< KITAMURA : ราชบุตรจากขุมนรก >
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
12 พฤศจิกายน 2554
 
All Blogs
 
รีวิวสบายๆ : In Time




“In Time”

แม้ว่าโดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าการเล่าเรื่องของหนังมันทะแหม่งๆยังไงไม่รู้ ฉากบางฉากเหมือนมันลอยๆดูใส่เข้ามาแบบกึ่งๆยัดเยียด อาทิ ฉากที่พระเอกพาเศรษฐีหลบหนีมาเฟียในสลัม ก่อนจะพ่นอุดมการณ์ส่วนตัวปลุกใจกัน (อีกทั้งเพื่อนนักดูหนังบางคนยังติติงว่า โลกในหนังดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย) แต่หากพิจารณาจากสาระสำคัญของหนัง ผมพบว่ามันสามารถกลายเป็นชนวนชั้นดีในการคิดต่อยอด ทบทวนอดีต มองโลกในอนาคต และนั่งดูรอยเท้าที่ย่ำลงดินในปัจจุบัน กับภาวะสงครามระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม

หนังเปิดเรื่องในโลกอนาคต โลกที่เวลาของชีวิตมีค่าเท่ากับเงินตรา มนุษย์ถูกตัดต่อปรับเปลี่ยนอายุไขให้สิ้นสุดลงที่ 25 ปี ซึ่งเราสามารถต่ออายุขัยเราได้ ด้วยการซื้อเวลา แน่นอน กับคนรวยแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับคนจนแล้ว มันคือหายนะ อีกทั้งโลกในหนัง เหมือนจะมีแบ่งคนรวยกับคนจนให้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยการแบ่งโซนพื้นที่อยู่อาศัย แล้วกั้นกำแพงค่าผ่านทางแพงๆ คนรวยอยู่ในที่หรูๆเลิศๆ มีเวลาชีวิตกันอีกนานแสนนาน ส่วนคนจนก็อยู่ในสลัม ใช้แรงงานแลกเวลา หรือไม่ก็ปล้นฆ่าแย่งเวลากันไม่ว่างเว้น เพื่อต่อเวลาชีวิตกันแบบวันต่อวัน

ทีนี้ หนังกำหนดให้พระเอกซึ่งเป็นคนชนชั้นล่างจากสลัมนั้น มีโอกาสได้เวลาชีวิตอันยาวนานมาครอบครองแบบโดยบังเอิญ จากนั้น เมื่อแม่ของเขาตายลงเพราะต่อเวลาชีวิตไม่ทัน บวกกับค่าครองชีพที่สูงเอาๆจากการกำหนดของคนที่อยู่ชั้นบนสุดของสังคม มันจึงกลายเป็นกลายความคับแค้น และทำให้เขาตัดสินใจมุ่งหน้าสู่โซนคนรวย ด้วยจุดประสงค์อยากจะเอาคืนและทวงถามความยุติธรรมกับเหล่าคนรวย (พระเอกเชื่อว่า คนรวยพวกนี้ถือว่าเป็นขโมยในคราบผู้ดี) ด้วยการลักพาตัวลูกคุณหนู ให้มาลองเสพชีวิตคนชั้นล่างจนเข้าใจกัน และกลายร่างเป็นอาชญากรรมในทางกฎหมายด้วยการปล้นธนาคารเวลา แล้วเอาไปแจกจ่ายคนจนแบบถ้วนหน้า พร้อมกับเอาแนวคิด 'ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน' สั่งสอนให้ชนชั้นสูงผู้ชื่นชอบแนวคิด 'ผู้แข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะอยู่รอด' ได้พึงสำนึกถึงความเสมอภาคกันของมวลมนุษย์

โดยระหว่างนั้น พระเอกก็ต้องหลบหนีจากหน่วยไทม์คีปเปอร์ ซึ่งเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกและดูแลคนชั้นสูง และมีหลักการการทำงานคือคำนึงถึงตัวเลขที่สูญหายของการปล้นเวลามากกว่าจะสนใจความยุติธรรมและความเป็นมนุษย์ นอกจากนี้พระเอกยังต้องต่อกรกับพวกมาเฟียท้องถิ่น ที่อ้างว่าจำเป็นต้องจัดการกับเขา เพื่อควบคุมระเบียบพื้นที่ ไม่ให้ยุ่งวุ่นวาย (พอพระเอกแจกเวลาไปให้กับคนจน ทุกคนก็สามารถลุกขึ้นสู้กับมาเฟียที่ชอบรีดไถเวลาได้)









*****เนื้อหาต่อไปนี้ เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง (แต่ถ้าไม่แคร์ก็อ่านเหอะ)*****








และแล้วสงครามระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยมในหนัง ก็เลือกมาจบลงที่พระเอกเอาเวลาหนึ่งล้านปีที่ขโมยมาจากคนรวย ไปแบ่งปันคนจนได้เวลาชีวิตมากมายกันถ้วนหน้า จนทุกคนพร้อมใจกันทิ้งชีวิตในสลัม แล้วเดินอย่างเริงร่าเข้าไปใช้ชีวิตในเมืองคนรวย , ไทม์คีปเปอร์เลิกควบคุมโซน , มาเฟียท้องถิ่นถูกโค่นอำนาจลง ส่วนผู้นำในการต่อสู้กับทุนนิยมอย่างพระเอกก็ยังมีชีวิตพร้อมจะปล้นคนรวยต่อไป

ทุกอย่างฟังดูโอเค แต่ว่าจริงๆแล้ว ฉากที่เหล่าคนชั้นล่าง เฮโลพากันไปใช้ชีวิตในเมืองคนรวย มันทำให้ผมรู้สึกประหลาดๆและชวนให้ตั้งคำถามต่ออยู่เหมือนกันนะ สุดท้ายแล้ว คนพวกนี้ก็จะกลายเป็นเหมือนคนที่พวกเขาเกลียด? , มันคือการประนีประนอมกันระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยม? , เราสามารถอยู่กันแบบเท่าเทียมกันและไร้ชนชั้น? (เพื่อนนักดูหนังบางคนถึงกับโจมตีว่า นี่เป็นความคิดแบบคอมิวนิสต์ที่ล้าหลังมากๆ เพราะที่ผ่านมาก็พิสูจน์มาพอสมควรแล้วว่า เรายังไม่สามารถอยู่กันแบบเท่าเทียมได้ และชนชั้นก็ยังปรากฎตัวอยู่ทุกที่)

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากข่าวในปัจจุบันที่เกิดขึ้นจริงในโลกของเรา เมื่อกลุ่ม ‘Occupy Wall Street’ (ที่ได้แรงบันดาลใจจากขบวนการอาหรับสปริง อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอียิปต์ในปี 2011) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของคนชนชั้นล่างที่ไม่พอใจกับแผนการรับมือเศรษฐกิจของรัฐบาลชาติต่างๆ ที่ดูจะโอบอุ้มแต่คนรวย และเป็นการซ้ำเติมคนจน โดยมีเป้าหมายหวังโค่นระบบวอลล์สตรีท สัญลักษณ์ของคนรวยให้สิ้นซาก ก็จะพบว่า คนชั้นล่างในหนังกับคนชั้นล่างของกลุ่ม Occupy Wall Street มีเป้าหมายแตกต่างกันอย่างมาก ฝ่ายนึง อยากอยู่กันแบบเท่าเทียม ถ้ารวยก็รวยเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายหวังจะลบล้างระบอบทุนนิยมให้หมดสิ้นไป เหมือนหนังคนละม้วนกันเลยทีเดียว

แม้บทสรุปของหนังจะฟังดูน่าเคลือบแคลง แต่หนังก็มอบแนวคิดบางอย่างที่น่าสนใจและชวนถกเถียงต่อ นั่นคือ สิ่งที่คนรวยได้พูดตอบโต้กับคนจน (ที่มีกับอุดมการณ์ว่า ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ฝังแน่นอยู่ในหัว) ประมาณว่า ถึงจะเอาเวลา (หรือในอีกแง่คือเงิน) ไปแจกจ่ายกับทุกคนมากมายเพียงใด ยังไงสันดานความต้องการที่ไม่มีวันจบสิ้นของมนุษย์ ก็จะเป็นตัวขัดขวางไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า ไม่มีทางที่ทุกคนจะเป็นอมตะ (รวย) ถ้าจะมีก็แค่บางส่วนเท่านั้น

ฟังดูแล้ว อาจจะเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว แต่การตอบโต้นี้ ก็ทำให้ผมและพระเอกสะอึกไปเหมือนกัน และทำให้ผมคิดต่อยอดไปอีกว่า แท้จริงแล้ว ปมปัญหาจริงๆมันอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบเวลาชีวิตอะไรนั่นหรอก แต่มันอยู่ที่ ‘สันดาน’ ของคนต่างหาก


kitamura




Create Date : 12 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 12 พฤศจิกายน 2554 5:49:34 น. 4 comments
Counter : 1677 Pageviews.

 

OOOOOKKKKK.............S $ E~ ! * @ # & % $






โดย: Kitchen (granddemo54 ) วันที่: 12 พฤศจิกายน 2554 เวลา:9:59:08 น.  

 
หุหุ เข้ามาแอบเเง้มๆ อ่านค่ะ
ว่าจะไปดูวันนี้ แต่ว่า โซนล่างๆ ยังไม่อ่านดีกว่า แฮ่ๆ


โดย: Nepster วันที่: 12 พฤศจิกายน 2554 เวลา:10:05:24 น.  

 
แวะมาเยี่ยมยามเย็น...สวัสดีครับ


โดย: **mp5** วันที่: 12 พฤศจิกายน 2554 เวลา:17:38:37 น.  

 
สวัสดีเพื่อนๆทุกคนนะครับ :)


โดย: Kitamura วันที่: 14 พฤศจิกายน 2554 เวลา:11:14:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Kitamura
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add Kitamura's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.