Group Blog
 
All Blogs
 
ผู้พิทักษ์ความเป็นไทย และผู้ทรงภูมิเพี้ยนๆ

อลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




ความเป็นไทยไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของกาละและเทศะ

"ความเป็นไทย" เป็นทั้งเครื่องมือเอาเปรียบเบียดเบียนและกำจัดฝ่ายตรงข้าม กับเป็นทั้งหลุมหลบภัยหรือเกราะกำบังจากความเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ และไม่กล้าเผชิญหน้าความเปลี่ยนแปลงนั้น

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนเรื่อง แปล-ปรับ-เปลี่ยน ในมติชนสุดสัปดาห์ แล้วสรุปตอนท้ายบอกอาการฟูมฟายถึงความเป็นไทยจากภาษาไทยว่า

"ภาษาอังกฤษถูกจับจองเป็นสมบัติของผู้ดีไทยอย่างเหนียวแน่น เพราะภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแผนใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้คนนอกกลุ่มผู้ดีได้รับอย่างเท่าเทียม ภาษาอังกฤษในประเทศไทยจึงผูกพันอยู่กับผู้ได้เปรียบในระบบอย่างมาก

นักแปลหรือตัวกรองก็ถูกคัดเลือกออกมาจากกลุ่มนี้ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม นักแปลได้กรองให้ภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยแล้วเป็นภาษาที่เซื่องลง ในขณะเดียวกันก็พยายามกักกันภาษาอังกฤษในเมืองไทยไว้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการประกอบอาชีพ (นับตั้งแต่เป็นไก๊ด์ไปจนถึงอ่านตำราฝรั่งออก) แต่ไม่ใช่สื่อสำหรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ, สังคม, วัฒนธรรม และการเมือง

สถานการณ์ดังกล่าวนี้เริ่มเปลี่ยนไปนับตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่ออิทธิพลอเมริกาเข้ามาแทนที่อิทธิพลอังกฤษ มีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้สังกัดกลุ่มชนชั้นนำจำนวนมากที่ได้เรียนภาษาอังกฤษ หรือรู้ภาษาอังกฤษอย่างดี คนเหล่านี้เป็นผู้ "แปล" แนวคิดในภาษาอังกฤษออกเป็นไทย ทั้งในรูปภาษาหรือพฤติกรรมและระบบค่านิยม

เครื่องกรองภาษาอังกฤษที่ครั้งหนึ่งเป็นของผู้ดีเท่านั้น ถูกคนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่ "ผู้ดี" แย่งไปใช้ อันทำให้สิ่งที่ไหลเข้ามาสู่สังคมไทยผ่านภาษาอังกฤษไม่ได้ถูกกรองด้วยวิธีเก่า สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกรองไว้ในการแปล กลับไหลเข้ามาโดยไม่ได้กรอง

คำที่ไม่เคยมีในภาษาไทยถูกสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้ปลอดพ้นจากความหมายเก่า เช่น "ชายขอบ", "โครงสร้าง", "พื้นที่", "สมัชชา", "กระบวนทรรศน์" ฯลฯ

หลุมหลบภัยจากความเปลี่ยนแปลงที่คุมไม่ได้ของ "ผู้ดี" ในกระทรวงวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัย, สื่อ และคณะรัฐประหาร จึงเหลืออยู่ที่เดียวคือภาษาไทยตามแบบแผนประเพณี และนั่นคือกระแสของการฟื้นฟูอนุรักษ์ภาษาไทยที่เราได้ยินหนาหูขึ้นในระยะสอง-สามทศวรรษที่ผ่านมา"

แต่เมื่อเขียนเรื่อง ชื่อเล่นจริงๆ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ สรุปตอนท้ายว่า "ความเป็นไทย" (หากมีสิ่งนี้อยู่จริง) ย่อมเป็นสังขตธรรม จึงตกอยู่ภายใต้อานุภาพของพระไตรลักษณ์ หาความเที่ยงแท้ไม่ได้ หาความคงทนถาวรไม่ได้ หาความเป็นแก่นสารตัวตนไม่ได้ "ความเป็นไทย" (หากมีสิ่งนี้อยู่จริง) จึงแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ตลอดมาไม่เคยหยุดนิ่ง

"น่าเสียดายที่เรามีกระทรวงวัฒนธรรมเพียงเพื่อตราให้ความเขลา, ความล้าสมัย, ความสมยอม, ความสยบยอม คือ "ความเป็นไทย" อย่างสถิตสถาพร กระทรวงวัฒนธรรมจึงเป็นเพียงเครื่องมือแห่งอำนาจที่ฉ้อฉล ซ้ำร้ายกว่านั้นยังเป็นเครื่องมือที่น่าหัวแก่คนไทยทั่วไปเสียด้วย"

ช่องทางแก้ไขให้งานวัฒนธรรมของราชการไม่กลายเป็นขอนไม้ลอยเท้งเต้งกลางห้วงมหรรณพ ก็คือราชการต้องเลิกทำตัวเป็นผู้พิทักษ์สิ่งทั้งหลาย แล้วหันกลับมาร่วมกันแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะไปพร้อมกัน โดยไม่หลงตนเป็นผู้ทรงภูมิอย่างเพี้ยนๆ เลอะเทอะ

หน้า 34




Create Date : 29 กันยายน 2550
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:18:59 น. 0 comments
Counter : 169 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.