Group Blog
 
All Blogs
 
ไทยผมไม่ขอเป็น .....

ไทยผมไม่ขอเป็น ผมขอเป็นสยามดีกว่า" คำเกริ่นนำของ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการประวัติศาสตร์ชื่อดัง และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน ผ่านวงเสวนา "สยาม เป็นไทย" ในเวทีพูดคุยของป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร

อาจารย์ชาญวิทย์ นับเป็นหัวขบวนเรียกร้องให้รัฐบาล เปลี่ยนชื่อประเทศ จาก "ไทย" กลับไปเป็น "สยาม" และ "Thailand" กลับไปเป็น "Siam"

สิ่งเรียกร้องนี้มีที่มาที่ไป มีทั้งเหตุผลและในความหมายของคำว่า "ไทย" กับ "สยาม"

อาจารย์ชาญวิทย์ ปูที่มาให้ฟังว่า ตอนประเทศสยามที่ยังไม่เป็นไทย ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติ อาทิ มลายู มอญ ลาว จีน และชนกลุ่มน้อย อยู่กันอย่างสงบ แม้ต่างอัตลักษณ์ แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ประกอบกันเป็นชนชาติเรียกว่า สยาม

เป็นเวลากว่า 71 ปีมาแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี และหลวงวิจิตรวาทการ หรือพวกปีกขวาคณะราษฎร เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย แม้จะดูทันสมัย แต่แฝงไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เกิดเรื่องยุ่งยากที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

ทั้งในเรื่องของการแบ่งสีเสื้อคนในชาติ ประกอบด้วยเสื้อเหลือง เสื้อแดง รวมไปถึงประเด็นร้อนเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร จนเกิดเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา



ดร.ชาญวิทย์ ชี้ว่า ผลพวงสำคัญจากการเปลี่ยนชื่อประเทศคือ "ลัทธิชาตินิยม" ที่เริ่มแรกเกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 200 กว่าปีก่อน การประกาศเอกราชจากอังกฤษ มีประธานาธิบดี ปกครองแบบสาธารณรัฐ ต่อมาขยายไปยังละตินอเมริกา ยุโรป

"ที่เห็นชัดคือ การปฏิวัติฝรั่งเศส ที่นำโดยนโปเลียน ขณะที่ประเทศไทย ขยายลุกลามมาในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่มาแจ่มชัดจริงๆ เมื่อปี พ.ศ.2475 สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 ที่มาแจ่มชัดในสมัยนี้ ก็เพราะผู้นำในสมัยนั้นต้องการเล่นเกมชาตินิยม เพื่อบดบังรัศมีของฝ่ายเจ้า ที่เป็นเช่นนี้เพราะเขาไม่ประสบความสำเร็จกับการบริหาร ฉะนั้นความเป็นชาตินิยมของไทย มันก้ำกึ่งกับการเป็นลัทธิชาตินิยม มองว่าเป็นเสมือนหนึ่งกับลัทธิทหารมากกว่า"

เมื่อก่อกำเนิดเป็นลัทธิ "เชื้อ-ชาตินิยมไทย" ที่บ่มเพาะปลูกฝัง ทั้งการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ผ่านตำราเรียน ผ่านสื่อบทละคร หนังเพลง ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยมีชั้นผู้นำ ชนชั้นสูง คนกรุง คนเมือง ผลักกันไปยังชนชั้นกลาง และมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะบีบให้ถึงคนชั้นล่าง รากหญ้า ชาวบ้าน ว่าเราเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่เป็นเอกราช ก้าวนำทั้งเรื่องประชาธิปไตยและเศรษฐกิจ ลัทธิที่ว่านี้ฝังรากลึกมาเกือบ 100 ปี กลายเป็นหลุมดำที่ตกลงไปแล้ว อาจกลับขึ้นมาใหม่ไม่ได้

อาจารย์ชาญวิทย์ มองว่า ถ้าถามว่าการจะแก้ปัญหาชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหาร ที่เราเรียกร้องอยู่นั้น ขอตอบตรงนี้เลยว่า นอกจากจะยากแล้ว ปัญหาคงไม่จบง่ายๆ แม้ในปี พ.ศ.2554 จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศบาห์เรน ปัญหาก็จะกลับมาอีก

เพราะการปลูกฝัง ลัทธิ "เชื้อ-ชาตินิยมไทย" ได้ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน แต่ปัญหาจะร้อนหรือเย็น ก็ขึ้นอยู่กับเกมการเมือง นักการเมือง ที่จะเดินหน้าเอาแต้มจากชนชั้นสูง และชนชั้นกลางแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่มักได้แต้ม หากชูลัทธินี้ขึ้นมา ที่ผ่านมาก็มีบทเรียนมาแล้ว ทั้งเรื่องประชาชนในประเทศนี้ตีกันเอง ทั้งที่ภูมิซรอล จ.ศรีสะเกษ เพราะเรื่องปราสาทพระวิหาร หรือกรณีตีกันเอง เพราะเรื่องสีเสื้อและความคิดที่แตกต่าง จนบาดเจ็บล้มตาย

พร้อมกันนี้ อาจารย์ชาญวิทย์เสนอว่า ทางออกของปัญหานี้ เราจำต้องเรียนรู้ใหม่จากประวัติศาสตร์ และต้องไม่จมอยู่ในประวัติศาสตร์เก่าๆ โดยเฉพาะการตอกย้ำว่าเราเป็นเอกราช ดูถูกประเทศที่ด้อยพัฒนากว่าเรา ต้องยอมรับว่าปราสาทพระวิหารได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปแล้ว นี่คือประเด็นหลัก และเราไม่ควรเพ้อเจ้อกับประเด็นรอง กับเรื่องที่จะรับหรือไม่รับแผนพัฒนาพื้นที่ทับซ้อน และหาทางออกด้วยการเจรจาโดยสันติเป็นเพื่อนบ้านที่ดี เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประชาชนตามแนวชายแดน

"การเปลี่ยนชื่อจากไทยเป็นสยาม ผมถูกด่ามาเยอะ ว่าจะประสบความสำเร็จหรือ ผมไม่แคร์ แต่คิดว่าตอนนี้มาถูกทาง ที่ความเป็นสยาม หมายถึง การยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อัตลักษณ์ของคน ที่ประกอบกันเป็นประชาชนในประเทศนี้ และไม่เห็นด้วยที่รัฐต้องการบีบให้เหมือนกันหมด โดยเฉพาะความเชื่อลัทธิเชื้อ-ชาตินิยมไทย"

ก่อนย้ำในช่วงท้ายของการพูดคุยว่า ด้วยเหตุนี้ นามจึงมีความสำคัญมาก ที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เปลี่ยนจาก "ไทย" เป็น "สยาม" ที่เรารักชาติสยาม รักคนเชื้อชาติไทย และคนเชื้อชาติอื่นๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงมักพูดเสมอว่า

"ถ้าเป็นสยามผมมีที่ยืน แต่ถ้าเป็นไทยผมไม่มีที่ยืน"

นี่คือข้อมูลและเหตุผลที่ "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ยังคงยืนหยัดเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศกลับไปเป็น "สยาม" ดังเดิม

หน้า 6



Create Date : 10 ตุลาคม 2553
Last Update : 10 ตุลาคม 2553 10:29:32 น. 0 comments
Counter : 241 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

win_mma
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add win_mma's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.