Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
31 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
O มหาภารตะยุทธ .. บทที่ ๙.๒ .. O




เพลง .. มหาภารตะยุทธ




อรชุน .. วิงวอนต่อกฤษณะไม่ให้ลงมือต่อท้าวภีษมะ .. เพราะจะเป็นการเสียสัตย์ต่อคำมั่นสัญญาว่าจะไม่ร่วมรบ .. แต่จะเป็นเพียงสารถีให้อรชุน .. จักรสุทัศน์ในมือคืออาวุธพระนารายณ์เป็นอาวุธที่ภีษมะเองไม่อาจต่อต้านได้.


= บทที่๙ .. สงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร ๑๘ วัน =
วสันตดิลกฉันท์ ๑๔
00101110 - - - 110102
00101112 - - - 110103
1 = ลหุ
0,2,3 = ครุ


O เข้าเจ็ดอรุณสุริยะคาบ
รุจิภาพะกลบกลืน
สองทัพกระหยับพละจะขืน-
รณยุทธะล้างผลาญ

O อันโทสะภีษมะกระนั้น
ระอุอั้นเพราะคำพาล
หยามหมิ่นบ่สิ้น-พจนะหลาน
ทรมานและอดสู

O จอมทัพสำหรับพยุหพล
ปะทะรณกะศัตรู
ขอเปลี่ยนแวะเวียนพิริยะ .. ดู-
เถอะนะหลู่ บ่ เห็นหัว

O ยกกรรณลุชั้นมุขะพหล
จะผจญะเต็มตัว
อย่าหวังจะดังพจนะยั่ว-
เยาะและเย้ย .. จะยอมใจ

O ตราบม้วยเพราะด้วยรณะประยุทธ
ชิวะหลุดและบรรลัย
ค่อยหวังจะดั่งพจนะไข
ระบุไว้เถอะหลานเอ๋ย

O บ่ายหน้าพระพร่าชิวะอริน-
ทระสิ้นและล่วงเลย
แสงขรรคะบั่นชิพิตะ .. เสย-
ทะลุแทงทะลวงคม

O แกล้วพลผจญรณะพระภี-
ษมะชีวะตรอมตรม
กรรมเวระเบนประทุษะ .. ถม-
ชิวะล่มสลายสูญ

O ตามติดพระภิษมะก็โท-
รณะโผประหัตพูน-
เพิ่มศพะทบ .. บทะอดูร
สหะกูณฑะพลุ่งผลาญ

O อกใจกระไรพระอรชุน
ขณะหมุนประหัตมาร
เหนี่ยวศระว่อนจระประหาร
อริลาญบ่เหลือหวัง

O ผ่านเคลื่อนเขยื้อนจระประชิด
ระอุฤทธิกำลัง
รำบาญจะผ่านประลุ"พระศัง-
ขะ"จะบังจะป้องภัย

O ศรพราหมณะยามปะทะทะลวง
ทะลุล่วงก็บรรลัย
จึงอรชุน .. รณะสมัย-
กุธะแสนยะเผาทรวง

O จึงเมื่อประจบ"สุศรมัณ"
ก็กระนั้นฤดีดวง
โพลงผายกระหายปะทะทะลวง
พระก็หน่วงธนู-ศร

O เหนี่ยวสายพระหมายศิระอริน-
ทระดิ้นและดับมรณ์
ล่องลิ่วปะปลิวสุตะสะท้อน
ขณะศระเสียบเศียร

O ผ่าแยกและแทรกพละกระบวน
ศิระส่วนก็ว่อนเวียน
ลิ่มเลือดเพราะเชือดระกะเฉวียน
ระดะแหล่ง ณ บัดนั้น

O เการพะครบพละพหล
ปะทะรณและโรมรัน
ปาณฑพะครบพละถลัน-
ปะทะบั่นชิวาตม์เขา




กฤษณะกับอรชุนกลางสนามรบ.



O แวดล้อมนะพร้อมจิตะกระหาย
จะสลายะปวงเกา-
รพ..ให้ประลัยฉลุเฉลา
ระบุเร้ากระบวนลง

O เร็วรี่พระภีษมะประชิด
กระอุฤทธิจำนง
ล้างผลาญะปาณฑพะประสง-
คะจะบ่งจะถอนหนาม

O สัญญาณสะท้านสุตะระรัว
ระยะชั่วสลัวยาม
สิ้นวัน .. ถวัลย์บทะละลาม-
ก็บุหลันขจายแสง

O เลิกรบ .. พระลบก็คละก็คลุม
รพิ .. รุมสลดแรง
ลมโบกสุโนกดุจะแถลง
นิละแผงจะผ่าน .. ผัน

O เพียงเพื่อจะเอื้อกรุณะจิต
กระอุฤทธิเข้าบัญ-
ชาการผสานนยะสวรร-
คะประจันประจงใจ

O แปดคาบอรุณขณะพระพาย
ระดะบ่ายประโลมใบ-
พฤกษ์พรรณะสั่น .. อุทัยะไข-
รุจิถ่ายระเรื่อทอ

O สองทัพกระหยับพละทะแกล้ว
รณะแล้วบ่อาจรอ
แววตาและอาวุธะลออ
ระกะล้อ ณ คาบรณ

O องค์ภีมะปรี่ .. พละ, กระบอง
อริต้องก็แหลกตน
ซ้ายขวาถลาปะทะผจญ
ทุพพละชีพสูญ

O โอรสะองคะอรชุน
ขณะหนุนจะเพื่อพูน-
เพิ่มศพะทบภวะอดูร-
ะอรินทระโศกศัลย์

O คือองค์"อิราวัต"ะพระหมาย-
จะสลายะชีวัน-
ถ้วนผู้ .. ก็หมู่สกุละ .."คัน-
ธรี"นั้นลุบรรลัย

O ห้าผู้ก็รู้ทุขะระคน
ชิวะหล่นและล่วงไป
เหลือผู้เพราะรู้รณะคระไล
ระยะไหวและน้าวศร-

O เสียบองค์อิราวัตะทะลวง
ทะลุทรวงและแทรกซอน
หล่นร่าง ณ กลางบทะสมร
วตะรอนปลาตร้าง

O จึงอรชุน-กระจะกะตา
ขณะวาระวายวาง-
ของบุตรเพราะสุดพละจะขวาง
หทยางค์พระอ่อนแรง

O ใจพ่อ ฤ รอประทุษะทัณ-
ฑะกระทั้นและทิ่มแทง
ภาพบุตระทรุด .. พิศะแสยง-
และสยอง ณ วิญญาณ

O เร่งรถจะบดชิวะอรินทร์
พระถวิละรำบาญ-
ล้างแค้นเพราะแค้นสมะสมาน-
กุธะหาญกระหึ่มทรวง




อรชุนกับพระนางสุภัทรามารดาของ อภิมัณยุ ซึ่งพระนางสุภัทราเป็นน้องสาวของพระกฤษณะ.



O ครั้งนั้น"ฆโฏตกจะ"พี่-
บุตระภีมะทั้งดวง-
ใจแค้นจะแทนประลัยะ .. ทวง-
ชิวะปวงอรินทร์สูญ

O เดือดดาลทะยานมนะจะบั่น
อริบรรลุอาดูร
โถมถากะอาวุธะจะพูน-
ศพะชน ณ บนดิน

O โรมรณผจญประหัตะเกา-
รพะเหล่าลุหิตริน
ฟาดฟันประจันก็เพราะถวิล-
หัตะสิ้นศัตรูตน

O ห้าวหาญทะยานศัพท์อุโฆษ
เพราะพิโรธะลวกลน
อาวุธะรุดประหัตะฉล
พระตวัดตวาดเสียง

O วกวาบประดาบกะทุรโยธน์
พระอุโฆษะสำเนียง
ผงคลีคะคลุ้มสรรพะเผดียง
ชิวะเพียงจะเพื่อผลาญ

O ห้าวหาญฆโฏตกจะก็ปลด-
มรกตะมีดมาร
ปา .. ปลิวละลิ่วจะเหาะประหาร
อริ-พาลและพวกพ้อง

O คันโค้งพระโก่งศระและเล็ง
ก็เหมาะเหม็งนะเมื่อมอง
ศรปรี่พระภีษมะสยอง
ขณะล่องทะลวงชนม์

O เร็วรี่ .. พระภีษมะเขยื้อน
รถะเคลื่อนขยับตน
รากษสะโหมประทุษะ .. ผล-
ศระคดบ่เป็นคัน

O ปาณฑพประจบทัพะกระหน่ำ
รณะย้ำก็เพื่อยัน-
เการพะหลบทัพะถลัน
จะตระหลบและทำลาย

O สายัณหะพลัน .. รณะสถาน-
สัญญาณะกล้ำกราย
หยุดรบ .. พระลบแสยะสยาย
บทะคลายคละคลุมลง

O คืนนั้นพระกรรณะก็ยะยั่ว
จิตะชั่วก็จำนง
คล้อยตามเพราะยาม .. รณะประสง-
คะจะปลงศัตรูวาย

O ถ้อยถกพระยก .. รณะกระบวน
และประมวละแยบคาย
ผู้ใดเพราะใจนิระจะหมาย
เสาะสลายอรินทร์เรา

O ควรหรือจะคือมุขะพหล
ขณะรณจะเพื่อเกา-
รพนี้..พระภีษมะ-เพราะเอา-
รสะปาณฑุคือหลาน

O พ้องศัพท์ลำดับผละประโยชน์
ทุระโยธน์ก็เริ่มการณ์
ถึงที่พระภีษมะประสาร
พจนารถะผ่านถึง

O ท่านปู่เพราะรู้สมรรถะท่าน
รณะกาละจักพึง-
ผลาญผู้ศัตรูนิระคะนึง
ภวะซึ่งจะสงสาร

O ข้าเห็น .. บ่เช่น-บทะจะควร
รณะล้วนจะเพื่อปาณ-
ทพ .. ปู่-บ่รู้หัตะประหาร
อริลาญเพราะออมมือ

O ควรกรรณจะพลันสถิตะที่
รณะลีละบรรลือ
แทนปู่ .. เพราะรู้รณะจะคือ-
กิติศัพทะแห่งตน

O หลานเอยเพราะเคยระบุระบิล
ก็เพราะจินตะอับจน
ปาณฑพะครบทุขะผจญ
ธรรมะล้นอุราเขา

O ทิพแถนและแสนยะทิวะนั้น
ก็ถวัลยะเอื้อเอา-
รสปาณฑุผ่านบทะเฉลา
รณะยุทธะสุดขืน

O ปาณฑพจะทบพิริยะจิต
ระบุสิทธิหยัดยืน
องค์ธรรมจะย้ำพละและฝืน-
บทะรุดลุจุดหมาย

O ตัวปู่เพราะรู้สมรรถะตน
จะผจญะตราบวาย
จากนั้น .. จะกรรณ ฤ จะสหาย
ก็จะพ่ายพลังธรรม

O สุดต้านเพราะปาณฑพะผสาน
พละผ่านทิพานำ-
ใจตั้งและหยั่งสุขุมะคัม-
ภิระคิดขจิตตน

O เก้าวันนะผ่าน .. ระยะประจบ
ชิวะทบกะทุกข์ทน
เสียงศังขประดัง .. สรรพะพหล-
ก็ระคนระคายเสียง

O เร็วรี่พระภีษมะประเลง-
รณะเพลงจะเพื่อเพียง-
เข่นฆ่าประดา-พหละ .. เคียง-
ศพะมวละเบื้องหลัง

O พฤฒา .. พระฝ่าพละประหัต
อริรัฐะชีพพัง
องอาจพิฆาตกุธะประนัง
นิระยั้งและอดออม

O ต้านทานกะปาณฑพะพหล
พระผจญะด้วยยอม-
พลีกายเพราะหมายจิตะประนอม-
สัทะพร้อม .. พระผ่านผัน

O เนื่องแนวก็แกล้วพละพหล
ชิวะหล่นเพราะโรมรัน
เนื่องแนววะแว่วสมรรถะขรร-
คะทะลวงและแยกเนื้อ

O อาดูระพูนอุระเทวษ
อนุ-เชษฐะอกเจือ-
ด้วยบทสลด .. ขณะระเรื่อ-
รุจิเชื้อจะดับฉาย

O ดื่นดารดาษศพะพหล
ระกะตนเพราะตัวตาย
ชีวาและอาสัญะสลาย
ก็ขยายขยับตอน

O สัญญาณก็ผ่านนยะประเดียง
ระบุเพียงจะหยุดรอน-
ราญผู้ศัตรู .. บทะสมร-
ก็สงัดและเงียบงัน

O คืนค่ำพระธรรมะบุตระคิด
จะพิชิตะโรมรัน
เห็นควระนวล-รณะผจัญ
กะพระภีษม์ทรงชัย

O ถ้อยเอ่ย .. พระเคยปฏิญญาณ
รณะการณะถ้วนใคร-
เว้นนั้น .. กะกัญญะเพราะหทัย-
มิประสงค์จะต่อกร

O เพื่อศึกจะส่ง"ศิขัณฑิน"
ปะอรินทระราญรอน
ท่านปู่จะรู้ .. ขณะสมร-
ดละศระเหนี่ยวสาย

O คมศรจะว่อนเพราะอรชุน
รณะหนุนและทำลาย
พันศรละครั้งก็จะสยาย
ประลุกายและปักตรึง

O ที่สิบทิวา .. รพิ-ขยับ
รุจิรับกะคำนึง
แกล้วพล, พหล .. บทะจะพึง-
อุระขึ้งและเคียดแค้น

O สองทัพกระหยับพละกระบวน
ตละส่วนประจำแดน
คนม้าคชาสมรรถะแสน-
ยะจะแม้นจะล่มเมือง

O ปาณฑพะครบพละและอา-
วุธะกล้านะหนุนเนือง
กองหน้า .. ศิขัณฑินะยะเยื้อง
ศระเรื้องผกายรอ

O อีกครั้งพระภีษมะพิโรธ
ก็เพราะโฉดนะเคลียคลอ
รุมเร้าและเฝ้าพิริยะขอ-
มิตระกรรณะนำรบ

O จึงปู่เพราะรู้นิสัยะหลาน
นยะพาละเจนจบ
ควบพาหะอาวุธะกระทบ
รณะภพะจำนง

O ป่วยการจะผ่านนยะประพจน์
ระบุบทะหยั่งบง-
การใจ .. เพราะใจนิระประสง-
คะจะคงจะขัดขืน

O ครั้นองคะภีษมะพระผู้
ทุขะรู้จะกล้ำกลืน
เกริกแสนยะแม้นอุระจะฝืน-
เยาะและยั่วพจีหลาน

O บรรจบก็รบกะอรชุน
ชุลมุนะรำบาญ
แสงขรรคะฟันปะทะผสาน
รณะการณะเกริกไกร

O บัดนั้นศิขัณฑินะพระผู้
บทะรู้ขจ่างใจ
ผินพักตร์ก็พักตระพิไล
ระบุให้พระภีษม์เห็น

O สบรูปก็รูป .. บุพะสมร
ระบุซ้อน .. และย้อนเป็น-
อัมพา ณ ครา .. ประทุษะเข็ญ-
เฉพาะภีษม์บันดล

O เงียบงันก็พลันศระพะพรู
ทะลุผู้ประมุขพล
เสียบร่าง ณ กลางคณะพหล
ก็ละหล่นเพราะคมศร







O เช่นเตียงระเรียงระยะจะแซม
ธนุแหลม บ่ เว้นตอน
ล้มร่างระหว่างวตะสะท้อน
ก็ระรอนบ่สิ้นใจ

O รอนรอนตะวันจะละจะลา
รุจิภาวะสิ้นไป
เหลือร่างระหว่างรณะสมัย
จะประลัยก็ยังหมาย

O อ่อยเอื่อยระเรื่อยวตะระลอก
ดุจะหยอกจะยั่วชาย
หนึ่งร่าง ณ กลางศศินะฉาย
ระดะกายกะคมศร

O เงียบงันบุหลันชุติพิลาศ
ดละภาสะพ่างพร
เอื้ออวยจะช่วยธรรมะขจร-
ะสะท้อนกระทบใจ

O โสมสรวงยะยวงภวะรุจี
ประลุที่พระทรงชัย
แอบออจะยอ .. มรรคะประไพ
เฉพาะให้พระย่างเดิน

O หริ่งหรีดวะหวีดศัพท์ประเดียง
พิเราะเพียงจะเพลิดเพลิน
ในทางระหว่างบทะเผชิญ
สรเสริญะสั่งสม

O อึงอละมณฑกะคะนอง
ฤจะร้องเพราะปรารมภ์-
หมายคีตประณีตรสะจะถม-
ทะนุโสตอุโฆษเสียง

O ลองไนคระโหยนยะอดูร-
ะจะพูนสะพัดเพียง-
ความคำพระธรรมะจะเผดียง
สัทะเรียงและทอดรอ

O กลองลั่น .. เพราะบันเฑาะวะกระหน่ำ
ดุจะย้ำจะยกยอ-
กรรมเหตุและเจตนะลออ-
คุณะพอจะนำเผย

O สาณีบ่มีระดะประดับ
อัจกลับก็ลับเลย
แท่นบรรจถรณะ .. พระเคย-
นิทระร่าง ฤ ต่างศร

O ภู่ม่านและกาญจนะขบวร
ตละส่วนและถ้วนตอน
คือดาริกาและศศิธร-
ะขจรขจายแสง

O ไม้ใบ-เลาะไล้วตะกระเวน
ดละเอนเพราะต้องแรง
เช่นใจเพราะนัยธรรมะแสดง
ประจุแฝงและฝากความ

O เงียบเหงาก็เนา .. นิละสมัย
ขณะไท้ .. นะต้องทราม
นกแสกก็แทรกศัพท์ละลาม
ดุจะหยามจะเย้ยหยัน-

O ต่อผู้เพราะรู้มรณะตน
จะผจญและสัมพันธ์
อำนาจและอาชญะถวัล-
ยะจะพล้นจะลับหาย

O จึงเพรียกพระกรรณและทุรโยธน์
พิเคราะห์โทษะบรรยาย
สอนให้หทัยผิวะจะหมาย
กุธะถ่ายสลายสูญ

O ฝักใฝ่หทัยสุขุมะศาน-
ติสมานะเพิ่มพูน
ทอนพิษะริษยะอดูร
อนุกูละว่านวงศ์

O บอกกรรณะบั่นอคติคิด
ทุจริตะปลิดปลง
ร่วมมาตุชาติสกุละหงส์
จะณรงคะเพื่อใด

O ควรที่จะมีจิตะประสง-
คะพะวงขจัดภัย
รอนทุขะยุค, -ดละสมัย-
สุขะศานติในชน

O ตรองดูก็รู้ .. รณะกระบวน
ทุขะล้วนจะลวกลน
อำนาจและอาชญะจะพ้น
และปลาตะทำลาย




ภีษมะบนเตียงลูกศรกับห้าพี่น้องปาณฑพ .. ในคืนแรกของการล้มลงของภีษมะ .. ห้าพี่น้องรวมทั้งพระกฤษณะมาแสดงความเคารพท่านปู่ .. ในค่ำคืนนั้น .. ที่อรชุนถูกขอร้องให้ปักศรสามดอกเพื่อหนุนเศียรภีษมะ.



O เงียบงันกระนั้นพจนะภี-
ษมะที่จะรำบาย-
หยุดลง .. จะสงเคราะหะสลาย-
ริษยาสงบแรง

O สองชายถวายอัญชลี
นิระปรีดิอาจแปลง-
เปลี่ยนคิดเพราะมิจฉะตะแบง
พละแฝงและฝังทรวง

O สิบเอ็ดอรุณจระผละผ่าน
รณะการณะเพื่อทวง-
ชอบธรรมและนำปณิธิสรวง-
ทะนุหน่วงและนำใจ

O ยกพราหมณะโทรณะจะอวย-
พละช่วยมุชิงชัย
สองทัพกระหยับพยุหะไพ-
บุลยาจะพร่าผลาญ

O ทุ่มโถมและโจมรณะผจัญ
อภิมัณยุรำบาญ
เการพประสบ .. พระก็ทะยาน
เหาะประหาระมอดม้วย

O สบผู้ศัตรู"ชยัทรถ"
บริบทะเอื้ออวย
โถมฟันจะบั่นศิระและฉวย-
จะเยาะเย้ยและหยามหยัน

O โจมตี .. ขยี้-ชยัทะรถ
ฉละคดก็หวาด .. พลัน-
หลีกหลบประจบพละ .. ถลัน-
เสาะแสะร่างและพรางหนี

O ด้านภีมะปรี่ระยะ .. กระบอง
พระผยองคะนองตี-
ตอบฟันกะ"ศัลยะ"จะพลี-
ชิวะบีฑะบรรลัย

O สองร่างระหว่างประยุทธนา
มหิมาสิเหนือใคร
สืบก้าวละก้าว .. กษณะนัยน์-
นิระไหว-ระวังตน

O ถอยถดและจด .. ระยะกระบอง
ภวะพ้องก็โถมพล
เข้าตีขยี้ .. ขณะกมล-
กุธะล้นละหลั่งไหล

O ที่สุดประยุทธ, ศัลยราช-
บทะพลาด .. ก็ทันใด-
พลองวาดก็ฟาดสริระ-ไท้-
พะกระทบพระซบลง

O เการพะทบพละประดัง
ปะทะบังและชิงองค์
รอดผ่านประหาระก็ประสง-
คะจะย้อนและร่วมผลาญ

O สายัณห์ตะวันจระจะล่อง
ขณะก้องกะสัญญาณ
หยุดรบสงบจิตะสมาน
นิทระเนื่องกะเรื่องรณ

O สิบสองทิวาสุริยะแรก
บทะแปลกก็แทรกปน
ลมริ้วปะปลิว .. ธวัชะบน
จิตะคนก็หม่นหมอง

O รอบบาปะทาบชิพิตะผู้-
นิระรู้จรัสรอง
รอบบุญะหนุนคุณะสนอง
รุจิส่องก็เห็นฉาย

O "อัศวัตถามัน" ะระบัด
พจนัตถะท้าทาย
เย้ยอรชุน .. ผิวะจะหมาย
จะยะย้ายประลองรณ

O หมายล่อพระอรชุนะห่าง
ระยะทาง .. จะวางกล-
ล้อมกักและหักสมรรถะพล
อภิมัณยุบุตรเขา

O อีกด้านสะท้านกะอภิมัณ-
ยุถลันทะลวงเกา-
รพ .. พร่ากะอาวุธะระเร้า
ขณะเข้าประหัตฉล

O ครั้งนั้นผจัญกะทุรโยธน์
ดนุโฉดก็ร่วมรณ
เหิมฝ่าก็หายนะผจญ
ทุพพละยับเยิน

O หมู่พละด้นพละถลัน
ระดะกั้นและอัญเชิญ
หลบหายมลายภยะเผชิญ
อัปยศะเสียศรี

O จดจ้อง .. กระบองขณะตวาด
ทุศศาสนะฟาดตี
ทุ่มแรงจะแล่งประหัตะชี-
วะอรินทระดับมรณ์

O ปราดหลบตระหลบบทะผจัญ
อภิมัณยุวาดกร
วกดาบกระหนาบ .. พจนะย้อน-
ดัสกระเย้ยหยัน

O นี่หรือ .. นะคือสกุละชาติ
อธิราชะสำคัญ
แต่ล้วนจะควรสถุละพัน-
ธุพะนันคะนึงกล

O ถ่วงบาศก์อนาถ .. ดละประเล่-
หะกะเพทุบายบน-
จิตชั่วบ่กลัวประพฤติฉล-
ประลุชนและอื้อฉาว

O อดสูก็ภูษิตะพระมาตุ
ระกะพาดนะยืดยาว
อับปรียะคลี่ .. ก-ระก็สาว
จะสยาย ณ กลางชน

O เหิมฮึกผนึก .. พละและอา-
วุธะกล้ากระหายรณ
ฟาดฟันจะบั่นชิพิตะฉล
ทุพพลก็เผ่นหนี

O แผนพราหมณะยามปรัต์ยุบัน
จะผจัญะต่อตี
ด้วยกละ"จักรพยุหะ"มี-
ศักยาจะพร่าผลาญ

O มอบหมายจะะให้ชยัทรถ
คณะคชะร่วมการณ์
วนล่อจะรอรณะผสาน
อุปการะร่วมกล

O วงนอกระลอกพยุหะเคลื่อน
ก็เขยื้อนและหมุนวน
เกินการณ์จะผ่านพละพหล-
ะผจญะฝ่าขวาง

O ครั้งนั้นพระธรรมะบุตระเห็น-
บทะเป็นบ่เห็นทาง
ใครหนอจะพอปะทะมล้าง
ลุระหว่างกระบวนพล

O ปรึกษาพระหาสมรรถะผู้-
ผิวะรู้และแจ้งกล
ที่อรชุน .. รณะผจญ
ระยะทางก็ห่างไกล

O องอาจประภาษนิระประหวั่น
อภิมัณยุทันใด-
อาสาจะฝ่าพยุหะไกร
ระบุไว้เพราะพ่อสอน

O รู้เข้าจะเข้าปะทะทะลวง
ขณะล่วง .. บ่ ขาดตอน
ตามติดประชิดพละสมร
ดัสกรจะวายวาง

O หลานนี้จะปรี่หัตะทะลวง
ทะลุล่วงลุใจกลาง
ท่านลุงก็มุ่งทัพะมล้าง
อริขวาง .. ก็หักกัน

O ไหนเลยจะเผยจักระกระบวน
เฉพาะส่วนนะรู้ทัน
ทางออก-จะออก .. พยุหะนั้น
อภิมัณยุ .. ไป่รู้ !






Create Date : 31 กรกฎาคม 2552
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 13:19:51 น. 23 comments
Counter : 4442 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

สบายดี นะคะ...

ขึ้นต้นไว้อย่างนี้ แสดงว่าต้องมีต่อใช่มั้ยคะ

เดี๋ยวพี่ต้องไปอ่านย้อนหลังสักหน่อย
เพราะไม่ได้เข้ามาติดตามหลายวันแล้ว

อ้อ..ได้รับหนังสือหรือยังคะ ??
ไม่รู้จะถูกใจหรือเปล่า ก็เหมาเอาว่าชอบละกัน..อิ อิ

มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้..นะคะ


โดย: พรหมญาณี วันที่: 31 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:37:53 น.  

 
พี่สดายุคะ
เพลงน่ากลัวจังค่ะ


โดย: medkhanun วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:8:15:08 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ


มาอ่านฉันท์ให้คนไกลบ้านฟังค่ะ เขาอยากทราบอาการท่านภีษมะค่ะ เสียดายที่พี่ฟังเพลงไม่ได้ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร

คนไกลสุขสบายดี ค่ะ แต่คิดถึงบ้านมาก บอกอยากทานไข่ต้มยางมะตูม แปลกคนจัง

รักษาสุขภาพนะคะ คนเป็นอะไรง่ายๆในสมัยโรคครองเมือง เราเป็นห่วงสุขภาพคุณค่ะ

วันนี้พาคุณแม่ไปเที่ยวไหนคะ ฝากกราบท่านด้วยความเคารพรักด้วยค่ะ


โดย: nart IP: 125.25.4.210 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:9:47:27 น.  

 
สวัสดีวันเสาร์ค่ะ คุณสดายุ...

นี่แค่ " เข้าเจ็ดอรุณ..." เองนะคะ
ยังรบกันดุเดือดขนาดนี้แล้ว

พี่เองยังใหม่กับการอ่านวสันตดิลกอยู่นั่นเอง
แต่ก็พยายามอ่าน ตามที่คุณเคยสอนเอาไว้
ถึงแม้จะอ่านผิดอ่านถูก ก็สนุกกับการอ่าน..ค่ะ

ส่วนเพลงนั้น ไม่ทราบคำแปลหรอกค่ะ
แต่ท่วงทำนองการร้อง ประกอบดนตรีนั้น
ให้ความรู้สึกว่าดุเดือดไม่แพ้การรบ

ก็นะ..ชื่อเพลงก็บอกอยู่แล้วว่า " มหาภารตะยุทธ "
ความหมายในเนื้อเพลงคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้...นะคะ

มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้...นะคะ








โดย: พรหมญาณี วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:11:23:27 น.  

 

สวัสดีครับ คุณสดายุ
มาติดตามครับ
แต่ทำไมมันสั้นจัง แบบรอมานาน
ได้อ่านแค่นิดเดียวเลยยังไม่จุใจครับ

ธรรมเทพ


โดย: ธรรมเทพ IP: 125.24.236.97 วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:12:58:04 น.  

 
พี่พรหมญาณี....
สวัสดีครับ...เรื่องนี้เหลืออีกหลายบทครับ...
เพิ่งรบมาได้เกือบกลางเรื่อง....ที่ตายไปเพียงปลาซิวปลาสร้อย
ครับ....พวกปลาเก๋า..ปลาอินทรี..ปลากระพง...ยังไม่เป็นอะไรเลย

ผมได้รับหนังสือ...สยามที่ไม่ทันได้เห็น...เล่มใหญ่
กระดาษมันทั้งเล่มแล้ว....ด้วยความขอบพระคุณเป็นอย่างสูง
ภาพในเล่มเป็นภาพที่หายากมากและสวยงามจริงๆ...
ถูกใจผมมากครับ....ขอบพระคุณพี่อีกที

ครับ...มัวติดหนังซีรีส์เกาหลีโบราณอยู่...เรื่องมูยุล....เพราะนางเอก
สวยบาดตาบาดใจ...นอนตีสองมาสามสี่คืนแล้วครับ
มหาภารตะยุทธจึงโอ้เอ้อยู่บ้างเล้กน้อย....

มีผู้หญิงอยู่ในเรื่อง 3-4 คน
เลือกมาได้สวยทุกคน....หนังเกาหลีไปไกลกว่าไทยเยอะแล้ว
ทั้ง.....
การแสดงออกของดารา สีหน้า แววตา อารมณ์
บทละคอนที่เขียน
เพลงประกอบที่ใช้
เสื้อผ้า
ทิวทัศน์
มุมกล้อง

เฮ้อ....อิๆๆ....เห็นใจคนที่เกิดในประเทศไทยจัง




เม็ดขนุน....
เพลงนี้ใช้มาตั้งแต่ภาค ๑ ทำไมเพิ่งมากลัว
ความรู้สึกช้านิ....555




พี่นาถ....
สวัสดีครับ....
คนไกลบ้านคงสบายดีนะครับ....ฝากความระลึกถึงไปให้ด้วยครับ
วันนี้เขียนเพิ่มอีกหลายบท...อยากจบแล้วครับ...
เพราะอยากเขียนเรื่องอื่นแล้ว....

อ้อ..ครับอยากทานอะไรแบบไทยๆ...เพราะอยู่ล้อมรอบด้วยฝรั่ง
พี่นีคงช่วยได้นะครับ....ไข่ยางมะตูมเขาว่าต้มน้ำให้เดือดพล่าน
แล้วหย่อนไข่ลงไปแล้วดับไฟ...ปล่อยไว้จนน้ำเย็นเอง.....

วันนี้ไปจตุจักรมาครับพี่นาถ....พรุ่งนี้จะไปอัมพวาบ้าง..
ขอบคุณมากนะครับที่แวะมาเยี่ยมเยียน....




คุณธรรมเทพ.....
สวัสดีครับ...
ต้องขออภัยที่สั้นไปหน่อย....เพราะมัวติดหนังเกาหลี....
วันนี้เขียนเพิ่มได้หลายบท....ก็ต้องทำใจล่ะครับ...
งานกุศลไม่ได้เงิน.....priority...มันอยู่หลังๆ....อิๆๆ

คงเขียนไปอีกไม่กี่วันก็จบได้แล้วครับ....



โดย: สดายุ... วันที่: 1 สิงหาคม 2552 เวลา:22:42:56 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ

วันนี้มาอ่านเองค่ะ เมื่อมีคนถามจะได้ตอบได้ทันใจวัยรุ่นใจร้อนค่ะ

แปดวันแล้ว อีกไม่นาน ศพก็จะเต็มแผ่นดิน
ที่เขาว่า เลือดจะท่วมท้องช้าง แบบนี้เองนะคะ

เด็กเซี๊ยวบอกว่า เพราะศพเกลื่อนทุ่งกุรุเกษตรนี่เอง
ที่ทำให้ชมพูทวีปมีนกกา และแร้งเยอะนัก
ก็...มาจิกกินศพเกลื่อนทุ่งนั่นปะไร

ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว ที่ท่ามณิกรรณิการ์
ที่อินเดีย มีการเผาศพทุกวัน กองไฟและกลุ่มควันไม่เคยมอดไปจากตรงนั้น

เพราะศพมาก ใช้ฟืนตามกำลังทรัพย์
ไหม้หมดหรือไม่หมด ก็กวาดลงแม่พระคงคา

ศพก็จะลอยไปอีกฝั่ง ที่อยู่ของพญาแร้ง ที่คอยกินศพ
ฝั่งมณิกรริการ์ คือแดนสวรรค์ ฝั่งตรงข้ามคือแดนนรก
ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย..พี่ทราบจากไกด์ว่าดังนี้

เราไปกับคณะธรรมยาตรา ตั้งหลายปีมาแล้ว
เด็กคนเดียวในคณะ สะเทือนใจอยู่หลายวัน...

คำและความไพเราะนัก ขอแสดงความชื่นชมค่ะ
เสียดายที่คุณยายเข้ากรรมฐาน ท่านชอบนัก...
ไม่งั้นต้องชวนมาอ่านค่ะ

พี่ชอบตรงนี้ค่ะ


๐ เลิกรบ..พระลบก็คละก็คลุม
รพิ..รุมสลดแรง
ลมโบกสุโนกดุจะแถลง
นิละแผงจะผ่าน..ผัน


ลมมีหน้าที่รำเพยพัดนะคะ
ไม่ว่าจะในอุทยานดอกไม้
หรือสนามรบที่มีแต่ศพระเกะระกะ

เด็กเซี๊ยว..เคยบอกพี่ครั้งก่อน ว่า...
ลมมีหน้าที่รำเพยพัดโชยกลิ่น
ทั้งหอมหวานจากอุทยานดอกไม้
และกลิ่นเหม็นหืนจากซากอสุภ

รออ่านอีกคนนะคะ
ขอเป็นกองเชียร์ด้วยค่ะ

ขอให้เที่ยวอัมพวา กับครอบครัวอย่างมีความสุขใจนะคะ


โดย: nart IP: 125.24.231.165 วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:8:13:21 น.  

 


สวัสดีค่ะ พี่กาย

พูมาติดตามเรื่องราวอีกนะคะ
ล่วงไปแปดวันแล้ว อีกไม่นาน
ศพก็จะเกลื่อนทุงกุรุเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ
ทับถมกันอยู่ตรงนั้น ..อ่านแล้วบางทีก็นึกปลง

วันนี้จะมาอัมพวาเหรอคะ
ยังไงก็ลองมองผู้คนรอบๆ ตัวสักหน่อยนะคะ
เผื่อจะเจอคนคุ้นๆ หน้าค่ะ อิอิ




โดย: พธู วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:11:46:16 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณสดายุ...

อะพิโถ...ติดใจสาวเกาเหลา..เอ๊ย..เกาหลี..ซะแล้ว

เพื่อน ๆ ของพี่ก็ติดซีรี่ส์เกาหลีกันเกือบทุกคน
ยังเหลือแต่พี่ ที่ไม่ยอมติดอะไรกับใคร นอกจากติดธรรมะ..อิ อิ

เวลาเพื่อน ๆ มาเจอกันที คุณป้าทั้งหลายก็จะเม้าท์
ถึงเรื่องราวของหนังเกาหลีกันอย่างเมามัน
โดยมีพี่เป็นตัวประกอบ นั่งอ้าปากหวอจ๋อ อยู่คนเดียว
เพราะเกิดมาไม่เคยดูกับเขาสักที...หุ หุ

ได้ยินว่าถ้าได้ดูหนังหรือละครเกาหลีแล้ว
จะไม่อยากกลับมาดูละครไทย หนังไทยอีกเลย
ประมาณว่า สงสารวงการและดาราไทยไปโน่น
ก็คงจะอย่างเดียวกับที่คุณรู้สึก...นะคะ

ดูท่าทางภีษมะ จะเป็นคนอารมณ์ร้อนแรง ใช่มั้ยคะ
ลักษณะการรบของท่าน น่ากลัวและน่าเกรงขามมากเลย

มหาภารตะยุทธ....นี้
ท่าทางจะยืดเยื้อ เพราะคนแต่งกำลังติดใจนางเอกเกาหลี
จะมีแวะ ไปนารีปราโมช ตามอารมณ์พาไปมั้ยเอ่ย..อิ อิ

ดีใจ..ค่ะ ที่คุณชอบหนังสือ
ตอนที่เห็นและตัดสินใจซื้อมา ก็รู้สึกมั่นใจว่าคุณจะต้องชอบ
เหตุเพราะพี่ก็ชอบนั่นเอง...เว่อร์ไปมั้ยเนี่ยะ..ยิ้ม ๆ ค่ะ

พรุ่งนี้ จะเริ่มวันแรกของสัปดาห์แห่งการทำงานแล้ว
ขอให้มีความสุขกับการทำงาน...นะคะ


โดย: พรหมญาณี วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:20:17:49 น.  

 


สวัสดีครับพี่นาถ.....
เป็นผู้ใหญ่ใจดีจริงๆ....อย่างนี้วัยรุ่นคงปลื้มนะครับ....
ผมพยายามเขียนทุกวัน....จะได้ทันใจวัยรุ่นใจร้อนเหมือนกัน
อิๆๆ

การรบครั้งนั้น..มีคนร่วมรบประมาณ 4-5ล้านคน ไม่รวมช้างม้า
อีกนับแสน....ทุ่งกุรุเกษตรจึงต้องกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาทีเดียว
ปัจจุบันนี้...ทุ่งกุรุเกษตรอยู่นอกเมืองนิวเดลฮีไปไม่ไกลนัก...

-1700- - - - - - - - - - 0 - -300 - - - - - - - - - - - - 2552
หากเราคลี่ระยะกาลเวลาออกมาคงได้ประมาณนี้ครับ
เมื่อ...
-1700 คือ ยุคมหาภารตะยุทธ คือก่อนพุทธกาลประมาณ 1700 ปี
0 คือ ยุคพุทธกาล
300 คือ ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช
2552 คือยุคปัจจุบัน

รวมระยะเวลาประมาณ 4200-4300 ปี
คติของทางพราหมณ์ (สมัยนั้นยังไม่เรียก....ฮินดู) นั้นมีว่า
สำหรับวรรณะกษัตริย์แล้ว..การตายในสนามรบจะได้ขึ้นสวรรค์

สาวน้อยสะเทือนใจง่าย...คงเป็นคนขี้สงสารคนนะครับ
เขียนแล้วจินตนาการย้อนอดีตไปด้วย...สนุกดีครับ
การบรรยายเหตุการณ์ผ่านตัวธรรมชาตินี่คนเขียนสามารถ
ใส่จินตนาการตัวเองลงไปได้....เพราะมันไม่มีข้อโต้แย้งครับ

ดูแลสุขภาพ...ทำงานให้มีความสุขนะครับ....พี่




น้องพู....
ค่ะ....เขียนไปวันละนิดละหน่อย....เดี๋ยวก็จบ
บางวัน..ไม่มีเหตุการณ์อะไรสำคัญก็จะผ่านได้เร็ว
วันไหนที่มีช้างล้มก็ต้องมีเครื่องสังคีตบรรเลงกล่อมโศกกันหน่อย

คติและความเชื่อบางอย่างหากฝังลึกในจิตใจของคนในสังคม
ก็จะสร้างพลังแห่งการสร้างสรรค์และทำลายล้างได้อย่างรุนแรง
การที่เชื่อว่าการตายในสนามรบ...เป็นการทำหน้าที่ที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า
เมื่อตายไปพระองค์จะต้อนรับเข้าสู่อุทยานสวรรค์ของพราหมณ์ยุค
มหาภารตะ...ดูๆจะไม่ต่างไปจากความศรัทธาของมุสลิมหัวรุนแรง
ที่กระทำการพลีชีพเพื่อวัตถุประสงค์ต้องการฆ่าคนจำนวนมากเท่าใดนัก

อัมพวาวันนี้คนแน่นยังกะหนอน....มากกว่าที่เคยไป
รู้สึกว่ามากเกินไป...เลยลายตาไปหมด....อิๆๆ





พี่พรหมญาณี.....
ครับเกาหลีมีส่วนผสมทางสรีระที่ค่อนข้างเหมาะสม
ใบหน้าอาจทำศัลยกรรมได้....แต่โครงสร้างร่างกายคงยาก

ผมเคยสังเกตสาวญี่ปุ่น....ได้ภาพมาประมาณ...ช่วงขาสั้น
ช่วงลำตัวยาว...ทำให้ดูแล้วไม่สวย...

แต่จีน..เกาหลี..จะช่วงขายาว..ลำตัวสั้นกว่า...เหมาะสำหรับการ
Present เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัว...

เหนืออื่นใด....ผมคิดว่าดารานักร้องเขาจะผ่านโรงเรียนการแสดง
มาก่อนจะเข้าวงการ....จึง-ไม่ว่าจะเป็นเกมโชว์การแสดงออก
เขาจะค่อนข้างกล้าและมีความเป็นธรรมชาติไม่ติดเก๊กท่าทาง
และคำพูดเหมือนดาราบ้านเรา....ซึ่งจำนวนเกินครึ่งผมเข้าใจว่า
เข้ามาแบบเด็กเส้นเด็กฝากฝัง...หรือพ่อแม่รู้จักคนในวงการ...
สอนการแสดงกันตอนถ่ายทำนั่นแหละ....จึงค่อนข้างฝืนความรู้สึก
เมื่อดูการแสดงออกของพวกเขา...คือรู้ได้ถึงความไม่เป็นมืออาชีพ

แถมยังมีแบบ...บางบทต้องให้แฟน..พ่อแม่..อนุญาตก่อนด้วย
อิๆๆ....ผมว่าพวกประมาณนี้น่าไปทำงานอย่างอื่นนะครับ

บทจะถูกพระเอกหอมแก้ม..ต้องใช้กล้องบัง...ต้องขออนุญาตพ่อคนที่สอง
ก่อน...แถมมีปฏิเสธข่าวหลังถ่ายทำอะไรพวกนี้..ผมผ่านตาแล้ว
รำคาญมาก..

พี่รู้สึกเหมือนผมไหม...ว่าคนพวกนี้ไม่มีความเป็นมืออาชีพเลย
แล้วอีกอย่าง...ผมชอบดูหนังที่การแสดงออกทางอารมณ์เน้นที่สีหน้า
และแววตา...ไม่ใช่บทกรี๊ดกร๊าดโวยวาย...โกหกแบบหน้าด้านๆ
และผมว่า...ไม่เฉพาะแต่ดารา...หากพวกเขียนบท...ผู้กำกับ...ตากล้อง...
คนตัดต่อภาพ...ยังห่างชั้นเขามาก...

คนเรียนนิเทศ มาน่าจะกล้าพาตัวหลุดพ้นไปจากความคร่ำครึดั้งเดิม
จากมือสมัครเล่นรุ่นก่อนๆ...นะครับ

หนังสือนั้นผมชอบมาก....
ขอบคุณพี่มากครับ



โดย: สดายุ... วันที่: 2 สิงหาคม 2552 เวลา:21:47:24 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ


ตามประสาคนแก่บ้ายอ...ถูกใจในคำชมคุณค่ะ
อ่านฉันท์ให้สาวน้อยฟัง เธอสงสาร..อิราวัต...
ท่านภี..ทิวงคตแล้ว...มีเสียงเปรยมาว่า...ดี

เพราะบ้ายอ วันนี้จึงไปดูคอนเสิร์ตเบิร์ดรอบสุดท้าย ที่อิมแพ็คเมืองทองธานี คนที่เป็นแฟนเบิร์ดอยากเห็นบรรยากาศ เลยนำกล้องไปถ่ายให้ เขาไม่ห้ามค่ะ

"พระองค์หญิง" เสด็จฯด้วย มองเห็นฉลองพระองค์สีเหลือง

มีแขกรับเชิญ ดา เอ็นโดฟิน พันซ์ โรส ฬุฬา โก้ แซ็กแมน ใหม่ เจริญปุระ ติ๊นา..ฯลฯ และสามคนพี่น้อง เล่นเครื่องสี จำชื่อไม่ได้ค่ะ ที่เป็นนักเรียนดนตรีในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระพี่นางฯ น่ะค่ะ

เบิร์ดร้องเพลง ความรักเพรียกหา..ด้วย เป็นเวอร์ชั่นของเบิร์ด วินัย พันธุรักษ์ ร้องไว้เพราะมากค่ะ สุทธนรี กระจ่างคันทมาทน์ ก็ร้องเพราะ พี่ชอบเพลงนี้ค่ะ

เพลงนี้ วัยรุ่นชอบตามแม่เธอ ในบล็อกมีเพลงนี้ลงด้วยค่ะ สมัยพี่เป็นสาว ดูทูน หิรัญทรัพย์ เป่าแซ็ก..สุดยอด วันนี้โก้ ก็สุดยอดค่ะ

วัยรุ่นใจร้อนรอแผ่นไม่ไหว ขอดูนิดนึงก่อน พอดีหมอต้าไปคืนนี้ คอนเสิร์ตเลิก 22.25 น. เครื่องออก 01.55 น. เหาะไปทันการณ์ด้วย...30 กิโลเศษๆ..ทางตรง

อยากเล่าให้ทราบว่า คนบ้าห้าร้อยจำพวกน่ะ มีจริงค่ะ และอยู่ตรงนี้...สอง...

ราตรีสวัสดิ์ค่ะ


โดย: nart (sirivinit ) วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:1:31:24 น.  

 


สวัสดีครับพี่นาถ....

พอดีว่าท่านปู่เพิ่งล้มเอาตรงนี้เอง....เมื่อวานแค่เห็นศรวาบผ่าน
ท่านปู่นี่สำคัญมากนะครับ....ในทุกๆเรื่องราว...
แต่ในมหาภารตะ....ท่านปู่มีหลานชายฝ่ายเการพ 100 คน
มีหลานชายฝ่ายปาณฑพ 5 คน
รวมมีหลานชาย 105 คน
แต่มีหลานสาวคนเดียว...เป็นฝ่ายเการพ...น้องสาวคนสุดท้อง
ของทุรโยธน์.......แต่ตามเรื่องไม่ปรากฎชัดนักว่า...
ท่านปู่ภีษมะหวงหลานสาว.....ขนาดไหน....อิๆๆ

ท่านล้มลงในวันที่ ๑๐ แห่งสงคราม....นอนแบบอยู่บนเตียง
ลูกศรเช่นนั้นจนสงครามสิ้นสุด....หากจำไม่ผิดนอนรอ
พระอาทิตย์เปลี่ยนองศาโคจรไปในทิศที่เหมาะสม....เป็นเวลา
เกือบ ๕๐ วันจึงสิ้นชีวิต

อ้อครับ....แฟนเบิร์ดคงรุ่นประมาณพี่นาถนี่แหละครับ...
ผมเคยฟังชุด 2501 เข้าใจว่าเป็นปีเกิดนักร้อง...เอาเพลงเก่าๆมาร้อง
ใหม่...ชุดนั้นชอบมาก...รวมทั้งชุด 100 เพลงไม่รู้จบ....

นักร้องที่อยู่ยั้งยืนยงคนหนึ่ง....
น่าแปลกที่เหมือนจะแต่งเพลงเองไม่เป็น....แต่การนำเสนอหน้าเวที
การแสดงทำได้ดีมาก.....

นักร้องที่อยู่ยั้งยืนยงส่วนมากต้องสามารถเขียนเพลงแต่งทำนองได้เอง
เหมือน....
แอ๊ด คาราบาว
อัสนี โชติกุล
ชมพู ฟรุตตี้...คนนี้เขียนเพลงสายโลหิต...รัตนโกสินทร์...ญาติกา
หงา คาราวาน
จรัล มโนเพชร
จึงจะเห็นถึงความเป็นศิลปินในตนได้ครบเครื่องครับ

วัยรุ่นคนนี้ท่าทางจะใจร้อนนะครับ....
เริ่มวันทำงานด้วยความสุขสบายใจครับพี่นาถ.....




โดย: สดายุ... วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:12:39:13 น.  

 
สวัสดีคะคุณพี่

ได้มีโอกาสอ่านเรื่อง มหาภารตยุทธ แล้วมีผู้กล่าวยกย่องไว้ว่าวรรณกรรมเรื่องมหาภารตะเป็นที่มาของทุกสิ่งทุกอย่างของชาวฮินดู และ...“สิ่งใดที่มีอยู่ในมหาภารตะ สิ่งนั้นจะมีให้เห็นในที่อื่นด้วย แต่สิ่งใดที่ไม่มีใน มหาภารตะ สิ่งนั้นย่อมจะไม่มีให้เห็นในที่อื่นใดเลย”
เล่มนี้คะ เล่มนี้...เพราะพี่เขียนนั่นล่ะ หนูเลยรู้สึกสนใจมากเป็นพิเศษ ทั้งฟัง ทั้งอ่านค่ะ




อย่างไรก็ดี เราพึงสำเหนียกว่าวรรณกรรมเรื่องนี้ มีพื้นฐานมาจากศาสนาพราหมณ์ คุณค่าที่ปรากฎอยู่ในเรื่องนั้นย่อมต่างจากแก่นพุทธธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของขัตติยธรรม ซึ่งเป็นธรรมของผู้ปกครอง การอ่านมหากาพย์มหาภารตะจึงต้องใช้ความระมัดระวังยิ่ง มิพึงศรัทธาโดยปราศจากการพิจารณาไตร่ตรอง และมิพึงด่วนปฏิเสธข้อธรรมที่แตกต่างไปจากเรา

ความเห็นของปัญญาชนอินเดียอย่าง จักรวะระตี ราชาโคปาลาจาตี ผู้สำเร็จราชการคนแรกของอินเดีย ที่กล่าวว่า “วรรณกรรมชิ้นนี้สอนให้เราตระหนักถึงความจริงที่ว่า เวรย่อมก่อให้เกิดเวร ความโลภและการใช้ความรุนแรง มีแต่จะนำมนุษย์ไปสู่ความพินาศหายนะ และการชนะที่แท้จริงนั้น อยู่ที่การชนะอำนาจฝ่ายต่ำในตัวเราเอง...” นั้นชี้ให้เห็นว่า เรามิอาจตีความสงครามในมหากาพย์มหาภารตะว่าเป็นสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง หากต้องพยายามถอดรหัสยนัยที่ซ่อนอยู่ในคัมภีร์โบราณเล่มนี้ออกมาด้วย มิฉะนั้นแล้ว การกล่าวอ้างสงครามด้วยคำว่าธรรมยุทธ คงไม่ต่างไปจากการกล่าวอ้างคำว่าสงครามศักดิ์สิทธิ์จากคัมภีร์อัล กุรอาน หรือไบเบิล ดังที่ก่อให้เกิดสงครามศาสนาในอดีต และแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังเป็นคำอ้างของพวกคลั่งศาสนาอยู่

เมื่อใช้มุมมองทางพุทธตีความสงครามในมหากาพย์มหาภารตะ ก็จะยิ่งเห็นว่ามหากาพย์เรื่องนี้ มิได้กล่าวยืนยันถึงข้อดีของสงครามเลย พี่น้องต้องฆ่ากัน หลานต้องฆ่าปู่ ศิษย์ต้องฆ่าอาจารย์ ธรรมบุตรต้องกล่าวเท็จ กษัตริย์นักรบยอมทำผิดกติกาเพราะมุ่งหวังชัยชนะเป็นหลัก มีการลอบฆ่ากันยามค่ำคืนขณะที่อีกฝ่ายนอนหลับ พราหมณ์ทำร้ายได้แม้หญิงที่ตั้งครรภ์ หลังสงครามเสร็จสิ้น ทุกฝ่ายต่างประสบความสูญเสีย และต้องก้มหน้ารับกรรมในส่วนของตน แม้แต่พระกฤษณะ ซึ่งเป็นอวตารของพระนารายณ์เจ้าก็ยังถูกลงโทษ ถูกสาปให้ญาติพี่น้องต้องเข่นฆ่ากันเองจนสิ้นวงศ์ และตนเองก็เสียชีวิตอย่างน่าอนาถ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นกรรมที่เข้าร่วมในสงคราม ทำให้ญาติพี่น้องต้องเข่นฆ่ากันเอง

ในส่วนของคัมภีร์ภควัทคีตา ที่กล่าวถึงธรรมที่พระกฤษณะแสดงต่อพระอรชุนกลางสนามรบ ขณะเกิดวิจิกิจฉา มีความสลดใจที่จะต่อสู้กับญาติพี่น้องของตน ในข้อนี้ถ้าใช้ตรรกะทางพุทธอธิบาย ก็สามารถอธิบายได้

ถ้าเราเข้าใจว่าตัวละครที่อยู่ในเรื่องเป็นบุคลาธิษฐาน ประกอบด้วยฝ่ายธรรมะและอธรรม การต่อสู้กับอธรรมนั้นย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในที่นี้ เราต้องไม่ลืมว่าธรรมะและอธรรมไม่ใช่มนุษย์ พระอรชุนอยู่ในฐานะบุคลาธิษฐานไม่ใช่บุคคล จึงประหารอธรรมซึ่งไม่ใช่บุคคลได้ นั่นคือ ศัตรูที่แท้จริงของเรามิใช่มนุษย์ หากแต่เป็นอวิชชา ความเศร้าหมองของจิต ซึ่งอยู่ในรูปของโลภะ โทสะ และโมหะ ต้องประหารทำลายด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นต้น

และหากถือว่าพระอรชุนเป็นมนุษย์จริง ในขณะที่เข้าสู่สงคราม ก็ปราศจากความโกรธเกลียด อยู่ในภาวะตระหนักรู้ เป็นการทำหน้าที่เพื่อรักษาธรรมะ ประกอบด้วยอุเบกขา เข้าใจความเป็นเหตุผลปัจจัยต่อเนื่องกัน เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องรบ และเข้าใจว่าจะได้รับผลกรรมเช่นไร ตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเปรียบเทียบกับทหารที่อยู่ในภาวะสงคราม บุคคลที่ถือปืนเตรียมประหารฆ่าชีวิตผู้อื่น แม้จะเป็นไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม จะรักษาสภาพจิตดังพระอรชุน ที่ตั้งอยู่ในอุเบกขา ปราศจากความโกรธเกลียด ปราศจากความอยากประหารฆ่า มิได้มองเห็นมนุษย์เป็นศัตรู ได้ล่ะหรือ? หลักการสำคัญก็คือ เราต้องแยกกรรมชั่วออกจากมนุษย์ที่ประกอบกรรมชั่ว นั่นคือ แม้เราจะรังเกียจกรรมเลว แต่เรามิอาจรังเกียจมนุษย์ที่ประกอบกรรมเลวได้ เรายังต้องเคารพความเป็นมนุษย์ของเขาหรือเธออยู่ หากเราประหารโจรก็เป็นไปเพื่อรักษาธรรม มิใช่ประกอบด้วยความเกลียดชัง

วิถีพุทธนั้นยึดมั่นในทางสายกลาง และเชื่อเรื่องผลกรรมอันเกิดจากเหตุปัจจัยต่อเนื่อง ดังนั้น การกระทำใดก็ตามจึงต้องพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้ง เป็นต้นว่า หากมีการทำลายชีวิตเพื่อป้องกันชีวิตอื่น กุศลกรรมแห่งการปกป้องชีวิตอื่นนั้นก็มีอยู่ แต่ก็เลี่ยงอกุศลกรรมที่ไปทำลายชีวิตอีกชีวิตมิได้ และหากไม่กำจัดเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรง ก็ย่อมเกิดความรุนแรงเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องไป จะหลีกเลี่ยงไปมิได้เลย

เช่นเดียวกับสงครามในมหาภารตยุทธ แม้นักรบฝ่ายปาณฑพจะได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรมะ แต่เมื่อประหารชีวิตผู้อื่นได้ ฝ่ายตนก็ถูกประหารได้เช่นกัน ทั้งนี้ เป็นผลจากการไปก่อกรรมไว้ ซึ่งถ้าถามว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ก่อเวรก่อน ก็อธิบายได้ว่า ทางพุทธนั้นถือว่าทุกอย่างย่อมเกิดจากเหตุ และเราต้องไม่ลืมว่ามุมมองแบบตะวันออกนั้นเหตุและผลเกิดกันต่อเนื่องไม่สิ้นสุดประดุจวงกลม ไร้จุดตั้งต้น ไร้จุดจบ ตรงนี้ต่างจากมุมมองแบบตะวันตกที่ถือว่ามีจุดเริ่มต้นที่เริ่มจากความไม่มี ดังเช่น ความคิดเรื่องพระเจ้า เรื่องบิ๊กแบง นั่นคือ ในมุมมองแบบพุทธ สรรพสิ่งย่อมมีเหตุเป็นแดนเกิดเสมอ

คำว่าธรรมะในมหากาพย์มหาภารตะก็ต้องพิจารณากันให้ถี่ถ้วน ตัวละครในเรื่องล้วนเป็นมนุษย์ ต่างมีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น กระทั่งยุธิษฐิระ พี่ใหญ่ของกษัตริย์ปาณฑพทั้ง ๕ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นธรรมบุตร มีธรรมะสูงสุดในเรื่อง แต่ก็เห็นได้ว่าประกอบด้วยโมหะ หลงไหลในสกา กระทั่งเสียบ้านเมือง เสียพี่น้อง เสียความเป็นไทของตนแล้วยังเสียความละอาย ใช้ภรรยาของตนเป็นเดิมพันในการพนันอีก เมื่อพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว ก็ถือว่าเสียสัจจะ ล้อรถทรงที่เคยสูงเหนือพื้นดินด้วยอำนาจสัจจะก็ลดต่ำลงมาเรี่ยดินทันที

มหากาพย์มหาภารตะจึงมิได้กล่าวว่าฝ่ายปาณฑพมีคุณธรรมพิสุทธ์เลิศล้ำ และฝ่ายเการพเป็นคนต่ำช้า เพราะแม้แต่กรรณะ นักรบฝ่ายเการพ ซึ่งที่จริงเป็นพี่น้องร่วมมารดากับฝ่ายปาณฑพ แต่ถูกเลี้ยงดูจากฝ่ายเการพมาแต่กำเนิด ก็ถือว่าเป็นผู้กตัญญูยิ่ง และมีสัจจะวาจายิ่ง นั่นคือ แม้จะรู้ว่าตนมีกำเนิดเป็นปาณฑพ แต่ก็เลือกที่จะอยู่ฝ่ายเการพผู้มีคุณ และมิยอมทำร้ายกษัตริย์ปาณฑพที่จับได้ เพราะเคยสัญญาว่าหากรบแล้วจะมุ่งแต่ชีวิตของพระอรชุนคู่แค้นแต่เพียงผู้เดียว หรือกระทั่งภีษมะ และโทรณาจารย์ แม่ทัพของฝ่ายเการพ ก็ล้วนแต่เป็นผู้มีคุณธรรมยิ่ง เป็นทั้งญาติผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดู และอาจารย์ผู้ประสาทวิชา ไม่อาจกล่าวว่าเป็นฝ่ายอธรรมได้เลย จึงกล่าวได้ว่า มหากาพย์มหาภารตะได้แสดงให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เทิดทูนให้คุณธรรมเป็นคุณค่าสูงสุดที่มนุษย์พึงแสวงหา และความดีความงามนั้นมิได้ขึ้นกับวรรณะ หากขึ้นกับสิ่งที่กระทำ

เราต้องตระหนักว่า มหากาพย์มหาภารตะแม้จะกล่าวถึงธรรมยุทธ แต่มิได้กล่าวว่าสงครามมีความชอบธรรม ตัวละครในเรื่องล้วนเป็นบุคลาธิษฐาน ต้องตีความ และถอดรหัสยนัยออกมา เช่นเดียวกับคัมภีร์อัล กุรอาน ที่แม้จะกล่าวถึงสงครามศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มุ่งหมายถึงสงครามที่มุ่งทำลายความอยุติธรรมในสังคมให้หมดสิ้นไป มิได้หมายถึงการประหารชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง แม้ในระดับปัจเจก ก็มุ่งหมายการประหารความโกรธเกลียดภายในใจให้หมดสิ้นไป เพื่อเข้าถึงความสงบและศานติภายใน การตีความนี้ นักวิชาการด้านอิสลามศึกษาทั้งไทยและเทศ ก็ได้พยายามอธิบายให้สังคมรับรู้ในวงที่กว้างขวางมากขึ้น เพื่อต่อสู้กับการตีความแบบสุดโต่งของบางพวกในปัจจุบัน

การศึกษาคัมภีร์ตามแบบพุทธนั้น ทางเถรวาทเน้นเรื่องกาลามสูตร ข้อที่น่าไตร่ตรองก็เห็นจะเป็นว่า แม้จะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนก็ยังไม่ให้เชื่อ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงไม่ให้เชื่ออะไรเลย หากแต่หมายถึงให้คิดพิจารณาก่อนเชื่อ ส่วนทางมหายานนั้นเน้นว่าให้พิจารณาก่อนว่าคัมภีร์ใดอ่านแล้วสมเหตุสมผล ไม่ขัดแย้งกับคัมภีร์อื่น ดูจากบริบทแล้วเข้าใจได้เลยตามตัวอักษรหรือต้องตีความ พูดง่าย ๆ ว่า ก็ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองทุกครั้ง หลักวิธีการนี้ควรที่จะฝึกฝนไว้อย่างสม่ำเสมอ จะเห็นว่า การเชื่อหรือไม่เชื่ออะไรจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญก็คือกระบวนการก่อนถึงความเชื่อและไม่เชื่อ ซึ่งเป็นมรรคและเป็นผลภายในตัว ถือว่าเป็นปัญญาญานสูงส่งของท่านอาจารย์ยุคโบราณ

ธรรมยุทธที่แท้จริงในทัศนะของชาวพุทธ คงไม่ต่างจากทัศนะของศาสนิกอื่น นั่นคือ การเป็นนักรบแห่งธรรม ประหารกิเลสและอวิชชา ทำจิตให้พ้นจากความเศร้าหมอง ประกอบด้วยความเมตตากรุณา มุ่งทำลายโครงสร้างแห่งความอยุติธรรมและรุนแรงในสังคม เพื่อเข้าถึงศานติทั้งภายนอกและภายใน เมื่อประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิดังนี้แล้ว ก็จะเข้าถึงสัมมาสังกัปปะ (คิดชอบ) สัมมากัมมันตะ (ทำชอบ) สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) และมรรควิธีอื่นได้โดยง่าย ทั้งจะยิ่งมองเห็นว่า หนทางที่ประกอบด้วยศีล สมาธิ และปัญญา เหล่านี้ จะไม่มีวันทำให้เราหลงเข้าไปสู่วิถีแห่งความรุนแรงได้


โดย: บุปผาลีลาวดี วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:21:12:30 น.  

 
หวังว่าพี่คงสบายดีนะคะ แล้วว่างเว้นเมื่อไรจะเข้ามาอ่านต่อคะ


โดย: บุปผาลีลาวดี วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:21:13:34 น.  

 
มาอีกที คุณพี่คงเขียน มหากาพย์ ฮ่าๆๆๆ


โดย: บุปผาลีลาวดี วันที่: 3 สิงหาคม 2552 เวลา:21:14:26 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ

พี่เคยทราบมาว่า เบิร์ดเขาก็มีส่วนในการประพันธ์คำร้อง
และทำนองในบางเพลงด้วยนะคะ

แฟนเบิร์ดมีหลายวัยค่ะ เมื่อวาน เห็นป้าจุ๊ อ้น สราวุธ ดุ๊ค ภาณุเดช อ้อม พิยะดา นันทวัน แล้วอีกหลายคน นึกชือไม่ออกค่ะ พี่นั่งบนชั้นสอง พวกดาราเขานั่งที่ 5,000 กัน พวกพี่จึงมองเห็นค่ะ

ศิลปินที่คุณยกตัวอย่างมา ก็เก่งรอบด้าน แต่บางครั้งเสียความรู้สึกมาก เมื่อได้ฟังเพลงของประเทศไม่ไกลบ้านเรานัก อินโทร ดนตรี ทำนองเดียวกันเลยค่ะ

และเพราะอยากทราบ เราก็ถามเพื่อนประเทศนั้นเลย ว่าเพลงนี้ออกมานานหรือยัง...เลยทราบว่า เราลอกเขามาค่ะ

วัยรุ่นใจร้อนทั้งนั้นค่ะ...แต่ตอนนี้ใจเย็นลงมากแล้ว รู้จักรอเน็ทที่ช้า...เพิ่งคุยกันจบเรื่องคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดที่พี่เขานำภาพไปให้ดูค่ะ

เธอกลัวคุณเหงา บอกให้พี่มาคุยกับคุณ เลยบอกว่าตอนนี้ในบล็อกคับคั่ง... พี่อ่านฉันท์ตอนใหม่ให้ฟังแล้วค่ะ หัวเราะตอน "รอนรอนตะวันจะละจะลา" บอกว่า "พี่กายชอบตรงนี้..ใช้บ่อย"

ขอให้มีความสุขมากๆ ค่อยๆเขียนงานออกมาให้แฟนๆอ่านอย่างมีความสุขนะคะ พี่เป็นกองเชียร์ค่ะ


โดย: nart IP: 125.24.211.32 วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:1:53:32 น.  

 


สวัสดีค่ะ พี่กาย

มาตามอ่านงานของพี่เช่นเคยค่ะ
ถ้าจะใช้เวลานั่งอ่านที่หน้าจอคอมพ์
ก็คงจะกินเวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง
ก็ใช้วิธี copy แล้ว print เอาไปอ่าน
ทั้งหน้ามหาภารตะยุทธ และนารีปราโมช
ซึ่งเพิ่มมาอีกหลายบทเลยนะคะ

ตอนนี้นกตัดสินใจสร้างห้องเช่าด้วยค่ะ
ให้บ้านเสร็จก่อน ก็จะต่อด้วยห้องเช่าเลย
เท่าที่คำนวนพื้นที่ไว้ ก็คงสร้างได้ 6 ห้อง
หากไปได้ดี ก็ค่อยเพิ่มอีกแถวหนึ่ง 6 ห้อง
จะได้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาอีกนะคะ
แต่ก็ทำใจไว้ว่า เมื่อมีห้องเช่าก็จะไม่สงบนัก
ผู้คนคงวุ่นวายพอควร แถมมีความจุกจิกกวนใจหลายอย่าง
ก็ต้องยอมรับนะคะ หากเราจะหารายได้แบบนี้

ช่วงนี้ค่อยพ้นภาวะวิกฤตเรื่องคนไปบ้างแล้ว
การพิจารณาเอาคนออกจากงานเป็นเรื่องที่ทำให้เครียด
การพ้นสภาวะแบบนี้ออกไป ทำให้นกหายใจคล่องขึ้นค่ะ
เดี๋ยวนี้ หลายคนไม่คิดจะอยู่ทำงานในแหล่งนิคมฯ นานนะคะ
จะทำงานในช่วงระยะหนึ่ง เพราะค่าตอบแทนสูง
จะได้เก็บเงินให้เป็นกอบเป็นกำ เมื่อถึงเวลาหนึ่ง
ก็จะออกมาหาอะไรทำที่พอจะอยู่ได้มากกว่า
การอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมนานๆ ไม่ส่งผลดีค่ะ
หากทำงานในระยะยาวเกินไป แม้จะเก็บเงินได้มาก
ก็จะหมดไปกับการรักษาตัวนะคะ เราถึงอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นค่ะ

พี่กายสบายดีนะคะ นกยังคงส่งความระลึกถึงมาหาเสมอๆ ค่ะ



โดย: ดวงใจพ่อ (Nok_Noah ) วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:8:00:45 น.  

 
บุปผา.....
อืม....เอาเขามาลงซะยาวเลย....แต่ก็ดีที่ความเห็นที่นำมาลง
ไม่ค่อยสุดโต่งไปทางศรัทธามากนัก...อย่างแนวธรรมกาย

ทิฐิของคนเปรียบดั่งอาภรณ์ใส่ประดับกาย....ทิฐิที่เป็นมิจฉา
เป็นเรื่องน่าอายของใครก็ตาม...ที่จะต้องปกปิดด้วยคำพูดบาง
ประโยคที่ว่า...“ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”....ดั่งกรณีบุญนิยมงมงาย
โง่เขลามืดบอด....เหล่านั้นที่มีอยู่ท่วมสังคมไทย

จะเห็นได้ว่าคำพูดประโยคต่อไปนี้เป็นจริงในทุกสภาวะ....
“ในมุมมองแบบพุทธ สรรพสิ่งย่อมมีเหตุเป็นแดนเกิดเสมอ”
เมื่อเหตุเป็นแดนเกิดของสรรพสิ่งแล้ว...เหตุก็เท่ากับเป็นความหมาย
ของ”พระผู้สร้าง หรือ Creator” นั่นเอง.....

เหตุที่เป็นตัวตั้งต้นของความเกิด....ก็คือ...อวิชชา ความหมายเดียวกัน
ฉะนั้นการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ที่เรียกว่าวงวัฏฏะสงสารของสัตว์โลก
จะสิ้นไปเมื่อบุคคลมี...วิชชา...เมื่อนั้นก็จะหมดสิ้นขอบเขตของความ
เป็นแดนเกิดของสรรพสิ่ง....หรือที่เรียกว่า....พระเจ้า

แต่สำหรับระดับภูมิธรรมที่ยังเข้าใจเรื่องเหล่านี้ไม่ได้...ก็จำต้องยึดมั่นถือมั่น
เอาเหตุอันเป็นแดนเกิด..กระทำการสรรเสริญบูชาไปพลางๆก่อน
ดังนี้แล






พี่นาถ....
สวัสดีครับ....ครับผมเคยได้ยินมาเหมือนกัน...ว่าเบิร์ดประพันธ์ได้เป็น
บางเพลง....
มือประพันธ์เพลงมักเป็นที่ต้องการตัวของค่ายเพลง....
อย่างดี้ ฐิติพงษ์ ห่อนาค
อย่างโอม ธาตรี คงสุวรรณ
อย่างชมพู สุทธิพงษ์ วัฒนะจัง
เพราะเป็นความสามารถที่หาได้ยาก...ในแวดวงคนรุ่นใหม่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมือระดับเทพ....ชาลี อินทรวิจิตร หรือ สง่า อารัมภีร์
ที่มีชื่อค้างวงการเพลงมานานแล้ว....

ที่พี่นาถพูดถึงการลอกทำนองเพลงชาติเพื่อนบ้านมา
ผมคิดว่าเป็นฟิลิปปินส์ เพราะ แอ๊ด คาราบาวเขาเรียนจบ
ที่นี่มา....ทำนองเพลงฟิลิปปินส์หลายเพลงมาอยู่ในบทเพลง
รุ่นแรกๆของคาราบาวสมัยยังเป็นวงโนเนมเล่นตามมหาวิทยาลัย
อยู่....แต่คำร้องคงเขียนเอง....ตอนนั้นมีทั้งจีน ฝรั่ง ฟิลิปปินส์ แหละครับ
ที่เราเอาเขามา.....

ขอบคุณครับที่มาให้กำลังใจ.....
บอกวัยรุ่นว่าไม่ต้องใจร้อนนะครับ....จะทำอะไรให้ใจเย็นๆ
คิดอ่านให้รอบคอบครับ....เดี๋ยวคนแก่ตกใจจะเป็นลมเอา.....อิๆๆๆ





นก.....
อืม....สร้างห้องพักให้คนเช่าเหรอ....ก็ดี...
ท่าทางจะเป็นเสือนอนกินอีกคน....
ที่ต้องพิจารณาคือ..ห้องเช่ามักมี turn over rate สูง...
จะต้องวางระดับคนพักให้เหมาะสมกับบริเวณแวดล้อม
ระดับต่ำกว่า วิศวกร หรือ ระดับวิศวกรขึ้นไป.....

เงินเดือนน้อย....ห้องพักต้องราคาถูก...พวกนี้มีโอกาสน้อย
จะซื้อบ้านเอง หากโชคดีมีวินัยทางการเงิน ก็จะจ่ายตรงเวลา
และหากโสด อยู่รวมกับเพื่อนได้ ก็จะไม่มีปัญหา เพราะเขาจ่ายน้อย

เงินเดือนกลางๆ....ห้องพักต้องดีหน่อยมีแอร์...พวกนี้มีโอกาส
มากจะซื้อบ้านของตัวเอง....และอาจอยู่ไม่นาน...นอกจากโชคดี
ได้คนที่คิดต่างจากคนส่วนใหญ่..คือ ไม่สร้างหนี้ใหญ่เมื่อเริ่มวัยทำงาน
เพราะมันจะลากถูผ่อนหนี้กันจนเลยวัยสี่สิบ และ คิดจะทำอะไรเอง
ไม่ได้เลย
(จบใหม่ๆมาไม่กี่ปีแล้วคิดซื้อบ้าน...เป็นความคิดที่คร่ำครึมาก)

บ้าน และ รถยนต์ป้ายแดง เป็นทรัพย์สินใหญ่สำหรับบัณฑิตจบใหม่
ของเมืองไทยที่หากใครยังคิด..ทำอยู่ในกรอบเดิมๆ....ก็คงต้องเหนื่อย
และไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงสถานภาพตัวเองให้ดีขึ้นเลย ไปนับนาน

เป็นแค่ความเห็นพี่....ที่พูดถึงชนชั้นกลางทั่วๆไป.....




โดย: สดายุ... วันที่: 4 สิงหาคม 2552 เวลา:14:58:34 น.  

 
พี่สดายุค่ะ ขวัญหายไปนาน แวะมาเยี่ยมอีกทีตอนนี้อยู่ที่ชิคาโกแล้วค่ะ กว่าจะจัดโน่นนี่ หาโน็ตบุ๊คที่พิมพ์ไทยได้ ก็เมื่อวานนี้เอง เลยสมใจมาตามอ่านหน้าจออยู่ค่ะ
พี่สบายดีไหมค่ะ ....
้เรื่องงานเป็นอย่างไรบ้าง

สุขกายสบายใจนะคะพี่
เดี๋ยวว่าจะอัพบล็อคตัวเองซะหน่อย
หายไปนาน เพื่อนหายหมดแล้วค่ะ อิอิ


โดย: ขวัญ (toyor ) วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:1:15:08 น.  

 
ขวัญ...

พี่สบายดี....
ไปอยู่อเมริกาอีกแล้วเหรอ....
แล้วที่บ้านใครช่วยพ่อแม่ดู-วงล่ะ....

อย่างไรเสียก็ขอให้สนุกกับชีวิตที่เป็นอยู่
และคู่ครองที่จะมี....อิๆๆ




โดย: สดายุ... วันที่: 5 สิงหาคม 2552 เวลา:9:42:28 น.  

 
อ่านแล้วสนุกมากแต่ผมยังไม่ได้อ่านเล่มที่2เลยผมอย่าอ่านเล่มที่2อะแต่มันเยอะจังผมอ่านไม่หมดหรอผมคิดว่าผมต้องอ่านให้หมดก่อนเปิดเทอมให้ผมอย่าอ่านแบบสรุปเล่ม2อะครับมีมะครับ


โดย: นิภัทร IP: 203.144.144.164 วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:7:50:54 น.  

 
ไม่มีครับ...
ที่นี่มีแต่คำฉันท์ตั้งแต่ต้นจนจบ
ดูที่แถบซ้ายมือ...ใต้ปฏิทิน มีครบทุกตอน


โดย: สดายุ... วันที่: 22 มีนาคม 2553 เวลา:9:42:23 น.  

 
ไม่ทราบว่าจะพอแนะนำหนังสือภควัตคีตาเล่มไหนได้บ้างครับ และก็หนังสือที่นอกเหนือจากของคุณวีระ ธีรภัทร
ขอบคุณครับ


โดย: ปิตินันท์ IP: 125.25.252.67 วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:8:59:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O คำข้าว .. และใจคน .. O





O คำข้าวเจ้าคดน้อม - - - นำลง-
สู่บาตรเกื้อกูลสงฆ์ - - - สืบไว้-
รับบทบาทธำรง - - - ปวงหลัก ธรรมแฮ
กล่อมโลกเหนี่ยวรั้งให้ - - - ห่างไข้โศกเข็ญ ฯ

O วงพักตร์เมื่อน้อมสู่..ท่านผู้ขอ
นวลลออ..ผุดผ่องก็มองเห็น
อิริยาจับเลือก..เจ้า-เยือกเย็น
ล้อแววตาตอบเต้น..ไม่เว้นยาม
O มาทำบุญตักบาตรหนุนชาติภพ-
กลับบรรจบโลกสภาพจนวาบหวาม
จักฝ่าฝืนโลมลูบด้วยรูปนาม-
รูปกลับตามติดตาไม่ล้าเลย
O อิริยาจับช้อน ก็อ่อนช้อย
ชั่วแววตาเหลือบชม้อย..จึงค่อยเผย-
ความอ่อนโยนลึกล้ำ..ดั่งรำเพย-
ของลม-เย้ยยั่วชายให้หมายชม
O บัดนั้น..คือช่วงงามคุกคามโลก
กลบสร้อยโศกเบื้องหลังเคยสั่งสม-
จดวงรอบปรารถนาสู่อารมณ์
แฝงสายลมโชยอ่อนพัดย้อนไป
O คำข้าว..ช่อดอกไม้..ถวายพระ
ตอบภาวะศรัทธาที่อาศัย
แต่ละคำข้าวคด..กำหนดใจ-
ลดละให้อัตตานั้นล้าตัว
O คำข้าว..ช่อดอกไม้..ถวายพร้อม-
ความนอบน้อมนิ่มนวล..ออกยวนยั่ว-
ให้แววตาเหลือบเห็น - แล้วเต้นรัว-
สั่นทั้งหัวใจผู้..รับรู้งาม
O แขนเรียวรูปหยิบจับสำรับส่ง-
ให้หมู่สงฆ์ตามแถว, เมื่อแววหวาม-
ในอีกดวงตาพิศ..คอยติดตาม-
เหมือนสุดห้ามหักจิตเอาปลิดปลง
O ผมรวบเกล้า พรรณลออ..อยู่ล้อตา
เผยรูปรอยคุณค่า..ต่อหน้าสงฆ์
ใจนอบน้อม..คำขอ..และช่อบง-
กชงามสี, รูปทรง..สืบวงกรรม
O เหมือนรูปองค์ จบจิต..สัมฤทธิ์รู้-
ความนัยผู้ปรารมภ์ผ่านลมร่ำ
สบชำเลืองเหลือบชม้อย..เหมือนพลอย - บำ-
รุงใจคร่ำครวญชู้..ที่อยู่คอย
O มาบรรจบงดงาม ในยามเช้า
จนเปลี่ยวเหงาถึงบทต้องถดถอย-
ให้จันทร์ล่มลับดวงจนล่วงรอย
เหลือล่องลอยโชนช่วงเพียงดวงเดียว
O เช่นรูปกลางแววตา..เพ-ลานี้
เปล่งราศีผุดผ่องให้มองเหลียว
ละม่อมพักตร์ทั่วแดน, สองแขนเรียว-
ฤๅเปรียบเสี้ยวส่วนองค์..หน้าองค์พระ ?
O โอ งาม..ราวจะตามมาหยามเย้ย
ด้วยรูปเผยรออยู่..ไม่รู้ผละ
แววซ่อนยิ้มในตา - หรือภาวะ-
ตอบฉันทะนัยชู้..อย่างรู้เชิง ?
O โอ งาม..ราวบีบคั้นด้วยทัณฑ์โทษ-
พาหัวใจปราโมทย์..พลอยโลดเหลิง-
ไปกับยิ้มในตา, แววร่าเริง-
ในฝันเวิ้งว้างตอน..ก็ - ย้อนคืน
O ทิวแถวท่านผู้ขอ..ร่ำรออยู่-
เหมือนรอกู้กลับใจ..ช่วยให้ขืน-
ขัดอำนาจลึกล้ำ, ยอมกล้ำกลืน-
ข่มความรื่นรมย์ชู้..ให้รู้เกรง
O คงจะสายเกินการณ์ แล้วท่านเอ๋ย
เมื่อรูปเผยปรารมภ์..เข้าข่มเหง
ดูเถิดตาตอบตื่นแสนครื้นเครง-
เหมือน-คอยเร่งรอบชู้..ไม่รู้วาง
O คงจะสายเกินการณ์ แล้วท่านเอ๋ย
เมื่อตาเอ่ยเอื้อนความ..ออกตามขวาง-
ขับความเงียบเปล่าเปลี่ยวในเที่ยวทาง
ข่มความอ้างว้างเหงา..เมื่อเช้าวัน
O รูปแห่งธรรมเลือนบทไปหมดแล้ว
เหลือผ่องแผ้วรูปละม่อม..รายล้อมขวัญ
คงรูปรอ..ปักปลูกความผูกพัน
เพื่อร่วมบันทึกส่วนคร่ำครวญคอย
O เสียงธรรมเคยก้องอยู่ไม่รู้แล้ว
เพียงชั่วยามเคยแว่ว..เหลือแผ่วค่อย
โอ งาม..ราวจะแกล้งเข้าแฝงรอย-
จนสุดใจเคลื่อนคล้อย...จากรอยงาม !

O คำข้าวเจ้าคดน้อม - - - นำวาง
กำหนดจิตขีดทาง - - - ย่างเท้า
คำพระยกธรรมขวาง - - - ฝากคิด
กำหนดกรรมกล่อมเช้า - - - หากช้าเกินการณ์ !


Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.