บริหาร การจัดการ การตลาด พัฒนาตนเอง พัฒนาความคิด กลยุทธ์ ธรรมะ จักรราศี ฯลฯ
จัดตั้งธุรกิจ ปรับปรุงกิจการ | ไขความลับสมองเงินล้าน | การเขียนแผนธุรกิจ | บริหารคน บริหารงาน | พัฒนาความคิด
พระไตรปิฎกฉบับหลวง | แด่องค์กรที่แสนรัก | สุขใจกับเด็กสมาธิสั้น
Group Blog
 
All blogs
 
เติบโตทางร่างกาย หรือ เติบโตทางความคิด..



เติบโตทางร่างกาย หรือ เติบโตทางความคิด..

วิบูลย์ จุง // Wiboon Joong (wbj) // Jung


คนเราเกิดมาช่างน่ามหัศจรรย์ ตั้งแต่แรกเกิด เราจะเริ่มเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากประสาทสัมผัส พัฒนาความคิดความเข้าใจในสิ่งแวดล้อมและตัวเราเอง ทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ และ พูดคุยสื่อสายกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ความอ่านกัน...

คนเราเติบโตเพียงร่างกาย หรือ ทางความคิดความอ่านกันแน่... ทำไมคนที่เป็นโรคเกี่ยวกับสมอง ทำไมแพทย์ถึงเปรียบเทียบอายุสมองของเขาว่าเท่านั้น เท่านี้... ถ้าเขาเลือกได้เขาคงอยากที่จะมีความคิดความอ่านเท่าคนธรรมดาก็เป็นไปได้...

บางคนอายุไม่เท่าไหร่ แต่กลับมีความคิดที่ดี บางคนอายุมากแล้ว แต่กลับคิดอะไรไม่ได้เลย ไม่เข้าใจอะไรเสียเลย... นั่นสิ แล้วคนเรานั้น จะเติบโตทางร่างกาย หรือ เติบโตทางด้านความคิดดีหละ...

ถ้าคุณเลือกการเติบโตทางร่างกายมากกว่าความคิด คุณจะใส่ใจกับริ้วรอยของใบหน้า ผมขาวที่ขึ้นบนศรีษะ ความเปลี่ยนแปลงของสรีระร่างกาย อ้วนขึ้น ผอมลง.. สิ่งเหล่านั้นทุกคนต้องเกิดขึ้นอย่างธรรมาชาติ ใส่ใจบ้างแต่อย่าทุ่มเทดูแลเพียงส่วนเดียว...

แต่หากคุณเลือกที่จะเติบโตทางความคิด คุณจะมุ่งที่จะศึกษาหาความรู้ และ ปรับปรุงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ความคิดไม่ใช่ว่า อ่านหนังสือ แล้วคุณจะมีความคิดที่ดี แต่ ความคิดที่จะพัฒนาได้ส่วนใหญ่กลับมาจากการอ่านหนังสือ

การอ่านหนังสือทำให้คนเราเข้าใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราได้ดีขึ้น สร้างประสบการณ์จำลองจากประสบการณ์จริง ที่อธิบายผ่านตัวอักษร คนที่อ่านหนังสือเป็น จึงอ่านเพื่อสร้างประสบการณ์จำลองให้เกิดกับตัวเอง เอาสิ่งที่อ่านมานั้น มาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมที่คุณอยู่ เอาความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับตัวเองนั้น ถือว่าเป็นการอ่านหนังสือ เพื่อเติบโตทางด้านความคิดอย่างแท้จริง

แต่การอ่านอย่างเดียว จะไม่สามารถทำให้ความคิดแตกฉานได้ ดังนั้น การฝีกหัดวิเคราะห์ และ แยกแยะ ในสิ่งที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ จึงทำให้ความคิดได้พัฒนามากยิ่งขึ้น... เคยคิดหรือเปล่าว่า ถ้าไม่มีไฟฟ้าในวันนี้ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างไร อย่างนี้เป็นต้น...

การพัฒนาความคิด มักเกิดจากคำถามว่า ทำไม แล้วคิดพยายามหาคำตอบจากคำถามนั้นๆ อย่างมีเหตุผล เมื่อคิดมากๆเข้า ความคิดจะกลั่นกรอง ตกผลึก เป็นความคิดรวบยอดได้

แต่กับดักความคิดก็มีอยู่มาก บางคนฉลาดแต่โง่ บางคนโง่แต่ฉลาด เพราะกับดักของความคิดที่ทำให้เขาเหล่านั้นเป็นเช่นนี้

ดังนั้นการเติบโตทางด้านความคิด โดยหลบหลีกกับดักทางความคิด จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปราถนา...


ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ เป็นชีวิตจิตใจ และรู้ไปหมดในหนังสือ แต่เขาไม่สามารถนำเอาวิธีการหลักๆจากหนังสือมาใช้งานจริงได้เลย เขาอ่านแบบไม่พัฒนาความคิดจริงๆ ได้แต่จดจำแล้วเอามาคุยให้ฟังว่า เขารู้ว่านั่นคืออะไร นี่คืออะไร แต่ถ้าให้เขาทำจริง หรือ อธิบายให้ฟังแล้วนั้น เขาก็จะบ่ายเบี่ยง บางทีเขาอาจจะอมภูมิก็ได้ อยากรู้ก็ไปอ่านเอาเอง... เพื่อนคนนี้ก็เป็นคนหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับทางด้านความคิดเช่นกัน...

คนอ่านหนังสือเก่งอย่างเขาดีตรงที่ว่า มีเรื่องอะไรใหม่ๆ แนวใหม่ๆ เขาจะรู้ก่อนเลยว่า นี่ต้องใช้หลักของ... จากหนังสือ... แต่พอให้เขารับผิดชอบในการทำเรื่องนี้ กลับไม่สามารถควบคุมได้อย่างที่เขาบอก แต่ถ้าไปอ่านหนังสือทีเขาแนะนำแล้วมาประยุกต์ใช้ จะพบว่า สามารถจัดการได้จริงๆ นี่เป็นสิ่งหนี่งของการสูญเปล่าทางด้านการเรียนรู้จริงๆ

มีเพื่อนของผมอีกคน เป็นคนที่เก่งมากๆ เขาสามารถใช้ความคิดเพียงเสี้ยววินาที คิดแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างรวดเร็ว แต่เสียตรงที่เขาเป็นคนใจร้อนทำอะไรรวดเร็ว จนใครต่อใครตามความคิดของเขาไม่ทัน เขาอายุน้อย แต่ก็มีความคิดที่ดีมากๆทีเดียว เจ้านายมักมองว่า ไอ้นี่มันบ้า มันคิดแล้วจะทำได้หรือเปล่า หลายครั้งที่เขาสามารถแสดงให้เจ้านายเห็นว่า สิ่งที่เขาคิด สามารถสร้างให้เกิดขึ้นมาได้ แต่เขาก็อยู่ในบริษัทฯได้ไม่นาน เพราะ ความอึดอัดที่เกิดขึ้นจากความเชื่องช้าขององค์กร เจ้านายไม่ค่อยยอมรับความคิด เขาเลยคิดง่ายๆโดยการตัดสินใจลาออกไป ทั้งๆที่ไม่ได้งาน ทำให้เขาเดือดร้อนอย่างมากทั้งความเป็นอยู่และฐานะการเงิน...

นี่เป็นกับดักความคิดอย่างหนึ่งที่คนเก่งๆ มักไม่ยอมลดความเก่งของตัวเองลง ไม่ยอมมองว่าคนอื่นเขาอาจจะยังคิดได้ไม่เท่าเรา มัวแต่มองว่า พวกนี้โง่ เรื่องแค่นี้ก็คิดไม่ได้... เมื่อเขาคิดว่าเขาแน่ เขาเก่ง เขาก็จะแยกออกมาจากสังคมที่เขายอมรับไม่ได้ โดยไม่ได้ไตร่ตรองก่อนว่า ตัวเองจะเป็นเช่นใด

วันหนึ่ง ผมมีเวลาคุยกับเขาและชี้ให้เขาเห็นว่า คนทุกคนมีความคิดไม่เท่ากัน การที่เขามีความคิดที่เฉียบแหลม และรวดเร็วนั้น มันจะช่วยให้เขาก้าวหน้า แต่ความใจร้อน และการตัดสินใจไม่รอบคอบ จากความคิดตัวเดียวกันของเขา ก็ทำให้เขาถอยหลังได้เช่นกัน คนอย่างเขาควรจะไปทำกิจการของตัวเอง แต่ก่อนที่จะทำกิจการของตัวเอง เขาต้องหัดสอนคนอื่นให้เป็นเสียก่อน หัดหาอุบายที่จะสั่งให้คนที่ไม่เก่งกาจสามารถทำงานได้ตามความต้องการของเขาให้ได้เสียก่อน แล้วเขาจะได้ก้าวหน้ามากกว่านี้...

ตอนนี้เขากำลังฝีกสอนให้เด็กๆที่บ้านเขา เข้าใจในสิ่งที่เขาคืด สอนให้ลูกน้องผมคิดให้ได้อย่างที่เขาคิด แล้วเขาก็เห็นสัจธรรมกับสิ่งที่ผมบอก เพราะเขาพูดกับผมว่า "การสอนให้คนอื่นคิดให้ได้อย่างที่เขาคิด ยากกว่า การที่หาแนวทางและวิธีง่ายๆให้คนอื่นทำตามที่เขาคิด" นั่นหมายถึง เขาสามารถเริ่มชีวิตของนักธุรกิจของตัวเขาได้แล้ว จากประสบการณ์เล็กๆที่ผมให้เขาไป...


มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนที่จะดูเหมือนสนิท แต่บางทีก็ดูเหมือนไม่สนิท เขาจะเป็นคนที่คล่องแคล่วและมั่นใจในตนเองอย่างสูง เมื่อเขาประสบความสำเร็จกับหน้าที่การงานใหม่ที่หนึ่ง เขาก็ประกาศให้เพื่อนๆได้รับรู้กันทุกๆคน ซึ่งก็เหมาะกับงานทางด้าน PR อย่างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นนิสัยของเขาคือ เมื่อเขาคุยเก่ง คุยมาก เขาก็จะเริ่มคุยในเรื่องของตนเองมากขึ้น และ จะย้ำสิ่งที่ตนเองพูดบ่อยๆ ทำให้เขาเกิดความมั่นใจกับสิ่งที่ทำลงไปอย่างหัวปักหัวปำ ผมฟังเรื่องราวของเขา ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน จนเขาอยากออกจากงาน เมื่อฟังแล้ว ผมพบว่า เขามั่นใจว่า เขาจะประสบความสำเร็จไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน แค่เพียงเห็นโฆษณาประกาศรับสมัครตำแหน่งที่เขาอยากจะทำ ก็ทึกทักเอาแล้วว่า เป็นตัวเลือกที่เขาจะเลือกเลย โดยยังไม่ได้เขียนใบสมัคร หรือ ยังไม่ได้เรียกตัวเข้าสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ...

เพื่อนผมคนนี้เขามีความมั่นใจสูงสุดๆ ทำให้เขาพลาด เพราะโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เป็นไปตามความคิดของเขา ไม่มีบริษัทฯไหนรับเขาเข้าทำงาน ความสำเร็จในอดีตไม่ได้ช่วยเขามากนัก เพราะ ความสำเร็จของเขา เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งในชีวิตของเขา แต่ไม่ใช่มีความสำคัญอันใดกับคนอื่น คนอื่นๆไม่รู้ด้วยซ้ำว่า นี่คือความสำเร็จของเขา


การหลงตัวเองในความคิดของตัวเอง เป็นกับดักทางความคิดอีกประเภทหนึ่งที่ต้องระวัง คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน จะไม่ค่อยมีปัญหาทางด้านนี้ แต่คนที่หยิ่งทะนง เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป มักจะหลงทาง และ เชื่อมั่นในตนเองมากเกินไป จนอาจจะทำให้ชีวิตพบกับความลำบากได้...

กับดักทางความคิด เป็นความคิดที่ไม่สามารถทำให้เราสามารถบรรลุถึงจุดหมายสูงสุดได้ ความคิดมันเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสรร หรือ ทำให้เราสูญเสีย

ทุกคนอยากที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น การเรียนรู้ถึงแนวทาง เพื่อทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ และ หลีกเลี่ยงสิ่งที่จำทำให้เราไม่สำเร็จ แต่คนส่วนใหญ่ แยกความคิดของตัวเองไม่ได้ว่า นี่คือสิ่งที่ดี ควรมุ่งหน้าต่อไป หรือ ความคิดนี้เป็นความคิดที่ควรหลีกเลี่ยง...

เราจะเห็นหนังสือ อ้างอิงถึงบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีประวิติชีวิตการต่อสู้ อ่านแล้วได้มองเห็นการสู้ชีวิตของบุคคลที่สำเร็จมา เห็นแนวคิด แต่ใครรู้บ้างว่า เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น ช่วงชีวิตใด ที่เขาต้องต่อสู้กับตัวเองเพื่อหลุดพ้นจากแนวความคิดที่จะทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จ...

ถ้านับจำนวนคนที่ประสบความสำเร็จ จนเป็นคนที่ทุกคนรู้จักนั้น เปรียบเทียบกับคนทั้งหม ก็คงมีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากรวมคนที่คนอื่นมองว่าประสบความสำเร็จ แต่ตัวเองยังคิดว่าไม่ประสบความสำเร็จเข้าไปด้วยแล้ว ก็อาจจะถึง 3-5 เปอร็เซ็นต์ และ ถ้ารวมคนที่คิดว่าตนเองประสบความสำเร็จ ก็น่าจะถึง 10-20 เปอร์เซ็นต์

เรามักอยากจะเป็นคนเพียง 1% แต่เราไม่ได้คิด และ ไม่ได้ทำอย่างคน 1% หรือ ทำ และ คิดอย่างนั้น แต่กลับไปไม่ถึง ก็เนื่องจากการหลงทางจากความคิด และ การที่มีความคิดไม่ครบเครื่องทำให้เราไม่ได้เป็น

แต่ถ้าคุณรอดพ้นสิ่งต่างๆ และ รู้เท่าทันทั้งความคิดและตนเอง เพียงเป็นคนใน10-20% ผมว่าก็คุ้มแล้ว...

ในเมื่อทุกคนอยากที่จะประสบความสำเร็จดังนั้น การมองขึ้นสูงๆ จึงเป็นเรื่องปกติ แล้วคนที่อยากขึ้นสูงๆนะมีลักษณะอย่างไรหละ...

ถ้าคนที่มีความคิดที่ดีหน่อย ก็จะพยายามทำงานให้มาก เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ บางคนเป็นทั้งเจ้าของกิจการ และ เป็นทั้งพนักงาน บางคนทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน บางคนก็ทำงานทั้งวันทั้งคืน จุดประสงค์อาจจะไม่ใช่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียว ความต้องการปัจจัยเพื่อไปบำรุงให้ตนมีชีวิตรอด ก็มีส่วนอย่างมากเช่นกัน หรือบางคนต้องทำเพราะต้องใช้หนี้เป็นต้น...

ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่จะผลักดันให้คนเราประสบความสำเร็จ ก็หนีไม่พ้น การบีบคั้นจากต้วเอง และ สิ่งแวดล้อม บางคนตั้งเป้าหมายไว้สูง ก็จะพยายามบีบคั้นตัวเองเพื่อทำให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย บางคนโดนหนี้ที่แบกเอาไว้เล่นงาน ทำให้ต้องทำงานหนักมากๆ จนเกิดความเคยชินเป็นนิสัย บางคนต้องหาเงินเพื่อดูแลครอบคร้ว ก็พยายามถีบให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ถึงแม้นว่าดีแล้ว ก็ยังไม่เลิกที่จะหา จะทำเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ....

แต่หากแย่หน่อย การก้าวขึ้นไปสู่จุดยอดของคนบางคน กลับใช้วิธีการที่ชาวบ้านเรียกว่า เลื่อยขาเก้าอี้ เป็นการเอาความผิดพลาดของคนอื่นมาขยายผลให้ดูเหมือนผิดมากๆ หากคนอื่นได้ดีจะไม่พูดถึง หรือ แม้นแต่พยายามหักหน้า ลดความสำคัญของอีกฝ่ายหนึ่ง อีกหลายอย่างมากมายที่คนในกลุ่มนี้ สรรหามาเพื่อจะลดความสำคัญของคนอื่น และ สร้างให้ตนเองมีความสำคัญขึ้นมา...

ความคิดที่ไม่ดี ก็เป็นกับดักทางความคิดที่จะทำให้ผู้คิดนั้น สามารถก้าวไกลได้เพียงระยะสั้นๆ แต่ไม่สามารถก้าวให้ถึงจุดสูงสุดที่น่าจะเป็น คนเราหากมีคนคิดไม่ดีกับเรา ใครเขาอยากจะช่วย อยากจะสนับสนุน ยื่นความคิด และสิ่งดีๆให้กับคนอื่นก่อน จะช่วยให้ได้รับความคิดและความช่วยเหลือดีๆ ตอบกลับจากเพื่อนๆบ้าง ถึงแม้นจะไม่ทุกครั้งก็ตาม...

ตนเป็นที่พึ่งของตนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด.... 


เมื่อยิ่งใหญ่มักลืมเรื่องเล็กๆ...

ในแวดวงของการทำงานย่อมมีเจ้านาย และ ลูกน้อง หากธุรกิจไม่ได้เป็นของเจ้านาย ดังนั้น เจ้านายก็เป็นลูกน้องของเจ้าของธุรกิจเช่นเดียวกัน มันต่างกันที่การรับผิดชอบ และการตัดสินใจ ประสบการณ์ของเจ้านายแต่ละคนที่ผ่านชีวิตมา จะบ่งบอกถึงความแตกต่างว่า เจ้านายใช้สูตรความสำเร็จเช่นใด...

เจ้านายบางคนมีความเชื่อแบบเก่าๆว่า ฝรั่งเก่ง ฝรั่งดี อะไรก็ต้องใช้งานฝรั่งดีกว่า ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาบางที ฝรั่งก็แก้ไขปัญหาต่างๆให้ไม่ได้ ก็ต้องพึ่งลูกน้องคนไทยมาจัดการให้อยู่ดี...

เจ้านายบางคนมีความเชื่อมั่นว่าตนเองเก่ง รู้รอบทุกๆด้าน จากประสบการณ์ในอดีตที่ทำสิ่งใดก็จะประสบความสำเร็จ ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำได้อย่างรวดเร็ว แต่ความเก่งกล้าที่มีก็จะทำให้ความเชื่อมั่น จนบางครั้งคำพูดของลูกน้อง หรือ คำเตือนใดๆ คำแนะนำใดๆ ก็จะไม่ค่อยใส่ใจหรือให้ความสำคัญ ทำให้การตัดสินใจบางอย่างเป็นไปตามเจ้านายอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็จะประสบความสำเร็จ บางครั้งก็ขลุขละอย่างมากเช่นกัน...

สูตรความสำเร็จของหัวหน้างานในอีกรูปแบบหนึ่งคือการรักษารูปแบบการทำงานอย่างคงที่และต่อเนื่อง เจ้านายลักษณะนี้เป็นเจ้านายที่ทำงานได้คงที่มากๆ ถ้าเปลี่ยนแปลงไปจากนี้จะทำไม่ค่อยได้ คิดพลิกแพลงไม่ค่อยเป็นทำให้งานไม่ได้พัฒนา ไม่ได้ไปไหน โดยคิดว่าระบบงานที่ทำอยู่เป็นระบบงานที่ดีที่สุดที่ควรจะรักษาไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น... ความคิดเห็นของลูกน้องที่จะทำให้แตกต่างจากเดิมนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้... จนกลายเป็นองค์กรที่ย่ำอยู่กับที่โดยมีองค์กรอื่นๆ ได้เดินหรือวิ่งแซงไป องค์กรแล้วองค์กรเล่า กว่าจะรู้ตัวอีกที องค์กรก็อาจจะอยู่ในช่วงคับขัน มีแต่คนที่ทำงานตามคำสั่ง และ ตามตาราง การที่องค์กรเคยอยู่เป็นอันดับหนึ่ง ก็กลายเป็นอันดับท้ายๆไปแล้วก็มี...

สูตรความสำเร็จของเจ้านาย มีผลกับองค์กรอย่างมาก หากเจ้านายยึดติดกับสูตรความสำเร็จของตนที่ผ่านมา โดยไม่ได้คิดหาสูตรความสำเร็จแนวใหม่ๆ หรือ ปรับเปลี่ยนสูตรความสำเร็จไปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแล้ว นั่นอาจจะทำให้องค์กรก้าวไปสู่จุดวิกฤติได้... และนี่ก็เป็นกับดักทางความคิดของผู้กำชะตาองค์กรอีกแบบหนึ่ง...


ความคิดมันไม่มีอะไรผิดหรืออะไรถูกไปเสียหมด
ความคิดของผมก็ไม่ใช่สิ่งที่จะถูกไปเสียทั้งหมด...
และความคิดของใครๆ ก็ใช่ว่าจะถูกไปเสียหมดเช่นกัน...
เพียงแต่การที่เราจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งถึงความคิดของตนเอง
มันอาจจะไม่สามารถคิดได้ด้วยตัวเอง
มันอาจจะต้องมีสิ่งมากระตุ้นให้เกิดความคิดขึ้น...
แต่คนใดที่สามารถเข้าใจและรับรู้ถึงสภาวะของความคิดของตนได้
คนนั้นจะสามารถลอดพ้นจากกับดักทางความคิดได้มากกว่า...



Create Date : 13 พฤษภาคม 2548
Last Update : 27 สิงหาคม 2559 11:45:28 น. 0 comments
Counter : 1288 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

wbj
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 194 คน [?]




ต้องการสอบถาม กรุณาติดต่อทางเมล์ที่ wbjoong@gmail.com หรือ 062 641 5992

วิทยากรเชิงกิจกรรม

วิทยากรกระบวนการ

ที่ปรึกษาธุรกิจ ด้านการบริหารจัดการ

การตลาดและการประชาสัมพันธ์

การบริหารทรัพยากรมนุษย์

และ

การวางแผนกลยุทธ์



ไม่ได้ ไม่มี ไม่ดี ไม่ได้...
ต้องได้ ต้องดี ต้องมี ต้องง่าย
และ ทำให้ดีกว่าดีที่สุด

Wiboon Sae Joong

Create Your Badge



<< Main Menu >>


<< บทความล่าสุด >>



ดวงถาวร


ดวงตามวันเกิด



ดวงตามปีเกิด






;b[^]pN 06' ไรินนื ่นนืเ "รินนื ๋นนืเ c:j06'




Friends' blogs
[Add wbj's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.