Group Blog
 
All Blogs
 

ในทัศนะของข้าพเจ้า

-การรู้จักตัวเอง สำคัญกว่า กว่าการศึกษา และต้องใช้ชิวิตของเราเรียนรู้เท่านั้นไม่มีใครสอนเราได้ดีเท่ากับตัวคุณเอง
-ทุกขณะเป็นการเรียนรู้ การทำงานคือการปฏิบัตรธรรม คือการเรียนรู้ด้วยชิวิต

-โรงเรียนไม่เคยสอนให้เรารู้จักใช้ชิวิต


-การศึกษาทีแท้จริงควรไม่มีความกลัวในรูปแบบต่างๆๆ ครอบงำหน้าทีของมันควรจะสงเสริมให้เรามีชิวิตอยู่อย่างอิสรและปราศจากความกลัว และไม่เลืยนแบบใคร และท่านสามารถค้นหาคำตอบด้วยตัวท่านเองโดยไม่มีความกลัวครอบงำ


-ทำในสิ้งทีรัก ไม่ใช้ทำในสิ้งทีรวย แต่สิ้งทีรักทำให้รวย ถือว่าเป็น โชค 2ต่อ
----------------------------------------------------------

-ชิวิตคือการเปลียนแปลง

-ตัวฉันไม่มีอยู่จริง

-ไทยไม่มีอยู่จริง พึ่งตั้งขึ้นมาไม่นานนี้เอง

-ความดั้งเดิมบริสุทธิของเชือชาติวัฒนธรรมไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างเชือมโยงกันหมดไม่แยกออกจากกัน เมือความรู้ตกมาสู้คนอีกรุ่นหนึงความดังเดิมก็เปลียนไปมีแต่ของใหม่เขามาแล้วก็ไม่มีอะไรการันตีว่าของทีเรารับมาไม่สูญหายตกหล่นตามเส้นทางแห่งกาลเวลา

-ฉันถือกฎหมายไทย แต่จิตใจฉันเป็นคนของโลก

-จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

-เทพนิยายมีพลังยิ่งกว่าประวัตศาสตร์

-วัฒนธรรมเป็นลากเง้าของการศึกษา

-ของทีใช้ได้ ไม่เคยล้าสมัย ของทีล้าสมัยคือของทีใช้ไม่ได้ตามยุคสมัย แต่ของทีตกยุคไปแล้วมักกลับมาอินเทรนเสมอ

-อยากเชือใครง่ายๆๆไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นบุคคลสำคัญมากแค่ไหน (ใคร บอกว่ามวยไทยไม่ยิวยิตสู้ ปนอย่าไปเชือมัน มันแหกตา)

-ปลาเป็นว่ายทวนน้ำ ปลาตาย ไหลตามกระแส้

-และเชือว่าความรัก เหนือความตาย

-การจะหาความจริงได้ต้องเป็นอิสระจาก ความอคติลำเอียงและความกลัว

-คุณจะหาความจริงไม่ได้ ถ้าตัวคุณยังยึดอยู่ว่าคุณคือ พุทธ คริส อิสรามฯลฯ ชนชาตินั้นชนชาตินี้

-เราเกิดมาเป็นมนุษย์เหมือนกันหมดก่อนทีเราจะเป็นชาวไทยพม่าลาว
เราเกิดมาเป็นมนุษย์ก่อนทีเราจะเป็นชาวพุทธชาวคริสต์หรือมุสลิม
เราเกิดเป็นมนุษยย์ก่อนทีเราจะพูดต่างภาษากัน
นี้คือความจริงทีเราปฎิเสธไม่ได้




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2549    
Last Update : 23 สิงหาคม 2549 20:50:16 น.
Counter : 191 Pageviews.  

ลิเก มีกำเนิดในกรุงเทพฯ และประชาธิปัตย์

คอลัมน์ รายงานพิเศษ

สุจิตต์ วงษ์เทศ





แก้บน กร่อนจากคำว่าแก้สินบน เมื่อต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จตามต้องการก็ติดสินบนอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น ผี เทวดา ฯลฯ ครั้นได้สิ่งนั้นตามปรารถนาแล้วก็ต้องเอาสินบนที่สัญญาว่าจะให้ไปเซ่นวักถวาย อย่างนี้เรียกแก้สินบน แล้วกร่อนเหลือเป็นแก้บน

รูปที่เอามาลงประกอบได้จากไทยโพสต์ (หน้า 1 ฉบับวันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม 2549) มีบรรยายใต้ภาพว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์รำแก้บนต่อหน้ารูปปั้นแม่พระธรณีของพรรคประชาธิปัตย์ แสดงว่าติดสินบนเอาไว้ว่าตัวเองจะรำถวาย เมื่อสำเร็จแล้วต้องแก้บน โดยตัวเองรำถวาย

คนแต่ก่อนมักติดสินบนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีทั่วไปทั้งผี พุทธ พราหมณ์ ตามหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นๆ ทำให้ต่อมาเกิดมีละครเร่หรือลิเกเร่รับแก้บนให้ไปตามชุมชนหมู่บ้าน แต่ในกรุงเทพฯมีสถานที่ประจำตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 คือที่ศาลหลักเมือง ตรงสนามหลวง

ศาลหลักเมืองเคยเป็นศูนย์กลางของการแก้บนราว 100 ปี ต่อมาถูกพระพรหมแย่งลูกค้าไปแก้บนกันที่ศาลพระพรหม ตรงสี่แยกราชประสงค์ สืบจนทุกวันนี้ และยากที่ศาลหลักเมืองจะแย่งคืน

คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ควรปรึกษาคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองผู้ว่าฯ หาช่องทางให้ศาลหลักเมืองมีชีวิตชีวาเหมือนแต่ก่อนหรือใกล้เคียงก็ได้ โดยร่วมมือกับกองการทหารผ่านศึก ทำบริเวณรอบศาลให้เป็นแหล่งเรียนรู้กรุงเทพฯศึกษา ความเป็นมาของกรุงเทพฯและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองตามประเพณีโบราณดึกดำบรรพ์ แล้วมีรำแก้บนกับละครแก้บนเป็นประจำหมุนเวียนไป จะช่วยให้คนเรามีจิตวิญญาณผ่องใสขึ้น แล้วได้ความรู้พร้อมๆกันไป



ลิเก มหรสพกรุงรัตนโกสินทร์

มีกำเนิดกรุงเทพฯ

ลิเก หรือ ยี่เก เป็นการแสดง"ลูกผสม"รวมเข้าด้วยกัน จากการละเล่นหลายๆอย่างของสามัญชนชาวสยามในกรุงรัตนโกสินทร์ มีพัฒนาการจากการละเล่นในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามของกลุ่มชนมุสลิม เรียกการละเล่นด้วยคำพื้นเมืองมลายูที่รับจากอาหรับ-เปอร์เซียว่าดิเกร์ ผสมเข้ากับการละเล่นดั้งเดิมของชาวสยามที่มีเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว เรียกชื่อด้วยภาษาปากว่า ลิเก

เริ่มมีครั้งแรกในกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2440 ที่ตรอกพระยาเพชร ชานกำแพงพระนคร ตรงป้อมมหากาฬ ริมคลองโอ่งอ่าง (หรือคลองรอบเมืองสมัยรัชกาลที่ 1) มีลักษณะเฉพาะ คือ

ชุดลิเก ประดับประดาแพรวพราวตามใจชอบแล้วใส่ถุงเท้ายาวสีขาว เรียกกันติดปากว่า"ชุดลิเก"

ออกแขก เสมือนไหว้ครู เพราะได้แบบอย่างจาก"แขก"มุสลิม และ

ร้องรานิเกลิง ทำนองร้องด้นอย่างเสรีที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยเฉพาะ ต้องมีปี่พาทย์รับเมื่อถึงกลอนลงหรือกลอนส่งของแต่ละบทแต่ละตอนตามที่กำหนด ชื่อรานิเกลิงเป็นภาษาปากจากคำมอญ แล้วกลายมาจนหาเค้าเดิมไม่พบ



ประชาชนต้องมาก่อน

ประเทศต้องพัฒนาใหม่

"ประเทศไทยจะเป็นแบบอย่างของประเทศพัฒนาใหม่ หากพรรคประชา ธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล" ข้อความยกมานี้เป็นถ้อยคำบอกกล่าวของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (โพสต์ TODAY หน้า A6 ฉบับวันพุธที่ 9 สิงหาคม 2549)

เชื่อได้หรือไม่ได้ ต้องเหลียวหลังดูไปในประวัติศาสตร์ที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะคราวหลังสุดที่มีท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ และคุณอภิสิทธิ์ก็ร่วมเป็นรัฐบาลด้วย ว่ามีวี่แววแนวโน้มอย่างไร? พัฒนาใหม่หรือพัฒนาเก่า?

คงต้องขอคำอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า"พัฒนาใหม่"ของพรรคประชาธิปัตย์คืออย่างไร? เป็นอย่างเดียวกับข้อความอมตะว่า"ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา"หรือเปล่า? เพราะดูจากสิ่งที่แสดงออกล้วนมีแนวโน้มอย่างนั้น คือยึดมั่นอนุรักษนิยมแนวจารีตล้าหลังและยังตกอยู่ในกรอบของ"ข้าอาณานิคม" มีตัวอย่างให้เห็นในวิธีบริหารกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่ยังภักดีต่อ"เจ้าอาณานิคม"ยุคล่าเมืองขึ้น

ประเทศพัฒนาใหม่ต้องทันสมัยอย่างมีพัฒนาการทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม ไม่ใช่กระโดดข้ามขั้นโสโครกอย่างทุนนิยมสามานย์ของรัฐบาลปัจจุบัน

ตรงนี้พรรคประชาธิปัตย์มีบุญเก่าเป็น"ทุนทางวัฒนธรรม"รองรับงามหรู น่าเสียดายที่ขาดคณะทำงานอย่างลุ่มลึกและอย่างต่อเนื่อง ที่พยายามทำอยู่บ้างก็เป็นไปอย่างเสียมิได้ ทั้งฉาบฉวย ผิวเผิน เลเพลาดพาด หาแก่นสารจริงจังไม่ได้ เลยไม่ต่างจากระบอบทักษิณ

ข้อบกพร่องในอดีตนับแต่หลัง พ.ศ. 2500 แล้วเริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกที่ทุ่มเทงมงายกับเศรษฐกิจเพื่อ"ส่งออก"ด้านเดียว โดยตัดขาดพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดระบอบทักษิณในทุนนิยมสามานย์จนป่นปี้เห็นชัดๆอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาลก่อนทักษิณก็มีส่วนผลักดันให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นด้วย เพราะไม่ได้จริงใจและจริงจังต่อการวางรากฐานทางสังคมวัฒนธรรม เห็นได้จากระบบการศึกษาล้าหลัง-คลั่งชาติ โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้คิดแก้ไขอะไรแม่แต่น้อย

ที่เขียนบอกมานี้มิใช่ไม่ชอบ เพียงแต่ยังไม่เชื่อ จะเปลี่ยนใจเชื่อได้ก็ต่อเมื่อแสดงออกให้เห็นชัดเจนจริงจังกว่าที่ลอยชายอยู่ขณะนี้ ขอแนะนำให้เร่งแสดงฝีมือผ่านการบริหารจัดการงาน กทม. ในเร็ววัน จะได้ช่วยกันป่าวร้องให้เปลี่ยนใจเชื่อว่าประชาชนต้องมาก่อนจริงๆ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศ"ต้อง"พัฒนาใหม่

หน้า 24




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2549    
Last Update : 22 สิงหาคม 2549 11:28:23 น.
Counter : 227 Pageviews.  

ยกย่อง"แม่-นาง" สร้างสมานฉันท์สุวรรณภูมิ

สุจิตต์ วงษ์เทศ



ผู้คนสุวรรณภูมิยุคดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ยกย่องหญิงเป็น"แม่-นาง"หัวหน้าเผ่าพันธุ์ เป็นประธานในพิธีกรรม เป็นใหญ่ในงานสำคัญๆ เช่น งานช่างทุกชนิด(ปัจจุบันเรียกศิลปะ) เป็นเจ้าของบ้านและที่ดิน จนถึงเป็นผู้สืบตระกูล (เมื่อเทียบปัจจุบันต้องมีนามสกุลตามแม่-เมีย) โดยมีชายเป็นบ่าว แปลว่า ขี้ข้ารับใช้ ดังเหลือร่องรอยในประเพณีแต่งงานว่าฝ่ายชายเรียกเจ้าบ่าว

ชาวสุวรรณภูมิเชื่อว่าคนเราเกิดจากท้องแม่เดียวกัน คือน้ำเต้าปุง ทุกชาติพันธุ์เป็นเครือญาติพี่น้องท้องเดียวกันทั้งนั้น

เหตุนี้คำว่าแม่และนาง จึงเป็นคำยกย่อง เช่น ลำน้ำใหญ่เรียกแม่น้ำ(ทางภาคกลาง) หรือน้ำแม่(ทางเหนือ-อีสาน) ผู้เป็นใหญ่ฝ่ายทหารเรียกแม่ทัพ ฯลฯ ผีที่สิงสถิตในเครื่องมือทำมาหากินเรียกนางครก(ผีประจำครก) นางสาก(ผีประจำสากตำข้าว) นางด้ง(ผีประจำกระด้งฝัดข้าว) ฯลฯ ผีประจำยานพาหนะเรียกแม่นางหรือแม่ย่านาง

หญิงดึกดำบรรพ์ผู้เป็นบรรพชนผู้คนสุวรรณภูมิ เป็นเจ้าของศาสนาผี คือ วิญญาณบรรพบุรุษเรียกผีฟ้า หญิงที่ได้รับยกย่องใช้ติดต่อสื่อสารกับผีบรรพบุรุษเรียกนางเทียม(ปัจจุบันคือคนทรง) มีฐานะเทียบเท่าพราหมณ์ในฮินดู

ต่อมาเมื่อศาสนาใหญ่จากอินเดีย(ชมพูทวีป)ที่เป็นของผู้ชายแพร่หลายเข้ามา และได้รับการยกย่องยอมรับนับถือมากกว่าศาสนาผีดั้งเดิม ผู้หญิงเลยถูกริบอำนาจให้มีฐานะต่ำกว่าชาย และไม่มีพื้นที่ระบบความเชื่อทางศาสนา เช่น ไม่อนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณี และเมื่อหันไปนับถือผีดั้งเดิมก็ถูกกล่าวหาว่าร้ายต่างๆนานา เช่น ผัวทิ้งบ้าง เพี้ยนบ้าง ฯลฯ ทั้งๆที่ศาสนาของผู้ชายมีเทวดาซึ่งก็เป็นผีเหมือนกัน

คนในอุษาคเนย์ (SEA) ทุกวันนี้ ควรร่วมกันศึกษาความเป็นมาทางภูมิสังคมวัฒนธรรมของสุวรรณภูมิอย่างละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ เพื่อสร้างความสมานฉันท์อย่างสันติวิธีขึ้นมาด้วยสำนึก"เศรษฐกิจพอเพียง"ที่ทันสมัยและพัฒนา

จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์อย่างคำว่าแม่-นางเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะนี่คือวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิอย่างแท้จริง ก่อนจะแยกกันเรียกชื่อ"ชาติ"อย่างรัฐชาติปัจจุบัน



"จ้าวแม่" แห่งสุวรรณภูมิ

หลักฐานว่าผู้หญิงมีฐานะสูงกว่าผู้ชาย นักโบราณคดีขุดพบที่บ้านโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เป็นโครงกระดูกเพศหญิง อายุราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว(เก่าแก่กว่าบ้านเชียงที่อุดรธานี) ประดับประดาด้วยเครื่องประดับทำจากลูกปัดเปลือกหอยกว่า ๑๒๐,๐๐๐ เม็ด ภาชนะดินเผาหลายใบ หินดุดินเผาและหินขัดภาชนะดินเผาอีก ๒ ก้อน ศพข้างๆเป็นศพเด็ก มีลูกปัดนับหมื่นเม็ด และมีหินดุดินเผาขนาดเล็ก ทั้ง ๒ ศพ มีสิ่งของที่มาจากต่างถิ่นฝังไว้ บางศพฝังอยู่ใต้ถุนมีพื้นยกสูง


ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าฐานะของผู้หญิงได้รับการยกย่องอย่างสูง อาจเป็นถึง"จ้าวแม่"ก็ได้ นักโบราณคดีที่ขุดพบคราวนั้นเลยสมมุติเรียกว่าจ้าวแม่แห่งโคกพนมดี

หลังรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดียแล้ว มีราชสำนักขึ้นในสุวรรณภูมิ ใช้ภาษาและอักษรจากอินเดีย จึงเรียกเจ้าแม่ยุคดึกดำบรรพ์ที่มีฐานะทางสังคมลดลงว่านางนาค หรือแม่สี(คำว่า สี กร่อนจากภาษาเขมรว่า สรี อ่าน เสร็ย แปลว่า ผู้หญิง) ทั้งหมดล้วนหมายถึงผีบรรพบุรุษซึ่งเป็นเพศหญิง

ด้วยรากเหง้าเก่าแก่ดึกดำบรรพ์นี้เอง ในประเพณีดั้งเดิมจึงสืบสกุลและราชสันตติวงศ์ทางฝ่ายหญิง เช่น ระบบวังหลวง-วังหน้า มักเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน

เหตุนี้ในราชสำนักเขมรยุคนครธม จึงมีตำนานนางนาคอยู่ในปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินต้องเซ่นพลีประจำทุกคืน และในราชสำนักกรุงศรีอยุธยากำหนดไว้ในกฎมณเฑียรบาลว่าพระเจ้าแผ่นดินต้องทำพิธีเซ่นพลี"แม่อยั่ว" หมายถึงเจ้าแม่อยู่หัวของเมือง(หรือแม่อยู่หัวหรือแม่อยู่เมือง)เป็นประจำทุกปี เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของราชอาณาจักรสยาม

ที่ต้องทำพิธีกรรมอย่างนั้น เพราะ"เจ้าแม่" เป็นผู้พิทักษ์ราชอาณาจักร และไพร่บ้านพลเมือง รวมทั้งพระเจ้าแผ่นดิน



"แม่อยั่ว" คือแม่อยู่หัว

ราชสำนักสุวรรณภูมิ เช่น กรุงศรีอยุธยา ยังรักษาจารีตหญิงมีฐานะสูงไว้ในพิธีกรรมสำคัญ เห็นความสืบเนื่องได้จากกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยากำหนดตำแหน่ง"แม่หยัวเมือง"ไว้เป็นอันดับ ๒ รองจากตำแหน่งพระอัครมเหสี และให้พระราชกุมารที่เกิดจากแม่หยัวเมืองจะได้เป็นที่พระมหาอุปราช ว่าดังนี้

"กำหนดพระราชกฤษฎีกาไอยการ พระราชกุมาร พระราชนัดดา ฝ่ายพระราชกุมารอันเกิดด้วยพระอัคมเหษีคือสมเด็จ์หน่อพระพุทธเจ้า อันเกิดด้วยแม่หยัวเมือง เป็น พระมหาอุปราช..."


เมื่อท้าวศรีสุดาจันทร์มีพระราชกุมารถึง ๒ พระองค์ คือพระยอดฟ้ากับพระศรีศิลป์ จึงได้รับยกย่องเป็น"แม่หยัวเมือง"หรือ"แม่ยั่วเมือง" ในตำแหน่งที่มีศักดิ์และสิทธิ์รองจากพระอรรคมเหสี

คำว่า"หยัว" หรือ"ยั่ว" เป็นภาษาโบราณ ไม่ได้มีความหมายไปในทาง"ดาวยั่ว"หรือ"ดาวโป๊"ตามภาษาปัจจุบัน เพราะ"แม่หยัวเมือง"กร่อนมาจากคำว่า"แม่อยู่หัวเมือง" (ทำนองเดียวกับคำว่า"แม่ศรีเมือง"ของลาว) หมายถึงสนมเอกคู่บัลลังก์ที่มีราชกุมาร ในกฎมณเฑียรบาลบางตอนยังใช้คำว่า"แม่หยัวเจ้าเมือง" ด้วย ต่อมากร่อนเสียงเป็น"แม่ยั่วเมือง"

แต่สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศนานุวัดติวงศ์ ทรงสันนิษฐานว่าชื่อ"แม่หยัวเมือง" มาจาก "แม่อยู่เมือง" จึงทรงสะกดว่า "แม่อยั่วเมือง" เพื่อให้สอดคล้องกัน คือ อยู่ เป็น อยั่ว เพราะเสียง อู แผลงเป็น อัว ได้ และหมายถึง แม่ผู้เป็นใหญ่ตามจารีตดึกดำบรรพ์เรียกเจ้าแม่อยู่หัวของเมืองนั่นเอง แล้วหดสั้นลงว่าแม่อยู่หัวหรือแม่อยู่หัว แต่โดยทั่วไปมักเขียนว่า "แม่หยั่ว" หรือ"แม่หยัว"

แม่หยั่วพระพี่ มีในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นกรุงศรีอยุธยา แสดงว่าจารีตนี้มีมาก่อนนานแล้ว แต่เพิ่งตราเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นในยุคต้นกรุงศรีอยุธยา นี่เป็นร่องรอยของระบบความเชื่อที่สืบมาจากยุคดึกดำบรรพ์นานมาก

คำ"พระพี่"ตรงนี้หมายถึงใคร? อะไร? ที่ไหน? ยังอธิบายไม่ได้ เลยต้อง"เดา"ว่าน่าจะเป็นแม่อยู่หัวผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาที่มีอยู่ สอดคล้องคำอธิบายของพจนานุกรมฉบับมติชนว่าเจว็ดผีหลวง

เจว็ด (หรือ เตว็ด บางทีก็เขียนตระเว็ด) มักหมายถึงรูปเทพารักษ์ในศาลพระภูมิที่ได้รับยกย่องเป็นใหญ่ แต่ไม่มีอำนาจจริง รูปนี้จะเขียนขึ้นหรือสลักไม้-หินก็ได้ สุดแต่ชุมชนจะร่วมกันจินตนาการ

เนื้อความในกฎมณเฑียรบาลพรรณนาพระราชพิธีในราชสำนักยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ก็ดูจะสมจริงว่าแม่หยัวพระพี่เป็นเจว็ดผีหลวง คือผีผู้ใหญ่ที่เป็นประธาน หรือหัวหน้าผีของราชอาณาจักร และต้องเป็นเพศหญิงที่มีฐานะสูงถึงแม่อยู่หัว มีคำว่า"แม่"นำหน้าคำเรียกยกย่องนั้น

เมื่อเทียบคติของเขมรที่มีในเอกสารจีนยุคนครธม(ราว พ.ศ. ๑๘๓๙) ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓) จะเห็นว่าแม่หยัวพระพี่ตรงกับนางนาค หรือผีฟ้า, ผีมด, ผีเม็ง ซึ่งล้วนเป็นผีบรรพบุรุษร่วมกันของบ้านเมืองและรัฐในสุวรรณภูมิทั้งลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา



แม่-นาง บรรพบุรุษเพศหญิงของสุวรรณภูมิ

นางแก้ว หมายถึงผู้หญิงที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง, ยอดหญิง, หญิงมีบุญ ฯลฯ เป็นหนึ่งในสัตรัตนะ หรือ รัตน ๗ ประการ คือ แก้ว ๗ อย่างของมหาจักรพรรดิราช มีในไตรภูมิกถา เรียกนางแก้วว่าอิตถีรัตนะ (อิตถี แปลว่าหญิง-รัตนะ แปลว่าแก้ว) เป็นผู้หญิงมีบุญ เกิดในตระกูลกษัตริย์ บางทีก็เรียกนางกษัตริย์

คำว่านางแก้วมีใช้มากในวรรณคดี เป็น"กวีโวหาร"ใช้ยกย่องหญิงเป็นที่รักและเทิดทูล เช่น มีในทวาทศมาสโคลงด้นยุคต้นกรุงศรีอยุธยา (ราว พ.ศ. ๒๐๐๐) ว่า"โอ้รัตนนารีศเนื้อ นวลลักษณ์" มีคำว่า"รัตนนารีศ" มาจาก รัตนะ+นารี (+ศ เข้าลิลิต) หมายถึงนางแก้วผู้ประเสริฐและงดงามอย่างยิ่ง

คำว่านาง เป็นภาษาร่วมของสุวรรณภูมิ โดยไม่อาจกำหนดได้ว่าเป็นคำไทย-ลาว หรือมอญ-เขมร ฯลฯ มีรูปอักษรเหมือนกันหมด ต่างกันเมื่อออกเสียง เพราะเขมรอ่านออกเสียงว่าเนียง น่าจะมีใช้ร่วมกับคำว่า แม่ ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์

นาง(เขมรว่าเนียง)นี้ คนทั่วไปทุกเพศใช้เรียกผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่าผู้เรียก หมายถึงหญิงทั่วไปโดยไม่จำแนกว่าโสดยังไม่แต่งงานหรือแต่งงานแล้ว มีความหมายเดียวกับคำว่าสาว บางทีเรียกอย่างเอ็นดูและเมตตาว่าอีนางอีสาว หรืออีสาวอีนางก็ได้ แต่ต่อมาเป็นแสลงสั้นๆใช้เรียกหญิงอย่างเหยียดหยามว่า นัง เช่น นังกระแดะ เป็นต้น

นางมีฐานะทัดเทียมกับพระ ใช้ในคำว่า นางเอก-พระเอก และเป็นคำยกย่องอย่างสูง เช่น นางสีดา, นางมณโฑ (ในรามเกียรติ์) ตำนานในสุวรรณภูมิยกย่องหญิงเป็นใหญ่ใช้คำว่านางนำหน้าทั้งนั้น เช่น นางนาค(กับ พระทอง) นางไอ่(กับ ผาแดง) นางอุษา(กับ บารด) ฯลฯ จะเห็นว่ามีฐานะสูงเทียบได้กับแม่ ครั้นนานเข้าได้รับยกย่องเป็นผี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจเหนือธรรมชาติก็เรียกเป็น แม่ เช่น แม่นาค บางทีใช้ซ้ำคำ เช่น แม่นางนาค แม่นางไอ่ ฯลฯ จนถึงแม่ย่านางของยานพาหนะ เช่น รถ เรือ ฯลฯ

จะสมานฉันท์ด้วยสันติวิธีทั้งสุวรรณภูมิได้ดีมากๆ ถ้าทำความเข้าใจร่วมกันเรื่องภาษาและวรรณคดีโบราณเกี่ยวกับแม่และนาง

หน้า 24




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2549    
Last Update : 22 สิงหาคม 2549 11:26:45 น.
Counter : 280 Pageviews.  

"ดนตรีมีคุณทุกอย่างไป"พระอภัยมณี "เป่าปี่" ด้วยปัญญาและความรักในสันติภาพ


คอลัมน์ รายงานพิเศษ

สุจิตต์ วงษ์เทศ



หนังสือพิมพ์หลายฉบับพิมพ์ภาพและข่าวประโคมประชาสัมพันธ์งานมหกรรมฝรั่งเต้นตีกลองญี่ปุ่นชื่อไทโกะ (คำนี้แปลว่ากลอง) แล้วบอกว่าเป็นกลองญี่ปุ่นที่ได้แบบแผนจากจีนและอินเดียเมื่อราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว



กลองทัด-ไทโกะ และพาทย์ฆ้อง

ไทโกะน่าจะมาจากคำจีนฮั่นว่าหนานถังโกะ หมายถึงกลองของชนเผ่าทางใต้(ของฮั่น) แสดงว่ากลองอย่างนี้ไม่ใช่สมบัติของจีนฮั่นมาแต่เดิม หากเป็นสมบัติดั้งเดิมของชนเผ่าทางทิศใต้ของจีนฮั่น คือใต้ลุ่มน้ำแยงซีเกียงมีคำเรียกสุวรรณภูมิ ที่จีนฮั่นบอกไว้ในเอกสารโบราณมากกว่า ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว ว่าเป็นพวกป่าเถื่อนร้อยเผ่า เรียกหมาน, ฮ่วน, เย่ว์ ฯลฯ มีตระกูลไทย-ลาว อยู่ด้วย

คำจีนเรียกกลองพื้นเมืองสุวรรณภูมิว่าหนานถังโกะ ญี่ปุ่นรับไปใช้แล้วเรียกเพี้ยนว่าไทโกะ แต่ตระกูลไทย-ลาวเรียกกลองที่เป็นสมบัติดั้งเดิมอย่างนี้ด้วยภาษาปัจจุบันว่ากลองเพล หรือกลองทัดในวงปี่พาทย์ประกอบโขนละครลิเก ตระกูลมอญ-เขมรก็ใช้กลองอย่างนี้

จีนกับอินเดียไม่มีกลองสุวรรณภูมิอย่างนี้ใช้เมื่อ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว จีนเพิ่งรับไปใช้หลังยุคสามก๊ก แต่อินเดียไม่มีใช้เลย เพราะไม่รับจากสุวรรณภูมิ เนื่องจากอินเดียมีกลองหลากหลายเป็นของตัวเองอยู่มากแล้ว

กลองสุวรรณภูมิ มีลีลาท่าเต้นตีหลากหลาย แต่ที่รู้จักแพร่หลายมีอย่างเดียวคือกลองสะบัดชัยของล้านนา ปัญหาอนุรักษ์สุดโต่งโดยไม่รู้รากเหง้าแท้จริง ทำให้นักดนตรีไทยไม่สร้างสรรค์ท่าตีลีลากลอง มีแต่พิทักษ์ของเก่าอย่างงมงาย เลยไม่ก้าวหน้าเท่าไทโกะ ทั้งๆที่กลองไทโกะของญี่ปุ่นรับไปจากสุวรรณภูมิเมื่อราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว

เสียงกลองทัด(ไทโกะ)เป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์คู่กับมโหระทึก(กลองทองสัมฤทธิ์) ของกลุ่มชาติพันธุ์สุวรรณภูมินานกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว



นกเขา(ไฟ)มะราปี ของครูกัญญา โรหิตาจล


เมอราปิ เป็นภาษาอินโดนีเซียในตระกูลชวา-มลายู หมายถึง ไฟ เป็นชื่อเรียกภูเขาไฟบนเกาะชวาที่กำลังปะทุคุกรุ่น พ่นลาวามาหลายเดือนแล้ว ไม่รู้จะระเบิดเถิดเทิงเมื่อไร

คำชวา-มลายูว่าเมอราปี คนไทยออกเสียงเป็นมะราปี มีในเพลงดนตรีไทยใช้ประกอบระบำนกเขา ครูมนตรี ตราโมทแต่งขึ้นใหม่เลียนแบบสำเนียงแขกชวา-มลายู เมื่อราว พ.ศ. ๒๔๙๓ ให้ชื่อเพลงนกเขามะราปี หมายถึงนกเขาไฟ กรมศิลปากรใช้เล่นประกอบละครเรื่อง

อิเหนา ตอนปะสันตาต่อนก ใครได้ยินทำนองแล้วฟังเนื้อร้องต่างก็ชื่นชอบทั้งนั้น พากันจำคำร้องว่า"จู้ฮุกกรู" เนื้อร้องอื่นๆจำไม่ได้ ผมเองยิ่งกว่านั้นคือจำอะไรไม่ได้เลยนอกจากจู้ฮุกกรูๆ ถ้าไม่มีใครบอกก็ไม่รู้ว่านี่คือเพลงนกเขามะราปีหรือนกเขาไฟของครูมนตรี

ครูกัญญา โรหิตาจล คนร้องละครผู้อาวุโสแห่งกรมศิลปากร ที่มีแก้วเสียงสุด"คลาสสิค" ของสุวรรณภูมิ ลงทุนทำซีดี ๔ ชุด ออกวางขายเผยแพร่ด้วยตัวเอง มีขุนช้างขุนแผนตอนพระไวยแตกทัพ (๒ แผ่น) กับอมตะเพลงไทย(ระบำครุฑและพระลอลงสวน รวม ๒ แผ่น) มีระบำนกเขามะระปีในเพลงดนตรีสำคัญที่บอกมาข้างต้นด้วย

เสียงร้องของครูกัญญาเป็นแบบฉบับกรุงศรีอยุธยาแท้ๆ มีเสียงเครือซ่อนอยู่น้อยๆเหมือนระลอกคลื่นในสระโบกขรณี แต่ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากรขาดรสนิยม และขาดพื้นฐานด้านนี้ เลยทอดทิ้งเสียงสุวรรณภูมิอย่างนี้ไปไม่เอาเรื่อง ทั้งๆควรบันทึกไว้เป็นเสียงประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน

พูดไม่ออก บอกไม่ถูก กับลักษณะ"ทุนนิยมสามานย์"อย่างนี้ที่ระบบราชการก็เป็นไปตามนั้น เลยต้องขอป่าวร้องให้ร่วมด้วยช่วยกันซื้อซีดี ๔ แผ่น ของครูกัญญา โรหิตาจล ให้รอดพ้นทุนหายหดหมดกำลังในคราวนี้ด้วย ของดีๆมีไม่มาก วางขายทั่วไปไม่ได้ เจ๊งซิครับ ต้องสั่งซื้อไปที่สุภางค์พักตร์ เต๊ะอ้วน โทร. ๐ ๑๘๓๒ ๐๒๕๓




เสียงเพลง เสียงพาทย์ มหรสพทางจิตวิญญาณ

สุนทรภู่สร้างเรื่องพระอภัยมณีขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองนานาชาติขณะนั้น คืออังกฤษล่าอาณานิคมยึดอินเดีย-ลังกา ตั้งแต่ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา(ก่อนกรุงแตก พ.ศ. ๒๓๑๐) ครั้นสุนทรภู่เกิดในแผ่นดินรัชกาลที่ ๑ (พ.ศ. ๒๓๒๙) อังกฤษกำลังขยับขยายแผ่อิทธิพลทางการเมืองมาทางสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เพื่อล่าอาณานิคมบ้านเมืองทางทะเลอันดามัน เช่น สิงคโปร์ ฯลฯ แล้วคืบคลานเข้าอ่าวเมาะตะมะเพื่อยึดหงสาวดีและย่างกุ้ง

สุนทรภู่น่าจะเกรงกลัวสงคราม ต่อต้านสงครามล่าอาณานิคม เลยสร้างเรื่องให้พระอภัยมณีเรียนวิชาดนตรี(คือเป่าปี่) สัญลักษณ์ของปัญญาและวิชาความรู้ เป็นเครื่องมือแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติวิธี

เมื่อสามพราหมณ์พบพระอภัยมณีครั้งแรกที่หาดทรายชายทะเล ได้สอบถามวิชาความรู้ซึ่งกันและกัน สามพราหมณ์ถามเพราะไม่เข้าใจว่า "ดนตรีมีคุณที่ข้อไหน" พระอภัยมณีตอบว่า

( พระฟังความพราหมณ์น้อยสนองถาม จึงเล่าความจะแจ้งแถลงไข

อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์

ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช จตุบาทกลางป่าพนาสิณฑ์

แม้นปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา

ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา

ซึ่งสงสัยไม่สิ้นในวิญญาณ์ จงนิทราเถิดจะเป่าให้เจ้าฟัง

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงวินิจฉัยว่าสุนทรภู่ได้ความคิดให้พระอภัยมณีเป่าปี่จากวรรณคดีพงศาวดารจีนเรื่องไซฮั่น คือเตียวเหลียงเป่าปี่เมื่อฮั่นอ๋องรบกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง แต่เหตุที่สุนทรภู่เลือกเอาปี่เป็นเครื่องดนตรีของพระอภัยมณี อาจได้ความคุ้นเคยจากครูมีแขก ที่เชี่ยวชาญทางเป่าปี่ขณะนั้น จนถึงขนาด"เป่าทะยอยลอยลั่นบรรเลงลือ"ด้วยก็ได้

ดนตรีในสุวรรณภูมิ(และอาจรวมทั้งโลก)มีขึ้นครั้งแรก เป็นเครื่องมือสร้างภาษาศักดิ์สิทธิ์เพื่อสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น ผี ฯลฯ หลังจากนั้นมีวิวัฒนาการเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา เช่น พราหมณ์ ฯลฯ แม้ฝ่ายพุทธจะไม่สนับสนุนดังมีข้อห้ามไว้ในศีลข้อ ๗ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเด็ดขาด ฉะนั้นชาวพุทธในสุวรรณภูมิราว ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว จึงรับเครื่องมือสัมฤทธิ์เรียกฆ้องหรือกลองมโหระทึกไว้เป็นเครื่องบูชาประจำวัดสืบเนื่องมา เช่น ฆ้อง ระฆัง ฯลฯ มีในศิลาจารึกหลายหลัก

ท่านพุทธทาสก็เล็งเห็นคุณของดนตรี ดังมีบทนิพนธ์หลายเรื่องพาดพิงถึงดนตรีมีคุณใช้ประกอบฝึกฝนทางจิตให้สงบได้ แต่ต้องใช้ดนตรีเป็นไปเพื่อสร้างสมาธิและความร่มเย็น ดังลิขิตของท่านพุทธทาสกล่าวถึงโอเปร่าพุทธประวัติ ว่าถ้าทำได้จะมีประโยชน์สูงสุด

วัดเทพธิดาราม ที่สุนทรภู่เคยจำพรรษาแล้วแต่งเรื่องพระอภัยมณีเล่นดนตรีเป่าปี่ เป็นวัดหลวงขนาดกะทัดรัดอยู่กลางกรุงเทพฯ ตรงถนนมหาไชย ย่านสำราญราษฎร์(แต่ก่อนเรียกประตูผี) ใกล้ป้อมหากาฬ ถนนราชดำเนิน หลังวัดติดศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(เสาชิงช้า)

วัดเทพธิดารามนี้ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างขึ้นด้วยศิลปะสถาปัตยกรรมพระราชนิยมแบบจีนๆ และยังมี"บ้านมหากวี กุฎีสุนทรภู่" เหลืออยู่เป็นพยาน

บริเวณวัดสะอาดสะอ้านและสงบ บรรดาข้าพระโยมสงฆ์เลยทำบุญร่วมกับกองทุนสุนทรภู่ และโครงการสถาบันสุวรรณภูมิของมหาวิทยาลัยศิลปากร เชิญวงดนตรีไทยมาประโคมบรรเลงเพลงดนตรีสลับกันทุกบ่าย-เย็น วันพระ(ขึ้นแรม) ๑๕ ค่ำ เป็นมหรสพทางจิตวิญญาณ ตั้งแต่เข้าพรรษาจนออกพรรษา เป็นปัจจัยไทยทานบริการสาธารณะตลอด ๓ เดือน

ขอเชิญสาธุชนร่วมรับธรรมสังคีตดีดสีตีเป่าตามกำลังศรัทธา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลย

หน้า 24




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 16:33:13 น.
Counter : 2561 Pageviews.  

เครือญาติชาติภาษา และลายเส้น ก่อนมีลายไทยในสุวรรณภูมิ

คอลัมน์ รายงานพิเศษ

สุจิตต์ วงษ์เทศ



สิ่งที่บอกความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสุวรรณภูมิ เรียกกันแต่ก่อนว่าชาติภาษา เช่น คนที่มีวัฒนธรรมต่างจากตน เรียกคนต่างชาติต่างภาษา บางทีเรียกพวก"สิบสองภาษา" (เป็นคำเรียกรวมๆคนต่างชาติต่างภาษา ไม่ได้ระบุจำนวนว่ามี ๑๒ เท่านั้น)

บรรพชนคนไทยมีวัฒนธรรมร่วมกับคนเผ่าพันธุ์อื่นในสุวรรณภูมิ เพราะคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิก็ล้วนเป็นบรรพชนคนไทย ขณะนี้ยังไม่มีเครื่องมืออะไรจะกำหนดได้แน่นอนว่าคนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิราว ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว พูดภาษาอะไร? และเป็น"ภาษาร่วม"กันหมดทุกเผ่าพันธุ์หรือไม่? อย่างไร? แต่นักวิชาการด้านภาษาถือเอาภาษาพูดในชีวิตประจำวัน หรือภาษาใช้งาน working language ของคนปัจจุบัน กำหนดความแตกต่าง มี ๕ ตระกูลดังนี้

๑. ตระกูลมอญ-เขมร หรือออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic Language family) เช่น พวกมอญ เขมร ลัวะ ละว้า และบรรดากลุมที่คนอื่นๆเรียกอย่างดูถูกว่า ข่า ส่วย ม้อย ฯลฯ แยกเป็นภาษาหลัก และภาษาถิ่นย่อยๆอีกมาก ล้วนมีหลักแหล่งดั้งเดิมบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์

๒. ตระกูลชวา-มลายู หรือออสโตรเนเซียน หรือมาลาโยโพลินีเซียน (Austronesian or Malayo-Polynesian Language family) เช่น พวกชวาและหมู่เกาะอินโดนีเชีย มลายู จาม ฯลฯ มีหลักแหล่งตามชายฝั่ง และหมู่เกาะทางตอนใต้ของอุษาคเนย์ รวมทั้งมอเก็นหรือ"ชาวเล"และ"เงาะ"

๓. ตระกูลไทย-ลาว (Tai-Lao Language family) เช่น พวกไทย ลาว จ้วง หลี อาหม ฯลฯ มีหลักแหล่งทั้งหุบเขาและทุ่งราบบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์บริเวณตะวันออก-ตะวันตกสองฝั่งโขง

๔. ตระกูลจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan Language family) เช่น กะเหรี่ยง อะข่า(อีก้อ) ปะดอง ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีพวกพม่า-ทิเบต ด้วย

๕. ตระกุลม้ง-เมี่ยน หรือแม้ว-เย้า (Hmong-Mien or Miao-Yao Language family) เช่น ม้ง(แม้ว) เมี่ยน(เย้า) มีหลักแหล่งอยู่บนดอยสูงทางตอนเหนือของผืนแผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์

คนทั้ง ๕ พวกนี้ล้วนเป็น"เครือญาติ"กันหมดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น เครือญาติชาติพันธุ์ เครือญาติชาติภาษา เป็นต้น ดังนิทานกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้าปุงมีคน ๕ จำพวก

ถ้าประเทศไทยทุกวันนี้มีคนได้สิทธิ์ภาษาใช้งานในชีวิตประจำวันได้ทั้ง ๕ ตระกูล น่าจะเป็นความหลากหลายอันมีพลังและมีเสน่ห์ยิ่งนัก



ภาษาใช้งาน ไม่ใช่ภาษาราชการ

กอส. คำย่อชื่อคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ เสนอรายงานดับไฟใต้ด้วยพลังสมานฉันท์หลายอย่างหลายประเด็น แต่มีประเด็นหนึ่งโดดเด่นเพราะถูก"ฤาษีแปลงสาร" เลยพากันด่วนสรุปเร็วเกินไป คือ ภาษามลายู

กอส. เสนอแนะนำว่า ควรให้ภาษามลายูเป็นภาษาสำหรับใช้งาน มีภาษาอังกฤษกำกับเพื่อให้เข้าใจตรงกันว่า working language เรียกง่ายๆว่า"ภาษาใช้งาน"

แต่เกิดอะไรขึ้นไม่มีใครรู้ได้ เพราะข้อแนะนำให้ภาษามลายูเป็น"ภาษาใช้งาน"กลายเป็น"ภาษาราชการ" ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า official language ซึ่ง กอส. ไม่ได้เสนออย่างที่พากันแปลงสารแล้วเข้าใจไปเอง แล้วเกิดปฏิกิริยารับไม่ได้ จนถึงต่อต้าน เรื่องนี้อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนอธิบายไว้ใน(มติชน)สุดสัปดาห์ (๑๖-๒๒ มิถุนายน ๒๕๔๙) ว่ามีเหตุมาจากพื้นฐานวัฒนธรรม สรุปย่อมาให้อ่านอีกครั้งหนึ่งดังนี้

ภาษาท้องถิ่นกำลังได้รับการส่งเสริมทั้งประเทศไทยเวลานี้โดยไม่มีประกาศอะไรเป็นทางการ จังหวัดเชียงใหม่, เทศบาลและเอกชนในเชียงใหม่รณรงค์ให้"อู้กำเมือง"กันทุกวันศุกร์ วัดเกือบทุกวัดต้องเขียนชื่อวัดเป็นอักษรเมืองควบคู่ไปด้วย

ถ้าจะพูดว่าอย่างน้อย"กำเมือง"ยังเป็นภาษาไทย ก็ต้องถามว่าแล้วภาษาจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี และอังกฤษ ซึ่งสังคมกำลังส่งเสริมให้เล่าเรียนกันในหลายรูปแบบอยู่เวลานี้เล่า ไม่เห็นมีใครรู้สึกกระอักกระอ่วน แม้บางรูปแบบของการส่งเสริมอาจทำให้เด็กไทยใช้ภาษาไทยได้อย่าง"ไม่แข็งแรง"นักก็ตาม นี่ไงครับ"ภาษาใช้งาน"สำหรับชีวิตของคนในกระแสโลกาภิวัตน์

ในท่ามกลางอารมณ์"การเปิดเสรี"ทางภาษา(ทั้งในสังคมและรัฐ) เหตุใดภาษามลายูท้องถิ่นถึงต้องถูกตั้งข้อรังเกียจ



ลายเส้นสุวรรณภูมิ ๓,๐๐๐ ปี ก่อนมีลายไทย-ลายกนก

"หากถามว่าใครคือญวน, เขมร, ลาว, ไทย, มอญ, พม่า, ยะไข่, กะเหรี่ยง, มลายู ฯลฯ คำตอบก็คือ เขาต่างเป็นลูกหลานของชาวสุวรรณภูมิร่วมกัน"

ข้อความนี้เป็นบทสรุปท้ายสุดของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่องศิลปะถ้ำและชาวสุวรรณภูมิ (ในงานอมตศิลป์สุวรรณภูมิ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๙) แล้วพิมพ์เป็นบทนำเกียรติยศในหนังสือรูปเขียนดึกดำบรรพ์ "สุวรรณภูมิ" ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว ต้นแบบงานช่างเขียนปัจจุบัน โดย อพิสิทธิ์

ธีระจารุวรรณ ประจำกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม

ชาวสุวรรณภูมิเป็นใคร? มีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีกระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีทั้งคนพื้นเมืองดั้งเดิมในดินแดนสุวรรณภูมิเอง และมีทั้งคนจากภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งหลักแหล่งจากที่ต่างๆ เช่น จากหุบเขาและชายทะเลทางทิศตะวันออก แถบเวียดนาม จนถึงกวางสี-กวางตุ้ง ในจีนตอนใต้ ฯลฯ คนพวกนี้ล้วนเป็นบรรพชนคนปัจจุบันในสุวรรณภูมิหรืออุษา

คเนย์ รวมทั้ง"คนไทย"

อพิสิทธิ์บอกไว้ในหนังสือรูปเขียนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิฯว่า คนในชุมชนย่อมมีความสัมพันธ์เคลื่อนไหวในทางสังคมและเศรษฐกิจที่จะทำให้ชุมชนอยู่รอด ทั้งสองอย่างนี้ยังไม่พอ ต้องมีอำนาจบางอย่างที่คอยควบคุมความขัดแย้ง หรือทำให้เกิดความมั่นใจในการดำเนินชีวิต คืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ ที่มาจากความเชื่อในสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติ หรือศาสนาผี (ก่อนรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์)

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีสิ่งพิเศษที่รับรู้ร่วมกัน เช่น หินตั้ง ภาพเขียนสี หรือภาพสลัก พบทั่วไปในเขตประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่นๆในสุวรรณภูมิ

ผู้คนมาชุมนุมทำพิธีกรรม แล้วร่วมกันเขียนภาพเป็นรูปร่างต่างๆตามระบบความเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น คน หมา กบ ควาย ปลา ฯลฯ แต่ที่พบมากที่สุดคือภาพมือสีแดง



ไม่ใช่งานศิลปะ แต่เป็นงานช่างสุวรรณภูมิ

ในหนังสือรูปเขียนดึกดำบรรพ์"สุวรรณภูมิ"ฯ ของ อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ อธิบายอีกว่าภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในเขตประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ สะท้อนถึงพัฒนาการทางความคิดที่มีการสั่งสม เพราะกว่าคนจะรู้จักการเขียนหรือสลักภาพบนผนังหิน เพื่อสื่อสารกันระหว่างคนในชุมชน จะต้องเริ่มต้นด้วยการสื่อสารทางเสียงและท่าทางต่างๆ เมื่อคนสั่งสมความรู้มากขึ้น คนก็รู้จักทำภาพเพื่อสื่อสารกัน

ภาพที่ปรากฏบนผนังหินเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เช่น คน, สัตว์ เป็นต้น หรือทำเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ที่คนในชุมชนนั้นๆเข้าใจความหมายสัญลักษณ์ของภาพนั้นๆ ที่คนในยุคนั้นทำขึ้นมาเพื่อสื่อสารกันเองในชุมชน นอกจากสื่อสารกันเองในชุมชนแล้ว ยังสื่อสารถึงอำนาจศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือธรรมชาติ เช่น ผี เทวดา เป็นต้น จึงเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรม ดังนั้น การศึกษาภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย จะมองในรูปแบบศิลปะไม่ได้ จะต้องมองในแง่การประกอบพิธีกรรม ภาพเหล่านี้ล้วนมีความหมาย แต่จะมีความหมายและคำอธิบายอย่างไร ต้องช่วยกันศึกษาอีกมาก

อพิสิทธิ์ สรุปตอนท้ายว่า นอกจากนี้ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ในเมืองไทย น่าจะเป็นรากเหง้าของการทำรูปเล่าเรื่องสมัยหลัง เช่น ปูนปั้นประดับศาสนสถาน จิตรกรรมฝาผนังที่ผนังโบสถ์ วิหาร เป็นต้น



รูปคนจริงๆ หรือรูปวิญญาณ บรรพบุรุษ?

ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ บอกว่ารูปเขียนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิมีข้อสังเกตสำคัญมากๆตอนหนึ่งว่า เมื่อเปรียบเทียบกับภาพสัตว์แล้ว ภาพคนจะไม่สู้เหมือนเท่าใดนัก แสดงว่าผู้เขียนภาพน่าจะมีฝีมือเขียนให้เหมือนกว่านี้ได้ ดังที่เขาได้แสดงความสามารถในการเขียนรูปสัตว์ ฉะนั้นการที่รูปคนไม่เหมือนนักจึงเป็นความตั้งใจ

คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใดจึงต้องเขียนคนให้ไม่เหมือนคนนัก เขาตั้งใจเขียนคนหรือวิญญาณของบรรพบุรุษกันแน่ (ทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายหนังชวาหรือวาหยังก็คือ วาหยังมีมาก่อนที่ศาสนาอิสลามซึ่งห้ามสร้างรูปคนจะเข้ามาถึงชวา และการแกะตัวหนังก็ทำให้ไม่เหมือนคนเต็มที่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน เพราะเขาต้องการแสดงเงาของวิญญาณบรรพบุรุษ ไม่ใช่คนจริงๆ ฉะนั้น ตัวหนังจึงมีฤทธิ์ในตัวเองมากกว่าภาพที่แกะขึ้นจากหนังงัว-ควาย)



ลายเส้นสุวรรณภูมิ ก่อนมีลายไทย-ลายกนก

ไม่ว่าความจริงแล้ว บรรพชนคนสุวรรณภูมิจะเขียนรูปคน หรือรูปวิญญาณบรรพบุรุษ หรือรูปอื่นใดในสำนึก เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีที่แล้วก็ตาม แต่ทั้งหมดคือเส้นสายลายเขียนรูปแต้ม(ฮูปแต้ม)เก่าแก่ที่สุดของสุวรรณภูมิ ก่อนมีลายไทย-ลายกนกที่ล้วนรับจากอินเดียพร้อมกับลายลาว ลายเขมร ลายมอญ ฯลฯ

บรรดาลายเส้นสุวรรณภูมินี่เอง เป็นรากเหง้าวิชาความรู้ Drawing ของสุวรรณภูมิ และสยามประเทศ ที่การศึกษาศิลปะ หรือ "ศิลปศึกษา" สมัยนี้ต้องรู้เป็นพื้นฐาน พร้อมๆกับแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับที่อื่นๆ เช่น ศิลปะตะวันตก ฯลฯ เพื่อให้เป็นพลังสร้างสรรค์ Contemporary Art ร่วมสมัยต่อไปข้างหน้า

หน้า 24




 

Create Date : 04 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 สิงหาคม 2549 16:23:49 น.
Counter : 354 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.