dhamma- addict เสพย์ติดการทำความดี
Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
11 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
มองปัญหาสังคมมนุษย์ผ่าน GAMER และ DISTRICT 9

เมื่อวานเราได้ไปดูมา 2 เครื่องคือ Gamer กับ District 9

แต่ทั้ง 2 เรื่องมีจุดร่วมหนึ่งเดียวที่เรามองได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่า ทั้ง 2 เรื่องนั้น theme หลักของเรื่องมุ่งเน้นไปที่การเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนแอกว่า
แต่จะแตกต่างย่างหนึ่งคือ เรื่องแรกนั้นคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเป็นคน แต่เรื่องหลังเป็นเอเลี่ยน


เริ่มจากเรื่องแรก

GAMER






เรื่องนี้ทำให้รู้สึกหดหู่กับการกระทำอันป่าเถื่อนที่สามารถทำได้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จับเอาเพื่อนมนุษย์ที่ทั้งเป็นนักโทษแดนประหารและคนบริสุทธิ์มาเพื่อนั่งเล่นเกมส์ฆ่ากัน ในระหว่างที่ผู้เล่นเกมส์กำลังต่อสู่กับชะตากรรมของตนเองว่าจะสามารถผ่านด่านไปจนถึงรอบสุดท้ายหรือไม่ หากผ่านจนถึงรอบสุดท้ายและชนะได้ก็จะได้กลับบ้านที่เป็นโลกภายนอก แต่ภายนอกเกมส์ หรือโลกความจริงกลับนั่งรอลุ้นว่าตัวละครที่เขาเชียร์อยู่นั่นจะชนะหรือไม่ ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็รู้ว่า นั่นก็เป็นคนจริงๆเหมือนกันไม่ใช่เกมส์ แต่เพื่อความสนุกสนานบันเทิงของตัวเอง ทุกคนกลับมองข้ามความมีชีวิตของคนอื่นไปซะสิ้น มองภาพผ่านดวงตาอันว่างเปล่าว่า นั่นเป็นเพียงตัวละครหนึ่งในเกมส์ ซึ่งเสมือนจริงมากและเราสามารถร่วมลุ้นไปกับมันได้อย่างสนุกสนานเท่านั้นเป็นพอ ดังนั้นไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าคนคนนั้นมีชีวิตจริงหรือเปล่า เขาก็จะมองข้ามมันและไม่แม้แต่ใส่ใจว่าตัวละครนั้นจะถูกฆ่าตายเมื่อไหร่ ถ้าหากตายเค้าก็จะรู้สึกเพียงว่า “ ว้า เสียดายจัง อุตส่าห์เชียร์มาตั้งนาน” โดยเราจะมองเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ผ่านทางเด็กหนุ่มอายุ16ปีที่ได้เล่นเป็นตัวเคเบิล ซึ่งเป็นพระเอกของเรื่อง เด็กคนนี้ไม่มีโลกแห่งความเป็นจริงในชีวิต เค้าใช้ชีวิตไปวันๆผ่านโลกของเกมส์เท่านั้น และมีชื่อเสียงแค่ในโลกของเกมส์ ซึ่งก็อยู่แต่เพียงในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ดังนั้นหากว่าเค้าหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งโลกของเกมส์แล้ว เค้าจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกเลยในโลกของความเป็นจริง เค้าไม่สามารถแม้กระทั่งใช้ชีวิตร่วมกับคนปกติในโลกของความเป็นจริงได้ สิ่งที่เค้าทำได้ก็แค่เพียงนั่งในห้องเปล่าๆ ดูจอคอมพิวเตอร์ และเคลื่อนไหวตัวเองเพื่อควบคุมตัวละครที่เค้ากำลังเล่นอยู่ให้ผ่านด่านไปได้มากที่สุด เพื่อคำสรรเสริญปอปั้นของคนที่กำลังดูรายการอยู่ทั่วประเทศ โดยเอาความสุขของตนเองไปเชื่อมต่อไว้ที่ความทุกข์ของผู้อื่น ขณะที่ทุกคนกำลังใจจดใจจ่อรอดูเกมส์รอบต่อไป ตัวละครที่อยู่ในเกมส์ต่างเครียดและกดดันว่าตัวเองจะผ่านเกมส์รอบนี้หรือไม่ บางคนใช้ความพยายามอย่างมากในการแงะเอาเครื่องควบคุมที่อยู่ในหัวออกมาจนตาย พวกเค้าสามารถตายได้ทุกวินาทีเมื่อลงไปสู้ในสนามแข่งในเกมส์ ซึ่งเกมส์นี้เรียกว่า “สเลเยอร์”



สเลเยอร์เป็นเกมส์ที่มีทั้งหมด 32 รอบ ซึ่งหากใครเล่นเกมส์ฝ่าด่านไปได้ทั้งหมดจะสามารถกลับบ้านของตนเองได้ ส่วนมากผู้ที่ได้เข้ามาเล่นเกมส์นี้มาจาก นักโทษที่รอวันประหารทั้งสิ้น ยกเว้นพระเอกกับเพื่อนพระเอกที่ถูกนำมาทดลองฉีดสารเข้าร่างกายเพื่อควบคุมสมองด้วยความเชื่อว่าจะทำให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม แต่ว่าเค้าคิดผิด เคน แคสเซิล ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีได้วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นที่จะทำเกมส์ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อต้องการที่จะควบคุมความคิดของทุกคนในโลก ให้ทุกๆคนนั้นถูกครอบงำทางความคิดและต่อไปก็จะตกเป็นทาสของ แคสเซิลทั้งหมดในโลกใบนี้ ส่วนตัวเค้าเองก็จะสามารถรวยอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครเป็นคู่แข่ง เป็นความคิดของคนที่ฉลาดแต่เอาคนอื่นเป็นทาสในความรุ่งเรืองของตน เคเบิลเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถผ่าด่านไปได้จนเหลือแค่ 3 เกมส์สุดท้าย เค้าก็จะสามารถกลับบ้านได้ แต่ แคสเซิลกลับไม่อยากให้เคเบิลได้ออกไปจากโลกของสเลเยอร์เพราะ เคเบิลได้ล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับการทดลองและความต้องการของแคสเซิลที่ต้องการให้คนทั้งโลกเป็นทาสของตัวเอง เขาจึงพยายามไม่ให้เคเบิลได้ออกไปจากเกมส์นี้ และต้องการให้เคเบิลตายอยู่ในเกมส์ไม่สามารถออกมาสู่นอกเกมส์ได้อีก เขาพยายามให้ฆาตกรที่น่ากลัวมากคนหนึ่งมาจัดการกับเคเบิล แต่เคเบิลก็สามารถหนีรอดมาได้และยังได้ออกจากโลกของเกมส์เพื่อกลับมาหาลูกเมีย เพื่อหวังจะกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เมียของเคเบิ้ลกลับไปทำงานพิเศษที่ โซไซตี้ ซึ่งเป็นอีกเกมส์หนึ่งที่ตัวละครจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ผู้เล่นเกมส์ต้องการให้เป็น สามารถมีเซ็กซ์หรือกอดจูบได้อย่างสบาย และนี่ก็เป็นสัญญาณเตือนแล้วว่าแคสเซิลเริ่มคลืบคลานเข้าครอบงำจิตใจของมนุษย์ได้บางส่วนแล้ว และยังสามารถดำเนินแผนการนี้ได้อย่างสบายๆหากไม่มีใครเข้ามาขัดขวางเว้นเสียแต่คนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งต่อต้านการกระทำของแคสเซิลเพราะได้สงสัยพฤติกรรมในธุรกิจของเค้าและมองอย่างทะลุปรุโปร่งว่าสิ่งที่เค้าทำอยู่ไม่น่าจะใช่เรื่องดีและกำลังเข้าครอบงำความคิดของคนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง ทำให้คนกลุ่มนี้ได้เข้ามาช่วยเหลือ เคเบิล เพื่อหวังว่าเคเบิลจะสามารถทำลายองค์กรของแคสเซิลได้





เมื่อเรามาลองคิดสะท้อนกลับสังคมในยุคปัจจุบันดู เด็กๆในสมัยนี้ได้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ลองคิดดูหากว่าคนเราไม่เหลืออะไร และเทคโนโลยีนี้ถูกทำลายลงไป พวกเรายังจะสามารถทำอะไรเองได้หรือไม่ หากไม่มีคอมพิวเตอร์แล้วจะสามารถหาข้อมูลต่างๆได้จากทางอื่นหรือไม่ หากไม่มีเครื่องคิดเลขจะยังสามารถคำนวณอะไรต่างๆได้อยู่อีกหรือ เพราะสังคมได้นำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตมากเกินไป จนคนยึดติดในรูปแบบของความสบาย จึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เองอีกแล้ว และน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหาเกมส์ออนไลน์ในปัจจุบัน หากโยงเกี่ยวกับในหนังก็ทำให้เราได้คิดว่า นี่มันเป็นนิสัยของเด็กยุคปัจจุบัน เด็กปัจจุบันมัวแต่ก้มหน้าก้มตาติดเกมส์คอมพิวเตอร์ไม่ออกจากบ้าน ไม่อาบน้ำ ไม่กินอะไร หากมีใครฉลาดต้องการหาผลประโยชน์ทางธุรกิจขึ้นมา จับเอาอะไรใส่เข้าไปในเกมส์คอมพิวเตอร์โดยที่เด็กๆไม่รู้ตัวจะน่ากลัวขนาดไหน เพราะเด็กสมัยนี้น้อยคนนักที่จะไม่เล่นเกมส์ออนไลน์ และเด็กสมัยนี้แหละที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และก็เป็นเด็กพวกนี้อีกแหละที่จะเป็นคนวางแนวทิศทางของโลกในยุคต่อๆไปที่เราไม่อาจคาดคิดได้ว่าจะเป็นอย่างไร จะน่ากลัวขนาดไหน หากเรายังปล่อยปละละเลยนิสัยการเล่นเกมส์ของเด็กยุคปัจจุบันนี้




จากในหนังแคสเซิลก็เปรียบเสมือนเจ้าของเกมส์ต่างๆที่ผลิตออกมาเพื่อชักจูงให้เด็กๆหลงมัวเมาอยู่ในโลกแห่งเกมส์ เพราะอยู่ในเกมส์อยากทำอะไรก็ได้ ซึ่งเด็กเหล่านี้จะมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมปกติ เพราะเวลาทั้งวันก็อยู่แต่ในเกมส์แล้ว ดังนั้นการจะอยู่ร่วมกับเพื่อนหรือคนปกติจึงเป็นไปได้ยาก หากยังเป็นอยู่แบบนี้แล้ว เจ้าของเกมส์ต่างๆก็ไม่ต่างอะไรกับแคสเซิลที่ต้องการร่ำรวยด้วยการครอบงำความคิดของคนในโลก

อยากให้ทุกคนมองจากหนังแล้วคิดย้อนถึงสังคมที่เราอยู่ว่ามีอะไรที่แตกต่างกันหรือเปล่า เรื่องจริงอาจจะไม่ร้ายแรงเช่นในหนัง แต่หากต่อไปใครจะรู้ได้ว่าจะโลกจะเปลี่ยนเป็นเหมือนแบบในหนังวันไหน เพราะเทคโนโลยีไม่มีวันหยุด อาจจะมีคนจำพวกหนึ่งที่เห็นแก่ตัวแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้วิธีแบบนั้นขึ้นมาซักวันก็ได้

District 9




หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้มองภาพได้ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันได้อย่างดีมาก หากใครมองว่าเป็นหนังสัตว์ประหลาดเรื่องหนึ่ง แล้วเข้าไปตีตั๋วดูเพื่อเห็นฉากมนุษย์ต่างดาวไล่ล่ามนุษย์นั้น อาจจะทำให้ดูหนังเรื่องนี้แล้วผิดหวังและน่าเบื่อไปเลย เพราะหนังเรื่องนี้ดำเนินเนื้อเรื่องเหมือนกึ่งสารคดีในครึ่งแรก หนังดำเนินเรื่องในครึ่งแรกโดยการถ่ายตามติดในทำงานของวิคัส ผู้ซึ่่งเป็นตัวแทนของบริษัทเอกชน เอ็มเอ็นยู เพื่อเจรจากับมนุษย์ต่างดาวให้ย้ายจาก District9 ไปอยู่ที่ District 10 แทน เนื่องจากต้องการที่จะไล่พวกมนุษย์ต่างดาวที่ยานเสียและมาจอดอยู่ที่แอฟริกาใต้จำนวนหลายล้านออกไปจากพื้นที่ ในการที่มนุษย์ต่างดาวมาอยู่ในแผ่นดินโลกนั้นทำให้มนุษย์ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะเกรงกลัวว่าพวกมนุษย์ต่างดาวพวกนี้จะมาทำอันตรายต่อตน และยังคิดว่าเป็นเหมือนภาระที่ต้องเสียงบประมาณเข้ามาดูแล จึงได้เกิดการก่อจลาจลและประท้วงขึ้นมาอย่างบ่อยครั้งให้ไล่พวกมนุษย์ต่างดาวนี้ออกไปให้ไกลจากพื้นที่ของตนเอง เนื่องจากมนุษย์ต่างดาวนั้นอดอยากหิวโหยเนื่องจากไม่ได้กินอะไร ก็จะมาขโมยของกินทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเดือดร้อนมาก และคิดว่ามนุษย์ต่างดาวเหล่านี้สกปรก น่ารังเกียจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของมนุษย์ยังไม่จบสิ้นแค่การไล่ที่อยู่ คนเราเมื่อเห็นสิ่งแปลกปลอม ผิดแผกไปจากตนเองก็เริ่มอยากรู้อยากลอง และอยากทดสอบว่าเป็นอย่างไร บริษัทเอกชนซึ่งมีความคิดหัวใสในการคิดหาทางวิจัยอาวุธของพวกต่างดาว เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เพราะหากสามารถใช้อาวุธของพวกต่างดาวที่มนุษย์ไม่สามารถใช้ได้ จะทำให้บริษัทมีผลกำไรมหาศาล อาวุธของต่างดาวนั้นมีอนุภาพมากซึ่งนั่นจะทำให้บริษัทร่ำรวยจากการขายอาวุธหากการทดลองได้ผลสำเร็จ วิคัสซึ่งเป็นตัวแทนไปเจรจาในตอนแรกซึ่งยังไม่ได้ผูกพันอะไรกับมนุษย์ต่างดาว ก็พูดจาดูถูกพวกมนุษย์ต่างดาวและหลอกล่อให้มนุษย์ต่างดาวลงชื่อย้ายที่อยู่โดยการเอาอาหารแมวมาล่อ โดยเห็นว่ามนุษย์ต่างดาวเหล่านี้เป็นเหมือนพวกขอทาน ไม่มีจะกิน เปรียบเสมือนสัตว์ที่หิวโหย มองอย่างสมเพศเหมือนหมาข้างถนน และโยนอาหารแมวเพื่อเป็นการให้ทาน สามารถทำทุกอย่างได้หากมีของกิน มนุษย์ต่างดาวต้องอยู่แบบน่าสมเพศเวทนา จากที่เห็นใน District 9 นั้นจะเห็นได้ว่าสภาพไม่แต่งต่างอะไรกับสลัมบ้านเราเลย ซึ่งลองมองภาพที่เราเคยเห็นค่ายของพวกผู้อพยพต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา หรือพวกผู้อพยพของในประเทศอื่นๆ ต่างก็ไม่แตกต่างอะไรเลยกับสภาพที่มนุษย์ต่างดาวกำลังเป็นอยู่ หนังเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับปัญหาของผู้อพยพต่างด้าว ซึ่งต้องถูกกีดกันในด้านความเป็นอยู่และเรื่องสิทธิความเป็นคน ถูกจัดอยู่ในพลเมืองชั้นล่างๆ ไม่สามารถมีสิทธิ์มีเสียงอะไรในสังคมได้




และในเรื่องคนยังดูถูกพวกมนุษย์ต่างดาวโดยการเรียกพวกนี้ว่า "กุ้ง" หากเทียบกับในสังคมโลกเรา ก็มีกรณีการเหยียดคนอื่นโดยเรียกว่า"คนผิวสี" เช่น พวกคนผิวเหลือง และ ผิวดำ แทน คนพวกเอเชียและ แอฟริกัน ปัญหาเหล่านี้แม้จะผ่านนานมาหลายสิบปีแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากความเชื่อในการเหยียดสีผิวหรือเหยียดคนชนชาติอื่นว่าต่ำต้อยนั้น ถูกถ่ายทอดผ่านบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า และความเชื่อที่ผิดๆนั้นเมื่อถ่ายทอดต่อสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน รุ่นลูกรุ่นหลานก็จะหลับหูหลับตาเชื่ออย่างผิดๆโดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และคนพวกนี้ก็จะรังเกียจคนอื่นแบบไม่มีเหตุผลและจะคิดว่าพวกของตัวเองประเสริฐกว่าคนอื่นและไม่คิดว่าคนที่ต่ำกว่าตนเองนั้นเป็นคน และสามารถฆ่าได้แบบไร้ความผิด ดังที่เราเคยเห็นในประเทศไทยสมัยก่อนก็ยังมีแบ่งชนชั้นทางสังคมโดยมี"ทาส"และ "ขุนนาง"


หนังเรื่องนี้ทำให้เรามองภาพ มนุษย์ต่างดาวที่อยู่ในเรื่องไม่เหมือนมนุษย์ต่างดาวในเรื่องอื่นๆ เพราะ มนุษย์ต่างดาวนั้นไม่ได้น่ากลัวเหมือนที่เรื่องอื่นๆได้สร้างเอาไว้ ไม่ได้มาฆ่าคน ไม่ได้ทำร้ายใคร พวกเค้าเพียงต้องที่อยู่อาศัยและอาหารการกินที่ประทังชีวิตได้บ้างเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้เรามองภาพของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้เป็นกลุ่มที่น่าสงสารมากและเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกหนึ่งที่เหมือนคนแบบเราๆที่มีชีวิตจิตใจ และมีความรู้สึก แต่เรากลับกระทำกับมนุษย์ต่างดาวพวกนั้นเหมือนสัตว์ประเภทหนึ่ง จับมาผ่าทดลองเหมือนหนูหรือกบที่เราเอามาผ่าเพื่อศึกษาทางการแพทย์ คนหากเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองแล้วพร้อมที่จะทำลายและเอารัดเอาเปรียบสิ่งที่มีชีวิตอื่น โดยไม่มีคำว่ามนุษยธรรม ทั้งๆที่คำๆนี้บัญญัติเพื่อไว้ใช้กับคนโดยเฉพาะ แต่พวกเรามนุษย์ต่างก็ได้หลงลืมที่จะนำคำว่ามนุษยธรรมมาใช้กันเสียแล้ว และมองว่าไม่มีความสำคัญจึงได้เพิกเฉยละเลยต่อสิ่งที่สมควรจะปฏิบัติมากที่สุด





ในฉากตอนที่มนุษย์ต่างดาวได้ย้ายถิ่นฐานมายังโลกด้วยเหตุสุดวิสัย แทนที่มนุษย์จะต้อนรับเพื่อนดวงดาวใกล้เคียงเป็นอย่างดี แต่กลับให้อยู่เหมือนเยี่ยงขอทาน ภาพเขต9มีอะไรที่ต่างจากสลัม และมนุษย์เองนี่แหละนอกจากจะไม่ช่วยเหลือยังซ้ำเติมโดยการไปรุกรานมนุษย์ต่างดาว เข้าไปยึดค้นที่พักอาศัยของมนุษย์ต่างดาวและแถมยังจับมนุษย์ต่างดาวมาทดลองอีก แต่ความเป็นจริงไม่ใช่แค่ว่ามนุษย์จะกระทำต่อสิ่งมีชีวิตอื่นเท่านั้น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์หากใครเคยได้ดูหรือเห็น ในสงครามนานกิง ที่ญี่ปุ่นบุกเข้าไปจีน ญี่ปุ่นได้กระทำเรื่องที่ชั่วร้ายมากกับคนจีน จนทำให้คนจีนในปัจจุบันยังมีบางกลุ่มที่ยังเกลียดคนญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบัน อย่างที่เราเคยเห็นในเรื่อง “จับคนไปทำเป็นเชื้อโรค” นั่นไม่ใช่หนังที่สร้างขึ้นมาโดยไม่มีเค้ามูล แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆกับคนจีนในยุคสมัยนั้น คนจีนบริสุทธิ์ต้องตายอย่างน่าอนาถเพื่อเพียงให้คนญี่ปุ่นทดลองอาวุธเชื้อโรค คนที่บ้าสงครามจนไม่เห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลกนั้นอย่าได้เรียกว่าเป็นมนุษย์อีกเลย ยังจะสามารถคิดได้เหรอว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐที่สุด ขนาดแม้มีมันสมองที่ใหญ่กว่าสัตว์อื่นหลายเท่า ขนาดว่าตัวเล็กแค่นี้แต่มีความสามารถในการควบคุมสัตว์ที่ใหญ่กว่าตัวเองมากได้ แต่ก็เถอะ ถึงแม้ว่าฉลาดแค่ไหน แต่เรื่องมนุษยธรรมใช่ว่าจะบ่มเพาะกันได้ หากมนุษย์ขนาดมนุษยธรรมก็ไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ประเภทอื่นหรอก คำที่เคยบอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐคงไม่สามารถที่จะใช้ได้อีกต่อไป




วิคัสเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การที่จะเห็นอกเห็นใจคนที่เราเคยรังเกียจแบบไร้เหตุผลนั้น เราจะไม่สามารถคิดได้เองจนกระทั่งเราได้รับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับที่บุคคลนั้นกำลังประสบอยู่ ในตอนแรกวิคัสไม่ได้มองว่ามนุษย์ต่างดาวพวกนี้เป็นเหมือนอย่างเค้า มองว่าเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่ต้อยต่ำ หากมนุษย์ต่างดาวจ้องหน้าก็ถึงกับต้องโดนซ้อม แต่หลังจากที่วิคัสเริ่มติดเชื้อและได้กลายเป็นบุคคลที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในประเทศ ทำให้วิคัสต้องเริ่มหลบหนี เนื่องจากวิคัสเริ่มจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวไปแล้วทีละส่วนๆ ทำให้วิคัสไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ทั่วๆไปได้ วิคัสจึงต้องหลบหนีมาที่District 9 ที่เคยเป็นที่ที่เค้าคิดว่าสกปรกน่ารังเกียจของพวกมนุษย์ต่างดาว แต่ทำยังไงได้ เค้าซึ่งร่างกายเริ่มจะกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆไม่มีสิทธิเลือก หากเค้าถูกจับได้ เมื่อนั้นเค้าต้องถูกจับไปแยกส่วนเพื่อทำการทดลอง หลังจากที่ได้มาอยู่ในDistrict 9 ทำให้วิคัสได้รู้ว่า มนุษย์ต่างดาว ที่เค้ามองอย่างดูถูกมาโดยตลอดแทบจะไม่มีอะไรต่างจากตัวเค้าเลย มนุษย์ต่างดาวสามารถรักพวกพ้อง รักภรรยา รักลูกได้เหมือนๆกับตัวเค้า ที่ยังคงคิดถึงภรรยาอยู่ตลอดเวลา และหวังว่าจะได้กับไปอยู่ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเดิม วิคัสจากที่เคยรังเกียจอาหารแมวและคิดว่าเป็นอาหารที่ใช้ล่อมนุษย์ต่างดาว กลับต้องกินเสียเอง และต้องมานอนใช้ชีวิตใน district 9 ที่ที่ตัวเองเคยรังเกียจว่าเป็นสถานที่สกปรกและเป็นที่ที่กุ้งอาศัยอยู่ เมื่อเค้าได้มาใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์ต่างดาวทำให้เค้าเกิดความรู้สึกผูกพันและเข้าใจมนุษย์ต่างดาวมากขึ้น จนทำให้วิคัสซึ่งในตอนแรกร่วมมือกับมนุษย์ต่างดาวเพื่อต้องการที่จะกลับมาเป็นมนุษย์เหมือนเดิม ได้ยอมช่วยเหลือมนุษย์ต่างดาวให้กลับบ้านเกิดอย่างจริงใจ

หากแต่มนุษย์เราบางคนนั้นที่เคยคิดดูถูกพวกคนต่างด้าวหรือเหยียดคนผิวสีนั้น จำเป็นจะต้องเป็นเหมือนวิคัสหรือไม่ ที่ต้องไปใช้ชีวิตเหมือนคนเหล่านั้นก่อน ได้รับความทุกข์ทรมานเช่นนั้นก่อนถึงจะเห็นอกเห็นใจและเข้าใจในความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้น พวกเราที่มีความเป็นอยู่แบบสุขสบายจำเป็นจะต้องสูญสิ้นจนเหลือแต่ตัวเพื่อแลกกับการเข้าใจความรู้สึกของเขาเหล่านั้นเลยหรือ แต่เราคิดว่าอย่าให้เป็นถึงขนาดนั้นเลย แค่เรามองโลกให้กว้างขึ้น มองสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งในโลกให้เท่าเทียมกับเรา เมื่อนั้นแหละปัญหาเรื่องการแบ่งแยกสีผิวหรือแบ่งชนชั้นในสังคมก็จะหมดไปจากโลกของเรา


และเมื่อมนุษย์ต่างดาวได้มาอยู่บนโลกและถูกกระทำเป็นเวลานานหลายปี ความเจ็บแค้นที่ทำให้พวกพ้องของเค้าต้องตายไปมากมายนั้น เราไม่จำเป็นต้องคาดเดาเลยว่า District 10 จะเป็นอย่างไร



Create Date : 11 กันยายน 2552
Last Update : 13 กันยายน 2552 21:59:33 น. 5 comments
Counter : 1208 Pageviews.

 
ยอดเยี่ยมมากๆเลยครับ หนังเรื่อง district 9 ให้ความรู้สึกที่ดีต่อพวกคนที่เราเห็นว่าต่ำต้อย แต่ที่จริงเขาไม่ต่างอะไรกับเราทำให้พระเอกเรื่องนี้เปลี่ยนความคิดเเละทำในสิ่งที่ที่ดีในตอนจบ(มันส์สุดๆเลยขอบอก)


โดย: pongsa IP: 118.173.156.13 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:14:18:15 น.  

 
ยอดเยี่ยมมากๆเลยครับ หนังเรื่อง district 9 ให้ความรู้สึกที่ดีต่อพวกคนที่เราเห็นว่าต่ำต้อย แต่ที่จริงเขาไม่ต่างอะไรกับเราทำให้พระเอกเรื่องนี้เปลี่ยนความคิดเเละทำในสิ่งที่ที่ดีในตอนจบ(มันส์สุดๆเลยขอบอก)


โดย: pongsa IP: 118.173.156.13 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:14:57:09 น.  

 
หาคนที่เอา สมองไปดูหนังยาก
เห็นจะเอาไปแต่ดูฉากบู้เลยผิดหวัง


โดย: bioice IP: 124.120.200.41 วันที่: 14 ธันวาคม 2552 เวลา:6:52:06 น.  

 
District 9 ก็ไม่ได้ถึงกับชอบมากมาย

แต่ผมถือว่าเป็นหนังที่ดี ในด้านเนื้อหา

บอกตามตรง ตอนแรกเห็นทั้งโฆษณา

ทั้งตัวอย่าง นึกว่าเป็นหนัง Action

รบกับ ต่างดาว

พอดูเสร็จ ก็สนุกดี แต่ในอีกแนวอ่านะ

ทำให้ผมเริ่มมีอคติกับคนคิดชื่อหนังละ

ถ้าลองสังเกตุ โปสเตอร์หนัง

ที่มีหุ่นยนต์ ที่พระเอกบังคับตอนสุดท้าย เรียงเป็นตับ

กับ ชือหนังแปลไทยแบบคนละโลกว่า

"ยึดแผ่นดิน เพาะพันธุ์มนุษย์"

เลยข้องใจมาก คิดมาได้ไง = =''


ในเรื่องของหนังละก็ มนุษย์ก็เอาแต่ผลประโยชน์จริง ๆ

ตามที่บอก แต่ที่รู้สึก ดูแล้ว รมเสียสุดก็

ตัวภรรยาของพระเอก ที่ไม่เชื่อใจพระเอก

ไม่คิดที่จะสงสาร ไม่คิดจะช่วยเหลือ

ไม่คิดจะให้โอกาศ

(หากความเป็นจริง มีข่าวออก TV มีพ่อมาบอก

อาจจะเชื่อก็ได้)

สงสารพระเอกจริง ๆ


สุดท้าย น่าจะมีคนคิดหลายคน

ถ้าผมเป็นต่างดาวที่หนีไปได้คนนั้น

อีก 3 ปี ผมจะกลับมาตามสัญญา

แต่ที่แน่นอนเลยคือ อาจไม่เจอตัววีคัส

(หรือเจอ) แต่ต้องมาล้างแค้น ถล่มดาวแน่นอน -*-


โดย: BasicDash IP: 125.24.87.57 วันที่: 5 เมษายน 2553 เวลา:22:17:29 น.  

 
หนังเรื่องนี้พี่ไทยเป็นคนมาเอามาทำการตลาดแบบหลอกคนดูเองว่าเป็นแนวแอ็คชั่นไซไฟ เพื่อหลอกคนดูไปดู ซึ่งพอคนที่ไม่ชอบแนวดราม่าไปดูเลยรู้สึกผิดหวังกลับมา ฉะนั้นโทษหนังไม่ได้ ต้องโทษที่ค่ายหนังพยายามตัดทีเซอร์หรือโปรโมทในไทยให้ดูเป็นหนังแอ็คชั่น


โดย: dfh วันที่: 7 เมษายน 2553 เวลา:8:41:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

dfh
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




สามารถคุยกับเราได้ผ่าน skype และ MSN โดยกดรูปข้างล่างนี้เลยค่ะ My status
เพื่อนที่กำลังชมบล็อก
New Comments
Friends' blogs
[Add dfh's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.