Group Blog
 
All Blogs
 

ภาคเหนือตอนล่าง ไม่ถูก ภาคกลางตอนบน ไม่ผิด

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ



สมเด็จพระรามาธิบดี หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนามตามนิทานตำนานว่า "พระเจ้าอู่ทอง" เป็นพระราชาครองกรุงศรีอยุธยา ร่วมยุคสมัยเดียวกับพระมหาธรรมราชา หรือ "พญาลิไท" เป็นพระราชาครองกรุงสุโขทัย

นอกจากเป็นพระราชาคนละรัฐ แต่ร่วมยุคสมัยกันแล้ว ยังเป็นเครือญาติ ที่ขัดแย้งกันเองด้วย มีร่องรอยในตำนานและพงศาวดารกับมีพยานในศิลาจารึกว่าพระเจ้าอู่ทองส่งกองทัพจากอยุธยา-สุพรรณภูมิ ขึ้นไปยึดเมืองพิษณุโลกและยึดรัฐสุโขทัยได้หมด แล้วลดฐานะของพญาลิไทลงจากพระราชาให้เป็นเจ้านายปกติ ไม่มีอำนาจ แถมยังถูกควบคุมอยู่ในพื้นที่จำกัด
แผนที่แสดงบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนที่รัฐสุโขทัยกับตอนล่างที่รัฐกรุงศรีอยุธยา เป็นผืนเดียวกัน




พยานหลักฐานดังกล่าวที่ยกมาเล่าไว้นี้ แสดงว่ากรุงศรีอยุธยากับกรุงสุโขทัยเป็นรัฐเครือญาติที่มีอำนาจเติบโตขึ้นร่วมยุคสมัยกัน ฉะนั้น ตำราเก่าที่ "ถูกสร้างให้จำ" ก็ไม่ถูกต้อง เพราะบอกว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก เมื่อสุโขทัยล่มสลายแล้วถึงเกิดมีกรุงศรีอยุธยาตามมาทีหลัง ซึ่งผิด

อยุธยากับสุโขทัย เป็นรัฐเครือญาติพี่น้องที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน แต่ก็เป็นรัฐคู่ขัดแย้งทางการเมืองไปพร้อมกันด้วย (ทำนองพี่น้องทะเลาะกันเพราะแย่งสมบัติมรดกปู่ย่าตายายและของพ่อแม่) เพราะต่างก็มีข้อดี-ข้อด้อยดังนี้

อยุธยา มีอ่าวออกทะเลสมุทรเป็นเส้นทางคมนาคมเชื่อมการค้าโลกสะดวก แต่ไม่มีทรัพยากรมั่งคั่งด้วยของป่าจากลุ่มน้ำโขง

สุโขทัย มีทรัพยากรของป่ามั่งคั่ง เชื่อมโยงถึงลุ่มน้ำโขง แต่ไม่มีทางออกทะเลสมุทร จึงมีอุปสรรคเชื่อมการค้าโลก

ด้วยความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้อยุธยาต้องพยายามยึดครองควบคุมสุโขทัย เพื่อเป็นเจ้าของทรัพยากรดินแดนลุ่มน้ำน่าน-ยม-ปิง ที่เรียกเมืองเหนือหรือเมืองบน (ในกำสรวลสมุทร) ในที่สุด ก็ยึดได้หมด แล้วถูกผนวกเข้าเป็นดินแดนของอยุธยาราวหลัง พ.ศ.1900 แต่หลังจากนั้นราว 100 ปี เจ้านายสุโขทัย (คือสมเด็จพระมหาธรรมราชา) ก็ยึดครองอยุธยาได้

บริเวณลุ่มน้ำน่าน-ยม-ปิง หรือดินแดนรัฐสุโขทัย เป็นส่วนหนึ่งของรัฐอยุธยาที่อยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ตอนล่าง) แต่อยุธยาเรียกพิษณุโลก-สุโขทัยว่า เมืองเหนือ หรือเมืองบน เพราะอยู่ลุ่มน้ำตอนบน (ของอยุธยา) จึงควรเรียกบริเวณนี้ว่าภาคกลางตอนบน ไม่ใช่ภาคเหนือตอนล่าง เพราะสภาพภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาคเหนือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาคกลางที่กรุงศรีอยุธยา

หน้า 34




 

Create Date : 04 มกราคม 2551    
Last Update : 1 กันยายน 2553 10:33:46 น.
Counter : 267 Pageviews.  

พลิกประวัติศาสตร์แคว้นสุโขทัย แล้วชำระประวัติศาสตร์ไทย ตามหลักฐานจริงๆ เสียทีเถอะ

วันที่ 04 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10891

คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม






วัดมหาธาตุ ศูนย์กลางของรัฐสุโขทัย


ปรับปรุงจากบทนำหนังสือพลิกประวัติศาสตร์แคว้นสุโขทัย รวมบทความทางวิชาการของ นักวิชาการหลายท่าน เช่น รศ. ดร.ธิดา สาระยา, รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม, ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์, ฯลฯ, สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2540

จนถึงทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยของทางราชการยังยึดถืออย่างมั่นคงว่า ถิ่นกำเนิดของคนไทยอยู่ทางทิศเหนือขึ้นไปตั้งแต่เทือกเขาอัลไตถึงอาณาจักรน่านเจ้า เหตุที่ต้องอพยพหนีลงมาจากน่านเจ้าเพราะถูกกองทัพจีนรุกราน เมื่อเข้ามาถึงดินแดนประเทศไทยทุกวันนี้คนไทยต้องตกเป็นทาสเขมรกับมอญก่อน ภายหลังจึง "ปลดแอก" จากเขมร แล้วสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทยเมื่อราว พ.ศ.1800 ประวัติศาสตร์ไทยอย่างนี้ยังเผยแพร่ทั่วไปทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียนแล้วบังคับให้เชื่อถืออย่างศิโรราบ

แต่น่าเสียดายที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีไม่สนับสนุนให้เชื่อถือตามที่ทางราชการของประเทศไทยเผยแพร่ได้เพราะ

ประการแรก อาณาจักรน่านเจ้าไม่ใช่ของคนพูดภาษาตระกูลไทย แต่เป็นของกลุ่มชนพื้นเมืองที่พูดภาษาตระกูลอื่นๆ เช่น จีน-ทิเบต หรือพม่า-ทิเบต ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณนั้นมาแต่ดั้งเดิม ถ้าจะมีคนพูดภาษาตระกูลไทยอยู่บ้างก็เป็นพวกที่อยู่ตามพรมแดนแล้วถูกต้อนไปเป็นข้าทาสใช้แรงงานซึ่งมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ประการที่สอง กองทัพจีนยึดอาณาจักรน่านเจ้าได้เมื่อราว พ.ศ.1797 มีจารึกที่น่านเจ้าระบุว่า ฝ่ายจีนตั้งเชื้อสายเดิมให้เป็นเจ้าปกครองบ้านเมืองต่อไปในชื่ออาณาจักรต้าหลี่สืบเนื่องต่อมาอีกนาน ถ้าหากคนไทยหนีจากอาณาจักรน่านเจ้าลงมาจริงก็ไม่น่าจะผ่านดินแดนอาณาจักร

คุนหมิงที่เมืองคุนหมิงลงมาได้ และไม่น่าจะผ่านดินแดนโยนกบริเวณเชียงราย-พะเยา สมัยโบราณที่กลุ่มชนใหญ่ปกครองตนเป็นอิสระมาได้อีก และถึงจะผ่านมาได้ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างแคว้นสุโขทัยได้ในปี พ.ศ.1800 ซึ่งหลังจากอาณาจักรน่านเจ้าแตกเพียง 3 ปีเท่านั้น ฟังแล้วเป็นเรื่องตลกมากกว่า

ประการที่สาม ถ้าคนไทยที่อพยพลงมาจากน่านเจ้าแล้วมาสร้างกรุงสุโขทัยจริงๆ ทำไมศิลาจารึกสมัยสุโขทัยซึ่งมีหลายหลักไม่เคยเอ่ยถึงอาณาจักรน่านเจ้าเลย ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่น่าสงสัยก็ยังไม่พูดถึงบ้านเมืองเดิมที่ยิ่งใหญ่อย่างอาณาจักรน่านเจ้า

กล่าวโดยสรุปแล้ว เรื่องเทือกเขาอัลไตกับเรื่องน่านเจ้า เป็น "นิยายอิงประวัติศาสตร์" ที่สังคมไทยยุคที่ถูกปกครองโดย "เผด็จการคลั่งชาติ" ใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองเท่านั้น ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อ แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าคิด ว่าทำไมพวกเผด็จการต้องเขียนประวัติศาสตร์ไทยอย่างนั้น? ประวัติศาสตร์อย่างนั้นช่วยให้ปกครองประชาชนได้มากน้อยขนาดไหน? แล้วส่งผลร้ายต่อสังคมไทยอย่างไรบ้างทั้งในยุคนั้นและยุคนี้?

แต่ก็ยังมีคำถามว่าถ้าเช่นนั้น คนไทยมาจากไหน

คำอธิบายเรื่องนี้ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจผู้คนชนเผ่าในภูมิภาคอุษาคเนย์สมัยโบราณ
แผนที่ประเทศไทยแสดงพื้นที่ภาคกลาง ที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา






คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์

บริเวณที่เป็นภาคใต้ของประเทศจีนทุกวันนี้ สมัยโบราณไม่ใช่ดินแดนจีน เพราะเอกสารจีนโบราณหลายฉบับระบุตรงกันว่า เป็นถิ่นฐานของพวก "ป่าเถื่อน" มากมายหลายเผ่าพันธุ์ รวมทั้งพวกพูดตระกูลภาษไทยด้วย

จดหมายเหตุ "หมานซู" ของฝันฉัว แต่งเป็นภาษาจีน เมื่อ พ.ศ.1410 มีความโดยสรุปว่า ตั้งแต่บริเวณมณฑลยูนนานลงมาถึงภูมิภาคอุษาคเนย์ปัจจุบัน ถือเป็นดินแดนเดียวกันของพวกหมาน ไม่ใช่ของพวกจีนหรือฮั่นที่เพิ่งขยายอำนาจลงมาครอบงำปราบปราม แล้วผนวกเอาผู้คนและดินแดนไปเป็นของจีนในสมัยหลังๆ

หมาน-เป็นชื่อโบราณที่จีนใช้เรียกมานานกว่า 2,000 ปีแล้ว หมายถึงชนชาติต่างๆ ทั้งหลายที่ไม่ใช่จีนหรือฮั่น และล้วนอยู่ทางถิ่นใต้ คือตั้งแต่มณฑลยูนนาน ทุกวันนี้จนถึงฝั่งทะเลของอุษาคเนย์โดยไม่ระบุเผ่าพันธุ์ และมักมีความหมายดูถูกว่าเป็นพวก "ป่าเถื่อน"

บริเวณภาคใต้ของจีนตั้งแต่มณฑลยูนนานและดินแดนใกล้เคียงกับบริเวณที่เป็นอุษาคเนย์ มีรูปแบบทางวัฒนธรรมเกี่ยวข้องกันมาช้านานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์โดยเฉพาะยุคโลหะตอนปลายที่พบโบราณวัตถุทำด้วยสำริดมีรูปแบบคล้ายคลึงกัน เช่น กลองทองหรือมโหระทึก แสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อไปมาหาสู่กันทั้งทางบกและทางทะเล

สรุปว่า บริเวณภาคใต้ของจีนนับตั้งแต่มณฑลยูนนาน รวมทั้งดินแดนใกล้เคียง เช่น มณฑลกวางสีกับมณฑลกวางตุ้ง ต้องนับเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค "อุษาคเนย์สมัยโบราณ" ที่มีดินแดนประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านรวมอยู่ด้วย

และเป็นที่รู้ว่า "ชนชาติไทย" ก็คือพวกพูดตระกูลภาษาไทยที่ถูกจัดเป็นพวก "ป่าเถื่อน" พวกหนึ่งอยู่ในภูมิภาคนี้มาแต่โบราณด้วย ฉะนั้น "ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย" จึงไม่ได้มีขอบเขตจำกัดอยู่ใน "กรอบ" ทางประวัติศาสตร์ของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีอาณาบริเวณกว้างขวางแผ่ไพศาลจนเป็นส่วนหนึ่งของ "ประวัติศาสตร์ภูมิภาคอุษาคเนย์สมัยโบราณ"

ภูมิภาคอุษาคเนย์สมัยโบราณ นับตั้งแต่มณฑลยูนนานและดินแดนใกล้เคียงลงมาถึงชายทะเลเป็นถิ่นฐานของชนเผ่า "ร้อยจำพวก" หรือ "ร้อยพ่อพันแม่" หมายถึงมีจำนวนมากเป็นร้อยๆ เผ่าพันธุ์จนนับไม่ถ้วน มีทั้งพวกมอญ-เขมร พูดพม่า-ทิเบต หรือจีน-ทิเบต พูดม้ง-เย้า พูดไทย-ลาว หรือจ้วง-ต้ง และ ฯลฯ

เอกสารจีนโบราณเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว เรียกรวมๆ พวกนี้ว่า "ไป่เยะ" แปลว่า "เยะร้อยเผ่า" หรือ "เยะร้อยจำพวก" หรือ "เยะร้อยพ่อพันแม่" นั่นเอง

จะเห็นว่าถิ่นฐานของชนชาติไทยกระจายอยู่ตามลุ่มน้ำสำคัญทางตอนใต้ของจีน หรือทางตอนเหนือของภูมิภาคอุษาคเนย์ แล้วเคลื่อนย้ายไปมาผสมกลมกลืนกับกลุ่มชนพื้นเมือง

แต่การ "เคลื่อนย้าย" ไม่ใช่ "อพยพ" แบบถอนรากถอนโคนจากที่เดิมสู่ที่ใหม่ หากเป็นเพียงการเคลื่อนย้ายของผู้คนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังกระจัดกระจายอยู่ที่เดิม

ถิ่นฐานของชนชาติไทยกระจายอยู่ใกล้แหล่งอารยธรรมดั้งเดิมของภูมิภาคอุษาคเนย์สำริด-เหล็ก ทางภาคใต้ของจีนปัจจุบัน และเป็นอารยธรรมร่วมกับคนอีกหลายชนชาติที่มีหลักแหล่งในที่ราบลุ่มเดียวกัน



ฉะนั้น ร่องรอยทางวัฒนธรรมที่พบตามแหล่งต่างๆ จึงไม่ใช่ของชนชาติไทยเท่านั้น หากเป็นของคนหลายชนชาติ แต่มีชนชาติไทยเป็นกลุ่มใหญ่เพราะตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่กว้างขวางรวมอยู่ด้วย ทำให้มีการยอมรับ "ภาษาไทย" ของชนชาติไทย ที่ไม่ซับซ้อนและอ่อนไหวต่อความเปลี่ยนแปลง จึงมีศักยภาพเป็นภาษาในการสื่อสาร

คนหลายชนชาติที่ใช้ภาษาในการสื่อสารเหล่านี้ ต่อมาถูกเรียกจากคนกลุ่มอื่นว่า "สยาม" เมื่อเคลื่อนย้ายมาประสมกลมกลืนกับคนพื้นเมืองแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คนทั้งหมดที่สื่อสารกันด้วยภาษาไทยจึงถูกเหมารวมเรียกว่า "สยาม" ไปด้วย และในทางกลับกันพวกสยามที่ประกอบด้วยคนหลายเผ่าพันธุ์ก็ถูกเรียกว่า "ไทย" เพราะพูดจาสื่อสารด้วยภาษาไทย

ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ไทยสยาม" เพื่อให้แตกต่างจาก "ไทยน้อย" และ "ไทยใหญ่" เพราะในระยะเริ่มแรกพวก "ไทยสยาม" คงเป็นชนชาติไทยพวกเดียวกับ "ไทยน้อย" และ "ไทยใหญ่" แต่เมื่อประสมกลมกลืนกับบรรดาชนเผ่าและชนชาติพื้นเมืองดั้งเดิมกับพวกอื่นๆ ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาใหม่แล้ว พวก "ไทยสยาม" จึงแตกต่างจาก "ไทยน้อย" และ "ไทยใหญ่"

แม้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะชนชั้นสูงและชนชั้นปกครองจะเรียกตนเองว่า "คนไทย" โดยมี "ภาษาไทย" เป็นภาษาสำคัญเพื่อการสื่อสารภายในประเทศ แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้ทึกทักว่าคนทั้งหมดของประเทศเป็น "คนไทย" และบ้านเมืองเป็น "ประเทศไทย" หากยังคงเรียกกันว่า "ชาวสยาม" และ "กรุงสยาม" หรือ "ประเทศสยาม" เรื่อยมา

ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนชื่อ "ประเทศสยาม" เป็น "ประเทศไทย" พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศขึ้นมาใหม่ คือให้ความสำคัญเฉพาะ "ชนชาติไทย" เป็นหลัก แต่ไม่ให้ความสำคัญเรื่อง ดินแดนและผู้คนซึ่งประกอบด้วยชาวพื้นเมืองดั้งเดิมและกลุ่มชนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่เข้ามาประสมกลมกลืนจนกลายเป็นชาวสยามหรือ "คนไทย" สืบมาถึงปัจจุบัน

ฉะนั้น บรรพชนของ "คนไทย" ทุกวันนี้คือ "ชาวสยาม" ที่มีทั้งเม็ง-มอญ ขอม-เขมร ลัวะ-ละว้า ข่า-ช้อย ลาวและ "แขก" อย่างมาเลย์ จาม รวมทั้งเจ๊ก-จีน ฯลฯ คนพวกนี้เกือบทั้งหมดมีถิ่นฐานเป็นคนพื้นเมืองอยู่ในดินแดนประเทศไทยนี้มาแต่ดั้งเดิม ส่วนน้อยมาจากที่อื่น แต่ก็อยู่ที่นี่มาช้านาน แล้วต่างก็มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง และดูเหมือนจะมีจำนวนมากกว่าพวกที่เป็นชนชาติไทยเสียอีก

เพราะฉะนั้น บรรพชนคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากที่ไหน เพราะอยู่ที่นี่ แม้จะมีชนชาติไทยอยู่ที่โน่นด้วย คือกระจายอยู่นอกประเทศไทย แต่พวกนั้นก็ไม่ได้อพยพหลบหนีการรุกรานมาจากไหน ล้วนมีถิ่นฐานอยู่ที่โน่นบ้างอยู่ที่นี่บ้าง คืออยู่ในภูมิภาคอุษาคเนย์มาแต่ครั้งดั้งเดิมดึกดำบรรพ์อย่างน้อยก็ 3,000 ปีมาแล้ว

แล้วก็มีคำถามตามมาอีกว่า ถ้าอย่างนั้นแคว้นสุโขทัยมาจากไหน? กรุงศรีอยุธยาล่ะมาจากไหน?

คำอธิบายเรื่องนี้ ไม่ยาก แต่ไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจ



พลิกประวัติศาสตร์แคว้นสุโขทัย

กรมศิลปากรเคยจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่องสุโขทัยครั้งใหญ่ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2503 มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตไปร่วมมากมายหลายท่าน

หลังจากนั้น ความก้าวหน้าทางวิชาการเรื่องสุโขทัยเงียบไป เงียบจนน่ากลัว แต่มีเรื่อง "อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย" โด่งดังขึ้นมาแทน ควบคู่ไปกับอำนาจและอิทธิพลของ "วัฒนธรรมท่องเที่ยว" โด่งดังจนนักวิชาการต้องหวาดผวา เพราะหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ที่ค้นพบใหม่หมดความสำคัญ ไม่ได้รับการเหลียวแล และไม่มีใครใส่ใจ ราวกับว่าทุกคนพอใจให้แคว้นสุโขทัยเป็น รัฐในอุดมคติ" อยู่แค่นั้น คือหล่นลงมาจากฟากฟ้าสรวงสวรรค์เมื่อราว พ.ศ.1800 ด้วยผลของการอพยพของชนชาติไทยแท้ๆ จากอาณาจักรน่านเจ้าโน่น ต่อจากนั้นก็มีประเพณีลอยกระทง โดยนางนพมาศ "สนมพระร่วง" และอื่นๆ ฯลฯ เพื่อให้ความเป็น "รัฐในอุดมคติ" มีอยู่จริง

แต่หลักฐานไม่มี ที่มีอยู่คือความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ สุดแต่ใครจะมีอำนาจฝันขึ้นมา

การศึกษาเกี่ยวกับกำเนิดของแค้วนสุโขทัยวนเวียนอยู่แต่เรื่องการอพยพ วัด วัง และความเป็นไทยแท้ที่ไม่มีอยู่จริงในโลก แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมแคว้นสุโขทัยเป็นรัฐที่มั่งคั่งเพราะมีการสร้างวัดมากมายเหลือเกิน แล้วสร้างซ้ำซ้อนกันมากี่ครั้ง กี่หน ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือทำไมชาวแคว้นสุโขทัยถึงมีความรู้และความสามารถถลุงโลหะสำริดได้สวยงามและยิ่งใหญ่ เขาเอาความรู้เรื่องโลหะมาจากไหน อนึ่ง ทำไมเมืองสุโขทัยถึงมีการจัดผังเมืองได้อย่างวิเศษ ฯลฯ

ประวัติศาสตร์ไทยมักบอกว่า กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของคนไทย เมื่อแคว้นสุโขทัยล่มสลายลงแล้วก็เกิดกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาแทนที่ นี่เลอะเทอะ เพราะกรุงสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของคนไทย ในยุคกรุงสุโขทัยมีขึ้นมายังมีบ้านเมืองแว่นแคว้นของตระกูลไทย-ลาวอีกหลายแห่ง อย่างน้อยก็มีแคว้นละโว้-อโยธยาที่มีพัฒนาการเป็นกรุงศรีอยุธยาอยู่ด้วย

ราชวงศ์ที่ปกครองสุโขทัยกับละโว้-อโยธาหรืออยุธยา มีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่สมัยแรกๆ ต่อมาราชวงศ์ในกรุงศรีอยุธยาที่มาจากสุพรรณภูมิเป็นใหญ่เหนือสุโขทัย ราชวงศ์สุโขทัยถูกลดอำนาจกลายเป็นขุนนางอยู่ในพระนครศรีอยุธยา แต่ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองภายในกรุงศรีอยุธยาเองทำให้ราชวงศ์สุโขทัยยึดอำนาจกรุงศรีอยุธยาได้ แล้วสถาปนาราชวงศ์สุโขทัยขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งอพยพไพร่พลครอบครัวจากเมืองสุโขทัยลงมาเป็นประชากรอยู่ในกรุงศรีอยุธยา แคว้นสุโขทัยก็ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ได้หมดราชวงศ์สุโขทัย หากได้ขึ้นเป็นใหญ่ปกครองกรุงศรีอยุธยาต่างหาก

ก็เรื่องสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาสมเด็จพระนเรศวรนั่นยังไง อย่าแกล้งทำเป็นลืม

หน้า 34






 

Create Date : 04 มกราคม 2551    
Last Update : 17 ตุลาคม 2554 22:05:14 น.
Counter : 1602 Pageviews.  

เรือนบรรเลง" สำนักฝึกดนตรีไทย สู้สงครามวัฒนธรรม

"เรือนบรรเลง" สำนักฝึกดนตรีไทย สู้สงครามวัฒนธรรม

โดย เชตวัน เตือประโคน





ภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" ที่นำเสนอชีวิตของ "หลวงประดิษฐไพเราะ" หรือ "ศร ศิลปบรรเลง" ยังคงตราตรึงในความทรงจำ คิดถึงเมื่อใดก็เหมือนแว่วยินเสียงดนตรีไทยลอยมา...หมดจด งดงาม

จากวันนั้นจวบจนวันนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว

ชีวิตที่ต้องสาละวนอยู่กับเรื่องราวหลากหลาย ไม่ค่อยมีเวลาเปิดโอกาสให้กับความชื่นชอบส่วนตัวเดินทางเข้ามาทายทัก เลยทำให้ลืมชีวิตของ "ศร" (ในภาพยนตร์) ไปบ้าง กระทั่งวันหนึ่ง หน้าที่การงานลากให้ไปชมการแสดงศิลปะ ณ "On Art" ย่านสามเสน ระหว่างนั้นเองที่เสียงดนตรีไทยลอยมาเข้าหูอีกครั้งอย่างถนัดชัด...

มั่นใจ! ครั้งนี้ไม่ได้คิดไปเอง

แอบเดินไปทางด้านหลังงาน หวังพบกับต้นตอของเสียง สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือ เรือนไม้สักใต้ถุนสูงทรงปั้นหยาตั้งตระหง่าน มีป้ายบอกชื่อว่า "เรือนบรรเลง"

เป็นที่ตั้งของ "มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)" เพื่อเป็นอนุสรณ์คำนึงถึง หลวงประดิษฐไพเราะ คนเดียวกันกับที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มในภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" นั่นเอง

ภารกิจสำคัญภายใต้การดำเนินการของมูลนิธิคือ "ชมรมดนตรีไทย" ซึ่งมีหน้าที่อนุรักษ์ เผยแพร่การเรียนการสอนดนตรีไทย สำหรับปีนี้ดำรงอยู่มาเป็นปีที่ 25 แล้ว

ชนก สาคริก ลูกหลานของครูประดิษฐไพเราะ-นักวิชาการดนตรีไทยคนสำคัญ เล่าให้ฟังถึงชมรมแห่งนี้ว่า ชมรมดนตรีไทยไม่ได้ทำงานเพียงแค่การอนุรักษ์อย่างเดียว แต่ยังมีการเรียนการสอน เผยแพร่ การผลิตผลงานวิชาการด้านดนตรีไทย ตลอดจนพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย

โดยครูดนตรีไทยท่านนี้มีความเห็นว่า ปัจจุบันเรากำลังต่อสู้กับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ไหลบ่าเข้ามา เป็นรูปแบบของสงครามทางวัฒนธรรม

เราจึงต้องปรับอาวุธให้เท่าเทียมถึงจะรักษาบ้านเมืองไว้ได้ นั่นคือ การรักษาจิตวิญญาณความเป็นไทย ซึ่งชมรมเองก็มีเครื่องทุ่นแรงที่ทันสมัย เช่น วิชวลบอร์ด (อุปกรณ์สำหรับสอนขิม-ชนก สาคริก ผลิตขึ้นเอง) สื่อการสอน ซอฟต์แวร์ต่างๆ มากมาย คือ รู้จักใช้เทคโนโลยี จากนั้นค่อยใส่ความเป็นไทยลงไป

ในโลกที่มีความหลากหลาย การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นเรื่องดี แต่การปิดประตูวัฒนธรรมตาย การอยู่แต่กับตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่ควรปฏิบัติ เพราะมันอาจทำให้เราตกขอบ-โลกเคลื่อนไปทุกวัน

"หลวงประดิษฐไพเราะต่างจากคนอื่นที่ว่า ท่านมีความคิดทันสมัยเสมอ เช่น เมื่อครั้งที่ไปชวาก็นำอังกะลุงเข้ามาเล่นในเมืองไทยเป็นคนแรก หรืออย่างในภาพยนตร์เรื่องโหมโรง ที่ท่านเล่นระนาดเอกคู่กับเปียโน นั่นเป็นการประยุกต์ โดยไม่ติดขัดว่าจะเป็นเครื่องดนตรีอะไร ขอให้เป็นเสียงดนตรีที่เกิดจากจินตนาการของคนไทยเท่านั้นก็พอ"

ในกรณีของ "ดนตรีไทย" ชนกตั้งข้อสังเกตว่า เราติดขนบธรรมเนียมโบราณมากไป ตั้งกำแพงสูงมากเกิน ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาเล่น ห้ามเด็กเล่น เด็กจึงเหินห่าง อันที่จริงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูก ลองเล่นสนุก

ชนกยังบอกอีกว่า...

"แนวคิดสมัยก่อนเน้นการอนุรักษ์อย่างเดียว ไม่คิดที่จะพัฒนา ทำให้เราถอยไปจากโลก โลกหมุนแต่เราไม่หมุนตามไปด้วย

ยกตัวอย่างเครื่องดนตรี เช่น ซอด้วง จีนเขานำไปพัฒนาต่อ เรื่องการตึง-หย่อนของสาย เขาสร้างเครื่องมือวัด แต่เรายังหมุนเทียบเสียงด้วยมืออย่างเดียว...ดนตรีไทยมีกรอบกฎที่เราสร้างกันเอง สร้างกรงขังมันไว้ ถ้าเราเปิด น่าจะมีช้างเผือกหลุดมา รุ่นเก่าสร้างเงื่อนไขมาก แล้วดุ เด็กก็เลยไม่กล้าเข้ามา"

เสียงขิมบรรเลงเพลง "ลาวคำหอม" กังวานอยู่ในระหว่างการสนทนา เป็นฝีมือการบรรเลงเพลงของเด็กตัวเล็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะยังอยู่ในวัยประถมศึกษา

ถึงตอนนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังติดใจคือ "ความเป็นไทย" ในมุมมองของชนกคืออะไร?

และราวกับเขาจะล่วงรู้ ไม่เชื่อลองฟังสิ่งที่ได้อธิบาย...

"กระทรวงวัฒนธรรมต้องการรักษาความเป็นไทย อยากให้นุ่งโจงกระเบน ความเป็นไทยไม่ได้อยู่ตรงนั้น ผมถามว่าแล้วทำไมคุณไม่กินข้าวด้วยมือล่ะ...ความเป็นไทยคือการมีจิตใจที่สำนึกในรากเหง้า...อย่างดนตรีไทย ความเป็นไทยอยู่ที่เสียงเพลง ไม่ได้อยู่ที่เครื่องดนตรี เด็กที่เล่นดนตรีไทยผมสนับสนุนทั้งนั้น"

การเรียนการสอนของชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ดูๆ ไปก็คล้ายกับชมรมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัย

คือ เป็นศูนย์รวมของคนที่ชื่นชอบสิ่งเดียวกัน มาทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่คำนึงถึงเรื่องผลประโยชน์ ไม่ได้เป็นระบบธุรกิจเหมือนโรงเรียนสอนดนตรีอย่างที่เราคุ้นเคย

ใช่ว่าถือเงินเดินเข้ามาแล้วจะได้เรียนในทันที ต้องดูก่อนว่า เด็กที่จะเข้ามาเรียนมีความพร้อมหรือไม่

"นั่งติดพื้นหรือยัง" หมายความว่า จะเรียนดนตรีไทยได้ ต้องสนใจ มีใจที่มุ่งมั่น พร้อมที่จะฝึกฝน เพราะต่อให้เป็นอัจฉริยะมาจากไหน หากขาดการฝึกฝนอย่างเข้มข้น วันหนึ่งฝีมือก็ลดด้อยถอยไป

อีกอย่าง ครูของที่นี่ไม่ใช่เพียงสอนแต่องค์ความรู้เท่านั้น...

ตามความหมายที่ควรจะเป็น คุรุ คือ ผู้ทำความแจ้งแก่ศิษย์ ทำคว่ำให้หงาย มืดให้สว่าง ดังนั้น การสอนของชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ จึงเน้นทั้งองค์ความรู้ กิริยามารยาท บุคลิกภาพ โลกทรรศน์ต่างๆ

การสอนเพียงองค์ความรู้อย่างเดียว อย่างนั้นไม่น่าจะเรียกได้ว่า "ครู" คงเป็นเพียง "โค้ช" ที่นี่สอนให้เด็กเป็นดั่ง "กระสุนหุ้มสำลี" คือ อ่อนนอก แข็งใน

ตามธรรมเนียมครูดนตรีไทยแต่โบราณ จะแบ่งลูกศิษย์เป็น 4 ระดับ คือ

ระดับที่ 3 เป็นลูกศิษย์ธรรมดาที่มาเรียน ครูก็รับเป็นลูกศิษย์ ต่อมาเมื่อเด็กกลุ่มนี้มีอุดมคติคล้ายครูมากขึ้น ก็จะมีการเรียนการสอนที่ลึกซึ้งขึ้น พัฒนามาสู่ระดับที่ 2 เรียกว่าลูกศิษย์ร่วมอุดมการณ์ จากนั้นจึงค่อยก้าวมาสู่การเป็นลูกศิษย์ระดับ 1 คือลูกศิษย์ที่จะสืบสานอุดมการณ์ต่อไป โดยผู้เป็นครูจะทำการสอนลูกศิษย์อย่างเข้มข้น เรียกได้ว่าให้ความรู้จน "หมดเปลือก"

สำหรับลูกศิษย์อีกแบบ คือ ลูกศิษย์ระดับ 4 พวกนี้จะเรียนกับตำรา อินเตอร์เน็ต อาจไม่เคยเห็นหน้าครูเลย

ในส่วนของการประเมินผลการเรียน...

"ผมมีหลักสูตรการวัดผลของผมเอง เรียกว่า "แววดนตรี" คือจะเป็นขั้นๆ เป็นระดับคล้ายกับยูโด สายดำ สายแดง...โดยจะมีการจัดสอบทุกปี สอบผ่านก็มีเกียรติบัตรให้...ที่นี่ไม่ชอบการประกวดแข่งขัน

เพราะเราไม่อยากให้รสนิยมของคนเพียงไม่กี่คนมาตัดสินฝีมือของเด็ก เราพยายามให้เด็กแข่งกับตัวเอง แข่งกับมาตรฐานดีกว่า

"เมื่อก่อนจะเป็นการ "ประเชิญ" กันของนักดนตรี (ฉากดวลระนาดในเรื่องโหมโรง) ไม่ใช่การ "ประชัน" เหมือนทุกวันนี้ ซึ่งในการประเชิญนั้น จะไม่มีการตัดสินว่าใครแพ้ใครชนะ นักดนตรีจะรู้ตัวเอง" ชนกกล่าว

เหลือบมองไปทางเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังนั่งบรรเลงขิม เพลงจบ บ้างลุกไปเข้าห้องน้ำ บ้างเดินยืนเส้นยืนสาย ทำให้ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เรียนบ้าง

ธนิดา แสงโสภณ หรือ "ส้มแป้น" เด็กหญิงอายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนกุหลาบวิทยา เธอเรียนดนตรีไทยที่นี่มา 7 เดือนแล้ว กับเครื่องดนตรี 2 ชิ้นอย่างกู่เจิ้งกับขิม ที่เจ้าตัวบอกว่าชอบในความเพราะของเสียงเป็นอย่างมาก

กู่เจิ้ง เป็นเครื่องดนตรีจีน ที่นำมาประยุกต์ใช้ในวงดนตรีไทยได้อย่างลงตัว

เด็กหญิงเล่าให้ฟังว่า รู้จักชมรมดนตรีไทยนี้จากแม่ เพราะแม่ซื้อเทปเพลงไปฟัง แล้วชอบมาก มาดูที่ปกเทป ก็พบว่าเป็นเพลงของครูหลวงประดิษฐไพเราะ เลยโทร.สอบถามว่ามีการสอนดนตรีไทยด้วยหรือเปล่า

"แม่พามาสมัครเรียนที่นี่ ทั้งที่บ้านของเราอยู่ทางฝั่งธนฯ เขตคลองสาน ซึ่งไกลจากที่นี่มาก ตอนแรกตั้งใจว่าจะเรียนจะเข้ แต่พอมาถึง ได้คุยกับครูชนก และท่านก็ได้เล่นกู่เจิ้งให้ฟัง ก็รู้สึกชอบเครื่องดนตรีชิ้นนี้ขึ้นมาเลย" ธนิดาเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าแววตาสดใสประสาเด็ก

ถามถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนดนตรีไทย เธอบอกว่า ช่วยให้ความจำดีขึ้น เพราะว่าสมาธิต้องอยู่กับดนตรี หลักการนี้สามารถเอาไปใช้ในห้องเรียนได้ด้วย

ในเทอมการศึกษาล่าสุด เด็กหญิงสอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับ 1 ของห้อง ทั้งที่ช่วงเดียวกันนั้น เธอต้องฝึกซ้อม "ขิม" สำหรับการประกวดดนตรีไทยรางวัล "ศรทอง" ที่ทางมูลนิธิจัดขึ้น ณ หอประชุมไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง

อนาคตธนิดาบอกว่าอยากเป็นพยาบาล แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่ทิ้งการเล่นดนตรีไทยอย่างแน่นอน

ทางด้าน มาลี แสงโสภณ อายุ 45 ปี ผู้เป็นแม่ของน้องส้มแป้น เล่าให้ฟังถึงความแตกต่างของการเรียนดนตรีที่นี่กับที่อื่นว่า ชมรมดนตรีไทย มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ไม่ได้สอนโดยหวังผลทางธุรกิจ ที่อื่นอาจเรียน 1-2 ชั่วโมง พอครบกำหนดเวลาก็เลิก

แต่สำหรับที่นี่ เด็กสามารถอยู่เล่นได้ทั้งวัน ครูก็สอนโดยไม่สนใจเรื่องเวลา บางวันนั่งคอยลูกตั้งแต่เย็นกระทั่ง 3-4 ทุ่ม หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผู้ปกครองสามารถพาลูกมาทิ้งไว้ที่ชมรมได้เลย

"เหมือนบ้านอีกหลังของลูก เพราะที่นี่ไม่ได้สอนเพียงแค่เรื่องดนตรี แต่ว่ายังสอนเรื่องการใช้ชีวิต การปฏิบัติตัว จะสังเกตว่า เด็กที่นี่จะสุภาพอ่อนน้อมทุกคน"

"ที่นี่ไม่ใช่ว่าคุณจะกำเงินเข้ามาแล้วเรียนได้เลย ครูจะต้องอบรมลูกของคุณได้ เขาจะประเมินลูกศิษย์ของเขาเอง ถ้าเด็กไม่พร้อม ก็ไม่ให้เรียน" มาลีกล่าว และบอกว่า มาเจอที่นี่เหมือนเจอแหล่งเรียนดนตรีที่ดี ที่เหมาะกับลูก

จำได้ว่า ในวันที่กระแสภาพยนตร์เรื่อง "โหมโรง" มาแรง ครั้งนั้นผู้คนต่างถามไถ่ อยากเรียนดนตรีไทยเป็นจำนวนมาก พ่อแม่ต่างพาลูกไปสมัครเรียนที่ต่างๆ

แต่ถึงวันนี้ กระแสความนิยมเริ่มเบาจางลงแล้ว ดนตรีไทยจะเดินไปในทิศทางใด ก็คงขึ้นอยู่กับหลายเหตุหลายปัจจัยพอสมควร... ท่ามกลาง "สงครามทางวัฒนธรรม" ดังที่ชนก สาคริก ว่า

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะติดอาวุธพร้อมรบ

หน้า 33




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2550 14:08:00 น.
Counter : 641 Pageviews.  

คนไทย และความเป็นไทยใน SEA

คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




ชาวสุวรรณภูมิพวกนี้ ล้วนเป็นเครือญาติบรรพชนคนไทยทั้งนั้น

สยามประเทศไทย เป็นชื่อคอลัมน์ที่เคยเขียนอธิบายเมื่อแรกมีคอลัมน์นี้หลายปีแล้วว่ามาจากชื่อสยามประเทศ (คำบาลีว่า สยามเทสส) บวกกับชื่อประเทศไทยแล้วลดคำประเทศไปคำหนึ่งจึงเหลือแค่สยามประเทศไทย มีความหมายกว้างๆ และง่ายๆ ว่าเดิมเรียกสยาม ต่อมาได้นามว่าไทย ใครชอบหรือชังก็ช่างปะไร ตามใจไม่ว่ากัน

แผนที่ประวัติศาสตร์ (สยาม) ประเทศไทย ที่สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) พิมพ์เผยแพร่ขณะนี้ ก็ได้จากแนวคิดเดียวกันกับชื่อคอลัมน์สยามประเทศไทย แต่เพิ่มวงเล็บใส่คำว่าสยามไว้ข้างหน้าชื่อประเทศไทย เพราะเป็นชื่อเก่ามีมาก่อน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แนะนำว่ากล่าวตักเตือนเนื้อหาหนังสือแผนที่ประวัติศาสตร์เล่มนี้หลายประเด็น ได้ปรับปรุงแก้ไขให้ราบรื่นเรียบร้อยแล้วตามที่ท่านว่ากล่าวไว้ หากมีอะไรขาดตกบกพร่องเหลืออยู่นั่นเป็นปัญหาของคนเขียนที่ไม่รอบคอบ

ประวัติศาสตร์สุวรรณภูมิในภูมิภาคอุษาคเนย์เล่าเรื่องผ่านแผนที่สยามประเทศไทยเล่มนี้ ทำขึ้นมาอธิบายพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าโลกซึ่งไม่มีในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย เพราะประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยให้ความสำคัญเรื่องสงครามและวังกับวัดเท่านั้น ไม่มีชุมชนหมู่บ้าน และไม่มีการค้า ไม่ว่าการค้าโลกหรือการค้าข้ามภูมิภาค

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิในภูมิภาคอุษาคเนย์ ฉะนั้นประวัติศาสตร์ไทยย่อมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์อย่างแยกไม่ได้ ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่า ลาว, กัมพูชา, พม่า, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, บรูไน, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย ล้วนแยกโดดๆ ไม่ได้ ทุกประเทศต้องร่วมมือกันศึกษาให้เป็นแนวทางหนึ่งเพื่อสันติภาพอย่างเครือญาติดั้งเดิม หากไม่ร่วมกันปรับเปลี่ยนประวัติศาสตร์เครือญาติทางสังคมวัฒนธรรมให้ถูกต้องด้วยตนเอง กรณีวิวาทบาดหมางก็ไม่หมดลงได้

คนไทยและความเป็นไทย ก็เป็นส่วนหนึ่งของคนสุวรรณภูมิและความเป็นอุษาคเนย์ ที่แยกออกไปเป็นเผ่าพันธุ์พิเศษเหนือคนอื่นหาได้ไม่

หน้า 34




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:25:06 น.
Counter : 161 Pageviews.  

คนไทยเป็นใคร มาจากไหน? ในแผนที่ประวัติศาสตร์ (สยาม) ประเทศไทย

อลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม




กระดาษอาร์ตด้าน ขนาด A4 พิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม หนา 88 หน้า ไม่มีจำหน่าย แต่จ่ายแจกให้สถาบันทั่วประเทศ ทำหนังสือขอรับได้ ที่ กลุ่มภูมิหลัง สำนักวิจัยและส่งเสริมวัฒนธรรมวิถีชน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กทม. 10320 โทรศัพท์ 0-2247-0013 ต่อ 1209, 1219 โทรสาร 0-2247-0022 หรือไปรับด้วยตนเองในงานนี้

...สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) กระทรวงวัฒนธรรม

ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนา และคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จัดเสวนาแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่สู่สาธารณะ

ณ ท้องพระโรง และสวนแก้ว บริเวณวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน 2550 ตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป



หลัง พ.ศ. 1700 เริ่มมีอักษรไทย และคนไทย

พลังสำคัญที่ผลักดันกระตุ้นให้มีราชอาณาจักรสยามแห่งแรก, มีอักษรไทยครั้งแรก, แล้วมีคนไทยอย่างแท้จริง เมื่อหลัง พ.ศ.1700 คือพลัง 3 อย่าง ได้แก่ ศาสนามวลชน, ภาษากลาง และสำเภาจีน

ศาสนามวลชน ได้แก่พระพุทธศาสนา (ลังกาวงศ์) และศาสนาอิสลาม (แพร่หลายถึงรัฐปัตตานีตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2000) ภาษากลาง ได้แก่ภาษาไทยและภาษามลายู สำเภาจีน คือเรือเดินสมุทรของจีน



ไทย, มลายู เป็นภาษากลาง

ภาษาไทยและภาษามลายู ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ภาษาไท-ไตเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญที่สุดน่าจะเป็นการค้าภายใน เนื่องจากพวกไท-ไตตั้งภูมิลำเนาในหุบเขาขนาดเล็กมาก่อน เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงผลิตอาหารไม่พอ ต้องพึ่งพิงการค้าทางไกลเข้ามาช่วยในการดำรงชีพ ฉะนั้นจึงน่าจะมีบทบาทมากในการค้าภายในซึ่งเฟื่องฟูเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และทำให้ภาษาไท-ไตกลายเป็นภาษากลางอย่างน้อยก็ในการค้าภายใน ประชาชนที่มีชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งที่อยู่ในที่ราบลุ่มหรือบนที่สูง พอจะเข้าใจภาษาไท-ไตได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนภาษามลายูคงจะแพร่หลายในวงการค้าของภูมิภาคอยู่แล้ว เพราะประชาชนที่พูดภาษามลายูมีบทบาทในการค้าทางทะเลมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์

ผู้เผยแผ่พระพุทธศาสนาสำนักลังกาตัดสินใจใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางสำหรับการเผยแผ่ อย่างน้อยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง จึงยิ่งทำให้ภาษาไทยกลายเป็นภาษากลางของคนหลากหลายชาติพันธุ์ในดินแดนแถบนี้มากขึ้น

ในอยุธยา ราชสำนักอาจใช้ภาษาเขมร แต่เมื่อไรที่เป็นเอกสารสำหรับอ่านกันในวงกว้างกว่าชนชั้นสูง เช่น โองการแช่งน้ำหรือกฎหมายหรือจารึกแสดงบุญบารมีของผู้สร้างศาสนสถานก็ใช้ภาษาไทย รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวกับศาสนาด้วย เช่น จารึกที่เกี่ยวกับศาสนา รวมไปถึงวรรณกรรมศาสนา เช่น มหาชาติคำหลวง เป็นต้น เช่นเดียวกับเวียงจัน, หลวงพระบาง และเชียงใหม่ ซึ่งผลิตกฎหมายในระยะเริ่มต้นด้วยภาษาไท-ไตเช่นกัน

เช่นเดียวกับผู้เผยแผ่ศาสนาอิสลาม เพราะภาษามลายูถูกใช้อย่างกว้างขวางอยู่แล้ว ภาษามลายูจึงถูกนำมาใช้สำหรับการเผยแผ่ศาสนาเช่นกัน วรรณกรรมทางศาสนาซึ่งเขียนในระยะแรกๆ แม้แต่ที่เขียนในรัฐที่ไม่ได้ใช้ภาษามลายูก็ยังเป็นภาษามลายู

ความสัมพันธ์กับศาสนาใหม่นี้ทำให้สถานะของภาษาทั้งสองสูงขึ้นในสังคม เพราะภาษาทั้งสองถูกนำไปใช้เขียนวรรณกรรมหลากหลายประเภทมากขึ้นนอกจากศาสนา จนทำให้ภาษาอื่นๆ ในคาบสมุทรมลายูและในดินแดนที่เป็นประเทศไทยถูกภาษาทั้งสองเข้าไปแทนที่ในแทบทุกเรื่อง

ความเป็น "คนไทย" มีขึ้นคราวเดียวกับอักษรไทยที่ดัดแปลงจากอักษรขอม (เขมร) แล้วคนบางกลุ่มเรียกตัวเองว่าคนไทย หรือถูกผู้มีอำนาจเหนือกว่ากำหนดให้เรียกตัวเองว่าคนไทยก็ได้ แต่คนอีกหลายกลุ่มเรียกตัวเองเป็นอย่างอื่น เช่น ลาว, มอญ, เขมร, จาม, มลายู ฯลฯ คนในล้านนาและล้านช้าง เรียกตัวเองว่าลาว คนในรัฐปัตตานีเรียกตัวเองว่ามลายู

ศาสนามวลชนที่เหมือนกัน และการร่วมใช้ภาษากลาง ที่ใช้เคียงกันเช่นนี้ ทำให้เกิดภาพของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขึ้นในหมู่ประชากร ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมอย่างสูง



หลัง พ.ศ.2000 เรียกประเทศว่า เมืองไทย เรียกตังเองว่าคนไทย

ราชอาณาจักรสยาม (แห่งแรก) เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติและมีนามราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการว่า กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา หมายถึงบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์สืบเนื่องจาก "ทวารวดี" มีศูนย์กลางอยู่พระนครศรีอยุธยา แล้วเรียกกันย่อๆ ว่าอยุธยา (แปลว่าไม่แพ้ หมายถึงชนะ) หรือสยาม แต่มีชาวสยามส่วนหนึ่งเรียกตัวเองอย่างมั่นใจว่าคนไทย

ราชอาณาจักรสยามเกิดจากการรวมกันของรัฐใหญ่ 2 แห่ง คือ รัฐละโว้ (ลพบุรี) อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา กับรัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณที่มีชื่อในตำนานว่าสยามประเทศ มีขอบเขตกว้างขวางเชื่อมโยงตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาถึงลุ่มน้ำโขง

นอกจากนั้นราชอาณาจักรสยามยังผนวกรัฐเล็กๆ เข้ามารวม เช่น รัฐสุโขทัย รัฐเพชรบุรี จนถึงรัฐนครศรีธรรมราช ฯลฯ โดยมีเมืองนครราชสีมาเป็นศูนย์กลาง รวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยบริเวณสองฝั่งโขงกับมูล-ชี สบกัน เช่น เมืองพิมาย เมืองพนมรุ้ง เมืองโคตรตะบอง เมืองเรอแดว ฯลฯ

แต่รัฐล้านนาทางเหนือสุด กับรัฐปัตตานีทางใต้สุด เป็นรัฐเอกเทศอยู่นอกราชอาณาจักรสยามแห่งแรกนี้



เรียกตัวเองว่า "คนไทย"

กลุ่มชนที่เรียกตัวเองว่าคนไทย แล้วเรียกประเทศของตนว่าเมืองไทย มีหลักฐานเก่าสุดอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่รัฐอยุธยาและรัฐสุพรรณภูมิ ถึงรัฐสุโขทัย โดยลักษณะเด่นชัดที่บอกความเป็นคนไทยคือ พูดภาษาไทย เขียนอักษรไทย ล้วนจัดอยู่ในตระกูลภาษาไทย-ลาว

ภาษาพูดมีมาก่อนหลายพันปีหรือมีมาพร้อมกำเนิดคนแต่อักษรไทยเพิ่งมีเมื่อหลัง พ.ศ.1700 โดยรับแบบแผนจากอักษรเขมรหรือที่รู้จักทั่วไปว่าอักษรขอม แห่งรัฐละโว้ (ลพบุรี) หมายความว่าแต่เดิมเมื่อตระกูลไทย-ลาว เคลื่อนย้ายมาอยู่ทางลุ่มน้ำเจ้าพระยา เริ่มจากราว 3,000 ปีมาแล้ว ปะปนกับตระกูลมอญ-เขมร ที่พัฒนาอักษรขึ้นใช้ก่อนจากอักษรปัลลวะ (ทมิฬอินเดียใต้) พวกไทย-ลาวก็ใช้อักษรเขมร แต่เขียนเป็นภาษาไทย แล้วเรียกอักษรขอมไทย (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสืออักษรไทย มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2548)

ภาษาไทยยุคแรกๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ก่อน พ.ศ.1700 หรือก่อนมีอักษรไทย จนหลัง พ.ศ.1700 หรือหลังมีอักษรไทยยุคต้นๆ ยังจัดอยู่ในวัฒนธรรมลาว หรือภาษาลาวเพราะมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าคนพวกนี้มีบรรพชนเป็นลาวตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว

สอดคล้องกับเอกสารลาลูแบร์ที่เป็นราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศสเข้ามากรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนารายณ์ แล้วจดปากคำชาวสยามพระนครศรีอยุธยา บอกว่ามีบรรพบุรุษเป็นไทยน้อยคือลาว แล้วยังมีคนอีกพวกหนึ่งเป็นไทยใหญ่ ที่ไม่ใช่บรรพชนของตน แสดงว่าชาวสยามกรุงศรีอยุธยามีความทรงจำว่าบรรพชนเป็นคนลาว แต่เรียกพวกลาวทั้งหมดว่าไทยเหมือนพวกตน คือไทยน้อยกับไทยใหญ่ ส่วนคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่สืบมาจากลาวล้วนเป็นไทยสยาม

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีบรรพชนสายหนึ่งเป็นลาว ก็คือภาษาลาวยังมีเค้าอยู่ในภาษาไทยในกลุ่มคำซ้อนที่ประกอบด้วยคำอย่างน้อย 2 คำมารวมกัน คำหนึ่งจะเป็นคำลาว แต่อีกคำหนึ่งอาจเป็นมอญหรือเขมรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความคุ้นเคยใกล้ชิด เช่น

ทองคำ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า gold คำมอญใช้ "ทอง" คำเดียวก็เท่ากับ gold ส่วนลาวใช้ "คำ" เท่านั้น, ฝาละมี ฝาเป็นคำลาว ละมีเป็นคำมอญ หมายถึง ฝาหม้อดิน, สั่นคลอน สั่นคำลาว คลอนคำมอญ หมายถึง หลวม ง่อนแง่น, ฟ้อนรำ ฟ้อนคำลาว รำเป็นคำเขมร, เต้นระบำ เต้นคำลาว ระบำเป็นคำเขมร, ดั้งจมูก ดั้งคำลาว จมูกเป็นคำเขมร ฯลฯ

หน้า 34




 

Create Date : 29 กันยายน 2550    
Last Update : 29 กันยายน 2550 10:24:11 น.
Counter : 929 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.