Neothais : We will save the world


<<
มกราคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
28 มกราคม 2554
 

บุคคล 4 ประเภท ( Four Types of People )

บุคคล 4 ประเภท (Four Types of People)
โดย ท่านสัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (S. N. Goenka)


ภาพจาก //www.oknation.net/blog/SangthipAriyadhamma/2009/03/27/entry-1

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ในโลกนี้มีบุคคลอยู่ 4 จำพวก พวกที่หนึ่งมามืดไปมืด พวกที่สองมาสว่างไปมืด พวกที่สามมามืดไปสว่าง และพวกที่สี่มามืดไปสว่าง” พระองค์ทรงอธิบายว่า ความมืดหมายถึงความทุกข์ต่างๆ ในชีวิตตั้งแต่ความทุกข์ทางกาย ความทุกข์ทางใจ ความทุกข์ในครอบครัว ความทุกข์ในสังคม ความทุกข์จากความยากไร้ เป็นต้น ความทุกข์ทำให้มีแต่ความมืดมนในชีวิต

พวกที่หนึ่งมามืดไปมืด หมายถึง ชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์ และในส่วนลึกของจิตก็มี แต่ความมืดเพราะไม่มีปัญญา กล่าวคือทุกขณะมีแต่การสร้างความโกรธ ความเกลียด ความมุ่งร้าย “ฉันเป็นทุกข์เพราะคนนั้นคนนี้ ฉันเป็นทุกข์เพราะภรรยาของฉันเป็นเช่นนี้ ฉันเป็นทุกข์เพราะสามีของฉันเป็นเช่นนี้ ฉันเป็นทุกข์เพราะบิดาของฉันเป็นเช่นนี้ ฉันเป็นทุกข์เพราะลูกชายของฉันเป็นเช่นนี้ ฉันเป็นทุกข์เพราะเพื่อนของฉันเป็นเช่นนี้…..” มีแต่จับผิดผู้อื่น ทุกครั้งที่เขาสร้างความโกรธ เขาก็หว่านเมล็ดพันธ์ของความทุกข์ ซึ่งจะให้ผลเป็นความทุกข์ในอนาคต นั่นคือปัจจุบันที่มีแต่ความมืด มีแต่ความทุกข์ และอนาคตก็มีแต่ความมืดมีแต่ความทุกข์ เขาวิ่งจากความมืดไปสู่ความมืด

พวกที่สองมาสว่างไปมืด ความสว่างในทางโลกก็คือ ความมีทรัพย์ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ชื่อเสียง ความเจริญ พวกนี้มีความสว่างในปัจจุบัน แต่ในส่วนลึกของจิตมีแต่ความมืดเพราะไม่มีปัญญา สร้างแต่ความเครียด เต็มไปด้วยอัตตา “ฉันหาเงินได้มาก ฉันร่ำรวยเพราะฉันฉลาด ฉันเก่ง คนอื่นๆ ไม่ได้เรื่อง” มีแต่ความเกลียดชัง และเขากำลังหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความเกลียดชัง ความตึงเครียด ความมีอัตตา ซึ่งจะให้ผลเป็นความทุกข์ในอนาคต อนาคตจะเต็มไปด้วยความมืดมน เมื่อกรรมดีในอดีตซึ่งให้ผลอยู่ในขณะนี้สิ้นสุดลง กรรมไม่ดีก็จะเริ่มให้ผล ซึ่งจะมีแต่ความทุกข์ คนพวกนี้วิ่งจากความสว่างไปสู่ความมืด

คนพวกที่สามมามืดไปสว่าง ปัจจุบันจะเหมือนกับพวกแรกคือ มีแต่ความมืด มีแต่ความทุกข์ทางโลก แต่ในส่วนลึกของจิตใจเขามีปัญญา มีความสว่าง เขาเข้าใจถูกต้องว่า “มองเพียงผิวเผิน ดูเหมือนว่าความทุกข์ของฉันเกิดจากคนผู้นั้นผู้นี้ เกิดจากภรรยาของฉัน หรือเพื่อนของฉัน แต่นั่นเป็นเพียงความจริงในระดับผิวเผิน สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์ของฉันก็คือผลกรรมในอดีต สังขารเก่ากำลังให้ผล” เพราะฉะนั้นเขาจะไม่โกรธผู้อื่น จะมีแต่ความรักความเมตตา” คนผู้นั้นเป็นเพียงพาหะ ขอให้เขาอย่าได้ผลกรรมนี้เลย” มีแต่ความรักความเมตตาต่อผู้อื่นแม้แต่กับศัตรู แม้ว่าปัจจุบันจะมีแต่ความมืด ความทุกข์ แต่เขากำลังหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความสว่าง ความรัก ความเมตตา เมื่อผลกรรมของเขาหมดไป กรรมที่ทำในปัจจุบันก็จะเริ่มให้ผล ซึ่งจะมีแต่ความสว่าง ความสุข

พวกที่สี่มาสว่างไปสว่าง ปัจจุบันจะเหมือนกับพวกที่สอง คือมีแต่ความสว่าง มีทรัพย์มีตำแหน่ง มีอำนาจ มีชื่อเสียง แต่ต่างกันที่ภายในก็มีความสว่างด้วย มีปัญญาเห็นถูกต้องว่า “ความสุขความเจริญที่ฉันมีอยู่ขณะนี้ ไม่ใช่เพราะความฉลาดของฉัน ผู้ที่ฉลาดกว่าฉันแต่ไม่มีความสุขความเจริญเท่านี้ก็มี ทรัพย์สมบัติเหล่านี้คงไม่ใช่มาเพราะความขยันหรือฉลาดเท่านั้น ผู้ที่ขยันกว่าฉันก็มีแต่ยังคงมี่ทรัพย์ไม่เท่าฉัน แม้ความฉลาดความและความขยันเป็นส่วนสำคัญในการหาทรัพย์ให้ได้มา แต่คงมีสาเหตุอื่นด้วยเช่นกัน สาเหตุที่สำคัญคือฉันมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นั่นคือปัจจุบันที่มีแต่ความสว่าง และยังหว่านแต่เมล็ดพันธ์ของความสว่าง ซึ่งจะให้ผลเป็นความสว่างในอนาคต ขอให้ท่านทั้งหลายจงระวังอย่าเป็นคนพวกแรกหรือพวกที่สอง จงเป็นพวกที่สามหรือพวกที่สี่ แต่จะเป็นพวกที่สามหรือพวกที่สี่ท่านเลือกไม่ได้เพราะนั่นขึ้นอยู่กับกรรมใน อดีตของท่าน หรืออีกนัยหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับเมล็ดของสังขารที่ท่านหว่านไว้ในอดีต สำหรับปัจจุบันนั้นความมืดบางครั้งก็มีความสว่าง แต่สำหรับอนาคตแล้วท่านสามารถเลือกได้ ขึ้นอยู่กับตัวท่านเอง ไม่ว่าปัจจุบันจะสว่างได้ อัตตา หิ อัตตโน คติ ท่านเป็นนายของอนาคต วิธีปฏิบัตินี้จะสอนท่านให้เป็นนายของตนเองเป็นนายของปัจจุบัน และผลก็คือเป็นนายของอนาคต

จงใช้วิธีปฏิบัตินี้ให้เป็นประโยชน์ จงทำความเข้าใจกับวิธีปฏิบัติให้ถูกต้อง จงใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้เป็นประโยชน์ จงใช้สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด จงใช้วิธีปฏิบัตินี้ขจัดกิเลสไม่เฉพาะแต่เวลาที่ท่านอยู่ที่นี่ แต่จงให้มันคอยฟอกจิตของท่านตลอดไปเพื่อขจัดความทุกข์ออกจากชีวิตของท่าน เพื่อจะอยู่อย่างมีความสุขอย่างสอดคล้องกลมกลืนและด้วยความสงบ ขอให้ท่านทั้งหลายจงตั้งมั่นอยู่ในธรรม จงหลุดพ้นจากความทุกข์ หลุดพ้นจากกิเลส ขอให้ท่านทั้งหลายจงพบกับความสงบโดยแท้จริง

“ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุขอย่างแท้จริง”
“จงมีความสุขอย่างแท้จริง”
“จงมีความสุขอย่างแท้จริง”



(The following is a translation of an article by Goenkaji in the December 2005 issue of the Vipaśyana Patrikā. It has been adapted for the Newsletter.)

The Buddha said: “I see four types of people in this world. The first type is running from darkness towards darkness. The second is running from brightness towards darkness. The third is running from darkness towards brightness. And the fourth is running from brightness towards brightness.”

The Buddha did not speak in riddles. His teaching is clear and well-explained. Svākkhāto bhagavatā dhammo. Whenever he said something that people might not understand properly, he explained it immediately. What is darkness? What is brightness? How does one keep on running from one to the other?

1. From darkness to darkness:
All around there is darkness, a life of darkness, a life of misery. One is suffering in different ways—physically, mentally, materially and because of problems in the family or society. There is no happiness at all. And yet, there is no trace of wisdom within. So every moment, this person is generating nothing but anger, hatred and ill will.:

“I am suffering because of this person, because of this incident, because of this cause.” One generates aversion towards that person or cause. This misery is the result of past kammas of aversion, and now, one is planting more seeds of aversion. There is already so much darkness in one’s life and one is planting more seeds of darkness. These seeds of anger, hatred, ill will bring nothing but misery in the future. So the future will also be full of misery. The present is misery, the future is misery. The present is darkness, the future is darkness. So such a person is running from darkness to darkness.

2. From brightness towards darkness:
There is brightness all around in one’s life. There is happiness today because of material wealth, good health and prestige in society. But there is no wisdom within. So one becomes arrogant because of all this wealth, power and status and feels contempt for others.

“These poor people are all useless. I am so smart; I have got so much money, position, power, status.”

Because of some good kammas of the past, there is brightness all around. Sooner or later, this will come to an end. But every moment, one is planting seeds of egotism, seeds of aversion, seeds of misery, seeds of darkness. These seeds of negativity will result in darkness in the future, misery in the future. Thus this person is running from brightness towards darkness.

3. From darkness towards brightness:
The third type of person is in exactly the same position as the one in the first group. There is hardship all around, darkness all around in the present but there is wisdom inside. One keeps on smiling.

“Oh, this hardship has come because of some past bad kammas of mine. Somebody seems to be the apparent cause of my misery. Certainly, this person is not the real cause of my misery. This person has just become a vehicle. May he or she not have to suffer because of these misdeeds! This hardship was bound to come through this person or through some other person because of my own past kammas. Now I will not plant new seeds of misery.”

So one generates only love and compassion towards such people. One is planting seeds of love, of compassion. Now there is darkness, but the future is full of brightness. Sooner or later this darkness will go and then there will be only brightness. One is planting seeds of brightness, which will bring brightness in the future, happiness in the future.

4. From brightness towards brightness:
At present, one’s life is filled with brightness, filled with happiness. One enjoys the happiness of material wealth, all worldly comforts, and prestige in society. But there is wisdom and one keeps on understanding:

“All this success is because of some good kammas of the past. And whatever good kamma I might have done, they are not eternal, their fruit is not eternal, sooner or later it will come to an end. So, I must make best use of all this money, position, power, status that I have now for the good of others. As a householder, it is my duty to use my wealth for the maintenance of my family and those who depend on me. Whatever remains, I must use for the good of others, for the benefit of others. May more and more people get pure Dhamma! May more and more people develop wisdom! May more and more people be liberated from their suffering!”

So one generates love, compassion, and goodwill all the time. All actions—vocal, physical, and mental—are for the good of others. One plants seeds of brightness. From happiness one is running towards happiness; from brightness, one is running towards brightness.

We should not be like the people in the first or the second group. We must be like the people in the third or the fourth group. Whether third or fourth, this is not in our control. Sometimes, life may be full of darkness, full of suffering because of the past kammas. At other times, life may be full of brightness because of the past kammas. There is happiness or unhappiness in life because of the results of past good and bad kammas. Irrespective of whether there is happiness or sorrow, brightness or darkness, we will develop brightness within. We will not make any new saṅkhāras that will produce suffering in the future, darkness in the future. This is what we learn from Vipassana.

The Buddha said:
Attā hi attano nātho, attā hi attano gati.
One is one’s own master;
One is the master of one’s own future.

The present is nothing but the child of the past. Whatever you have done in the past is done. But you are the master of the present. Try not to generate a single saṅkhāra that will bring misery for you. The future is the child of the present. Be master of the present. Let your present be full of Dhamma. Then, the future will automatically be full of happiness. There will be no darkness in the future.

Develop this mastery of the present moment. This is Vipassana. Understand the technique properly and get established in the technique. You have to be aware of the sensations and be equanimous to the sensation. Leave the rest to Dhamma. The results are bound to be good. Keep growing in Dhamma, keep growing in Dhamma. Dhamma is so great, so wonderful.

May you all get the best fruits of Dhamma! May you all enjoy real happiness, real peace, real harmony!

Bhavatu sabba maṅgalaṃ—May all beings be happy!

ที่มา : //www.amityconsulting.net/know_detail.asp?id=30




 

Create Date : 28 มกราคม 2554
0 comments
Last Update : 28 มกราคม 2554 20:47:22 น.
Counter : 2575 Pageviews.

 
Name
* blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Opinion
*ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet

Mr.Terran
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]




ซิดนี่ย์ เจ.แฮร์ริส เคยกล่าวไว้ว่า
"อันตรายที่แท้จริง ไม่ใช่อยู่ที่ว่า Computer จะเริ่มคิดเหมือนมนุษย์
แต่อยู่ที่ว่า มนุษย์ จะเริ่มคิดเหมือน Computer" ผลงานทุกชิ้นใน BLOG ขอสงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ดัดแปลง ลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นบทความที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา New Document
New Comments
[Add Mr.Terran's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com