Group Blog
 
All Blogs
 

อ. โอยาม่า ตำนาน คาราเต้ เคียวคุชิน ไค

อ.จ มาซูทัสสุ โอยามา เกิดทีตำบล wa-ryong-ri เมืองyong chi -myo,n chui na do ประเทศเกาหลี ใน คศ1923
ฝึกมวยเกาหลีเมืออายุได้9 ขวบ (korean kempo)
ค.ศ1938 หลังจากศึกษาจบมัธยมศึกษาจากกรุ่งโซล ได้เข้าศึกษาในร.ร การบินทีประเทศญีปุ่น ด้วยใจรักในวิชาการต่อสู้ จึงได้ฝึกฝนวิชายูโดในสำนักโคโด กัน (ไม่ระบุสาย)
แต่ต่อมาได้ศึกษาคาราเต้ อายุ17 ได้สายดำขั้น 2 อายุ22ได้ ขั้น4
เมือต้อนอยู่บ้านเกิดท่านได้สำเร็จมวยจีน 18 ท่า แล้วเมือมาอยู่ญีปุ่นได้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์กิชิน ฟูนาโคชิ ผู้ซึงได้ "ชือว่า"นำคาราเต้ มาเผยแพร์ในประเทศญีปุ่น เป็นท่านแรก
ค.ศ1941 ได้เข้าศึกษาในมหาลัยทากุโซกุ โตเกียว
1943 ท่านถูกเกณ์ทหาร ทำให้การเรียนในมหาวิทยลัยต้องชะงักไป
ต่อมาท่านศึกษาคาราเต้ กับ อ.จ. โซเด ยุ แล้วไปเป้นอาจารย์คาราเต้ในสำนัก โกจุ

หลังสงครามโลกครั้งที่2 สงบลงท่านมาเป็นอาสาสมัครช่วยประเทศเกาหลี กู้ชาติอยู่ระยะหนึง แต่เนืองจากในเวลาต่อมากลายเป็นการปะทะระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ท่านจึงได้ลาออกมาศึกษา คาราเต้ ต่อ
ค.ศ. 1947ได้เป็นแชมป์คารเต้ทั้วญีปุ่น(all japan karate champioship)หลังจากนั้นท่านได้ตัดสินใจทีจะใช้ชิวตอยู่ในวิถีแห่งคาราเต้
หลังปี ค.ศ.1948 เป็นเวลา 3ปี ท่านได้แยกตัวเองจากสังคมมนุษย์ สละชิวิตจทางโลกดำเนินชิวติตามศาสนาพุทธนิกายเซ้น อย่างสิ้นเชิง ท่านไดพักอาศัยตามวัดและป่าเขาฝึกกายและจิตบังคับตนให้อยู้ในวินัยแห่งยุทธจักรทั้งวันทั้งคืน ฝึกฝนอย่างเคร่งครัด เช่น นั้ง สมาธใต้น้ำตก ต่อสู้กับสัตว์ป่า โค่นต้นไม้และทลายหินด้วยมือเปล่า"กลั้นกรองและตกผลึกวิชาคารเต้ ทีได้เรียนมาแสวงหาขอบเขตอันล้ำลึกของกายและจิต บรรลุแล้วจึงได้กลับสู้สังคมมนุษย์อีกครั้ง

ค.ศ 1951 ท่านได้กลับสงคมมนุษย์ สอนให้ชาวโลกได้รู้จักความหมายทีแท้จริงของคาราเต้ เริ่มสั้นสะเทือนวงการคารเต้ด้วยเทคนิคอัศจรรย์ เช่น ฉีกเขาวัวกระทิงภายในพริบตา ทำให้วงการคาราเต้ ตื่นตัวกิตติศัพย์เลื่องลือไปนานาประเทศ ในไม่ช้าโรงฝึกใหม่ๆ จึงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

ค.ศ.1952 อ.จ. ได้นำคณะคาราเต้ 32 คนเดินทางไปเผยแพร่ ชือเสี่ยงทีสหรัฐอเมริกา ด้วยการแสดงกว่าสองร้อยครั้ง ต่อหน้า คนดูนับพัน ประสบความสำเร็จอย่างสูง
ค.ศ.1956เดินทางไปเผยแพร่ตามประเทศตะวันออกเฉียงใต้
ค.ศ 1962 เผยแพรในยูโรปท่านได้เดินทางเผยแพร่รอบโลกและมีส่วนช่วยกิจกรรมทหารนานาประเทศ เมือตอนทีอยู่สหรัฐได้แข่งขันมีชัยชนะต่อนักมวยสากล และมวยปล่ำทีมีชือเสียงเป็นจำนวนมาก
ค.ศ1953 ท่านได้นำคณะกลับญีปุ่นจัดการสู้กับวัวกระทิง ซึงมีเขาหน้า 4 นิวด้วยมือเปล่าเป็นครั้งแรกในโลก ตลอดชิวิตของท่านได้สู้กับวัว 52ตัว ในจำนวนนี้ 3 ตัวตายคาที 48ตัวถูกหักเขานอกจากนี้ท่านยังสามารถทำลายกระเบื่อง 30 แผ่น อิฐ 2 ก้อนใหญ่ ด้วยการฟันทีเดียวยังไม่มีผู้ใดลบสถิตนี้ได้แม้ทุกวันนี้

ท่านได้เผยแพร่คารเต้ จนถึงปี 1970 มีโรงฝึก 500โรง ในต่างประเทศต่างๆ กว่า 40ประเทศ
สำหรับประเทศญีปุ่น โรงฝึกแห่งแรกทีท่านตั้งขึ้นมาคือ เกียวกุชิน ไกกัน เปิดเมือ ค.ศ. 1955 และเมือ ปี 1964 เปิดโรงฝึก five -story โดยมีอดืตนายกรัฐมนตรี อีซากุ ซาโตะ เป็นประธานเกียรติยศ
ทางด้ายการพิ้มพ์หนังสือตำราเผยแพร์คาราเต้นั้น ค.ศ1958พิมพ์ what is karate 1965 this is karate 1970 Advanced karate พิมพ์ตามลำดับ
ค.ศ 1969 ได้จัดการแข่งขันคาราเต้ ที่กรุ่งโตเกียว มีผู้เข้า แข่งขัน จากประเทศต่างๆ มาร่วมด้วยจำนวนมาก

จากคาราเต้ ฉบับสมบูรณ์
พิมพ์โดย สนพ สุขภาพใจ ตุลาคม2531

เกร็ดเพิมเติม ชือภาษาญีปุ่นว่า โอยาม่า หมายถึงภูเขาทียิ่งใหญ่

เคียวคุชินไค แปลว่า ความจริงอันสูงสุด

แม้ว่าไม่มีสถิติทีชัดเจน แต่โอยาม่าได้ต่อสู่ไม่ต่ำกว่า 200ครั้งมีคู่ต้อสู้ กว่า 250 คนส่วนใหญ่สู้กับเขาได้ไม่เกิน 3 นาที่
ในปี1964ได้จัดตั้งสำนักคาราเต้และองค์กรคาราเต้สากล lko มีสาขากว่า120ประเทศ
โอยามา เสียชิวิต เมือปี1994 โดยมะเร็งปอด โดย ท่านไม่เคยสูบบุหรีเลย




 

Create Date : 03 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2549 17:21:35 น.
Counter : 3735 Pageviews.  

ประวัติศาสตร์ไทย "ซ่อม"ฉบับเก่าหรือ"สร้าง"ฉบับใหม่

คอลัมน์ สดจากประชาสังคม

ศรีนิตย์ ศรีอาภรณ์



ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสุวรรณภูมิพิพิธภัณฑ์ จัดเสวนา "ประวัติศาสตร์แห่งชาติ "ซ่อม" ฉบับเก่า "สร้าง" ฉบับใหม่" เปิดประเด็นการเสริมและสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อความสมบูรณ์ในการอธิบายถึงที่มาความเป็นชาติไทย

ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เสวนานำเรื่องประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ตอนหนึ่งว่า คำว่าประวัติศาสตร์แห่งชาติสร้างขึ้นเพื่อเป็นเรื่องเล่าร่วมกันของความเป็นมาของคนไทยทุกคน ในฐานะที่เป็นพลเมืองของชาติเดียวกัน ด้วยความทรงจำร่วมกันที่สร้างขึ้นใหม่นี้ สามารถเข้าไปแทนที่ความทรงจำของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งกลายเป็นพลเมืองของชาติไทยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกกลุ่ม และยิ่งเราค้นลึกลงไปมาก เราจะพบอดีตในสำนวนประวัติศาสตร์แห่งชาติซึ่งไม่ตรงตามข้อเท็จจริง หลักฐาน ไม่สามารถกลืนเอาข้อเท็จจริงจำนวนมากที่ไม่ลงร่องลงรอย จำเป็นต้องสร้างกระบวนการลืมแห่งชาติขึ้นควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ข้อเท็จจริงหายไป

บางครั้งถึงกับต้องปิดเอกสาร หรือทำให้เชื่อว่าการเปิดเผยข้อมูลบางเรื่องอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย อีกทั้งเราปฏิเสธไม่ได้ว่า รากฐานเนื้อหาประวัติศาสตร์แห่งชาติ สำนวนนี้มาจากสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พยายามให้เกิดความทรงจำร่วมกันกับรัฐชาติเกิดใหม่ที่กำลังสร้างชาติขึ้นมา เรียกว่าสยาม ให้ประชาชนมีความทรงจำร่วมกัน

ดร.นิธิกล่าวต่อว่า คำว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ศึกษาอยู่ ไม่สามารถอธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยเหตุผล การวิเคราะห์ เนื่องเพราะอดีตของชาติเป็นคำอธิบาย ผูกอยู่กับบุคคลสูงมาก บุคคลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่นับได้เป็นตัวบุคคล เป็นกระบวนการสลับซับซ้อนที่เรียกว่าโลกาภิวัฒน์ ซึ่งไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียวแต่เกิดจากกระบวนการ เช่นปัญหาในการพูดถึงเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ทำไมจึงผิดไปจากประวัติศาสตร์ที่แท้จริง มีเพียงเหตุผลเดียวที่ไม่ใช่ว่าเพราะกลัวคนจะทะเลาะกัน ซึ่งสำคัญน้อยกว่า การไม่มีกลไกมาอธิบายเหตุการณ์นี้ เป็นการอธิบายเชิงกระบวนการ

นอกจากนี้ประวัติศาสตร์ชาติจะต้องมีที่มา จากการรวมกันของคนหลากหลายกลุ่ม ประชาชาติต้องมีลักษณะรวบรวม ดึงความหลากหลายที่มีมาร่วมกัน ตรงกันข้ามปัจจุบันเรากลับมีลักษณะกีดกัน ไม่ให้ที่ยืนกับคนกลุ่มต่างๆ ซ้ำความทรงจำที่สร้างขึ้นในนามของประวัติศาสตร์แห่งชาติยังทำลายหรือเหยียดอัตลักษณ์คนบางกลุ่มให้ด้อยเกียรติภูมิอีกด้วย

ดร.นิธิกล่าวอีกว่า ประวัติศาสตร์แห่งชาติที่เหมาะสำหรับชาติไทยที่แท้จริง เป็นเรื่องจำเป็นที่นักวิชาการต้องร่วมมือกันสร้างขึ้นให้ตรงกับความเป็นจริงตามหลักฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สันติสุขและความเป็นเจ้าของชาติร่วมกัน ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็นที่อยากเสนอคือ การตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมด้วยเทคโนโลยี และการจัดการทางสังคมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และในแต่ละยุคสมัย รวมถึงสิ่งเชื่อมโยงผู้คนในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันให้เข้ามาสัมพันธ์กัน คือการแลกเปลี่ยนทั้งทางวัฒนธรรมและการค้า

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดความจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกัน โดยมีแกนกลางของประวัติศาสตร์แห่งชาติ ไล่เรียงตั้งแต่ การตั้งถิ่นฐานของผู้คนนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงยุคประวัติศาสตร์ตอนต้น การเข้ามาของอารยธรรมใหม่คืออินเดีย และจีน ความเปลี่ยนแปลงสำคัญนับแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา นับแต่การเข้ามาของพระพุทธศาสนาเถรวาท สำนักลังกา สำเภาจีน และการขยายตัวของภาษา มาจนถึงรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม กระทั่งกลายเป็นการปฏิวัติ 2475 และกำเนิดรัฐประชาชาติในทางทฤษฎี ยอมรับว่าอธิปไตยเป็นของทุกคน คนไทยเป็นเจ้าของชาติ

ด้านรศ.รัตติยา สาและ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ปัตตานี กล่าวว่า ถ้าเปรียบเป็นช่างตัดเสื้อ คิดว่าน่าจะตัดใหม่ดีกว่าซ่อม ในเมื่อเสื้อนั้นไม่พอดี จะฝืนเก็บไว้ทำไม จำเป็นต้องตัดส่วนไหนทิ้งก็ต้องทำเพื่อให้เสื้อนั้นมีคุณค่า นำมาใช้ประโยชน์ได้ ในเมื่อประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่บอกถึงอดีตสำคัญของชาติ การจะรักประวัติศาสตร์ต้องรู้จักประวัติศาสตร์ให้แน่ชัด จะทำอย่างไรในเมื่อตั้งแต่เด็กเราไม่เคยมีโอกาสรับรู้ความเป็นมาของเราจากหนังสือแบบเรียนของรัฐแม้แต่น้อย ไม่มีเรื่องราวของชนชาวมลายู

ด้านศ.ดร.ทวีศิลป์ สืบวัฒนะ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ทำอย่างไรที่จะให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้มีที่ยืนในประวัติศาสตร์ของชาติ ปัญหาคือเวลาบอกเล่าเรื่องราวในท้องถิ่น จะใช้เรื่องราวของประวัติศาสตร์ฉบับไหน เนื่องเพราะการใช้พงศาวดารมีเรื่องราวอ้างถึงไม่มาก ขณะที่ประวัติศาสตร์แต่ละฉบับก็เล่าเรื่องแตกต่างกัน หากเราอธิบายว่าคนมีความสัมพันธ์ ความร่วมมือจากจุดไหนไปจุดไหนให้เห็นภายใต้มิติเวลานั้น ความสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่ประวัติศาสตร์ของชาติน่าจะเก็บไว้ ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นภาค อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องของคนอยู่ทะเล หรืออยู่ภูเขา หรือคนลุ่มน้ำคิดอย่างไร พอเป็นเรื่องของตัวตน ขาดความลึก ทำให้มองไม่เห็นความสำคัญ ตัวอย่าง ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่อดีตเคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรม แต่ยุคสมัยหนึ่งกลับมีคนเสนอให้ใช้เป็นที่ทิ้งขยะ!!

หน้า 5<วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5805




 

Create Date : 22 ตุลาคม 2549    
Last Update : 22 ตุลาคม 2549 14:09:03 น.
Counter : 320 Pageviews.  

ความมั่นคงยงยืน ด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับใหม่

คอลัมน์ รายงานพิเศษ

สุจิตต์ วงษ์เทศ อ่านเรื่องเกี่ยวข้องเป็นรายละเอียดใน http://www.svbhumi.com e-mail : sv@bhumi.com



ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ใช้เป็นมาตรฐานทุกวันนี้ เริ่มมีขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดของสยามกำลังเผชิญหน้ากับมหาอำนาจตะวันตกล่าอาณานิคม ในแผ่นดินรัชกาลที่ 4

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ชี้ให้เห็นว่าต่อมาได้เจือปนกับประวัติศาสตร์อาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก จนทำให้เกิดประวัติเชื้อชาตินิยมตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้นมา

ฉะนั้น ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ใช้งานทุกวันนี้ จึงเป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติแบบอาณานิคม ล้าหลัง คลั่งชาติ ผลักดันยั่วยุให้วิวาทบาดหมางกับเพื่อนบ้าน และเหยียดคนในประเทศที่เป็นคนไทย แต่ชาติพันธุ์อื่น เช่น มลายู เป็นต้น

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิจัยเรื่องนี้ไว้นานแล้ว ได้บอกว่ารัชกาลที่ 5 ทรงมองเห็นปัญหาบางประการในประวัติศาสตร์แห่งชาติสำนวนที่ราชการใช้งานตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา (แล้วยังใช้อยู่ทุกวันนี้) ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของภาคกลางเท่านั้น จึงขาดความสืบเนื่องกับอดีตที่เกิดในภาคเหนือ อีสาน, ใต้, และรัฐมลายู โดยยังไม่นับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆอีกมากมาย และหลากหลาย

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยฉบับปัจจุบัน ตัดขาดจากประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิ(อุษาคเนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ราวกับว่าประเทศไทยเกิดขึ้นลอยๆ ตั้งอยู่โดดๆ ไม่มีเครือญาติ ไม่มีเพื่อนมิตรชิดใกล้ ฯลฯ ซึ่งไม่จริงเลย แต่มีพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีกระจายทั่วประเทศว่าความเป็นคนไทยมีบรรพชนเป็นคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิในสยามประเทศนี้ราว 3,000 ปีมาแล้วเป็นอย่างน้อย ฉะนั้นจึงเต็มไปด้วยเครือญาติเพื่อนมิตรชาติพันธุ์ต่างๆทั่วผืนแผ่นดินใหญ่สุวรรณภูมิในตระกูลมอญ-เขมร และหมู่เกาะในตระกูลชวา-มลายู ฯลฯ


คณะปฏิรูปฯ (คปค.) อย่าหลงมองความมั่นคงแค่เรื่องเศรษฐกิจการเมืองเพียงด้านเดียว ที่มีความผันผวนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางสังคมวัฒนธรรม ที่เป็นรากฐานลึกซึ้งให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจการเมืองอย่างยั่งยืนยาวนานเป็นหลักด้วย โดยสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติให้ทันสมัย

เบื้องต้นนี้ขอให้คณะปฏิรูปฯทำความเข้าใจให้ถ่องแท้เรื่องมาตุภูมิกับชาติภูมิ



ประวัติศาสตร์แห่งชาติ

ก็ต้องปฏิรูปให้เข้าร่องเข้ารอย

วิกฤติแห่งชาติ คือ วิวาทบาดหมางอย่างรุนแรง ผู้คนทั้งบ้านเมืองประเทศชาติขัดแย้งแตกแยกจนต่อไม่ติด และเข้ากันไม่ได้ ล้วนมีเหตุจากเศรษฐกิจการเมืองที่ไร้สำนึกประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมตั้งแต่ยุค"สงครามเย็น" หลัง พ.ศ. 2500 สืบจนปัจจุบัน

ประเทศไทยยุคสงครามเย็น มีประวัติศาสตร์แห่งชาติแบบอาณานิคม ที่งมงาย ล้าหลัง คลั่งชาติ จนถึงทุกวันนี้ ส่งผลให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทุกระดับ ตั้งแต่ครอบครัวและชุมชนจนถึงท้องถิ่นและประเทศชาติ

หากไม่เริ่มแก้ไขปฏิรูปประวัติศาสตร์แห่งชาติแบบอาณานิคมให้ค่อยๆ ลด ละ เลิก ความงมงาย ล้าหลัง คลั่งชาติ เสียตั้งแต่บัดนี้ ก็มองไม่เห็นช่องทางแก้ไขวิกฤติแห่งชาติให้เกิดความปรองดองอย่างยั่งยืนได้

หนทางแก้ไขประวัติศาสตร์แห่งชาติให้ใกล้เคียงความถูกต้องและทันสมัยเพื่อ"ปฏิรูป"การศึกษา การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ ฯลฯ มีหลายช่องหลายแนว แต่ช่องทางแนวทางง่ายที่สุดและปลอดภัยได้ผลมากกว่า คือเผยแพร่แบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างง่ายๆ ถึงร่องรอยและหลักฐานความเป็นมาทางภูมิสังคมวัฒนธรรมของผู้คนทุกชาติพันธุ์ในดินแดนประเทศไทย ตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว ที่ยังไม่เรียกตัวเองว่าคนไทย ต่อมาเรียกว่าชาวสยาม หลังจากนั้นถึงเรียกคนไทยสืบจนปัจจุบัน


ทุกฝ่ายต้องปฏิรูปตัวเองในเรื่องประวัติศาสตร์แห่งชาติ มิฉะนั้นการปฏิรูปที่ประกาศว่าเจตนาดีก็จะกลายเป็นตรงข้าม



ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

กับ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เขียนอธิบายเรื่อง"มาตุภูมิ" กับ"ชาติภูมิ"ฯ ไว้ใน มติชน (ฉบับวันศุกร์ที่ 29 กันยายน 2549) ตอนหนึ่งว่า ประวัติศาสตร์จึงมี 2 ระดับ คือ ระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คือประวัติศาสตร์สังคม ที่แสดงให้เห็นความเป็นมาของ ผู้คนในท้องถิ่นเดียวกันที่อาจมีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ก็ได้ แต่เมื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่ 2-3 ชั่วคนสืบลงไป ก็จะเกิดสำนึกร่วมขึ้นเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกัน มีจารีต ขนบ ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อและกติกาในทางเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน โดยมีพื้นฐานทางความเชื่อและศีลธรรมเดียวกัน เช่น

ท้องถิ่นดงศรีมหาโพธิ์ ในอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี มีความเป็นมาทางชาติพันธุ์ต่างกัน คือมีทั้งมอญ เขมร ลาว เจ๊ก ฯลฯ แต่มีสำนึกความเป็นคนศรีมหาโพธิ์หรือศรี มโหสถร่วมกัน

ประวัติศาสตร์แห่งชาติ คือประวัติศาสตร์สังคมที่แสดงให้เห็นความเป็นมาของผู้คนในประเทศเดียวกัน

เหนือระดับท้องถิ่นอันหลากหลายก็เป็นพื้นที่หรือแผ่นดินที่เป็นประเทศชาติ เช่น ดินแดนประเทศไทยเรียกว่าสยามประเทศ มีประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจที่ยึดโยงผู้คนในระดับท้องถิ่นที่หลากหลายให้รวมเป็นพวกเดียวกัน เช่น มีภาษากลางร่วมกัน มีระบบความเชื่อและประเพณีพิธีกรรมเดียวกัน มีสถาบันพระมหากษัตริย์และการปกครองร่วมกัน เป็นต้น

ทั้งหมดนี้หล่อหลอมและผลักดันให้คนในดินแดนสยามสมมุติชื่อเรียกตนเองอย่างหลวมๆ ว่า คนไทย เริ่มมีหลักฐานตั้งแต่สมัยอยุธยา ฉะนั้นคนไทยเป็นชื่อรวมของคนในระดับชาติภูมิ

ประวัติศาสตร์ชาติภูมิ กลายเป็นประวัติศาสตร์รัฐชาติ หรือประวัติศาสตร์แห่งชาติ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ลงมา ต่อมาได้เจือปนกับประวัติศาสตร์อาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก จนทำให้เกิดประวัติศาสตร์เชื้อชาตินิยม (race) ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นต้นมา

การมองคนไทยในลักษณะของความเป็นเลิศทางกรรมพันธุ์ ได้ทำลายความเป็นคนไทยที่เป็นชื่อสมมุติท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ต่างๆในประเทศไทยให้หมดไป จึงเป็นช่องทางให้เกิดกลุ่มผลประโยชน์ใช้อ้างอิงเพื่อความชอบธรรมในการปกครอง แล้วใช้ทำลายความสัมพันธ์ของคน ทั้งคนภายในประเทศไทยและคนภายนอกคือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร เวียดนาม และมลายู สืบมาจนทุกวันนี้

เพราะถ้ามองจากประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแล้ว คนที่อยู่ในประเทศปัจจุบันแยกไม่ออกจากบรรดาชาติพันธุ์ของผู้คนต่างๆในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร เวียดนาม และ มาเลเซีย ฯลฯ




 

Create Date : 30 กันยายน 2549    
Last Update : 30 กันยายน 2549 19:30:47 น.
Counter : 268 Pageviews.  

ในทัศนะของข้าพเจ้า ความคิดสร้างสรรณ์ และการอนุรักษ


ผมชอบจาหลาย อย่างแต่ ชอบทีสุดคือ จาทำสิ้งเก่าให้เป็นสิ่งใหม่ http://www.youtube.com/watch?v=a8xTMBta-Bw&mode=related&search=
อย่างแจกสุพรรณ์หงศ์ จาเอาแม่ไม้มวยไทยมาโชว์ กับอ.จ.พิเชษ กลินชืน (โขนสมัยใหม่คนทีเล่นเป็นเบจกายทีเสกมันยืนคร่อมอะ)โดยจับ เอาความงดงามของแม่มวยไทย มาร้อย เรืยงขึ้นมาใหม่ เป็นเรืองราว ทีไม่ต้องตีความ แต่ งาม จับใจ มีกระโดด ตี รังกา กระทืบเท้าแสดงความดุดั้นว่ากรูนี้ไม่ธรรม แต่ มีอ่อนช้อย เหมือนบัลเร่ใสท่าโขนให้ดูขลั้ง พูดง่ายๆ งานแสดงของ จา ครบทุกรส(สร้างจิตนาการและแรงบัลดาลใจให้ไม่รู้จบ เฮ้ยมวยไทยทำอย่างนี้ได้ด้วยหรือ)
ถ้ามัน แซปอย่างนี้ ใครว่าไม่ ไทย ฟะ วิจาณ์ว่าเขาทำไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่ใช้หนังไทยเหมือนฮองกง
หรือว่าไม่รู้จักแยกแยะหรืออย่างไรว่าอะไรแสดง อะไรเรืองจริง โอ้ย ฟันมือผิด เชือกก็ผิด มันนึกว่านี้มันหนังสารคดี ไอ้ทีพัน มันพันแบบจา แบบหนังมันผิดตรงไหน
อย่าให้มันทำมาบางแล้วกัน อะไรหลุดออกมา จะวิจาณ์ มัน 7วัน7คืนเลย

คนเรา จะทำสิงใหม่ ได้ ดี มันต้องแตกฉานเรืองสิ่งเก่า เพราะ จะหยิบจับสิ่งเก่า มาทำใหม่ มันเป็นเรืองหมินเมต่อ ความรู้สึกของคน เพราะเขาจะทำอะไร เขาต้อง ดู "กติกา" ของสิ่งเก่ามีอะไรบาง เขาต้องเคราพ ไม่งั้นมีสิทธิโดนด่าได้ว่าหมินครู จา หยิบจับ อะไรใหม่ แสดงว่าเขาต้องรู้แล้วว่าทำอะไร ไม่หมิ่นครู แต่เป็นการเคราพต่อครูทำอย่างนี้ ครูไม่ว่าแน่ ผมคิดในใจโอโฮ้ จา สร้างแรงบรรดาลในมากเลยนะ ทำให้คนอยากเรียนรู้สิ่งเก่า เพราะของไทยมันไม่เชย การอนุรักษณ์ทีแท้จิงจึงเกิดขึ้น เพราะ คนเขารู้ว่า "ของโบราณ" แต่ "ไม่ล้าสมัย"เอามาหยิบจับอะไร โชว์ชาวโลก ได้อีกเยอะ ถ้าเพียงแค่เราเขาใจ กติการ ของสิ้งเก่า ว่าทำอะไรได้อะไรทำไม่ได้ ไม่ใช้"บางคน" ใครทำสิ่งใหม่ โอ๊ย ตีอกชกตัว ว่ามันไม่ใช้มวยไทยโบราณ ของโบราณมันไม่มี มวยคชสารมันไม่มี จาพันมือผิด คิดได้แต่เรือง กระฬี!!

ถามว่าจาทำผิดกติการอะไรไหม ก็เปล่า ไอ้ที กลัว จิง ๆ คือ ความคิดสร้างสรรณ์ จะมาทำลาย เก่า กัวมีไม่คนสืบทอดแนวความคิดเก่า กลัวว่า คนจะโดดไปทำสิ่งใหม่หมด เพราะ "บางคน" รู้สึก"แปลกๆ"กับคนทีเป็นตัวเอง เพราะ"บางคน"ทั้งชิวิต ไม่มีใคร สอนให้รู้จักการเป็นตัวเอง ทั้งชิวิต เพราะครู "บางคน"สอนแบบ ต้องเชือ ต้องฟังและห้ามคิดทำอะไร นอกเหนือจากครูบอกถือว่าผิดครู เพราะถ้าทำตัวไม่เรียบร้อย เดียวครูไม่รัก(ย้ำอีกทีแค่บางคน)
"บางคน"ถูก ครูทีอยู่และ ตายไปแล้ว ครอบงำอยู่ ทั้งทีตัวเอง อยู่กับความจิงมากกว่าคนทีจากไป แต่คนทีจากไป มีอิทธิพลมากกว่าคนทีอยู่เสียอีก คนพวกนี้ กลัวครูทีจากไปแล้วมาก กว่า คนทีอยู่ซะอีก

ถ้า "รักครูจริงแต่ต้องแยกแยะ" ไม่ใช้ถูกกติกาครอบงำตลอดชิวิต กติกามันไม่เคยถูกสอนให้คุณมีอิสระ ให้มีความคิดสร้างสรรณ ก็บอกตัวเองได้และ ว่าต้องอยู่กับความเป็นจริง ไม่ใช้หลงกติกาแบบเก่าๆแล้ว มันบอกว่ามันดีอยู่ มันดี อยู่ กติการเก่าผมบอก ว่ามันดีจริงผมยอมรับ แต่สำหรับผม มันต้องดีกว่านี้เรือย ๆ คุณต้องรู้จัก สร้างความไม่พึงพอใจ ซิมันจะจุดประกาย ให้คุณมีความคิดสร้างสรรณ์ ถ้าคุณยังพอใจคำตอบสำเร็จรูปเดิมๆ ทีคน รุ่น ก่อน สอนเอาไว้ เป็นมนุษญ์ อิฐบล็อกเดินได้ ผมบอกได้เลย ชิวิต สิ่งทียึดถือมันได้เสือมสลาย ก่อน คุณจะตายเสียอีก ความรู้ในวิชาจะลดๆลงไปเรือยในรุ่นต่อๆไป ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรณ์ ถ้ามันหายไป หนึง คุณสร้าง มาอีก10เป็น100ถามจริงๆเห่ะ ถ้าทำอย่างนี้ พันปีมันยังอยู่ไหม





 

Create Date : 21 กันยายน 2549    
Last Update : 21 กันยายน 2549 22:04:30 น.
Counter : 182 Pageviews.  

ใน ทัศนะของข้าพ การศึกษาทีแท้จริง

ศิลปศาสตร์การอ่านใจคน ก็เป็นศาสตร์ทีสำคัญอย่างหนึงของการต่อสู้ การทีได้สังเกตุ จา จับปากกาอย่างไงท่าทีสบายแค่ไหน เซ้นมือซ้ายมือขวาท่าทีต่อทีเพลอต่อนไม่ออกกล้อง เป็นอย่างไง มันทำให้ผมท้ายได้หลายอย่างว่าลักษณะนิสัยนอกจอในจอต่างกันอย่างไรและการทีเราจะวิเคราะคนอืนได้นั้น เราต้องเริมวิเคราะตัวเองเสียก่อนต้องเขาใจตัวเอง ถึงจะเขาใจคนอื่นได้ดี และไม่ใครเป็นครูเราได้นอกจากตัวเราเอง มันตัวคุณเองทีมีทุกข์เศรา หมอง เสียใจมีความสุข ความกลัว ความเป็นความตาย สมาธิหรือการหลุดพ้น ไม่มีใครสามารถบอกท่านได้เลย คนอื่นๆๆอาจอธิบายได้ ครูอาจอธิบายได้ แต่คำอธิบายเหล่านั้นอาจผิดพลาด และไม่จริงได้ไหม
ดั้งนั้นเมือเราเกิดความสงสัยและตังคำถามจึงเป็นการดี เพราะเป็นโอกาสทีทานจะได้คนหาด้วยตัวเองว่าท่านต้องการครู หรือ ไม่ สิ่งทีสำคัญคือ พยามเป็นแสงสว่างให้แก่ตัวเองพยามเป็นศาสดาให้แก่ตัวเอง และเป็นสาวกด้วยตัวเอง พยามเป็นทั้งครูและนักเรียนให้แก่ตัวเอง การเรียนรู้ทีแท้จะไม่ต้องการครู ครูจะเกิดขึ้นแก่ท่าน เมื่อท่านหยุดการเรียนรู้ และหยุดทำความเข้าใจกระแสชีวิตทั้งหมดต่างหาก
ครูมิใช้ศูณกลางของความรู้ ทังหมดเพราะท่านไม่ส่ามารถอธิบายได้ทั้งหมดว่าชิวิต คืออะไร เพราะเขาไม่ใช้ท่าน และก็ไม่สามารถอยู่กับท่านได้ตลอด ความจริงครูกับของท่านจึงแตกต่างกัน ครูทีดีต้องปลอดปล่อยให้ท่านเป็นตัวของท่านเอง เป็นตัวเองทีไม่เหมือนใคร ไม่ใช้ให้เหมือนผู้สอน ไม่ใช้ให้ผู้สอนเป็นอย่างไร ท่านก็ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นมนุษย อิฐบล็อกอย่างนั้นไม่เอา

ในประวัติศาสตร์ นักสู้ทีเก่ง ๆ ทีแถบไม่มีครูเลย แต่ก็เอาตัวรอดจนกระทั้ง แก่ตาย ได้ ก็มี 2ท่านทีนึกออก คนแรกก็นีเลย ขวัญใจนักอ่านไม่ควรพลาด " มูซาชิ " ประวัตศาสตร์เขาไม่สังกัด สำนักไหนเลยนอกจากกองทัพ เขาฝึกฝนด้วยตัวเอง และอ่านคนขาด สู้ แต่เมือรู้ ตัวเองว่าชนะ!!

อีกคน คือ อาโอยามา นักคาราเต้ เชือสายเกาหลี เขาคลั้งการดำเนินชิวิตแบบมูชาซิ เขาไม่ได้สังกัดสำนักไหนเลย เหมือนกันฝึกด้วยตัวเอง(เก็บตัวบนภูเขาเป็นปี จนคนเขียนกระตูนเอามาล้อเลียนบ่อยๆ) ประลอง ต่อเมือรู้ตัวเองว่าชนะ ถูกตำหนิว่าไม่ใช้คาราเต้ แต่ขอโทษ ลูกศิษทั้งโลกมีเป็นล้านคน เออทำไม่คนเอาตัวรอดมาได้ละ เขาไม่เห็นต้องมีครูเลย แสดงว่าชิวิตเขาไม่ได้ขาด"การศึกษาทีแท้จริง"


สรุป
ครูทีแท้จริงต้องสอนให้ท่านเป็นคนสมบูรณ์แบบนั้นคือการเป็นตัวเอง เพราะยิงคุณรู้จักตัวเองได้มากเท่าไรคุณยิงควบคุณตัวเองได้มากเท่านั้นครับ




 

Create Date : 21 กันยายน 2549    
Last Update : 21 กันยายน 2549 22:03:11 น.
Counter : 217 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.