Group Blog
 
All Blogs
 

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ "มวยไทยสากล" พ.ต.ท.สมพงษ์ แจ้งเร็ว ต้อน 2 การเปลี่ยนแปลงของมวยสากล

อย่างไรก็ตามมวยไทยนั้นเมื่อเทียบกับมวยฝรั้งแล้ว ก็ดูกันว่าเป็นกีฬาที่โหดร้ายทารุณอยู่บ้าง มีการใช้อาวุธหลาอย่าง และใช้การคาดด้ายดิบแทนการสวมนวม ถ้านับทางผู้เรียนวิชามวยฝรั้งซึ่งมักเป็นขุนนางหรือนักเรียนลูกขุนนางกับนักมวยไทยทั่วๆ ไปซึ่งโดย มากเป็นคนหัวเมืองแล้ว มวยไทยกับมวยฝรั้งก็แทบจะ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จนอีกหลายปีต่อมา
มวยฝรั่ง หรือมวยสากลในสมัยที่ ม.จ. วิบูลย์สวัสดิวงศ์ทรงนำมาเผยแพร่นั้น เป็นช่วงที่ กำลังเปลี่ยนแปลงในรูปแบบชั้นเชิงจากแบบเก่ามาเป็นแบบใหม่ กล่าวคือแต่เดิมนั้น นักมวยทั้งสองฝ่ายจะคอยจดจ้องหาโอกาศหรือสืบเท้าเข้าแลกหมัดกัน นักมวยที่มีชื่อในยุคต้นๆ ของการแข่งขันตามกติกาสมัยใหม่ เช่น จอห์น ซุลลิแวน (john L Sullivan) หรือแจ๊ค จอห์นสัน (jack Johnson) เป็นต้น ล้วนชกด้วย สไตล์แบบนี้
ความเปลี่ยนแปลงของมวยสากลเกิดขึ้นครั้งสำคัญ ไม่ใช้อยู่แค่ทีหันมาสวมนวม แต่อยู่ทีเมื่อจิมมี ไวลด jimmy wilde นักชกร่างเล็กจากอังกฤษ (เขาเป็นชาวไอริช) เจ้าของฉายา “เจ้าหนูปรมาณู the mighty atom หรือปิศาจหมัดแอน the ghost with a hammer in his hand ขึ้นมาแสดงฝีมือจนได้ครอง ตำแหน่งแชมเปี้ยนรุ่นฟลายเวทของยุโรป (ถือว่าเป็นตำแหน่งแชมเปี้ยนรุ่นฟลายเวทของยุโรป) จิมมี่ ไวลด์ เริ่มมีชื่อเสียงตั้ง แต่ราวปี พ.ศ. 2457 จนมาถึง ปี พ.ศ.2466 เมื่อเขาประกาศแขวนนวม หลังจากที่เขาเรื้อรังการชกและ ต้องพ่ายปานโช วิลล่า pancho villa นักมวยชาว ฟิลิปปินส์ ซึ่งอายุอ่อนกว่า เขา 9ปี หลังจากที่ แขวนนวมแล้ว เขายังเขียนตำรามวยไว้ด้วย(แปลเป็นไทยปี 2481 โดย ส ประเสริฐบุญ ในชือ “วิชามวยฝรั้ง “
ในประวัติศาสตร์มวยสากลนั้น ถือกันว่า จิมมี่ ไวลด์ เป็นสุดยอดของ มวยรุ่นเล็กที่ไม่มี ใครทาบตั้งแต่อดิต จนถึงปัจจุบัน
จิมมี่ ไวลด์ เป็นมวยร่างเล็ก สูงเพียง 159 เซนติเมตร จึงเสีย เปรียบ ในเรื่องรูปร่างคู่ต่อสู้เสมอ แต่ เขาเอาชนะคู่ต่อสู้คนแล้วคนเล่าได้ ก็เพราะน้ำหนักหมัดที่หนักพอๆ กับ นักมวยรุ่นไลท์เวท และ สไตล์การชก ที่เขาคิดสร้างขึ้นมาเองเป็นพิเศษ (ว่ากันว่าเขาคิดขึ้นมาจากการเล่นกับแมว) สไตล์การชกของเขาคือ เมือเผชิญคู่ต่อสู้ เขาจะตั้งการ์ดต่ำมาก (ระดับเอว) และบุกเข้าโจมตีคู่ต่อสู้จากทุกมุมที่ทำได้ ในขณะทีฝ่ายครงข้าม ชกเขาไม่ถูกเลย เขาจะใช้หมัดหน้าชกซ้ำติด ๆ กันหลายครั้ง (หมัดแย๊บ) โยกตัวเดินหน้า พร้อมกับหลบ หมัดคู่ ต่อสู้ และเต้นด้วยปลายเท้า (ฟุตเวิร์ค) เข้าออก ตลอดเวลา นักเขียนฝร้งที่เขี่ยนเรื่องประวัติมวยสากลคนหนึ่งกล่าวว่านักมวยรุ่นหลังที่ชกสไตล์เดียวกับจิมมี่ ไวลด์ ก็ คือมูฮัมหมัด อาลี
ชื่อเสียงของจิมมี ไวลด์ กลายเป็นตำนาน และก็ต้องนับว่าสไตล์การชกของเขาเป็นการปฏิวัติมวยสากลทีเดียว เพราะมวยรุ่นต่อๆ มาก็หันมาใช้หมัดแย็บ และฟุตเวิร์คกันจนปัจจุบัน




 

Create Date : 19 ตุลาคม 2554    
Last Update : 19 ตุลาคม 2554 21:11:04 น.
Counter : 768 Pageviews.  

ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ "มวยไทยสากล" พ.ต.ท.สมพงษ์ แจ้งเร็ว (ตอน1

ในสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 ได้มีการนำเอากีฬาและการบันเทิง หลลายอย่างมาจากยูโรป ซี่งสมัยนั้นมักเรียกกันว่า "แบบฝรั้ง" นี้ต่อมาบางทีใช้เป็น ไแบบสากล" ดังเช่นเมื่อนำดนตรีแบบฝรั้งเข้ามาปรับปรุงเข้ากับเนื้อร้องไทย ก็เรียกกันว่าเป็น "เพลงไทยสากล"
มวยฝรั้ง หรือมวยสากล ต่างจากมวยไทยที่ในการชกกันจะใช้หมัดเป็นอาวุธเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ศอก เข่า และเท้าอย่างมวยไทย มวยสากลนั้นกว่าจะมาเป็นแบบปัจจุบันมีพัฒนาการมายาวนานรูปหล่อสำริดของนักมวยผู้ชนะการแข่งขันโอลิมปิคครั้งที่ 141 เมื่อก่อนศริสตกาล 216 ปีทำให้รู้ว่าในสมัยโรมันโบราณก็มีการแข่งขันมวยแล้ว และทำให้รู้ด้ย่ามวยในยุคนั้นก็ใช้การพันหมัดทำนองเดียวกับมวยไทยเหมือนกัน (แต่ใช้แถบหนังไม่ใช่ ด้ายดิบ) ในสมัยหลังต่อมาอีกนาน เมื่อมวยกลายเป็นกีฬาที่นิยมกันในยุโรป โดยเฉพาะในอังกฤษ แล้วขยายไปยังอเมริกา นักมวยยุคนั้นชกกันด้วยหมัดเปล่า และชกันแบบให้แพ้กันไปข้างหนึ่ง คือกำหนดยกบางทีถึง 45 ยกใช้เวลา 2 ชั้วโมงกว่า ต่อมาจนถึงปี ค.ศ 1867 หรือ พ.ศ. 2410 จึงมีการกำหนดใช้กติกาแบบใหม่ทีเรียกว่า กติกาควีนสเบอร์รี่ queens berry rules มีการกำหนดจำนวนยกเพียง 20 ยก แล้วลดมาเป็น 15 หรือ 12 ยก มีสังเวียนที่กำหนด ขนาดมาตรฐาน มีการนับเวลาชกและเวลาพักระหว่าง ยกมีกำหนดการนับ 10 และอื่นๆ ที่สำคัญคือให้มีการ สวมนม จากสมัยนี้เป็นต้นมา การแข่งขันชกมวยสากลจึงค่้อยเข้ารูปมาเป็น ปัจจุบัน
มวยสากลหรือมวยฝรั้ง อย่างทีไทยเรียกกันใน สมัยแรกๆ นับเป็นของใหม่ของคนไทย บุคคลแรกที่นำเข้ามาเผยแพร่คือ ม.จ. วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล โดยประมาณปี พ.ศ.2455 หลังจากทีทรงสำเร็จการศึกษากลับมาจากต่างประเทศ ในประวัติของ ม.จ. วิบูลย์สวัสดิวงศ์ ที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต (กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร) ทรงเรียบเรียงนั้น ก็ปรากฎว่า สมัยที่เรียนอยู่ทีโรงเรียนมัธยมอีตันนั้น ก็ทรงได้ขื่อเสียวว่าเป็นนักมวยรุ่นเบาของโรงเรียนแล้ว เมื่อเสด็จกลับมาแล้วยังปารกฎว่านอกจากงานราชการตามตำแหน่งราชเลขาธิการแล้ว ยังได้ทรงช่วยสอนและกำกับพลศึกษา ของกระทรวงธรรมการแผนกมวยฝรั้งอยู่หลายปีและก็ได้แต่งตำราขึ้น เป็นที่นับถือกันว่า เป็น"ครูของครูมวย" ในสมัยต่อมาหลายคน
การสินนั้นในครั้งแรกได้มีการฝึกสอนที่โรงเีรียน สวนกุหลาบ อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนพลศึกษากลางด้วย โยฝึกในหมุ่ครูและนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ และนักเรียนโรงเรียนพลศึกษากลาง นักเรียนทีเรียนวิชามวยคนหนึ่งที่มีชือเสียงด้านมวยฝรั้งมากคือนายนิยมทองชิต ซึ่งต่อมาจะเป็นอาจารย์ผู้ฝึสอนโผน กิ่งเพชร แชมเปี้ยนโลกคนแรกของไทย
จากโรงเรียนสวนกุหลาบและโรงเรียนพลศึกษากลาง ความนิยมก็แพร์หลายไปสู่โรงเรียนต่างๆ อยางรวดเร็ว จนมีการแข่งขันกันในระหว่างโรงเรียนขึ้น และมีการแบ่งรุ่นตามน้ำหนัก
ในสมัยนั้นที่มีการฝึกสอนวิชามวยฝรั่งอันเป็นมวยแบบใหม่นั้น มวยไทยก็เป็นทีนิยมกันอย่างกว้างขวางเช่นกัน ในโรงเรียนสวนกุหลาบเวลานั้นก็มีการฝึกสอนมวยไทยโดยบรรจุไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนด้วย(ผู้เขียนตำราคือหลวงวิศาลดรุณกร อาจารย์ผู้ปกครองโรงเรียนสวนกุหลาบ) นอกจากจะเป็นสนามแรกของการแข่งขันมวยไทยยุคคาดเชือกแล้ว โรงเรียนี้ได้ผลิต นักมวยที่มีชื่อเสียงทางด้านมวยไทยออกมาหลายคน เช่น นายจีน พลจันทร(มีฉายา่วมกันนายทับ จำเกาะ ยอดนักเตะจากโคราชว่า "หมัดนายจีน ตีนนายทับ"




 

Create Date : 17 ตุลาคม 2554    
Last Update : 17 ตุลาคม 2554 22:03:04 น.
Counter : 477 Pageviews.  

ไทยผมไม่ขอเป็น .....

ไทยผมไม่ขอเป็น ผมขอเป็นสยามดีกว่า" คำเกริ่นนำของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ชื่อดัง และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน ผ่านวงเสวนา "สยาม เป็นไทย" ในเวทีพูดคุยของป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร

อาจารย์ชาญวิทย์ นับเป็นหัวขบวนเรียกร้องให้รัฐบาล เปลี่ยนชื่อประเทศ จาก "ไทย" กลับไปเป็น "สยาม" และ "Thailand" กลับไปเป็น "Siam"

สิ่งเรียกร้องนี้มีที่มาที่ไป มีทั้งเหตุผลและในความหมายของคำว่า "ไทย" กับ "สยาม"

อาจารย์ชาญวิทย์ ปูที่มาให้ฟังว่า ตอนประเทศสยามที่ยังไม่เป็นไทย ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ อาทิ มลายู มอญ ลาว จีน และชนกลุ่มน้อย อยู่กันอย่างสงบ แม้ต่างอัตลักษณ์ แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ประกอบกันเป็นชนชาติเรียกว่า สยาม

เป็นเวลากว่า 71 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และหลวงวิจิตรวาทการ หรือพวกปีกขวาคณะราษฎร เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย แม้จะดูทันสมัย แต่แฝงไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เกิดเรื่องยุ่งยากที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

ทั้งในเรื่องของการแบ่งสีเสื้อคนในชาติ ประกอบด้วยเสื้อเหลือง เสื้อแดง รวมไปถึงประเด็นร้อนเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร จนเกิดเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา



ดร.ชาญวิทย์ ชี้ว่า ผลพวงสำคัญจากการเปลี่ยนชื่อประเทศคือ "ลัทธิชาตินิยม" ที่เริ่มแรกเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 200 กว่าปีก่อน การประกาศเอกราชจากอังกฤษ มีประธานาธิบดี ปกครองแบบสาธารณรัฐ ต่อมาขยายไปยังละตินอเมริกา ยุโรป

"ที่เห็นชัดคือ การปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นำโดยนโปเลียน ขณะที่ประเทศไทย ขยายลุกลามมาในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่มาแจ่มชัดจริงๆ เมื่อปี พ.ศ.2475 สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มาแจ่มชัดในสมัยนี้ ก็เพราะผู้นำในสมัยนั้นต้องการเล่นเกมชาตินิยม เพื่อบดบังรัศมีของฝ่ายเจ้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาไม่ประสบความสำเร็จกับการบริหาร ฉะนั้นความเป็นชาตินิยมของไทย มันก้ำกึ่งกับการเป็นลัทธิชาตินิยม มองว่าเป็นเสมือนหนึ่งกับลัทธิทหารมากกว่า"

เมื่อก่อกำเนิดเป็นลัทธิ "เชื้อ-ชาตินิยมไทย" ที่บ่มเพาะปลูกฝัง ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ผ่านตำราเรียน ผ่านสื่อบทละคร หนังเพลง ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยมีชั้นผู้นำ ชนชั้นสูง คนกรุง คนเมือง ผลักกันไปยังชนชั้นกลาง และมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะบีบให้ถึงคนชั้นล่าง รากหญ้า ชาวบ้าน ว่าเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่เป็นเอกราช ก้าวนำทั้งเรื่องประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ ลัทธิที่ว่านี้ฝังรากลึกมาเกือบ 100 ปี กลายเป็นหลุมดำที่ตกลงไปแล้ว อาจกลับขึ้นมาใหม่ไม่ได้

อาจารย์ชาญวิทย์ มองว่า ถ้าถามว่าการจะแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ที่เราเรียกร้องอยู่นั้น ขอตอบตรงนี้เลยว่า นอกจากจะยากแล้ว ปัญหาคงไม่จบง่ายๆ แม้ในปี พ.ศ.2554 จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศบาห์เรน ปัญหาก็จะกลับมาอีก

เพราะการปลูกฝัง ลัทธิ "เชื้อ-ชาตินิยมไทย" ได้ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน แต่ปัญหาจะร้อนหรือเย็น ก็ขึ้นอยู่กับเกมการเมือง นักการเมือง ที่จะเดินหน้าเอาแต้มจากชนชั้นสูง และชนชั้นกลางแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่มักได้แต้ม หากชูลัทธินี้ขึ้นมา ที่ผ่านมาก็มีบทเรียนมาแล้ว ทั้งเรื่องประชาชนในประเทศนี้ตีกันเอง ทั้งที่ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เพราะเรื่องปราสาทพระวิหาร หรือกรณีตีกันเอง เพราะเรื่องสีเสื้อและความคิดที่แตกต่าง จนบาดเจ็บล้มตาย

พร้อมกันนี้ อาจารย์ชาญวิทย์เสนอว่า ทางออกของปัญหานี้ เราจำต้องเรียนรู้ใหม่จากประวัติศาสตร์ และต้องไม่จมอยู่ในประวัติศาสตร์เก่าๆ โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าเราเป็นเอกราช ดูถูกประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเรา ต้องยอมรับว่าปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว นี่คือประเด็นหลัก และเราไม่ควรเพ้อเจ้อกับประเด็นรอง กับเรื่องที่จะรับหรือไม่รับแผนพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน และหาทางออกด้วยการเจรจาโดยสันติเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนตามแนวชายแดน

"การเปลี่ยนชื่อจากไทยเป็นสยาม ผมถูกด่ามาเยอะ ว่าจะประสบความสำเร็จหรือ ผมไม่แคร์ แต่คิดว่าตอนนี้มาถูกทาง ที่ความเป็นสยาม หมายถึง การยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อัตลักษณ์ของคน ที่ประกอบกันเป็นประชาชนในประเทศนี้ และไม่เห็นด้วยที่รัฐต้องการบีบให้เหมือนกันหมด โดยเฉพาะความเชื่อลัทธิเชื้อ-ชาตินิยมไทย"

ก่อนย้ำในช่วงท้ายของการพูดคุยว่า ด้วยเหตุนี้ นามจึงมีความสำคัญมาก ที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนจาก "ไทย" เป็น "สยาม" ที่เรารักชาติสยาม รักคนเชื้อชาติไทย และคนเชื้อชาติอื่นๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมักพูดเสมอว่า

"ถ้าเป็นสยามผมมีที่ยืน แต่ถ้าเป็นไทยผมไม่มีที่ยืน"

นี่คือข้อมูลและเหตุผลที่ "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ยังคงยืนหยัดเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศกลับไปเป็น "สยาม" ดังเดิม

หน้า 6




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2553    
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 10:29:32 น.
Counter : 256 Pageviews.  

กว่าจะเป็นคนไทย

กว่าจะเป็นคนไทย
ต้องผ่านจากชนเผ่าเป็นชนชาติ

“ชนเผ่า” รวมตัวกันเป็น“ชนชาติ” แล้วสมมุติชื่อเรียกตัวเองว่า“คนไทย” ซึ่งใช้เวลายาวนานมากจนนับแน่นอนไม่ได้
ถ้าอยากรู้กระบวนการเคลื่อนไหวปรับตัวเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมจากชนเผ่าเป็นชนชาติถึงคนไทย ให้อ่านหนังสือกว่าจะเป็นคนไทย ของ ดร. ธิดา สาระยา

กว่าจะเป็นคนไทย ของ ดร. ธิดา สาระยา สำนักพิมพ์เมืองโบราณ (2553) ราคา 220 บาท อธิบายชัดเจนแจ่มแจ้งว่าต้องผ่านชนเผ่าเป็นชนชาติก่อน





ไทย, คนไทย, ความเป็นไทย, และลักษณะไทย ผมเข้าใจว่าแรกมีขึ้นราวหลัง พ.ศ. 1700 พร้อมกับวิวัฒนาการอักษรไทยบริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง
แต่ที่เรียกตนเองว่าไทย เพิ่งพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเก่าสุดหลัง พ.ศ. 2000 อยู่ในวรรณคดียุคต้นอยุธยาเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ (มีรายละเอียดในหนังสือคนไทยมาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548)
คนไทย โดยทั่วไปหมายถึงคนพูดภาษาไทย, มีวิถีชีวิต, มีทัศนะต่อโลก, มีระบบคุณค่า, มีอุดมการณ์, ตลอดจนมีสำนึกร่วมทางประวัติศาสตร์ไทย ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันทางเศรษฐกิจ-การเมือง และสังคม-วัฒนธรรม อยู่ในขอบเขตรัฐไทยอันเป็นประเทศไทยปัจจุบัน
คำว่า “ไทย” ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ เพราะเชื้อชาติบริสุทธิ์ไม่มีจริงในโลก และไม่ใช่ชื่อชนชาติมาแต่แรก เพิ่งมาสมมุติเรียกขึ้นเมื่อเวลาภายหลังในช่วงใดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น หลัง พ.ศ. 1700 พร้อมกำเนิดอักษรไทย
คำเรียกชื่อไทย มีรากจากคำว่าไท หรือไต ของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าต่างๆ ที่ตั้งหลักแหล่งกระจัดกระจายในภูมิภาคอุษาคเนย์ เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่ทางตอนใต้ของจีน ตั้งแต่บริเวณตอนใต้ลุ่มน้ำแยง ซีเกียง ลงไปถึงชายทะเล
แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่คนไทย ของรัฐไทยทั้งหมด แม้บางกลุ่มชาติพันธุ์ทุกวันนี้จะจัดอยู่ในภาษาตระกูลไทย-ลาว หรือลาว-ไทย เช่น ลาว, ลื้อ, จ้วง, ฯลฯ ก็ไม่ใช่คนไทยของรัฐไทย แต่เป็นคนลาวของประเทศลาว, คนลื้อ และคนจ้วงของประเทศจีน
คนไทยในประเทศไทยทุกวันนี้ เมื่อได้ยินคำว่าไทลื้อ หรือไทจ้วง ก็พากันตีขลุมว่าเป็น “คนไทย” ไปทันที ด้วยความเข้าใจเอาเองอย่างคนปัจจุบัน
แต่ความจริงแล้วไทกับไตข้างหน้าชื่อชาติพันธุ์แปลว่าคนเฉยๆ และหมายถึงชาวก็ได้ คนพวกนั้นกำลังสื่อความหมายว่าพวกเขาเป็นคนลื้อ, ชาวลื้อ หรือเป็น คนจ้วง, ชาวจ้วง ไม่ใช่คนไทย, ชาวไทย ของรัฐไทยและประเทศไทย
คนไทย หมายถึงใคร? อะไร? ที่ไหน? อย่างไร? ฯลฯ ไม่มีคำอธิบายตายตัวหรือสำเร็จรูป เพราะขึ้นอยู่กับภูมิหลังหรือปูมหลังของผู้อธิบายที่มีต่างกันมากมายหลายหลาก เช่น อาจบอกว่าหมายถึง คนพูดภาษาไทย, คนเกิดในประเทศไทย, ฯลฯ
แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้น เพราะคนจำนวนไม่น้อยไม่พูดภาษาไทย และไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่ถูกรับเป็นคนไทยได้ในทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ
ฉะนั้น จะรักชาติ, รักความเป็นไทย ก็อย่า“คลั่ง”, “หลง” แล้วโกหกตัวเองว่าเป็นไทยแท้ ไม่ผสมชาติพันธุ์อื่น เช่น แขก, ลาว, เขมร, พม่า, เจ๊ก, ฯลฯ ซึ่งตลก




 

Create Date : 01 กันยายน 2553    
Last Update : 1 กันยายน 2553 10:30:57 น.
Counter : 551 Pageviews.  

ประวัติศาตร์2ทางพระยาละแวกอาจไม่ได้ถูกพระนเรศวรปฐมกรรม(บันทึกของสเปน)

ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติฯ ลงข้อความสั้น ๆ เกี่ยวกับสงครามกับพระยาละแวกครั้งนั้นว่า
“ศักราช ๙๕๕ มะเส็งศก…ณ วันศุกร์ขึ้น ๑๐ ค่ำเดือนยี่ เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๖ บาท เสด็จพยุหยาตราไปเอาเมืองละแวก และตั้งทัพชัย ตำบลบางขวด เสด็จไปครั้งนั้นได้ตัวพระยาศรีสุพรรณ ในวันอาทิตย์แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ นั้น”
และในพงศาวดารเขมร (ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑) ลงข้อความเรื่องเดียวกันว่า
“ลุ ศักราช ๙๕๕ ศกมะเส็ง นักษัตรได้ ๒ เดือน… จึงสมเด็จพระนเรศวรพระเจ้ากรุงไทยยกกองทัพไพร่พล ๕ หมื่นมารบกับพระองค์ (คือพระสัตถาหรือพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี) พาสมเด็จพระอัครมเหสีกับสมเด็จพระราชบุตรทั้ง ๒ หนีไปอยู่เมืองศรีส่อชอ ลุ ศักราช ๙๕๖ ศกมะเมียนักษัตร…พระองค์พาสมเด็จพระอัครมเหสีกับพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ไปเมืองลาว ฝ่ายพระองค์บรมบพิตร เมื่อ ลุ ศักราช ๙๕๗ ศกมะแมนักษัตร พระชันษาได้ ๔๓ ปี พระไชยเชษฐาพระราชบุตรใหญ่ เมื่อ ลุ ศักราช ๙๕๘ ศกวอกนักษัตร พระชันษาได้ ๒๓ ปี นักองค์บรมบพิตรทั้งสองพระองค์สุรคตอยู่ที่เมืองลาว ยังแต่พระบรมราชาธิราชผู้เป็นพระอนุชา พระชันษาได้ ๑๘ ปี อยู่เมืองลาว…ฝ่ายสมเด็จพระศรีสุพรรณผู้เป็นพระอนุชา… ครั้งนั้นจึงพระนเรศวรเป็นเจ้าไพระองค์กับพระราชบุตรแล้วกวาดต้อนตัวเขมรไปเป็นอันมาก ลุ ศักราช ๙๕๖
ศกมะเมีย นักษัตรเดือน ๓ จึงพระนเรศวรเป็นเจ้านำพระองค์ไปกรุงศรีอยุธยาให้แต่พระมหามนตรีเป็นแม่ทัพใหญ่รั้งอยู่อุดงฦๅไชย…”

จากหลักฐานทั้งของไทยและของเขมรนี้ได้ความตรงกันว่า
๑. ในปีจุลศักราช ๙๕๕ สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีเมืองละแวก จับพระศรีสุพรรณพระอนุชาของพระยาละแวกได้ จึงนำตัวมาที่กรุงศรีอยุธยา
๒. สำหรับตัวพระยาละแวกนั้นจากหลักฐานของไทยมิได้ระบุถึง แต่หลักฐานของเขมรระบุว่า พระองค์หนีไปได้ไปพิงพักอยู่เมืองลาวพร้อมด้วยพระมเหสีและโอรสอีก ๒ องค์ และอีก ๓ ปีต่อมาคือในจุลศักราช ๙๕๘ พระยาละแวกและโอรสองค์โตก็สิ้นพระชนม์ที่เมืองลาวนั้น
พงศาวดารเขมรยังได้กล่าวต่อไปว่า
“ลุ ศักราช ๙๕๘ ศกวอกนักษัตรมีฝรั่งคนหนึ่งชื่อละวิศเวโล…ฝรั่งนั้นไปเชิยพระบรมราชา ผู้เป็นพระราชบุตรน้อยของพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีมาจากเมืองลาว เมื่อศักราช ๙๕๙ ศกระกานักษัตร…ลงมาทรงราชย์อยู่ ณ เมือง ศรีส่อชอ ลุ ศักราช ๖๗๑ ศกกุนนักษัตร… จึงมีจามชื่อโปรัตกับแขกชื่อฬะสะมะนา ลอบฆ่าพระองค์สุรคต… จึงสมเด็จพระเทวีกษัตริย์เป็นสมเด็จพระอัยกี พระองค์ให้ราชสาส์นไปขอสมเด็จพระศรีสุพรรณ ผู้เป็นพระภัคินีโยแต่งกรุงศรีอยุธยา… จึงพระเจ้ากรุงไทยปล่อยให้สมเด็จพระศรีสุพรรณมาจากกรุงไทย มาทรงราชย์สนองสมเด็จพระเรียม ณ เกาะสาเกดในปีฉลูนั้น จึงสมเด็จพระเทวีกษัตริย์ผู้เป็นพระมาตุจฉา…พระนางให้ไปขอพระไชยเชษฐาเป็นพระราชบุตรผู้น้องแต่พระเจ้ากรุงไทย จึงพระเจ้ากรุงไทยโปรดพระราชทานให้มา แล้วพระองค์ให้สมเด็จพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ปราบบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยราบสิ้นแล้ว พระองค์ไปสถิตอยู่ที่เมืองละวาเอมแขวงเมืองพนมเพ็ญ เมื่อศักราช ๙๗๓ ศกฉลูนักษัตร”




การที่ฝรั่งชื่อละวิศเวโลไปเชิยพระราชโอรสองค์น้อยของพระยาละแวกมาจากเมืองลาวมาให้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์กัมพูชา และต่อมาสมเด็จพระเทวีเป็นสมเด็จพระอัยกีส่งพระราชสาส์นมาขอสมเด็จพระศรีสุพรรณจากพระเจ้ากรุงไทยที่กรุงศรีอยุธยา พระเจ้ากรุงไทยก็พระราชทานพระศรีสุพรรณไปทรงราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชา ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐมิได้กล่าวไว้ ส่วนที่พระนางให้ไปขอสมเด็จพระไชยเชษฐาผู้เป็นพระราชบุตรของพระศรีสุพรรณแต่พระเจ้ากรุงไทยและพระเจ้ากรุงไทยโปรดพระราชทานให้มากขึ้น พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐระบุว่า
“ศักราช ๙๖๕ เถาะศก ทัพพระเจ้าฝ่ายหน้าเสด็จไปเอาเมืองขอมได้ เรื่องที่พงศาวดารเขมรบันทึกว่า สมเด็จพระเทวีให้มาทูลสมเด็จพระไชยเชษฐาผู้เป็นราชบุตรของสมเด็จพระศรีสุพรรณเป็นเรื่องราวอยู่ในจุลศักราช ๙๖๕ ศกฉลูนักษัตร และจุลศักราช ๙๗๓ ศกฉลูนักษัตร (ที่ถูกควรเป็นกุน) พระราชพงศาวดารกรุงเก่าของเราระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นจุลศักราช ๙๖๕ เถาะศก และถ้าพระเจ้าฝ่ายหน้าในหลักฐานของเราเป็นคน ๆ เดียวกันกับพระไชยเชษฐา พระราชบุตรของพระศรีสุพรรณกษัตริย์เขมรตามหลักฐานของพงศาวดารเขมร คือสงสัยที่ว่า “พระเจ้าฝ่ายหน้า” นี้จะเป็นผู้ใดก็จะตอบได้ในตัวว่าคือเป็นพระเจ้าฝ่ายหน้าของกรุงกัมพูชา หาใช่พระเจ้าฝ่ายหน้าของกรุงศรีอยุธยาไม่
ต่อไปนี้ขอเชิญพิจารณาหลักฐานของสเปนเกี่ยวกับสงครามพระยาละแวก ดังปรากฎอยู่ในจดหมายเหตุของ ดร.อันโตนิโอ เดอมอร์ก้าได้ต่อไป
หลักฐานนี้ ดร.อันโตนิโอ เดอ มอร์ก้า รองผู้สำเร็จราชการหมู่เกาะฟิลิปปินส์เขียนไว้เป็นภาษาสเปน ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. ๑๖๐๘ ที่เมือง San Geronimo อเมริกาใต้ตรงกับปีที่ ๓-๔ ในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรฐ มีคนแปลออกเป็นหลายภาษาเฉพาะฉบับภาษาอังกฤษชื่อ Hon. Henry E.J. Stanley เฉพาะเรื่องราวพระยาละแวกในรัชกาลสมเด็จพระนเรศ




หน้า ๔๓ “ในระหว่าง ค.ศ. ๑๕๙๔ ดอน หลุยส์ (เดอ เวลาสโก้) เป็นผู้สำเร็จราชการ (หมู่เกาะฟิลิปปินส์) มีเรือสำเภาลำใหญ่มาทอดสมออยู่ที่ฟิลิปปินส์ (เมืองมนิลา) มีคนโดยสารเป็นคนเขมร คนไทย คนจีน ชาติละ ๓-๔ คน (a few Gonzales) และมีคนในบังคับสเปน ๓ คน คนหนึ่งเป็นชาวเมือง คาสตีล ชื่อ Blas Ruyz Hernan อีก ๒ คนเป็นชาวปอร์ตุเกส ชื่อ Pontaleon Carnero และ Antonio Machado.
เมื่อคนเหล่านี้อยู่ในราชอาณาจักรกัมพูชาที่เมืองจัตุรมุข กับพระเจ้า Langara (ละแวก) กษัตริย์กัมพูชานั้น พระเจ้าแผ่นดินสยามกรีฑาทัพมาโจมตีพระองค์ด้วยรี้พลและ (กองทัพ) ช้างมากมาย ยึดพระนคร พระราชวัง และพระคลังสมบัติได้ พระเจ้ากัมพูชาจึงเสด็จหนีไปเมืองเหนือจนถึงอาณาจักรลาวพร้อมด้วยพระมเหสี พระมารดา พระขนิษฐา พระธิดา และพระโอรสสองพระองค์
พระเจ้ากรุงสยามเสด็จยกทัพกลับราชอาณาจักรของพระองค์ โดยทรงมอบหมายให้นายทหารอยู่รักษาบ้านเมือง (กัมพูชาที่ทรงตีได้) ส่วนทรัพย์สิ่งของที่ทรงนำไปทางบกไม่ได้ พระองค์ก็ทรงส่งกลับโดยทางทะเล”
หนังสือนี้เล่ารายละเอียดพิสดารต่อไปจนถึงหน้า ๒๒๓ เป็นเรื่องราวของพระศรีสุพรรณมาธิราช พระอนุชาพระยาละแวกว่า
หน้า ๒๒๓ “กษัตริย์องค์ใหม่ของกัมพูชาพระองค์นี้ ตกเป็นเชลยศึกของพระเจ้าแผ่นดินสยาม แต่เสด็จกลับมาขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุการณ์พิสดารและการผจญภัยนานาประการ”
ระหว่างหน้า ๔๓–๒๒๓ มีเรื่องราวสำคัญเล่าไว้ดังจะระบุอย่างย่อ ๆ ดังนี้
หน้า ๔๗ …เรือสเปน ๓ ลำ บรรทุกทหารชาติสเปน ญี่ปุ่น และชาวเกาะ ๑๒๐ คน มาถึงเมืองจตุรมุข (กัมพูชา) ใน ค.ศ. ๑๕๙๖ จึงได้ทราบว่า ขุนนางไพร่พลเขมรได้ขับไล่กองทัพไทยที่ยึดครองอยู่ให้พ่ายแพ้ถอยออกไปนอกพระราชอาณาจักรแล้ว


หน้า ๕๐–๕๑… พวกสเปนสืบได้ความว่า พระยาละแวกเสด็จอยู่ในประเทศลาว จึงออกติดตามเพื่ออัญเชิญให้เสด็จกลับกรุงกัมพูชา พวกหนึ่งไปทางบก พวกหนึ่งไปทางเรือจนถึงเมืองตังเกี๋ย แล้วเดินบกไปประเทศลาวจนถึงนครหลวงของลาว (เขียนชื่อไว้ว่า Alanchan) จึงได้ทราบว่าพระยาละแวกสวรรคตที่นั่น พระโอรสองศ์ใหญ่และพระธิดาก็สิ้นพระชนม์ด้วย เหลืออยู่แต่โอรสอีกองศ์หนึ่งมีชื่อว่า Prauncar กับพระมารดาเลี้ยงพระอัยยิกา และพระมาตุฉาหลายพระองค์ (ไม่บอกจำนวน) จึงอัญเชิญท่านเหล่านี้ลงเรือ ล่องลงมาตามลำน้ำ (โขง) จนเข้าเขตแดนกัมพูชา เมื่อ Prauncar ปราบปรามยุคเข็ญเกือบเสร็จสิ้นแล้วก็ได้เสด็จขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน (ทรงพระนามสุธรรมราชา)
หน้า ๙๒–๙๓… ลงคำแปลพระราชสาส์นของกษัตริย์เขมร องค์ที่ระบุชื่อ Prauncar (เห็นจะเป็นพระสุธรรมราชาในพงศาวดารเขมร) ถึง ดร.อันโตนิโอ เดอ มอร์ก้า ยกย่องว่านายทหารสเปน ๒ คน ซึ่งออกติดตามพระราชบิดาของพระองค์ท่านจนถึงเมืองหลวงของประเทศลาวและได้นำพระองค์กลับมาครองกรุงกัมพูชาสืบไปพระองค์จึงพระราชทานยศชั้น เจ้าพระยา ให้ทั้ง ๒ คน และให้กินเมืองด้วย นายทหารชื่อ Don Bas Castino ทรงให้กินเมืองตรัน และนายทหารชื่อ Don Diego Portugal ให้กินเมือง Bapano
หน้า ๙๓–๑๑๒… เป็นจดหมายของ Blas Ruyz be Hurnan Ghnzales เขียนถึงรองผู้สำเร็จราชการเดอมอร์ก้า เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักรกัมพูชาไว้อย่างยืดยาวยืนยันเรื่องราวการติดตามพระยาละแวกจนถึงเมืองลานช้าง (Lanchan) อันเป็นเมืองหลวงของลาว “เมื่อเรามาถึง กษัตริย์กัมพูชาที่ทรงชราแล้วได้สวรรคตเสียก่อน พระราชธิดาและโอรสองค์ใหญ่ก็สิ้นพระชนม์ด้วย (หน้า ๙๙) นอกนั้นก็กล่าวเช่นเดียวกับเรื่องราวของ Don Bas และ Don Diego



หน้า ๑๓๖–๑๓๗… เล่าเรื่องลักษมานากับพวกรบพุ่งกับสเปนจนพวกสเปนต้องพ่ายแพ้ และลักษมานาปลงพระชนม์ King Prauncar คือ พระสุธรรมราชาด้วย (ตรงกับที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงอธิบายไว้ (หน้า ๔๕๒) เล่ม ๑ ตอน ๒ ว่า “สุธรรมราชาทรงราชย์อยู่ ๓ ปี… มีจามคนหนึ่งชื่อโปรัดกับแขกชื่อลักษมานาลอบปลงพระชนม์พระสุธรรมราชาเสีย…”
หน้า ๒๒๒–๒๒๓… เล่าเรื่องขุนนางเขมรปราบลักษมานาได้แล้ว บ้านเมืองก็ยังไม่ปกติสุขจึงส่งฑูตมากรุงศรีอยุธยาทูลขอพระศรีสุพรรณมาธิราชไปครอบครองกรุงกัมพูชาพระเจ้าแผ่นดิน (สมเด็จพระนเรศวร) จึงโปรดให้กองทหารจำนวน ๖,๐๐๐ คน แห่แหนพระศรีสุพรรณมาธิราชกลับไปครองกรุงกัมพูชาใน ค.ศ. ๑๖๐๓ (ศักราชนี้ หรือ จุลศักราช ๙๖๕ พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐระบุว่า “ทัพพระเจ้าฝ่ายหน้าเสด็จไปเอาเมืองขอมได้” พระเจ้าฝ่ายหน้าจึงน่าจะหมายถึงพระศรีสุพรรณมาธิราชนี่กระมัง
เรื่องศึกสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปตีเมืองละแวกครั้งนี้ (ปีมะเส็ง จุลศักราช ๙๕๕ ค.ศ. ๑๕๙๓) สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายไว้ใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา (โอเดียนสโตร์) เล่ม ๑ ตอน ๒ หน้า ๔๐๙ ว่า “หนังสือพงศาวดารเขมรลงศักราชถูกต้องกับต้นฉบับหลวงประเสริฐ แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องจับนักพระสัฎฐาได้ เป็นแต่ว่าสมเด็จพระนเรศวรจับพระศรีสุพรรณมาธิราช กับพระราชเทพีราชบุตร และกวาดต้อนครัวเขมรมาเป็นอันมาก และว่าสมเด็จพระนเรศวรให้พระมหามนตรีเป็นแม่ทัพใหญ่อยู่รักษากรุงกัมพูชาที่เมืองอุดง” ส่วนเรื่องตั้งพระศรีสุพรรณมาธิราชเป็นพระเจ้ากรุงกัมพูชานั้น พระองค์ทรงอธิบายไว้ว่า (หน้า ๔๕๑) “…พระสุธรรมราชาเจ้ากรุงกัมพูชาพิราลัย พระยาเขมรมีใบบอกเข้ามาขอพวกศรีสุพรรณมาธิราช น้องพระยาลาแวกนักพระสัฎฐา ที่จับเอาเข้ามาไว้ในกรุงศรีอยุธยาไปครองกรุงกัมพูชาเมื่อปีขาล จุลศักราช ๙๖๔ พ.ศ. ๒๑๔๕…”


เอกสาร เดอ มอร์ก้า นี เป็นเรื่องราวของชาวสเปนหลายคน ที่ออกมารบพุ่งแสวงหาโชคลาภในประเทศเขมร แล้วต่างก็รายงานไปยังกรุงมนิลา ดร. อันโตนิโอ เดอ มอร์ก้า เป็นเพียงผู้รวบรวมเรื่องราวเหล่านี้ตีพิมพ์ขึ้น จึงเห็นได้ว่า เรื่องพระยาละแวกมิได้ถูกปฐมกรรม ไม่ใช่ฝรั่งเพียงคนเดียวเขียนไว้ แต่เป็นเรื่องราวของฝรั่งหลายสิบคนออกไปแสวงหาโชคลาภในประเทศเขมรเขียนรายงานไปยังกรุงมนิลา และที่มีน้ำหนักเป็นพิเศษก็คือ พระราชสาส์นของกษัตริย์เขมร (พระสุธรรมราชา) ทรงมีไปยืนยันการกระทำของฝรั่งพวกนี้ว่า ได้ติดตามไปเฝ้าพระราชบิดา (พระยาละแวก) ถึงเวียงจันทน์ แต่พระยาละแวกสวรรคตเสียก่อนฝรั่งพวกนี้ไปถึง
เอกสารของ เดอ มอร์ก้า นี้ นอกจากจะยืนยันเรื่องราวดังปรากฎในพระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ในเรื่องไทยตีเมืองละแวกได้ เมื่อ ค.ศ. ๑๕๙๓ แล้ว ยังยืนยันในเรื่องสมเด็จพระนเรศวรทรงอภิเษก พระศรีสุพรรณมาธิราช พระอนุชาพระยาละแวกให้ได้กลับไปครองกรุงกัมพูชา ใน ค.ศ. ๑๖๐๓ อีกด้วย
เฉพาะในเรื่องสมเด็จพระศรีสุพรรณมาธิราชนี้ ฉบับหลวงประเสริฐระบุพระนามว่า “พระเจ้าฝ่ายหน้า” ซึ่งเป็นปัญหาแก่นักศึกษาประวัติศาสตร์ไทยมานานปีว่า จะหมายถึงผู้ใด คือจะหมายถึง สมเด็จพระเอกาทศรฐ (ดังสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงน ทรงเชื่อหรือจะหมายถึงพระราชโอรสของสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งมีนักศึกษาบางคนเริ่มสงสัยเช่นนั้น แต่เอกสาร เดอ เมอร์ก้าให้ความกระจ่างในปัญหานี้ ทำให้น่าเชื่อว่า “พระเจ้าฝ่ายหน้า” หมายถึง วังหน้าของกัมพูชาคือ สมเด็จพระศรีสุพรรณมาธิราช เพราะสมเด็จพระศรีสุพรรณมาธิราชเป็นอนุชาพระยาละแวกเป็น “พระเจ้าฝ่ายหน้า” ของกรุงกัมพูชาไม่ใช่หมายถึงเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา


บันทึกเพิ่มเติม
เอกสารของ อันโตนิโอ เดอ มอร์ก้า (ตีพิมพ์เป็นภาษาสเปน เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. ๑๖๐๘) ตามฉบับแปลภาษาอังกฤษของ สแตนเลย์ มีเรื่องสำคัญดังกล่าวแล้วข้าพเจ้าได้รับคำแปลนี้ตั้งแต่หน้า ๔๒–๒๒๓ ก็จริง แต่ตอนกลางระหว่างหน้า ๑๑๔–๑๑๙ และระหว่างหน้า ๑๓๘–๒๑๙ ทางกรุงลอนดอนไม่ได้ถ่ายมาให้ จึงจำต้องรอจนกว่าจะได้เพิ่มเติมมาจนครบ
วันนี้เอง ข้าพเจ้าได้รับเอกสารที่เขาส่งมาให้ใหม่ เป็นคำแปลเอกสารนี้รุ่นใหม่ของคนอื่น อยู่ในหนังสือชุดของ Blair & Robertson ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบกับฉบับแปลของสแตนเลย์ แต่คาดว่าในการประชุมคราวหน้า ข้าพเจ้าคงจะได้ทำการศึกษาแล้วพร้อมทั้งทำบันทึกเสนอให้คณะกรรมการฯ ทราบต่อไป
เมื่อพิจารณาข้อความในพระราชพงศาวดาร ฯ ฉบับหลวงประเสริฐ เกี่ยวกับเรื่องราวในรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร ฯ มีเรื่องจับตัวพระศรีสุพรรณ ฯ ได้ และนำมากรุงศรีอยุธยาและเรื่อง “พระเจ้าฝ่ายหน้า” ยกทัพไปเอาเมืองขอมได้ แต่ไม่ปรากฎมีการระบุพระนามพระศรีสุพรรณ ฯ ว่าเสด็จกลับไปครองกัมพูชา
แต่พระราชพงศาวดารฉบับอื่น ๆ โดยเฉพาะฉบับพระราชหัตถเลขา ระบุเรื่องจับตัวพระศรีสุพรรณ ฯ ได้ (ฉบับที่อ้างหน้า ๑๘๕) ระบุการทูลขอพระศรีสุพรรณฯ ไปครองกัมพูชา (หน้า ๒๕๓) และยังระบุเรื่อง “พระมหาธรรมราชา ราชโอรสยกทัพไปตีพระยาอ่อน (หน้า ๒๕๔)
ข้อความตอนนี้มีว่า “พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระมหาธรรมราชา… ยกทัพไปโดยทางโพธิสัตว์” ข้อความที่ชัดเจนก็คือ สมเด็จพระนเรศวร ฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถ หมายถึง พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ส่วนข้อความที่คลุมเครือก็คือ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระมหาธรรมราชา” จะเป็นพระเจ้าลูกเธอของใคร ?
เอกสารของ เดอ มอร์ก้า ฉบับแปลของสแตนเลย์ เท่าที่มีอยู่ในมือไม่อธิบายปัญหาข้อนี้ พระราชพงศาวดาร ฯ ฉบับพระราชหัตถเลขา ก็มีใจความคลุมเครือ ส่วนฉบับหลวงประเสริฐก็ไม่ให้ความกระจ่างในถ้อยคำที่ว่า “พระเจ้าฝ่ายหน้า” คือใคร ใจความกระจ่างก็ต่อเมื่อพิจารณาเรื่องราวจากพงศาวดารเขมร (ฉบับที่อ้าง) คือพงศาวดารเขมรอธิบายว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาส่งพระศรีสุพรรณ ฯ ไปให้แล้ว ทางกรุงกัมพูชายังทูลขอบุคคลอีกคนหนึ่ง ระบุพระนามว่า “พระไชยเชษฐา” แลว่า “เป็นพระราชบุตรผู้น้อง” ท่านผู้นี้ ได้ร่วมกับพระศรีสุพรรณ ฯ ปราบปรามความวุ่นวายในกัมพูชา จนสงบราบคาบ พระศรีสุพรรณ ฯ จึงได้ขึ้นครองราชย์ ในจุลศักราช ๙๖๓ ต่อมาอีก ๑๘ ปี จึงเวนคืนราชสมบัติให้บุคคลผู้นี้ขึ้นครองราชย์ ในจุลศักราช ๙๘๑ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระไชยเชษฐา
ท่านผู้นี้คือ “พระเจ้าฝ่ายหน้า” (ตามฉบับหลวงประเสริฐ) หรือ “สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระมหาธรรมราชา” (ตามฉบับอื่น ๆ) คือเป็นฝ่ายหน้า หรือลูกเธอของกรุงกัมพูชาไม่ใช่ของกรุงศรีอยุธยา

ดูข้อมูลละเอียดที่
http://www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=shalawan&topic=916






 

Create Date : 20 เมษายน 2551    
Last Update : 1 กันยายน 2553 10:31:35 น.
Counter : 1403 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.