< KITAMURA : ราชบุตรจากขุมนรก >
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
5 กรกฏาคม 2553
 
All Blogs
 
< Watchmen : “No Peace for Human” (2009) >

< Watchmen : “No Peace for Human” (2009) >
(บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง)






นับตั้งแต่หนังแอ็กชั่นซุปเปอร์ฮีโร่ “X-Men”(2000) ของ “ไบรอัน ซิงเกอร์” ที่เริ่มเป็นหัวขบวนของการประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ของรายได้(หลังจากที่ก่อนหน้านี้ หนังแนวนี้ดำรงสถานะ “เจ๊ง” มาโดยตลอด)และในแง่ของคำวิจารณ์ที่ได้มาอย่างสวยหรู จนหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องต่อๆมาก็เพิ่ม “ความขม” ลงไปใน “ขนมหวาน” เพื่อให้มันไม่ดู “ไร้สาระ” ไปตามๆกัน

ตัวอย่างเด่นๆของหนังซุปเปอร์ฮีโร่แบบ “หวานขม” ก็มีอาทิเช่น “Spider-Man”(2002)ของ “แซม ไรมี่” ที่นอกจาก “ไอ้แมงมุม”จะต้องออกห้อยโหน ปีนป่าย ไปตามตึกระฟ้าเพื่อช่วยเหลือผู้คนแล้ว ไอ้แมงมุม ก็ยังต้องมีปัญหาส่วนตัวมากมายที่ยังแก้ไม่ตก ที่แม้กระทั่งพลังพิเศษในตัวก็ยังแทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย หรือจะเป็น “Hulk”(2003) ของ “อั้งลี่” ที่นำเสนอจิตใจอันสลับซับซ้อนและปมอดีตอันเลวร้ายในวัยเด็ก ของ “ไอ้ยักษ์เขียว” ได้อย่างน่าสนใจ และแม้กระทั่งใน “The Dark Knight”(2008) ของ “คริสโตเฟอร์ โนแลน” “ไอ้ค้างคาว” และคู่ปรับตัวแสบอย่าง “โจ๊กเกอร์” ก็ยังถูกใส่ปมปัญหาทางจิต จนเส้นแบ่งระหว่าง “ขาว” กับ “ดำ” พร่ามัวลงทุกที





สิ่งเหล่านี้ทั้ง ปัญหาส่วนตัว,จิตใจอันสลับซับซ้อน,ปมอดีต และปัญหาทางจิต ล้วนแต่มีส่วนทำให้หนังซุปเปอร์ฮีโร่เหล่านี้ กลายสภาพเป็น “หนังดราม่า” ได้อย่างสบายๆ และก็ต้องยอมรับว่า ปมปัญหาเหล่านี้ มีความน่าสนใจไม่แพ้เหล่าฉากแอ็กชั่นเลย(ส่วนจะทำ “ถึง” หรือไม่? นั่นก็อีกเรื่องนึง) และในหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูน(หรือเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “Graphic Novel”) อย่าง “Watchmen” ของ “แซ็ก สไนเดอร์” ซึ่ง Watchmen ก็มีส่วนผสมของปมปัญหาของตัวละครอยู่เยอะทีเดียว

Watchmen เป็นนิยายภาพที่สร้างสรรค์โดย “อลัน มัวร์” (เขียนเรื่อง)และ “เดฟ กิบบอน”(วาดภาพประกอบ) ความยอดเยี่ยมและการถูกยกย่องที่มากมายของมัน บวกกับคำกล่าวในทำนองที่ว่า “Watchmen ไม่สามารถทำเป็นหนังคนแสดงได้” ของ มัวร์(นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่ มัวร์เกลียดหนังฮอลลีวู้ดชนิดเข้าไส้) จึงทำให้มันถูกวางในฐานะงานที่ท้าทายว่า มันจะไม่สามารถสร้างเป็นหนังได้จริงๆหรือ? และแล้วผู้กำกับจากหนังเรื่อง “300”(2006) แซ็ก สไนเดอร์ ก็รับอาสานำ Watchmen ขึ้นจอใหญ่จนได้

Watchmen เปิดเรื่องด้วยการถูกฆาตกรรมปริศนาของฮีโร่นิสัยเลว “เดอะ คอเมเดียน” หรือ “เอ็ดเวิร์ด เบลค” ( เจฟฟรีย์ มอร์แกน) หลังจากนั้นหนังก็ค่อยๆเผยให้เห็นถึงชีวิตของ “อดีตสมาชิก” ของกลุ่มซุปเปอร์ฮีโร่ Watchmen ที่หลังจากโดนประธานาธิบดี “ริชาร์ด นิกสัน” สั่งออกกฎหมายให้เหล่าฮีโร่เป็น “คนนอกกฎหมาย” แต่แล้วทุกคนในกลุ่ม Watchmen ต้องมารวมตัวกันอีกครั้งเมื่อ อเมริกากับโซเวียตกำลังเผชิญกันในสงครามเย็น และดูท่าจะบานปลายถึงขั้นถล่มกันด้วยนิวเคลียร์!





ถึงแม้ว่าหนัง Watchmen จะมีฉากหลังเป็นเรื่องของอเมริกากับรัสเซียที่ตั้งท่าจะก่อสงครามนิวเคลียร์กัน จนทำให้บรรยากาศในหนังแลดูจะตึงเครียด แต่หลังจากเหตุการณ์ เดอะ คอเมเดียน ถูกสังหาร ชีวิตของเหล่าฮีโร่ที่เหลือก็ดูจะวุ่นวายและตึงเครียดไม่แพ้ฉากหลังนั่นเลยทีเดียว ทั้งปัญหาความกังวลเรื่อง “มือที่มองไม่เห็น” ที่กำลังเหมือนจะคุมคามชีวิตของพวกเขา และปัญหาอาการ “ถวิลหาอดีต” ที่หลังจากการที่ต้องเปลี่ยนสถานะจาก “ฮีโร่” ไปเป็น “คนธรรมดา” ไปจนถึงปัญหาความสัมพันธ์ “รักสามเศร้า” ระหว่าง “ไนท์ อาวล์ 2”หรือ “แดน ไดรเบิร์ก”(แพททริค วิลสัน), “ซิลค์ สเป็คเตอร์ 2” หรือ “ลอรี่ จัสเพ็คซิค”(มาลีน แอ็คเคอร์แมน) และ “ดร.แมนฮัตตัน” หรือ “จอน ออสเตอร์แมน”(บิลลี่ ครูดรัพ) ซึ่งปมปัญหาดังกล่าว หนังก็นำเสนอมาในสัดส่วนที่มากกว่าฉากแอ็กชั่นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ Watchmen มีความ “หวานขม”(อาจจะขมมากกว่าหวานซะด้วย) จนทำให้สามารถเป็นหนังดราม่าที่บังเอิญว่าเหล่าตัวละครในหนังต่างมีอาชีพใส่ชุดยางออกไปปะทะกับวายร้ายก็เท่านั้นเอง

ในเหตุการณ์การสั่งออกกฎหมายบังคับให้เหล่า Watchmen ต้องเปิดเผยตัวของประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน มันแสดงให้เห็นอย่างได้ชัดในประเด็นเรื่อง “ความไม่ไว้วางใจ” ที่มีต่อเหล่าฮีโร่ ซึ่งก็มีการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อีกหลายเรื่อง(รวมไปถึงตอนถูกดัดแปลงเป็นหนังแล้ว)ที่พูดถึงประเด็นความไม่ไว้วางใจนี้เช่นกัน อาทิเช่น Spider-Man ที่เคยถูกชาวบ้านรังเกียจและกลัวในความสามารถของเขา(ในการ์ตูนต้นฉบับ สไปเดอร์แมนเคยกลายร่างถึงขั้นมีแขนงอกออกมา 8 แขน!) และเหล่าพลพรรค X-Men ที่โดนมนุษย์หวาดกลัว และถูกมองเป็นคนนอก และถึงขั้นเคยเกือบโดนรัฐบาลล้างบางเลยทีเดียว





เช่นเดียวกับเหล่า Watchmen ที่ถึงแม้ว่าพวกเขา(ส่วนใหญ่)จะไม่ได้มีพลังวิเศษวิโสอะไร แต่ด้วยการที่พวกเขาตั้งตัวเป็น “ศาลเตี้ย” ออกฆ่าคนตามใจชอบ ก็สามารถสร้างความหวาดกลัวได้แล้วในความเป็นศาลเตี้ยของพวกเขา และคนที่ดูจะมีปัญหากับพวก Watchmen มากที่สุดคือพวกตำรวจ(ตำรวจอ้างว่า พวก Watchmen ทำให้การทำงานของพวกเขายุ่งยาก) ทั้งหมดลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์ประท้วงของเหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จนประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ต้องออกกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ความหวาดกลัวที่มีต่อฮีโร่นี้ มันอาจเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความหวาดกลัวต่อทุกสิ่งทุกอย่าง” ของเหล่าคนอเมริกัน ในช่วงยุคสมัยสงครามเย็นระหว่างประชาธิปไตย(อเมริกา)และคอมมิวนิสต์(โซเวียต) ที่คนอเมริกันต่างก็หวาดกลัวว่าทุกสิ่งรอบตัวที่อาจเป็น “คอมมิวนิสต์”(ถ้าปัจจุบันคงเป็น “การก่อการร้าย”) ดังนั้นชาวมะกันจึงต้องป้องกันตัวเองทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้

แต่กระนั้นสมาชิกในกลุ่ม Watchmen บางคนก็ยังมี “บุญคุณ” ต่อประเทศชาติ ด้วยการที่ เดอะ คอเมเดียน และดร.แมนฮัตตัน ไปช่วยอเมริกา รบกับเวียดนามจนได้รับชัยชนะมาอย่างง่ายดาย(!?) และทั้งคู่ก็ได้รับการรับรองว่าเป็น “คนของรัฐบาล” ซึ่งหลังจากที่กฎหมายให้ศาลเตี้ยเผยตัวออกบังคับใช้ เดอะ คอเมเดียน และดร.แมนฮัตตัน ก็รอดพ้นกฎหมายนั่น เนื่องจากการเป็นคนของรัฐบาลนั่นเอง โดยเฉพาะ ดร.แมนฮัตตัน ก็ยังคงช่วยเหลือรัฐบาลในด้านนิวเคลียร์ จนเหมือนเป็นหลักประกันความปลอดภัยของอเมริกาว่า ถ้ามีดร.แมนฮัตตันซะอย่าง รัสเซีย หรือ คอมมิวนิสต์หน้าไหนๆก็ไม่สามารถทำอะไรอเมริกาได้แน่!





จริงๆแล้ว ดร.แมนฮัตตัน เป็นเพียงคนเดียวในกลุ่ม Watchmen ที่เป็น “ยอดมนุษย์” จริงๆ ซึ่งที่มาของพลังยอดมนุษย์นี้ เขาได้มาจากเกิดประสบอุบัติเหตุจากการทดลอง จนเขากลายเป็นคนที่มีพลังที่ทรงพลังใกล้เคียงกับพระเจ้า(แต่ตัว ดร.แมนฮัตตัน เองก็ยังเคยบอกไว้ว่า “ถ้าพระเจ้ามีจริง เขาคงไม่เป็นเช่นนี้”-ฮา)แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่เขาได้กลายร่างมาเป็นร่างสีฟ้า เขาก็ดูจะออกห่างไกลจาก “ความเป็นคน” เข้าไปทุกที(อ้างอิงจากคำพูดของ ลอรี่ เธอว่า ตอนที่เธอคบกับเขา เขาแทบจะไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของเธอเลย) หรือแม้กระทั่งเจ้าตัวเอง ก็ยังเคยบอกว่า เบื่อผู้คน เบื่อโลก(ซึ่งคำพูดและน้ำเสียงเอื่อยๆแสนน่าเบื่อตลอดทั้งเรื่องของดร.แมนฮัตตันก็ช่วยตอกย้ำว่าเขาเบื่อจริงๆ-ฮา) หลังจากที่ลอรี่ บอกเลิกเขาไป จากนั้นดร.แมนฮัตตันก็หนีไปปลีกวิเวกอยู่บนดาวอังคาร ส่งผลให้อเมริกาต้องเดือดเนื้อร้อนใจว่า ดร.แมนฮัตตันจะช่วยรับมือกับนิวเคลียร์ของหมีขาวหรือไม่?

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ดร.แมนฮัตตันมีความสำคัญต่อสถานการณ์ของหนังมากแค่ไหน และแม้กระทั่ง โครงการลับที่นึกว่าทำเพื่อครองโลกของ “ออสซีแมนเดียส” หรือ “เอเดรียน ไวท์(แมทธิว กู๊ด) ที่มาเปิดเผยทีหลังว่า สร้างเครื่องปล่อยพลังเลียนแบบพลังของดร.แมนฮัตตันเพื่อนำไป “เชือดไก่ให้ลิงดู” ฆ่าเหล่าผู้คนบางส่วนในโลกตามเมืองต่างๆ เพียงเพื่อจะต้องการสร้าง “ศัตรู” รายใหม่(ซึ่งก็คือ ดร.แมนฮัตตัน) ให้กับเหล่ามนุษย์(โดยเฉพาะอเมริกากับรัสเซีย) ได้วางอาวุธและจับมือกันเพื่อรับมือกับศัตรู(ปลอมๆ) อย่าง ดร.แมนฮัตตัน แทน!?





โครงการลับที่ทำให้มนุษย์บางส่วนต้องถูกฆ่าทิ้งนี้ ไวท์อ้างว่า ทำขึ้นเพื่อหยุดสงครามนิวเคลียร์นั่นด้วยการสร้างศัตรูใหม่ให้กับเหล่ามนุษย์ เพื่อที่มนุษย์เหล่านั้นจะได้เลิกรบกัน และหันมาสู้กับศัตรูใหม่นี่แทน ถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีที่ดูโหดร้าย(สมาชิกคนอื่นๆใน Watchmen ก็แทบจะรับกันไม่ได้) แต่ผลลัพธ์ของมันก็เป็นดั่งที่ไวท์คาดการณ์ไว้จริงๆ และกลวิธีนี้ก็ยังแสดงให้เห็นถึง การ “ไม่มีตัวตน” ของคำว่า “สันติภาพ” ได้เป็นอย่างดี เพราะถึงยังไงโดยสันดานของสัตว์โลกที่ชื่อว่า “มนุษย์” แล้ว ก็ไม่มีวันอยู่ได้สงบอย่างไม่ระรานกับคนที่ “คิดต่าง” และสันติภาพนั้น มันไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียง “คำปลอบประโลมใจ” เท่านั้นเอง ซึ่งแม้กระทั่ง ดร.แมนฮัตตัน ที่มีความสามารถในระดับใกล้เคียงกับ “พระเจ้า” ก็ยังพูดสรุปถึงเหตุการณ์นี้ไว้อย่างเจ็บแสบว่า “ฉันสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หลายอย่าง แต่มีอย่างนึงที่ฉันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือสันดานมนุษย์”(ฮา)

แล้วถ้านี่ เดอะ คอเมเดียนยังไม่ตาย เขาคงเก็บเรื่องตลกที่ชื่อ “No Peace for Human” นี้ ไปเล่าให้ฟังกันเป็นเรื่องโจ๊กที่ฮากันแบบ “ขำขื่น” ไปอีกนาน...


kitamura









Create Date : 05 กรกฎาคม 2553
Last Update : 5 กรกฎาคม 2553 20:18:27 น. 1 comments
Counter : 1385 Pageviews.

 
โด่


โดย: ดี IP: 49.48.134.125 วันที่: 15 กรกฎาคม 2554 เวลา:13:52:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Kitamura
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add Kitamura's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.