Group Blog
กุมภาพันธ์ 2562

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
20 กุมภาพันธ์ 2562
เก็บตก :


  จากบุ๊คฟอร์คิด  ค่ะ

 

 

"กลอนฝึกความจำ" หนทางนึงที่จะช่วยเพิ่มสติปัญญาและความทรงจำที่ดีให้แก่เด็กตั้งแต่ยังเล็กได้ก็คือ การฝึกให้ลูกท่องกลอนตั้งแต่ยังเล็ก เป็นกลอนสั้นๆและเป็นภาษาที่เด็กๆเข้าใจ เพื่อเด็กๆจะได้เข้าใจความหมายและเป็นการเสริมสร้างจินตนาการไปในตัว อาจเป็นกลอนแต่งเอง หรือ กลอนที่อยู่ในเพลง นิทานกลอน หรือบทสวดมนต์ง่ายๆก็ได้นะครับ

ชวนเด็กๆดูรายการข่าวกันเถอะ โดยมากแล้วผู้ประกาศข่าวจะใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและชัดเจน เมื่อเด็กๆได้ฟังก็จะช่วยสร้างรูปแบบการใช้ภาษาที่ถูกต้องขึ้นมาในสมองของเด็ก เด็กๆก็จะพูดด้วยสำเนียงที่ชัดถ้อยชัดคำ ด้วยภาษาที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราปล่อยให้เด็กดูแต่การ์ตูนทั้งวัน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ระวังลูกจะติดสำเนียงตัวการ์ตูนนั้นมานะ (แต่ไม่รวมข่าวคอลัมภ์ซุบซิบของ รายการโทรทัศน์ที่ต้องจ่ายค่าสมาชิกน่ะค่ะ)

กิจกรรมระบายสี จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุข มีชีวิตชีวา เสริมสร้างสมาธิให้แก่เด็ก เป็นอีกกิจกรรมนึงสำหรับเด็กที่ไม่ต้องเร่งรีบมาก เด็กๆที่เกิดในยุคปัจจุบันนี้ จะถูกเน้นหนักด้านวิชาการและความเร่งรีบ กิจกรรมนี้ก็จะช่วยให้เด็กมีช่องว่างในการทำอะไรที่ช้าลง มีสุนทรีภาพในชีวิตมากขึ้น สมุดภาพระบายสีที่มีรูปเล่มที่สวยงาม อุปกรณ์ที่น่าใช้ ก็จะช่วยให้เด็กสนใจและสนุกกับกิจกรรมนี้มากขึ้น

หนังสือนิทาน นอกจากจะช่วยส่งเสริมคุณธรรมและเสริมสร้างจินตนาการให้แก่เด็กแล้ว
หนังสือนิทานยังจะช่วยเสริมสร้างทักษะในการใช้ภาษาให้แก่เด็กๆด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า เด็กที่มีความสามารถทางภาษาสูง จะมีความจำดีกว่าเด็กที่มีความสามารถทางภาษาต่ำ เนื่องจากเด็กจะสามารถเรียบเรียงข้อมูลความรู้ให้เป็นภาษาได้ดีกว่า เพราะเก็บเป็นความจำและเป็นระบบมากกว่า

หนังสือสาระและความรู้สำหรับเด็ก บ่อยๆครั้งที่จะได้ยินผู้ปกครองพูดว่าเด็กยังเล็กไปสำหรับหนังสือพวกนี้ แต่จริงๆแล้วเด็กๆจะอยากรู้อยากเห็นไปทุกเรื่อง เด็กในวัยอนุบาลจะอ่านหนังสือเองไม่ได้ ก็จะชอบให้ผู้ใหญ่เล่าหรืออ่านหนังสือให้ฟัง เราก็ควรอาศัยจังหวะนี้ ปลูกฝังความรู้ให้กับเด็กๆ ให้ซึมซับวิชาการอย่างสนุกสนาน เล่าไปถามไป ให้เด็กได้รู้จักคิด หาเหตุผล ฝึกการใช้สมองไปในตัว

หนังสือกิจกรรมสำหรับเด็ก ได้แก่ หนังสือภาพระบายสี หนังสือ ตัด แปะ สติ๊กเกอร์ หนังสือ ต่อภาพ หรือจิ๊กซอ ฯลฯ หนังสือเหล่านี้เป็นเพียงพื้นฐานสำหรับเด็กเล็ก ที่ทำให้เริ่มรู้จักคิดเอง ก่อนลงมือทำ โดยคุณแม่ ต้องช่วยสอน แนะนำ กระตุ้นและให้กำลังใจ หากเด็กเข้าโรงเรียนแล้ว ควรใช้เวลาในวันหยุดทำกิจกรรมดังกล่าวร่วมกับสมาชิกในครอบครัว เมื่อเด็ก ๆ ทำงานได้เสร็จสิ้นแล้วควรให้กำลังใจ ด้วยการชม โอบกอดหรือหอมแก้มเป็นรางวัล

...............................................................................................................................


ใกล้เทศกาลแห่งความสุขแล้ว จะเลือกของขวัญอะไรให้ลูกดีน๊า... ลองมาฟังความเห็นของจิตแพทย์จากโรงพยาบาลมนารมย์ในการแนะหลักการเลือกของขวัญให้ลูกกันค่ะ

ในทุกๆ ปี เด็กทุกคนต่างเฝ้ารอของขวัญชิ้นสำคัญจากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่อย่างใจจดจ่อ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันสอบเข้าสถานศึกษาได้ในแต่ละช่วงวัย หรือวันเรียนจบ

การเลือกซื้อของขวัญให้เด็กๆ ให้เหมาะสมกับวัย และเกิดคุณค่าทางจิตใจนั้น ถือเป็นโจทย์อีกข้อหนึ่งที่พ่อแ...ม่ยุคใหม่ต้องใส่ใจและไม่ควรมองข้าม

เพราะถ้าหากเลือกของขวัญที่ดีเด็กจะได้รับประโยชน์จากของขวัญชิ้นนั้น แต่หากเลือกของที่ไม่เหมาะสมกับวัยหรือความต้องการของเด็กแล้ว อาจกลายเป็นดาบสองคมกลับมาทำร้ายลูกรักได้

น.พ.ชาตรี วิฑูรชาติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ให้ข้อมูลว่า นอกจากความรัก ความอบอุ่น และเวลาจากพ่อแม่ที่ถือเป็นของขวัญขั้นพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องการแล้ว ยังมีเด็กหลายคนอาจต้องการของขวัญสักชิ้นจากพ่อแม่

ของขวัญนี้เองที่กลายเป็นการบ้านข้อใหญ่สำหรับพ่อแม่ว่าจะซื้ออะไรให้ลูกดี เพราะอะไรๆ ก็ดูดี น่ารัก เหมาะสมกับลูกทั้งนั้น

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ให้หลักคิดก่อนซื้อของขวัญให้เด็กว่าควรคำนึงถึงหลัก 4 ข้อดังนี้

1.ของขวัญต้องมีประโยชน์ต่อเด็ก ไม่ควรซื้อของที่อาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น เกมกด เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาเด็กติดเกม และต้องมานั่งแก้ไขปัญหากันอีก หรือโทรศัพท์มือถือ จะทำให้ลูกกลายเป็นเด็กติดแช็ต ติดโทรศัพท์

2.ต้องสื่อถึงความรัก หรืออาจเป็นสัญลักษณ์ เช่น เสื้อยืด หรือรองเท้าคู่ใหม่ ที่มีความจำเป็นสำหรับเด็ก และมีความหมายกับเขา

3.ของขวัญต้องไม่เน้นมูลค่าหรือราคา เพราะถ้าหากพ่อแม่เลือกซื้อของขวัญราคาแพง จะทำให้เด็กยึดติดหรือโฟกัสไปที่มูลค่าสิ่งของ ในครั้งต่อไปอาจทำให้เด็กต้องการของขวัญที่มีราคาสูงกว่าของขวัญชิ้นก่อนๆ

4.อาจเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ทำร่วมกัน การให้ของขวัญเด็กอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเสมอไป เช่น พ่อแม่อาจพาลูกๆ ไปเที่ยวสวนสนุก ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปปิกนิก รับประทานอาหารร่วมกัน หรือพาไปเที่ยวต่างประเทศ จะช่วยทำให้พ่อแม่ลูกมีเวลาใกล้ชิดกันมากขึ้น และถือเป็นการมอบของขวัญที่เป็นประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่มีความหมายและแสดงถึงความรักจากพ่อแม่ที่มีให้กับลูกได้เป็นอย่างดี

ผู้ที่ต้องการรับคำแนะนำ และขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิต ติดต่อแพทย์และบุคลากรของโรงพยาบาลได้ที่ โทร. 0-2725-9595 หรือ www.manarom.com
.....................................................................


10 เหตุผลที่เด็กต้องอ่านนิทาน

ใช่หรือไม่.....
เวลานึกถึงนิทาน เรามักจะนึกถึงเด็ก...?
เวลานึกถึงเด็ก เราก็มักจะนึกถึงนิทาน...?
แล้วคุณเคยคิดไหมว่าเหตุผลใดที่เด็กต้องอ่านนิทาน...!

นิทานมักจะถูกโยงให้คู่กับเด็กมานมนาน เป็นเพราะว่านิทานเป็นสื่อที่ดีที่สุดในการที่ผู้ใหญ่จะสื่อกับเด็ก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสารพิษของสื่อรอบตัวที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก

นิทานแทบจ...ะเป็นสื่อชนิดเดียวในเวลานี้ที่สามารถสื่อกับเด็กเล็กได้ดีที่สุด และแยบยลตรงประเด็นมากที่สุด เพราะว่านิทานมีเนื้อหาใกล้ตัวเด็ก และผู้ใหญ่ก็สามารถเลือกเพื่อตอบสนองเรื่องราวที่ต้องการจะบอกเล่าหรือสอนเด็กได้

ในที่นี้ต้องขอย้ำว่าเฉพาะนิทานดีๆ เท่านั้น

หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิเด็ก หรือที่รู้จักกันในนาม “พี่ปอง” ของเด็กๆ ด้อยโอกาสที่ได้ไปคลุกคลีตีโมง เพื่อนำนิทานเป็นสะพานเชื่อมไปสู่วิถีชีวิตและการเรียนรู้ของเด็ก

ทุกวันนี้กลุ่มเด็กๆ ที่พี่ปองได้ไปสัมผัสและนำนิทานไปสู่เด็กๆ เหล่านั้น ได้รับแรงบันดาลใจ และได้ทำนิทานของตัวเองขึ้นมาบ้าง เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นมุมสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กได้ดีทีเดียว เป็นเรื่องที่ออกมาจากจิตใจ และสิ่งที่ประสบพบเจอมาในชีวิต

ที่ผ่านมา..ผลพิสูจน์ชัดเจนว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี แต่สถิติเรื่องการอ่านในบ้านเรายังน้อยอย่างน่าสลดหดหู่ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่ว่าวิถีชีวิตคนเรามักสวนทางกับความเป็นจริงเสมอ

และ...คนเราก็มักสร้างความชอบธรรมทำให้ตัวเองเสมอมิใช่หรือ..!

อาหารฟาสต์ฟูดไม่ดี ..แต่อร่อยนี่นา
ออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ..แต่ไม่มีเวลานี่
หนังสือเป็นประตูแห่งขุมปัญญา ..แต่ขี้เกียจน่ะ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดไปสู่เด็กๆ อย่างแน่นอน ก็ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างเช่นนี้ แล้วไยเด็กจะไม่ทำตามล่ะ...

เด็กก็ถูกอบรมสั่งสอนมาโดยตลอดว่า “ให้เชื่อในสิ่งที่เห็นมากกว่าในสิ่งที่บอก”

เรื่องการอ่านหนังสือเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการปลูกฝังและซึมซับจากสิ่งแวดล้อม หากผู้ใหญ่ละเลยสิ่งเหล่านี้ แล้วปากก็ปาวๆ ว่าทำไมลูกไม่รักการอ่านหนอ หรือทำไมลูกไม่ชอบอ่านหนังสือ ก็คงเปล่าประโยชน์

นิทานเป็นสะพานเชื่อมไปสู่เด็ก เป็นประตูไปสู่โลกใบใหญ่ของเจ้าตัวเล็ก

เราลองมาดูเหตุผล 10 ประการที่พี่ปองบอกเราว่าผู้ใหญ่ควรอ่านนิทานให้เด็กฟังกันค่ะ

หนึ่ง - นิทานเป็นตัวบ่มเพาะศีลธรรมในชีวิต ในทุกชาติทุกภาษา ชาวต่างชาติเองก็มีนิทานอีสปซึ่งมีมานานกว่า 3 พันปีแล้ว คนไทยเองก็มีนิทานเก่าๆ ที่มีการสอนศีลธรรมเยอะมาก

สอง - นิทานทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่ได้ถูกสอน อย่างเรื่องราชสีห์กับหนู เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากในเรื่องการใช้ชีวิตที่สมดุล เราชอบสอนเด็กว่าคนตัวใหญ่ต้องช่วยคนตัวเล็ก คนมีมากกว่าต้องช่วยคนมีน้อยกว่า แต่เรื่องนี้สอนว่าคนตัวเล็กก็ต้องเกื้อกูลคนตัวใหญ่ในเงื่อนไขที่เกื้อกูลได้ด้วย อันนี้คือความแยบยลของนิทาน โลกเราจะรอดเพราะความกตัญญู ถ้าวันหนึ่งวันใดความกตัญญูหายไป ชีวิตเราก็ไม่รอด โลกก็ไม่รอด

สาม – นิทานเป็นหลายๆ สิ่งในชีวิต ไม่ใช่แค่ความฝัน ไม่ใช่แค่จินตนาการ แต่เป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิต นิทานเป็นสะพานสำคัญมากและสวยงามมากที่ผู้ใหญ่ใช้เชื่อมไปถึงเด็ก ทำให้ผู้ใหญ่เข้าไปอยู่ในใจของเด็กๆ ได้อย่างแยบยล

สี่ – นิทานหลายๆ เรื่องพูดเรื่องบุคลิกภาพว่าต้องเป็นคนแข็งแรง ต้องเป็นผู้นำในการพาชีวิตตนและผู้อื่นไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า เช่น เรื่องหมีปวดฟันบอกเราว่า ถ้ากินอาหารที่มีประโยชน์ก็จะมีสุขภาวะที่ดี หรืออย่างเรื่องช้างน้อยใจอารี สอนเด็กว่าถ้าเราเป็นเด็กเกเรเราก็จะไม่มีเพื่อน สุดท้ายแล้วนิทานทุกเรื่องสอนศีลธรรมและจริยธรรมทุกด้าน

ห้า – นิทานหลายๆ เรื่องพูดเรื่องวัฒนธรรมและการกินอยู่ เป็นการเปิดโลกการเรียนรู้ให้กับเด็ก ทำให้รู้ว่าที่ไหนมีบริบททางวัฒนธรรมอย่างไร

หก - ตัวอย่างนิทานเรื่อง “กระต่ายตื่นตูม” สังคมไทยเป็นสังคมตื่นตูม ไม่ได้ไปดูที่จุดเกิดเหตุว่ามันเกิดจากอะไร แต่วิ่งไปก่อน ตื่นตูมไปก่อน บาดเจ็บไปก่อน แล้วค่อยมาสอน มันอยู่ที่เราจะเอาแก่นของนิทานมาพูดคุยกับเด็กได้ไหม

เจ็ด - นิทานสร้างความผูกพันในครอบครัว ถึงแม้ว่าการพูดคุยกันในชีวิตประจำวันจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเรามีเนื้อเรื่องสนุกสนาน มีคำสวยๆ มันจะจูงใจในการพูดคุยได้มากกว่

แปด - สมมติว่าแม่คนหนึ่งมีนิทานอีสปอยู่ในใจ เขาจะสอนลูกได้ทุกเรื่อง ว่าจะใช้ชีวิตยังไง จะทำตัวยังไงให้มีวินัย ก็เล่านิทานไปได้เรื่อยๆ ไม่ต้องมานั่งสอนทีละขั้นเป็น 1, 2, 3, 4 ...

เก้า - เวลาเล่านิทานลูกจะคลุกคลีกับแม่ เวลาก่อนนอนจะเป็นช่วงมหัศจรรย์มาก ที่แม่สอนทุกอย่างให้ลูกได้ เพราะเป็นเวลาสบายๆ แม่ได้พูดคุยกับลูก เล่าเรื่อง จับมือลูก กอดลูกขณะเล่านิทาน ลูกรับรู้ได้เลยว่าความรักที่แม่มีให้เป็นยังไง หรือว่าระหว่างให้นมลูกแม่เล่านิทานที่เป็นคำคล้องจอง ลูกก็จะได้ฟังเสียงแม่ที่อ่อนโยน ได้ฟังคำเพราะๆ เป็นวิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีมากๆ

สิบ - การเล่านิทานเป็นการลงทุนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ลงทุนน้อยแต่ใช้ปัญญาเยอะ ถ้าพ่อแม่มาลงทุนด้วยเวลาที่จะให้กับลูกเพื่อเล่านิทาน คิดว่าสิ่งที่จะได้มันมากมายมหัศจรรย์จริง ๆ

อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณมีเหตุผลของคุณที่จะเล่านิทานให้ลูกฟังหรือยังคะ

จาก https://www.clinicdek.com/index.php?option=com_content&task=view&id=399&Itemid=61
.................................................


ผลกระทบของการใช้เทคโนโลยี


ปัจจุบันมีการใช้คอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลายโดยมีทั้งวัยรุ่นและผู้ใหญ่ มีทั้งเล่นเกม พิมพ์งาน เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตซึ่งเด็กเล็กๆ ก็มีพฤติกรรมดังกล่าวเช่นกัน แต่เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาไม่หยุดนิ่ง กิจกรรมข้างต้นสามารถทำผ่านช่องทางอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แน่นอนว่า อุปกรณ์ที่ทันสมัยหากใช้ไม่ถูกต้องเหมาะสม แทนที่จะเกิดประโยชน์ ก็อาจเกิดโทษได้

เริ่มจาก นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้า กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การทำกิจกรรมอะไรก็ตามเกี่ยวกับเทคโนโลยีจอใหญ่ จอเล็ก ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต การนั่งนาน ๆ จ้องนาน ๆ ไม่พ้นเป็นภาระดวงตา นิ้ว มือ แขน ไหล่ หลัง ก้น และขา ไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น เยาวชน วัยกลางคน ผู้สูงอายุ หลายคนจะฝืนเพื่อความอยากรู้ อยากเห็น ด้วยความเพลิดเพลินทางอารมณ์ ต้องการรู้เหนือผู้อื่น ต้องการเป็นหนึ่งว่าข้าแน่ รู้ทุกอย่างที่คนอื่นไม่รู้ เพื่อจะเด่นในอาชีพ วิชาชีพของตนเอง จึงเป็นที่มาของโรคเงียบซึ่งเป็นภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ผลกระทบด้านร่างกาย คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับดวงตา และโรคทางกล้ามเนื้อ กระดูก ซึ่งจะทำให้มีโรคประจำตัวไปจนกระทั่งแก่เฒ่า และทำให้เป็นทุกข์ตลอดชีวิต

การรักษาคนไข้ที่มีอาการปวดหลัง ปวดคอ จะเริ่มจากซักประวัติซึ่งมักพบว่า สาเหตุมาจากท่านั่งไม่เหมาะสม ถ้าอาการไม่รุนแรงจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัว ปรับเปลี่ยนท่านั่ง ไม่ควรนั่งนานเกิน 30 นาที ถ้าเกินกว่านี้ควรพักลุกขึ้นมายืน ขยับตัว ขยับเอว และหลัง ปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ ในกรณีที่มีอาการปวดมาก ต้องให้ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาต้านการอักเสบ ถ้ากลับไปแล้วยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เนื่องจากความเคยชิน หรือมีอาการมานาน อาจถึงขั้นต้องทำกายภาพบำบัด ซึ่งในคนมีอาการมานานแล้วการรักษาจะยุ่งยากขึ้น แต่ถ้าเพิ่งเริ่มมีอาการแล้วมาพบแพทย์เร็วการรักษาจะง่ายโดยแก้ที่ต้นเหตุ

“คนอายุน้อย ๆ ที่มาพบแพทย์ 20-30% มักมีปัญหาจากการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ส่วนใหญ่ถ้ามาพบแพทย์เร็วก็จะแนะนำให้ปรับเปลี่ยนท่าทาง ปรับเปลี่ยนนิสัย และจัดวางอุปกรณ์ให้เหมาะสม

ด้าน พญ.สุธีรา ริ้วเหลือง จิตแพทย์ กลุ่มงานจิตเวช สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.พระนั่งเกล้า กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงผลกระทบด้านจิตใจว่า การใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ท โฟน แท็บเล็ต มีทั้งด้านดีและไม่ดี ด้านดี คือ ได้เปิดความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น เกิดกระบวนพัฒนาได้อย่างรวดเร็วทันใจ สะดวกในการค้นคว้าข้อมูล ได้สังคมเพิ่มขึ้น ทำให้มีการพัฒนาของสมอง เกิดการแก้ไขปัญหา พัฒนากระบวนการเรียนรู้ ฝึกการแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วและมีมาตรฐาน

ด้านไม่ดี คือ ใช้ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ควบคุมไม่ได้ ตัวหมอจะห่วงเด็กหลายคนที่ยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ เด็กจะใช้สิ่งเหล่านี้ในการเล่นเกม
.
เราไม่ได้ต่อต้านการเล่นเกม แต่การเล่นต้องมีกฎกติกา ก่อนที่พ่อแม่จะให้อะไรกับลูก ต้องรู้ว่าลูกรู้จักใช้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ มิฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะกลับมาทำร้ายตัวเด็กและครอบครัว ดังนั้น ก่อนซื้ออะไรให้ลูก ควรพูดคุยและทำข้อตกลงให้ชัดเจน เมื่อลูกทำผิดกฎกติกาที่คุยกันไว้ พ่อแม่จะต้องจริงจังกับกฎกติกาที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันก็ควรเป็นแบบอย่างสร้างวินัยในการเล่นเกมให้กับลูก ไม่ใช่ห้ามลูกเล่นแต่พ่อแม่เล่นเอง แต่ที่ผ่านมาพ่อแม่ไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้
.
.
ที่มา : https://www.legendnews.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539363059&Ntype=41

................................................................

รังสีจากจออุปกรณ์ บั่นทอนประสิทธิภาพในการมองเห็นของลูก

ปัจจุบันพบว่าปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยมีแนวโน้มเกิดความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ หรือมองเห็นภาพเลือนราง

สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เด็กได้รับรังสีที่มาจากจอโทรทัศน์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี ที่มีแสงสว่างจ้าที่มาพร้อมกับรังสี มีผลเสียต่อสายตา เพราะจอรับภาพทางประสาทตาของเด็กยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโรคจอประสาทตาในเด็กนี้ ถือเป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กตาบอดในที่สุ

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก เริ่มพัฒนาตั้งแต่แรกคลอด จนเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ

อย่าปล่อยให้เทคโนโลยี มาบั่นทอนการมองเห็นของลูก เพราะการมองเห็นมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้

ที่มา : ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย





Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2562 8:45:38 น.
Counter : 142 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

jewelmoda
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 108 คน [?]



ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่อยากทำงานด้านเด็ก อยากเป็นครู แต่กลับต้องไปทำงานแบงค์ เมื่อขอเออรี่ออกมา ขอหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก เพื่อการพัฒนาเด็กไทย

Myspace angels graphics
New Comments
Friends Blog
[Add jewelmoda's blog to your weblog]