเฉพาะยิ่งถ้าหากคุณเพิ่งฟื้นไข้ คุณจะต้องทานยาที่ถูกต้องและพกยาติดตัวไว้เสมอ เผื่อว่าเกิดปวดหัวขึ้นมากะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจทำให้ปวดหัวได้

    8. อย่าคิดว่าการปวดหัวเป็นผลเคียงจากการมีประจำเดือน

    การที่คุณปวดหัวทุกครั้งในช่วงที่มีประจำเดือนหรือช่วง 2 วันแรกก่อนมีประจำเดือนถึงจะแสดงว่าคุณเป็น "ไมเกรนในช่วงมีประจำเดือน" ซึ่งเกิดจากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ปวดหัวนานกว่าเดิม มากกว่าเดิม และรักษายากยิ่งกว่าเดิม ในกรณีนี้ไม่ควรเพิกเฉยต่ออาการดังกล่าวแต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อดูอาการให้แน่ใจ

    9. ยาที่ใช้รักษาโรคอื่นอาจทำให้ปวดหัวได้

    ยาที่แพทย์สั่งให้ทานเพื่อรักษาโรคอื่นที่เป็นอยู่อาจมีผลข้างเคียงทำให้เราปวดหัวมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้ในกรณีนี้ลองให้แพทย์สั่งยาตัวอื่นที่รักษาโรคนั้น ๆ ได้และไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงใด ๆ มาทานแทน

    10. อย่าพยายามเอาชนะโรคไมเกรนสุดสัปดาห์

    บางคนมักปวดหัวในช่วงสุดสัปดาห์เนื่องจากการพักผ่อนมากเกินไป การพักผ่อนนี้ก็เป็นผลมาจากความเครียดสะสมที่เกิดขึ้นตลอดวันทำงานที่ผ่านมา ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงเรื่องเครียดต่าง ๆ แล้วหากิจกรรมอื่นทำ เช่น ปลูกต้นไม้ เล่นกับสุนัข

    11. อย่าหยุดทานยาคุมกำเนิดเพียงเพราะว่าปวดหัว

    สำหรับผู้หญิงบางคนถ้าทานยาคุม ไมเกรนจะกำเริบมากยิ่งขึ้น ในกรณีนี้ให้นำยาไปให้สูตินารีแพทย์ดู เผื่อว่าแพทย์จะสั่งยาคุมตัวอื่นที่เหมาะกับเราให้เราลองทานดูได้ อย่างไรก็ตามหญิงสาวที่เป็นไมเกรน และทานยาคุมด้วยนั้นจะต้องไม่สูบบุหรี่เป็นอันขาด เพราะจะเสี่ยงต่อการที่เลือดแข็งตัวผิดปกติ

    12. หากคุณอยู่ในช่วงวัยทองอย่าทำการบำบัดฮอร์โมน

    การบำบัดฮอร์โมน อาจยิ่งทำให้อาการปวดหัวแย่ลง หากจำเป็นจริง ๆ ให้แพทย์สั่งยาที่จะช่วยคงสมดุลของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ที่เหมาะกับเราให้ดีกว่า

    13. อย่าทานยาแก้ปวดหัวในขณะที่ตั้งครรภ์อยู่

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนแรกที่ตั้งครรภ์เพราะยาแก้ปวดบางตัวอาจทำให้แท้ลูก หรือทำให้ลูกที่อยู่ในครรภ์พิการได้ ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าทานยาได้หรือไม่ ควรไปปรึกษาแพทย์เสียก่อน

    14. อย่ารักษาแต่อาการปวดหัวอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็ต้องรักษาด้วย

    โดยปกติไมเกรนอาจก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ด้วย เช่น วิงเวียนและคลื่นไส้อาเจียน ในกรณีนี้ให้ทานยาแก้วิงเวียน ซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหารซึมซับยาได้ดีขึ้นและทำให้หายปวดหัวได้ ส่วนอาการแทรกซ้อนอีกย่างก็คือ คลื่นไส้อาเจียน ควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์สั่งยาให้

    15. ไม่ได้มีแต่ยาที่ช่วยแก้ปวดหัว

    หากคุณได้รับความทุกข์ทรมานจากการปวดหัวอยู่บ่อย ๆ ยังมีทางเลือกอื่นที่จะรักษาอาการปวดหัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษแนะนำนั่นก็คือ ไบโอฟีดแบ็ก (Biofeedback) คือกรรมวิธีการรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคไมเกรน หรือโรคเครียดที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง นอกจากนี้ยังช่วยรักษาผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง ระบบขับถ่ายไม่ดี ความดันเลือดสูง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ฯลฯ เทรนนิ่งออโตเจโน (Training Autogeno) คือการควบคุมตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลาย เหมาะกับคนที่ชอบวิตกกังวล เป็นไมเกรน มีความเครียดสูงหรือเป็นโรคหอบหืด และการฝังเข็ม วิธีการเหล่านี้ต่างก็ได้รับการยืนยันว่าช่วยลดอาการปวดหัวได้

    Tips

    1. หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นไมเกรนแน่นอนแล้วละก็ คุณควรจะหาชาสมุนไพรเก๊กฮวยดื่มซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้

    2. หากใครกำลังใช้ยารักษาไมเกรนยี่ห้อ Avamigram, Cafergot, Degran, Poligot-CF และ Polygot ควรจะต้องรู้ว่าห้ามทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์ หากต้องการให้ได้ผลควรนอนพักผ่อนในห้องที่มืด เงียบ และอุณหภูมิที่เหมาะสม แต่หากมีอาการข้างเคียง เช่น ขาไม่มีแรงเจ็บหน้าอก แขน คอ ไหล่ หรือปวดท้อง ปลายมือเท้าชา และรู้สึกเย็นซ่า รีบหยุดยาแล้วไปพบแพทย์ทันที



    วิธีป้องกัน

    สำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะนั่น ที่สำคัญมีอยู่ 2 วิธี

    วิธีแรก คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ร่วมกับการกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม

    วิธีที่สอง คือ กินยาป้องกันไมเกรน แพทย์จะแนะนำให้กินยาป้องกันก็ต่อเมื่อปวดศีรษะบ่อยมาก เช่น สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งขึ้นไป หรือแม้จะปวดไม่บ่อยแต่รุนแรงมากหรือนานต่อเนื่องกันหลายวัน ยาป้องกันไมเกรนนั้นมีอยู่หลายชนิด ยาแต่ละชนิดจะมีผลข้างเคียงต่างกันไป จะต้องเลือกชนิดและปรับขนาดยาให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายไป แนะนำให้เกิดยาป้องกันต่อเนื่องจนอาการสงบลงนาน 6-12 เดือน จึงลองหยุดยาได้ เมื่อกำเริบขึ้นอีกจึงเริ่มกินใหม่









    พบข้อมูลยาที่ควรเก็บไว้ตามลิงค์



    http://giveandrich.com/811/medicine-for-traveller.html


    เรื่องอาการปวดท้องและยา




    เรื่องสำคัญเกี่ยวกับอาการปวดท้องที่คนทั่วไปควรสนใจได้แก่
    การแยกให้ได้ว่ากรณีใดควรรักษาตนเอง และกรณีใดควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
    อาการปวดท้องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยๆ และสามารถรักษาด้วยตนเองได้ มี 2 โรค
    คือ ปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร และปวดท้องจากโรคอาหารเป็นพิษ

    อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร มักเกิดขึ้นขณะที่กำลังรับประทานอาหาร
    หรือรับประทานอาหารอิ่มแล้วไม่นานนัก
    โดยทั่วไปมักเกิดเมื่อรับประทานอาหารมากกว่าปกติ
    หรือรับประทานอาหารห่างจากมื้อก่อนนานกว่าปกติ เรียกว่าหิวอยู่นาน
    ตำแหน่งที่ปวดอยู่บริเวณสูงกว่าสะดือ บางคนจำได้ว่า
    เคยมีอาการเช่นเดียวกันนี้เป็นครั้งคราว ภายใต้สภานการณ์เดียวกัน
    และหายได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง วันต่อมาก็สบายดี รับประทานอาหารได้ตามปกติ
    บางคนอาการไม่รุนแรงพอที่จะเรียกว่าปวดท้อง ก็เรียกว่า ท้องอืด หรือ ท้องเฟ้อ
    อาการเหล่านี้หากเกิดเป็นครั้งคราว ถือว่าเป็นความผิดปกติชั่วคราว
    เกิดจากกระเพาะอาหารบีบตัวรุนแรงกว่าธรรมดา ต่างจากโรคกระเพาะอาหารจริงๆ
    ซึ่งคนไข้จะปวดติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานหลายวัน เป็นสัปดาห์
    หรือนานกว่านั้นหากไม่ได้รับการรักษา
    กรณีหลังนี้น่าจะสงสัยในเบื้องต้นว่าเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร peptic ulcer
    disease ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องต่อไป เช่น
    พิจารณาส่องกล้องตรวจเยื่อบุกระเพาะและทางเดินอาหารส่วนต้น
    หรือพิจารณาส่งตรวจด้วยการกลืนแป้งแล้วฉายภาพรังสีเพื่อดูว่ามีความผิดปกติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่

    การรักษาเบื้องต้นในกรณีปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร
    หากเป็นขณะกำลังรับประทานอาหาร ต้องหยุดรับประทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ
    ให้ลุกจากโต๊ะอาหารไปเดินเล่น อาการจะค่อยๆหายไป หากเกิดภายหลังอิ่มอาหาร
    และดื่มน้ำแล้ว การลุกไปเดินก็จะทำให้ทุเลาลงได้เช่นกัน
    ยาที่จะช่วยให้อาการทุเลาเร็วขึ้น ได้แก่ยาลดกรดที่ออกฤทธิ์เร็วเช่น โซดามินต์
    เพื่อให้หายเร็วควรรับประทานครั้งแรก 4 เม็ด หากไม่หายภายใน 5
    นาทีให้รับประทานอีก 2 เม็ด ถ้าหาย ต่อไปอาจป้องกันการเกิดอาการนี้ได้
    ด้วยการหลีกเลี่ยงสาเหตุ ถ้าทำไม่ได้ ขณะหิวมากก่อนรับประทานอาหาร
    ควรรับประทานยาลดกรด เช่น โซดามินต์ 2 เม็ดเสียก่อนที่จะเกิดอาการ
    หรือถ้าต้องการใช้ยาที่ออกฤทธิ์นานอาจใช้รานิติดีน ranitidine
    ในกรณีที่อาการไม่หาย
    ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยต่อไปเพราะสาเหตุอาจจะเป็นจากโรคแผลในกระเพาะอาหารชนิดรุนแรง
    หรืออาจเป็นโรคนิ่วถุงน้ำดีหรือโรคหัวใจก็ได้

    โรคอาหารเป็นพิษ food poisoning ทำให้มีอาการปวดท้องร่วมกับอาการอาเจียน
    และอาการท้องเดิน สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด
    มีการปนเปื้อนแบคทีเรีย หรือสารพิษจากแบคทีเรีย
    อาการปวดท้องมักจะอยู่บริเวณกลางท้องรอบๆ สะดือ หรือสูงกว่าเล็กน้อย
    ถ้าอาการปวดท้องเกิดขึ้นร่วมกับอาการอาเจียน
    การอาเจียนจะมีผลทำให้อาการปวดท้องทุเลาอย่างชัดเจน
    ถ้าอาการปวดท้องเกิดร่วมกับอาการท้องเดิน
    การถ่ายอุจจาระจะทำให้อาการปวดท้องทุเลาเช่นกัน

    การรักษา อาการปวดท้องในกรณีนี้ ถ้ายังมีอาการอาเจียนอยู่
    อาจใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางที่ท้อง ถ้าไม่อาเจียนหรือหายอาเจียนแล้ว
    ให้รับประทานยาบุสโคพาน buscopan ร่วมกับพอนสแตน ponstan
    แม้ว่าอาการปวดท้องจะทุเลาแล้ว ควรป้องกัน การเกิดอาการปวดท้อง
    โดยรับประทานเฉพาะบุสโคพานทุก 4 ชั่วโมง ประมาณ 3 ครั้ง ถ้ารับประทานอาหารได้
    ควรรับประทานยาประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนอาหาร
    ปวดท้องจากโรคอาหารเป็นพิษต้องหายภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง

    อาการปวดท้องที่ไม่ธรรมดาควรรู้จักเพื่อจะได้รีบหาแพทย์ได้ทันเวลา
    มีกรณีต่อไปนี้

    (1) ปวดท้องจากไส้ติ่งอักเสบ appendicitis

    ไส้ติ่งอยู่บริเวณท้องด้านขวาล่าง เมื่อเกิดการอักเสบ มีอาการปวดท้องเป็นสำคัญ
    ในระยะเริ่มแรกอาการปวดไม่รุนแรงนัก และรู้สึกปวดที่บริเวณกลางท้อง
    เมื่อการอักเสบรุนแรงขึ้น อาการปวดจะชัดเจนมากขึ้น
    และย้ายมาปวดที่บริเวณท้องด้านขวาล่าง การไอ จาม ขยับตัว
    หรือการกดบริเวณที่ปวดจะรู้สึกเจ็บ หลังจากนั้นจะรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียน
    และมีไข้ อาการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในวันเดียว ควรจะไปตรวจที่โรงพยาบาล
    เพราะหากใช่ไส้ติ่งอักเสบจะต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด

    (2) ปวดท้องจากนิ่วถุงน้ำดี gall stone และถุงน้ำดีอักเสบ

    คนจำนวนไม่น้อยมีนิ่วในถุงน้ำดีโดยไม่เกิดอาการใดๆ ส่วนมากประมาณร้อยละ 85
    จะไม่มีอาการใดๆเลยจากนิ่วเหล่านี้
    ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อนิ่วเคลื่อนตัวไปอุดท่อน้ำดี
    ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือแน่นท้องอย่างรุนแรง บริเวณใต้ลิ้นปี่
    อาการปวดเพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และคงอยู่นานไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง
    จนถึง 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ ทุเลาเมื่อนิ่วที่อุดอยู่หลุดไป
    ในที่สุดก็หายเป็นปกติ แต่ก็จะเกิดอาการทำนองเดียวกันอีกภายหลังอีกหลายวัน
    หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนต่อมา ไม่มีการปวดแบบเป็นๆหายๆติดต่อกันหลายวัน
    ในกรณีที่นิ่วที่อุดอยู่ไม่หลุดไป ถุงน้ำดีจะเกิดการอักเสบ
    อาการปวดท้องไม่หายไป และจะย้ายตำแหน่งไปปวดที่บริเวณท้องด้านขวาบน
    กดเจ็บในบริเวณนั้น และมีไข้ รวมทั้งมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
    บางกรณีมีดีซ่านด้วย การรักษาต้องอาศัยการผ่าตัด เพื่อเอาถุงน้ำดีออก
    ซึ่งเป็นวิธีที่ ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่เกิดนิ่วอีก
    สำหรับผู้ที่เคยปวดท้องจากนิ่วแม้จะหายปวดแล้ว
    ก็ควรผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกเช่นกัน เพราะจะต้องปวดอีก

    (3) ปวดท้องจากการอุดตันของลำไส้ gut obstruction

    การอุดตันของลำไส้ จะทำให้เกิดอาการปวดท้องตามแนวกลางลำตัว ตั้งแต่กลางท้องลงไป
    ลักษณะอาการปวดเหมือนลำไส้ถูกบีบ เป็นระยะๆ ตามด้วยอาการอาเจียน และท้องอืด
    ข้อแตกต่างจากโรคอาหารเป็นพิษ คือ ไม่มีอาการท้องเดิน
    โรคนี้จำเป็นต้องรักษาในโรงพยาบาลเช่นกัน เพราะก่อนอื่นต้องงด อาหาร
    และอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

    (4) ปวดท้องกรณีต่อไปนี้อาจจะยากในการวินิจฉัยเบื้องต้น หากไม่แน่ใจ
    ควรปรึกษาแพทย์เช่นกัน ได้แก่ อาการปวดท้องที่เกิดขึ้นกระทันหันและรุนแรง
    อาการปวดท้องที่คงอยู่นานกว่า 4 ชั่วโมง โดยไม่ทุเลาเลย
    อาการปวดท้องที่มีอาการอาเจียนหลายครั้ง
    และอาการปวดท้องที่รักษาด้วยตนเองแล้วไม่ทุเลา




    จาก BangkokHealth เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 46 เวลา 10:04:00 AM



    เซทริซิน ค้นข้อมูลเพิ่ม ก็อปปี้จากเว็บอื่นมาเพื่ออ่าน

    Cetrizin มีชื่อสามัญทางยาว่า Cetirizine เป็นยาแก้แพ้รุ่นใหม่ที่ใช้รักษาอาการแพ้อากาศ อาการแพ้อื่นๆ เช่น ผื่นลมพิษ

    ผลข้างเคียงจากการใช้ยาตัวนี้ที่พบได้บ่อย คือ ง่วงนอน (>10%) แต่จะเกิดในผู้ป่วยบางรายเท่านั้น

    เมื่อรับประทานยานี้แล้ว ไม่ควรขับรถหรือทำงานที่เสี่ยงต่ออันตราย และไม่ควรรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์

    ปล. ที่ถามว่ามีความแรงมากไหม ไม่ทราบว่าหมายถึง ประสิทธิภาพของยา หรือผลข้างเคียงของยาค่ะ

    ยาcetrizin® มีชื่อสามัญทางยาว่า Cetirizine โดยใน 1 เม็ดจะมีความแรง 10 mg ขนาดรับประทานคือครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง โดยยาตัวนี้เป็นยาในกลุ่ม Antihistamineหรือยาแก้แพ้ รุ่นที่ 3 โดยยาแก้แพ้จะแบ่งเป็น 3 รุ่น ทั้ง 3 รุ่นจะมีฤทธิ์ในการรักษาใกล้เคียงกัน แต่ยาแก้แพ้รุ่นที่3 นี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดผลข้างเคียงจากยา คือ ง่วงซึม สับสน มึนงง และลดจำนวนครั้งในการทานยาลงเหลือวันละครั้ง จึงสะดวกในการบริหารยามากขึ้น

    http://clumsycatz.diaryclub.com/20110330/%CB%D2%C2%E4%BB%B9%D2%B9%E0%C5%C2%E0%C3%D2



    รูป Ofloxin



    สวัสดีค่ะ

    เราเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบมาประมาณ 5 ครั้ง (เป็นห่างๆกัน ประมาณปีละ 2-3 ครั้ง)
    ครั้งล่าสุดเป็นเมื่อเดือนสิงหาคม กินยาก็หายไป เมื่อวานกลับมาเป็นอีกครั้ง

    ครั้งนี้ก็กินยาตัวเดิมกับ 2 ครั้งก่อน คือ Ofloxcin 200mg ของ Siam เภสัชที่ร้านบอกให้กินก่อนอาหารเช้าเย็น 5 วัน
    แต่เมื่อคืนเกิดอาการคลื่นไส้มาก และท้องเสียถ่ายเป็นน้ำเลย ก็พยายามจะหลับๆตื่นๆ จนมาอาเจียนเมื่อเช้าก็ดีขึ้น

    พอจะทราบว่าอาการข้างเคียงของยาตัวนี้ทำให้ คลื่นไส้ ท้องเสีย อยู่แล้ว
    แต่ถ้ามากขนาดนี้ก็ไม่ไหว รวมถึงอาการขมในปากด้วย กินน้ำก็ขม ยิ่งน้ำเย็นยิ่งขม เลยรบกวนถามว่า …

    1. กินยา 3 วัน พอได้มั้ย หรือเสี่ยงต่อการดื้อยาเกินไป
    2. ถ้าคลื่นไส้ กิน Molax-M ด้วยกันได้มั้ย
    3. มียาตัวอื่นที่ผลข้างเคียงน้อยแนะนำมั้ยคะ เผื่อเป็นอีกจะได้เปลี่ยนยาดูค่ะ
    4. มี Cranberry เม็ดอยู่ กินทุกวันติดต่อกันเพื่อลดโอกาสกลับมาเป็นอีกได้มั้ย กินมากมีผลเสียหรือป่าวคะ

    ขอบคุณค่ะ

    june_

    โพสต์: 3
    ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2009, 20:58

    ข้างบน
    Re: กระเพาะปัสสาวะอักเสบ Ofloxacin กับอาการข้างเคียง

    โพสต์โดย DKNY » 14 พ.ย. 2011, 15:04
    อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบที่เป็นอยู่ อาจไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเสมอไปครับ
    สาเหตุส่วนใหญ่ที่ผู้ป่วยเป็นมาก อันดับต้นๆคือการอั้นปัสสาวะไว้นานๆและดื่มน้ำน้อย เชื้อ E coli ที่เป็นเชื้อหลักที่ก่อให้เกิดระบบทางเดินปัสสาวะอีกเสบมันก็ไม่ได้ติดง่ายๆครับ ถ้าร่างกายเราแข็งแรง และรักษาความสะอาดช่องคลอดดีๆ พูดง่ายๆ E.coli มันมาได้อย่างเดียวคือทางอุจจาระ
    แล้วลุกลามเข้ามาสู่ทางเดินปัสสาวะได้ มันมีสาเหตุที่นำพามันเข้ามาได้ คุณลองหาดูนะครับว่ามีสาเหตุอะไรบ้าง :razz:

    กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ที่เกิดจากการอั้นปัสสาวะนานๆ จะทำให้เกิดการอักเสบบริเวณกล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากต้องรองรับปัสสาวะ
    ที่ค้างปริมาณมากๆ ประกอบกับปัสสาวะมีความร้อน และเข้มข้นสูง และถ้ายิ่งมีเชื้อโรคคั่งในปัสสาวะด้วยก็จะเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น
    ผมแนะนำว่าถ้าคุณเป็นปัสสาวะอักเสบบ่อยๆ ให้คุณไปที่โรงพยาบาล เพื่อดำเนินการตรวจสอบว่าใช่เชื้อที่ก่อโรคหรือไม่
    สำหรับยา ofloxacin ไม่ใช่ทางเลือกแรกที่จะใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ
    ยังมียาพื้นฐานที่ยังมีประสิทธิภาพในการรักษาได้หากติดเชื้อจริง
    ดังนั้นไปตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดครับ ยาไม่ต้องกังวลครับมียาอีกหลายตัวที่รักษาได้ และผลข้างเคียงน้อยกว่า




    ภาพ อุปกรณ์ขั้วไฟ





     

    Create Date : 30 มกราคม 2555    
    Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2556 16:32:32 น.
    Counter : 6996 Pageviews.  

    ตั้งชื่อลูก ชื่อซี้ของจีน

    http://www.dumex.co.th/pregnancy/article/baby_naming



    เก็บข้อมูลตั้งชื่อหลาน


    http://www.mahamodo.com/tamnai/setname_select_by_day.asp?clickday=6&pageNo=2&kword=&category=









    http://www.tiantek.com/th/page.php?al=ch2&pg=4











    http://www.fengshuitown.com/tools-download/fengshui-auspice-pc-pro.htm เว็บชื่อซี้



    http://www.fengshuihut.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=176436&Ntype=8

    http://www.fengshuihut.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=157095&Ntype=8


    ดูโดยใช้ปีเกิด คือ เบ้า พบดิถี คือ เปี้ย เป็นดาวเซียกัวให้คุณ ทายว่า
    เป็น คนที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน มีความฉลาด มีพรสวรรค์ มีความสามารถ มีอารมณ์ทางเพศเป็นปรกติ มีความคิดลึกซึ่งกว่าผู้อื่น เก่งวิทยาศาสตร์ เก่งการแสดง ศิลปะ มีความริเริ่ม สร้างสรรค์ เรียนรู้เร็ว พูดไพเราะ เรียบร้อย รักความสะอาด ความสวยงาม เป็นผู้ใหญ่ หญิงสวยชายเก่ง
    伤官吉象——能积极追求学业或事业,显示比平时有较高的智慧和才能,創造事业较易成功进步。美容,科学,藝術 ,表演天才,美麗的誘惑,爱情也较易产生和进展。男才女貌。






    หลอดแชงเนอเรีย ประหยัดไฟ ปลอกหุ้มด้วยซิลิโคน ทนประหยัด

    ราคา 180- net


    โคมฝาชีสมัยก่อน แต่ยังแข็งแรงหน้าใช้อยู่ค่ะ




     

    Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2554    
    Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2556 16:40:40 น.
    Counter : 606 Pageviews.  

    น้ำในหูไม่เท่ากัน กำลังสนใจรวบรวม







    http://www.pharmacafe.com/board/viewtopic.php?f=18&t=23874


    http://www.thairx.com/dmdrug.asp?did=sblc






    งดชา กาแฟ (กินทุกวันแย้วอ่ะ) ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ (ข้อควรปฏิบัติ)








    http://www.pantown.com/board.php?id=10764&area=4&name=board4&topic=1335&action=view








































    http://www.bangkokhealth.com/index.php/high-q-life/2181-2009-04-16-02-36-20.html











    ลอกมาจากคนที่คอมเมนท์ ไว้ศึกษา
    ป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ปีละครั้ง

    สาเหตุ คือ 1. พักผ่อนไม่เพียงพอ (จริงๆคนเราคิดว่าพอ แต่ร่างกายอาจจะไม่พอ)

    2. ความเครียด

    วิธีรักษา คือ นอนให้เพียงพอ

    ทานยาแก้มึน Maclizine ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร 3 มื้อ /

    ทานยาบำรุงปลายประสาท Neuromet 500 mcg. ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร 3 มื้อ

    ที่สำคัญนอนแล้ว ก็นอนๆๆๆ อาจจะใช้ยานอนหลับช่วยให้นอนได้มากขึ้น

    จากข้อมูลที่ให้ด้านบน คือยาที่หมอสั่งให้ค่ะ

    เมื่อ หลายปีก่อน เคยไปตรวจลูกดิ่งกับ อ.สุทธิวัสส์ ที่บรรยาเรื่อง นาฬิกาชีวิต อ. แนะนำให้ทาน ALPHA 20C เป็นสมุนไพร ช่วยปรับสมดุลย์ในร่างกายค่ะ ของบริษัท ซันไลน์เดอร์ (คิดว่ามีขายแล้วที่เมืองไทย ลองเช็คเน็ทดูจ๊ะ)

    และทานพวกผักบุ้ง กระเจี๊ยบ ผักที่มีเมือกค่ะ จะช่วยได้ ...ตั้งแต่ทาน อัลฟ่า มา 4 ปี ไม่เคยเป็นอีกเลยค่ะ




    http://www.pha.nu.ac.th/dis/forum_posts.asp?TID=664




    http://www.unitynature.com/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%A7.html/




    cinnarizine แปะไว้ก่อน(ยาขยายหลอดเลือด) ที่มีคนกินตัวนี้

    เมื่อค้นในกูเกิ้ล ได้ดังนี้

    ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ (Cinnarizine Tablet)

    ส่วนประกอบ

    ในยาแต่ละเม็ด ประกอบด้วยตัวยา Cinarizine HCl 25 มิลลิกรัม

    ข้อบ่งใช้

    รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน หูอื้อ ป้องกันอาการเมารถ เมาเรือ ป้องกันไมเกรน

    ขนาดและวิธีใช้




    http://www.reocities.com/vichiena/drug_cinnarizine.html
    รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3 ครั้งเมื่อมีอาการ















    ปวดไมเกรนบ่อยๆ

    ตอนนี้รับประทานยา ควบคุมการเกิดไมเกรน

    Si mo yiam


    •ยานี้ใช้สำหรับรับประทาน โดยทั่วไปรับประทานวันละครั้งในเวลาเย็น หรือให้ใช้ยานี้ตามวิธีใช้ที่ระบุบนฉลากยาอย่างเคร่งครัด โดยห้ามใช้ยาในขนาดที่มากหรือน้อยกว่าที่ระบุ และหากมีข้อสงสัยให้สอบถามแพทย์หรือเภสัชกร

    และยาแก้ปวดไมเกรน .....เฟอร์กอต

    ผู้ใหญ่และเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป - ขณะเมื่อเริ่มมีอาการปวดศีรษะ รับประทาน 1-2 เม็ด หากอาการไม่ดีขึ้น อาจให้รับประทานซ้ำอีกได้ครั้งละ 1 เม็ด ถ้าจำเป็น โดยเว้นระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่าครั้งละ 30 นาที แต่ไม่ควรเกินวันละ 6 เม็ด และไม่เกินสัปดาห์ละ 10 เม็ด
    เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี - ใช้ตามแพทย์สั่ง



    วิธีบำบัดการปวดหัวโดยไม่ต้องพึ่งยา
    อาการปวดหัวนั้น ไม่จำเป็นที่คุณต้องพึ่งยาเสมอไป ลองมาบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติดูก่อนดีไหมค่ะ

    1. บำบัดด้วยน้ำ
    วางถุงน้ำแข็งบนหน้าผาก หรือจะใช้ผ้าเย็น ๆ โพกศีรษะก็ได้ค่ะทำไปพร้อมกับการแช่เท้าในน้ำอุ่น ค่อย ๆเพิ่มความร้อนของน้ำขึ้น ใช้เวลา 15-20 นาที อาการปวดหัวจะทุเลาลงค่ะ

    2. งดอาหาร
    อาหารแสลงบางชนิด เช่น เนื้อรมควัน ชอคโกแล็ค ผงชูรส ไส้กรอก เบคอน และ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน มักเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้

    3. ใช้วิตามิน
    การขาดวิตามิน B- COMPLEX อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ลองมองหาอาหารที่มี วิตามินบีมาก ๆ เช่น ผักโขม กะหล่ำปลีข้าวซ้อมมือ และอาหารธัญพืชต่าง ๆ

    4. ขิง
    มีงานวิจัยพบว่า ขิงมีคุณสมบัติในการแก้ไมเกรน หากมีอาการปวดหัวในช่วงบ่าย ๆ ลองจิบน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้ว ถ้าไม่สะดวกจะต้มเอง ขืงผงบรรจุซอง ก็สะดวกดีค่ะ

    5. น้ำมันหอม
    น้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดความกระวนกระวายใจได้ ลองนำมานวดบริเวณขมับ ไรผม และต้นคอ จะช่วยผ่อนคลายได้

    6. นวด
    การนวดจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ หาใครสักคนมาคอยนวดที่ต้นคอและช่วงไหล่หรือจะนวดเองก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ

    7. ไปเดินเล่นสักห้านาที
    การเดินเล่นจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินส์ ซึ่งเป็นยาแก้ปวดขนานเอก

    8. ดนตรีบำบัด
    ถ้าคุณปวดหัวจากความเครียด ในทางการแพทย์ค้นพบว่า ดนตรีช่วยบำบัด อาการได้ โดยเฉพาะดนตรีทีมีท่วงทำนองเรียบง่ายฟังสบาย ๆ อาจมีสรรพเสียง ของธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้องเกลียวคลื่น เสียงนก หรือลมฝน จะช่วยกล่อมจิตใจให้สงบนิ่งขึ้นช่วยลดความตึงเครียดได้

    เป็นวิธีแก้อาการปวดหัว แบบธรรมชาตกันจริงๆ ใครชอบแบบไหนก็ลองทำดูนะคะ รับรองว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็ก็ถึงเวลาที่คุณควรไปพบแพทย์แล้วล่ะค่ะ

    ปวดหัวจากความเครียด
    มีอาการปวดบริเวณรอบศีรษะ รู้สึกมมึนๆเหมือนสมองถูกบีบ มักเกิดจากความเครียดหรืออาการอ่อนเพลีย การพักผ่อนให้เพียงพอหรือนวดบริเวณต้นคอและขมับจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ หรือจะใช้วิธีการฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ และหายใจลึกๆและสำหรับการทำงานที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงก็ควรจะหยุดพักเป็นระยะๆ รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ค่ะ


    ปวดหัวจากแอลกฮอล์
    มักมีอาการปวดบริเวณเบ้าตา ,ถ้าคืนไหนคุณดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์มากเกินไปก่อนเข้านอนควรจะดื่มน้ำตามมากๆด้วยเนื่องจากน้ำจะช่วยต้านฤทธิ์ของแอลกฮอล์ได้ส่วนรุ่งเช้าควรดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากเมาค้างได้


    ปวดหัวจากไซนัส
    จะมีอาการปวดบริเวณดั้งจมูกและเบ้าตาวิธีการบรรเทาอาการปวดหัวแบบนี้ ต้องพึ่งยาลดน้ำมูก เพื่อให้จมูกโล่ง หรืออาจจะใช้วิธีประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น การจิบเครื่องดื่มอุ่นๆก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าคุณมีไข้ ควรจะหาหมอด้วยนะคะ


    ปวดหัวจากคาเฟอีน
    จะมีอาการปวดตุ๊บๆบริเวณด้านบนของศีรษะอาการส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับปวดหัวที่เกิดจากความเครียด ถ้าคุณปวดหัวแบบนี้ การพักผ่อนให้เต็มอิ่ม จะช่วยได้ดีทีเดียว การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และการนอนเป็นเวลาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปวดหัวชนิดนี้ได้แต่ถ้าคุณติดกาแฟ ก็ควรจะดื่มให้เป็นเวลา(เวลาเดียวกันทุกวัน) และดื่มเพียงวันละ1-2 แก้ว จะดีกว่า


    ปวดแบบไมเกรน
    จะมีอาการปวดตุ๊บๆ บริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่งบางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดไมเกรนนั้น เชื่อว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาหารบางชนิดอาจทำให้บางคนเกิดอาการไมเกรนกำเริบมากขึ้นได้ เช่น ไวน์แดง เนื้อสัตว์แปรรูป ผงชูรสการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่นร้อนอบอ้าวเกินไปความหิว ความตื่นเต้น การเดินทางหลายๆแห่งในช่วงเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดไมเกรนได้คนที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จึงควรหมั่นสังเกตว่าเกิดจากปัจจัยอะไรจะได้หลีกเลี่ยงได้ การเข้านอนเป็นเวลา และหลับให้เต็มตา จะช่วยผ่อนคลายอาการไมเกรนได้ ส่วนเซ็กส์ที่สุขสมนั้น มีงานวิจัยยืนยันว่า เป็นยาขนานเอกในการบำบัดอาการไมเกรนกันทีเดียว


    คนที่มีอาการปวดหัวเรื้อรัง ปวดหัวบ่อยๆ นักวิจัยเขาแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Tyramines และ Nitrite เพราะบางคนอาจจะมีความไวต่อสารสองชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้

    ช็อกโกแลต ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรน จะมีอาการกำเริบขึ้นทุกครั้งที่กินช็อกโกแลต คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลต อย่าเพิ่งเศร้าใจนะคะ เพราะนักวิจัยเขาบอกต่ออีกว่า ช็อกโกแลตชนิดขาวกินได้ไม่ทำให้ปวดหัวหรอกค่ะ

    ไวน์แดง ผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มไวน์แดง จะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มวอดก้ามะนาว ซึ่งไม่เกิดอาการดังกล่าว ผู้ที่มีอาการไมเกรนเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงไวน์แดงจะดีกว่า

    กุนเชียง เนื้อแดดเดียว เป็นอาหารที่ผ่านกรรมวิธีทำให้มีสีแดงโดยเติมดินประสิวลงไป ซึ่งก็คือสาร Nitrite ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการปวดหัวได้

    ลูกชิ้นเด้งทั้งหลาย ผู้ผลิตบางรายจะใส่สารบอแร็กซ์ ซึ่งเป็นสารอันตราย ทำให้บางคนเกิดอาการปวดหัว คลื่นใส้ และอาเจียนได้

    สารให้ความหวานแทนน้ำตาล สำหรับคนที่มีอาการปวดหัวเรื้องรัง ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลการวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการกำเริบขึ้นเมื่อกินสารชนิดนี้เข้าไป

    แม้อาการปวดหัว อาจจะไม่ได้เกิดจากอาหารเหล่านี้โดยตรง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคปวดหัวเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่าค่ะ



    ท่าที่ 1. ใช้นิ้วโป้งกดไว้ที่รอยบุ๋มตรงขมับ ใช้นิ้วชี้งอไว้ ลูบจากหัวคิ้วมาหางคิ้ว แล้วคลึงที่ขมับ จากนี้ลูบจากใต้ตามาหางตาแล้วคลึงที่ขมับ ทำ 3 รอบ

    ท่าที่ 2. นิ้วโป้งยังกดไว้ที่รอยบุ๋มตรงขมับ ใช้นิ้วชี้งอไว้ ลูบตามหน้าผาก โดยเริ่มจากเหนือหัวคิ้ว ไล่ขนานกับคิ้วไปถึงจุดขมับ แล้ววางนิ้วชี้ที่งอไว้เหนือหน้าผากสูงขึ้นไปอีก ลูบขนานจากหัวคิ้วไปหางคิ้วจนถึงขมับ ทำเช่นนี้เป็นแถบๆ สูงขึ้นๆ ถึงชายผม

    ท่าที่ 3. นิ้วโป้งกดไว้ที่รอยบุ๋มตรงท้ายทอย ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ อีก 4 นิ้วประสานกันตรงท้ายทอย ออกแรงนิ้วโป้งกดตรงรอยบุ๋มนั้น นับ 1-10 แล้วคลาย ทำ 3 ครั้ง แล้วใช้นิ้วโป้งนวดลงมาตามกล้ามเนื้อต้นคอ

    จากนี้ใช้มือลูบลำคอจากด้านหลังมาด้านหน้า แล้วเชยคางขึ้น พร้อมผลักมือออกไปให้พ้นไปทางปลายคางแรงๆ พร้อมกับเปล่งเสียงดัง "อา..า..า" เหมือนสลัดเอาความเจ็บปวดออกจากร่างกายและจิตใจของเราให้หมดสิ้น

    ท่าที่ 4 ใช้นิ้วมือทั้งสองข้าง ขยุ้มเส้นผมกำเอาไว้ ดึงให้รู้สึกตึงถึงรากผม แล้วคลายออก เลื่อนมือไปตำแหน่งใหม่ ขยุ้มเส้นผมไปทีละส่วนๆ จนครอบคลุมไปทั่วทั้งศีรษะ

















    อาการปวดหัวเป็นอาการที่พบในคนไข้ได้บ่อยและเป็นหนึ่ง ในห้าปัญหาแรกที่คนไข้มาพบแพทย์ อาจจะคิดว่าปัญหานี้ ไม่สำคัญแต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่มาก ๆ

    ถ้าจำแนกตามกลุ่มอาการ พบว่า อาการปวดหัวมี 7 กลุ่มคือ

    ปวดหัวไมเกรน
    ปวดเนื่องจากกล้ามเนื้อตึงตัว
    ปวดหัวเนื่องจากสาเหตุผิดปกติในสมอง เช่น โรคเนื้องงอกในสมอง อาการติดเชื้อในสมอง อาการโป่งพอง ของเส้นเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ
    ปวดหัวเนื่องจากสาเหตุนอกสมอง เช่น หูชั้นในอักเสบ โรคจากกะโหลกศีรษะหรือกระดูกคอ โรคไซนัส ฯลฯ
    ปวดหัวเนื่องจากอุบัติเหตุทางสมอง
    ปวดหัวเนื่องจากโรคทางกายอื่นๆ เช่น ภูมิแพ้ เส้นเลือดอักเสบ ฯลฯ
    ปวดหัวเนื่องจากภาวะทางจิตใจ เช่น เครียด ซึมเศร้า ฯลฯ

    หากดูถึงกลไกของการปวดหัวแล้ว จำแนกได้เป็น 3 กลุ่มคือ

    มีสาเหตุเนื่องจากการกระตุ้นระบบประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดในสมอง ได้แก่ ไซนัสในสมอง เส้นเลือดในสมองและเยื่อหุ้มสมอง
    เนื่องจากการกระตุ้นระบบประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดนอกสมอง ได้แก่ หนังศีรษะ พังผืดและกล้ามเนื้อ เส้นเลือดแดง
    เนื่องมาจากเส้นประสาทถูกกระตุ้น เส้นประสาทที่ว่านี้ก็มี เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5,7,9,10 และเส้นประสาทคอคู่ที่ 2 และ 3

    ประวัติคนไข้ที่แพทย์ต้องทราบเพื่อประกอบการวินิจฉัย เพื่อนำไปสู่สาเหตุ จะได้ช่วยแยกชนิดอาการปวดหัวด้วย ได้แก่ เวลาที่มักเกิดอาการ ระยะเวลาการปวดหัว ความรุนแรง ลักษณะของการปวด ตำแหน่งของการปวด อาการร่วม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ภาพซ้อน เวลาที่สัมพันธ์กับอาการปวด การตอบสนองต่อยาและสิ่งที่มากระตุ้นให้ปวดหัวเพิ่มเติม หรือสรีระทางร่างกายที่เปลี่ยนแปลงเช่น การมีประจำเดือน อาการเครียด ฯลฯ รวมทั้งประวัติอื่นที่ควรทราบ เช่น ประวัติการปวดหัวในครอบครัว ประวัติในช่วงวัยหนุ่มสาว ประวัติปวดหัวระหว่างถูกเกณฑ์ทหาร ช่วงแต่งงาน ตั้งครรภ์ การเมารถ ฯลฯ

    ชนิดของโรคปวดหัว

    1. ปวดหัวไมเกรน

    แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ ไมเกรนที่มีอาการเตือน และที่ไม่มีอาการเตือน
    อาการเตือนนั้นจะเกิดก่อนปวดหัว ไม่น้อยกว่า 4 นาที แต่ไม่เกิน 60 นาที อาการเตือนมักปรากฏทางการมองเห็น เช่น จุดในตาดำ มองภาพเป็นสีรุ้ง เห็นภาพเล็กหรือใหญ่กว่าความเป็นจริง หลังอาการเตือนหายไปแล้วจะค่อย ๆ ปวดหัวปรากฎขึ้น อาจจะปวดข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ ลักษณะการปวดจะปวดแบบตุ๊บๆ ที่ขมับท้ายทอยหรือหัวคิ้ว ถ้าปวดมากที่สุดอาจจะมีอาการอาเจียนด้วย อาการปวดมักจะเกิดเป็นชั่วโมง ถึงหลายชั่วโมง แล้วถึงจะดีขึ้น แต่ละคนก็จะมีรูปแบบการปวดเป็นเฉพาะคนๆ ไป สามารถบรรเทาอาการปวดโดยใช้ยา Ergotamine tartrate

    2. ปวดหัวเนื่องจากเส้นขอดในสมอง หรือเส้นเลือดโป่งพองในสมอง

    อาการปวดหัวชนิดนี้ มักจะเกิดทันทีทันใดอย่างรุนแรง หากปวดมากผู้ป่วยอาจหมดสติได้ และจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แขน ขาไม่มีแรง อาเจียน ชัก มักมีอาการปวดต้นคออยู่ด้วย พบได้ในคนทุกอายุทั้งที่เคยมีอาการและไม่มีอาการปวดหัวมาก่อน ถึงใช้ยาแก้ปวดก็จะไม่ดีขึ้น

    3. ปวดหัวเนื่องจากกล้ามเนื้อตึงตัว

    ปวดหัวชนิดนี้มักปวดสองข้าง รู้สึกเหมือนถูกรัดที่ศีรษะ เกิดอยู่ทั้งวันทั้งคืน เมื่อรับประทานยาคลายเครียดแล้วอาจจะดีขึ้น

    4. ปวดหัวเนื่องจากเนื้องอกในสมอง

    กลุ่มนี้อาการจะรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนไข้จะมีอาการ ผิดปกติทางระบบประสาท เช่น มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ช้าลง ก้าวร้าวขึ้น ความจำไม่ดี อารมณ์เพศเปลี่ยนแปลง ตามัว เห็นภาพซ้อน ชัก เดินผิดปกติ อ่อนแรง เป็นอัมพาต ฯลฯ หากตรวจร่างกายคนไข้โดยละเอียดควบคู่กับการเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ จะสามารถช่วยวินิจฉัยโรคได้

    5. ปวดใบหน้าจากเส้นประสาทสมอง

    กลุ่มนี้มีหลายโรค

    5.1 Trigeminal Neuralgia จะมีอาการปวดเส้นประสาทสมอง คู่ที่ 5 ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงใบหน้าตั้งแต่หน้าผาก แก้ม คงด้านข้าง และในปาก กระพุ้งแก้ม เหงือกด้านบน และด้านล่าง แต่จะปวดสั้นๆ ครั้งหนึ่งไม่กี่นาที แต่ปวดขึ้นมาแล้วจะปวดรุนแรงมาก เพียงแค่ลูบใบหน้า รับประทานอาหารหรือแปรงฟันก็อาจจะปวดหน้าอย่างรุนแรงได้ อาการปวดก็จะเรื้อรังเป็นปี 3-5% จะปวดทั้งสองข้าง

    5.2 Post Herpetic Neuralgia จะมีอาการปวดใบหน้า โดยเกิดจากการแทรกซ้อนจากโรคงูสวัด อาการปวดจะเกิดในตำแหน่ง ที่เป็นงูสวัดบริเวณหน้าผากหรือตาด้านใดด้านหนึ่ง

    5.3 Occipital Neuralgia ผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะปวดบริเวณท้ายทอย เปลี่ยนที่ไปมาได้ จะเสียวที่หนังศีรษะ เวลาลูบผมหรือหวีผม ส่วนใหญ่จะหายไปเองในเวลา 2-3 สัปดาห์ เป็นอาการปวดตามเส้นประสาท Greater lesser Occipital Nerve

    ถ้ามีอาการปวดหัวเป็นประจำและมีอาการเหล่านี้ ควรจะไปปรึกษาแพทย์ครับ

    น.พ.เกษียรสม วีรานุวัติ์
    คณะแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี




     

    Create Date : 17 มกราคม 2554    
    Last Update : 26 มกราคม 2554 21:30:59 น.
    Counter : 2269 Pageviews.  

    เว็บฝากรูป




    http://image.ohozaa.com/




     

    Create Date : 24 ตุลาคม 2553    
    Last Update : 24 ตุลาคม 2553 20:30:06 น.
    Counter : 201 Pageviews.  

    1  2  3  

    LadyJoker
    Location :
    นนทบุรี Thailand

    [Profile ทั้งหมด]

    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
    ฝากข้อความหลังไมค์
    Rss Feed
    Smember
    ผู้ติดตามบล็อก : 14 คน [?]





    " ซีเอ็นแอลไลท์ติ้งแอนด์อิเล็คทริค" จังหวัดนนทบุรี "

    จำหน่ายอุปกรณ์ไฟ แทบทุกชนิดค่ะ
    อยู่ใกล้ๆกับตลาดพระราม 5 ค่ะ

    http://www.pantip.com/cafe/home/topic/R8632927/R8632927.html

    .....认识你们...我很高兴...

    http://c-n-l.webiz.co.th/
    เพื่อการศึกษาและความบันเทิงค่ะ

    ตรงข้ามหมู่บ้านลัดดารมย์

    ขอบคุณทีมงานบล็อกแกงค์ ทุกๆคนนะค่ะ



    ตำแหน่งผู้จัดการ
    Backgrounds From FreeGlitters.Com
    Friends' blogs
    [Add LadyJoker's blog to your web]
    Links
     

    MY VIP Friend

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.