Group Blog
 
All Blogs
 
ประวัติศาสตร์ไทย "ซ่อม"ฉบับเก่าหรือ"สร้าง"ฉบับใหม่

คอลัมน์ สดจากประชาสังคม

ศรีนิตย์ ศรีอาภรณ์



ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสุวรรณภูมิพิพิธภัณฑ์ จัดเสวนา "ประวัติศาสตร์แห่งชาติ "ซ่อม" ฉบับเก่า "สร้าง" ฉบับใหม่" เปิดประเด็นการเสริมและสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อความสมบูรณ์ในการอธิบายถึงที่มาความเป็นชาติไทย

ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เสวนานำเรื่องประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ตอนหนึ่งว่า คำว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติสร้างขึ้นเพื่อเป็นเรื่องเล่าร่วมกันของความเป็นมาของคนไทยทุกคน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของชาติเดียวกัน ด้วยความทรงจำร่วมกันที่สร้างขึ้นใหม่นี้ สามารถเข้าไปแทนที่ความทรงจำของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งกลายเป็นพลเมืองของชาติไทยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่ม และยิ่งเราค้นลึกลงไปมาก เราจะพบอดีตในสำนวนประวัติศาสตร์แห่งชาติซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริง หลักฐาน ไม่สามารถกลืนเอาข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ไม่ลงร่องลงรอย จำเป็นต้องสร้างกระบวนการลืมแห่งชาติขึ้นควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ข้อเท็จจริงหายไป

บางครั้งถึงกับต้องปิดเอกสาร หรือทำให้เชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลบางเรื่องอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อีกทั้งเราปฏิเสธไม่ได้ว่า รากฐานเนื้อหาประวัติศาสตร์แห่งชาติ สำนวนนี้มาจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พยายามให้เกิดความทรงจำร่วมกันกับรัฐชาติเกิดใหม่ที่กำลังสร้างชาติขึ้นมา เรียกว่าสยาม ให้ประชาชนมีความทรงจำร่วมกัน

ดร.นิธิกล่าวต่อว่า คำว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ศึกษาอยู่ ไม่สามารถอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุผล การวิเคราะห์ เนื่องเพราะอดีตของชาติเป็นคำอธิบาย ผูกอยู่กับบุคคลสูงมาก บุคคลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่นับได้เป็นตัวบุคคล เป็นกระบวนการสลับซับซ้อนที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวแต่เกิดจากกระบวนการ เช่นปัญหาในการพูดถึงเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ทำไมจึงผิดไปจากประวัติศาสตร์ที่แท้จริง มีเพียงเหตุผลเดียวที่ไม่ใช่ว่าเพราะกลัวคนจะทะเลาะกัน ซึ่งสำคัญน้อยกว่า การไม่มีกลไกมาอธิบายเหตุการณ์นี้ เป็นการอธิบายเชิงกระบวนการ

นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ชาติจะต้องมีที่มา จากการรวมกันของคนหลากหลายกลุ่ม ประชาชาติต้องมีลักษณะรวบรวม ดึงความหลากหลายที่มีมาร่วมกัน ตรงกันข้ามปัจจุบันเรากลับมีลักษณะกีดกัน ไม่ให้ที่ยืนกับคนกลุ่มต่างๆ ซ้ำความทรงจำที่สร้างขึ้นในนามของประวัติศาสตร์แห่งชาติยังทำลายหรือเหยียดอัตลักษณ์คนบางกลุ่มให้ด้อยเกียรติภูมิอีกด้วย

ดร.นิธิกล่าวอีกว่า ประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เหมาะสำหรับชาติไทยที่แท้จริง เป็นเรื่องจำเป็นที่นักวิชาการต้องร่วมมือกันสร้างขึ้นให้ตรงกับความเป็นจริงตามหลักฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สันติสุขและความเป็นเจ้าของชาติร่วมกัน ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่อยากเสนอคือ การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี และการจัดการทางสังคมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และในแต่ละยุคสมัย รวมถึงสิ่งเชื่อมโยงผู้คนในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันให้เข้ามาสัมพันธ์กัน คือการแลกเปลี่ยนทั้งทางวัฒนธรรมและการค้า

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกัน โดยมีแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งชาติ ไล่เรียงตั้งแต่ การตั้งถิ่นฐานของผู้คนนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น การเข้ามาของอารยธรรมใหม่คืออินเดีย และจีน ความเปลี่ยนแปลงสำคัญนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา นับแต่การเข้ามาของพระพุทธศาสนาเถรวาท สำนักลังกา สำเภาจีน และการขยายตัวของภาษา มาจนถึงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม กระทั่งกลายเป็นการปฏิวัติ 2475 และกำเนิดรัฐประชาชาติในทางทฤษฎี ยอมรับว่าอธิปไตยเป็นของทุกคน คนไทยเป็นเจ้าของชาติ

ด้านรศ.รัตติยา สาและ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ปัตตานี กล่าวว่า ถ้าเปรียบเป็นช่างตัดเสื้อ คิดว่าน่าจะตัดใหม่ดีกว่าซ่อม ในเมื่อเสื้อนั้นไม่พอดี จะฝืนเก็บไว้ทำไม จำเป็นต้องตัดส่วนไหนทิ้งก็ต้องทำเพื่อให้เสื้อนั้นมีคุณค่า นำมาใช้ประโยชน์ได้ ในเมื่อประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่บอกถึงอดีตสำคัญของชาติ การจะรักประวัติศาสตร์ต้องรู้จักประวัติศาสตร์ให้แน่ชัด จะทำอย่างไรในเมื่อตั้งแต่เด็กเราไม่เคยมีโอกาสรับรู้ความเป็นมาของเราจากหนังสือแบบเรียนของรัฐแม้แต่น้อย ไม่มีเรื่องราวของชนชาวมลายู

ด้านศ.ดร.ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ทำอย่างไรที่จะให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้มีที่ยืนในประวัติศาสตร์ของชาติ ปัญหาคือเวลาบอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่น จะใช้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ฉบับไหน เนื่องเพราะการใช้พงศาวดารมีเรื่องราวอ้างถึงไม่มาก ขณะที่ประวัติศาสตร์แต่ละฉบับก็เล่าเรื่องแตกต่างกัน หากเราอธิบายว่าคนมีความสัมพันธ์ ความร่วมมือจากจุดไหนไปจุดไหนให้เห็นภายใต้มิติเวลานั้น ความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์ของชาติน่าจะเก็บไว้ ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นภาค อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องของคนอยู่ทะเล หรืออยู่ภูเขา หรือคนลุ่มน้ำคิดอย่างไร พอเป็นเรื่องของตัวตน ขาดความลึก ทำให้มองไม่เห็นความสำคัญ ตัวอย่าง ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่อดีตเคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรม แต่ยุคสมัยหนึ่งกลับมีคนเสนอให้ใช้เป็นที่ทิ้งขยะ!!

หน้า 5<วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5805



Create Date : 22 ตุลาคม 2549
Last Update : 22 ตุลาคม 2549 14:09:03 น. 1 comments
Counter : 317 Pageviews.

 


โดย: ใน IP: 118.173.183.132 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:20:14:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.