ในหลวงกับพืชที่เรียกว่าข้าว





ในหลวง..กับ
พืชที่เรียกว่าข้าว






ข้าวนี้มีคุณ


“….ข้าวที่ออกเป็นสีลักษณะนี้เป็นข้าวที่มีประโยชน์ อย่างข้าวกล้อง คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกัน เพราะเห็นว่าเป็นข้าวของคนจน ข้าวกล้องมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเมล็ดสวยแต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว….

มีคนบอกว่า คนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี้ก็คนจน…”

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่สื่อมวลชน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2541



ขอบคุณที่อ่าน… Blogเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องยาวนะ
….ถ้าจะรีบไป...ช่วยแวะไปอ่านคอมเมนต์จาก ผู้อ่านใจดีคนที่5 ก่อนนะ




".. ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปีประชากรอาจจะ 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก.."

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโครงการพระราชดำริ ที่บ้านโคกกูแว จ.นราธิวาส
วันที่ 28 กันยายน 2536




" ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมี ความยากลำบากอยู่ มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้น เมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่นๆบ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป"

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อ พฤษภาคม 2504
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2




"...ในสมัยปัจจุบัน อาชีพเพาะปลูกนี้มีความสำคัญมาก เพราะการเพาะปลูกนี้เป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราไม่มีการเพาะปลูก ก็จะไม่มีวัตถุดิบที่จะมาเป็นอาหาร หรือเป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นสิ่งก่อสร้าง ฉะนั้นต้องทำการกสิกรรม..."

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้นำสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์นิคม ณ ศาลาดุสิดาลัย
เมื่อพฤหัสบดีที่ 11 พฤษภาคม 2521
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 2




"ในอนาคต...ข้าวไร่มีบทบาทมากเพราะไม่ต้องใช้น้ำมาก และอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ สำหรับพวกข้าวสาลี และข้าวบาร์เลย์ให้เป็นพืชเสริมสำหรับแปรรูป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อชาวเขาและเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง"

กระแสพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จทอดพระเนตรแปลงทดลองข้าว ณ สถานีทดลองข้าวสันป่าตอง
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย
: หน้า 13






จะอ่านต่อมั๊ย….แน่ใจนะ….มีเนื้อเรื่องยาวนะ
….ถ้าจะรีบไป....ช่วยแวะไปอ่านคอมเมนต์จาก ผู้อ่านใจดีคนที่5 ก่อนนะ




การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาข้าว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว..ทรงตระหนักถึงความสำคัญของข้าวว่า
เป็นอาหารหลักของคนไทย และเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ
จึงทรงให้ความสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาข้าวอย่างต่อเนื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการวิจัยและส่งเสริม การปลูกข้าวนาสวน ข้าวไร่ ตลอดจนการปรับปรุงระบบการผลิตข้าวในโครงการ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ 6 แห่ง คือ

- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ

- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ

- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ

- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ

- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ

- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ




โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถพึ่งตนเองได้ ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ดำเนินการทางด้านการเกษตรต่างๆ เพื่อเป็นตัวอย่างและเป็นแหล่งความรู้ ทรงทุ่มเทเพื่อการศึกษาวิจัย เพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะการทดลองเกี่ยวกับการผลิตข้าวอย่างครบวงจร ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน


ในปี พ.ศ. 2504 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการข้าว(ปัจจุบันคือกรมวิชาการเกษตร) ดำเนินการจัดทำแปลงนาในบริเวณสวนจิตรลดา และนำพันธุ์ข้าวต่างๆมาปลูกทดลองเพื่อทำการศึกษา โดยในครั้งแรกทรงขับรถไถนาเตรียมแปลงหว่านข้าว และทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง





ปัจจุบันแปลงนาข้าวทดลอง เป็นที่ปลูกข้าวพันธุ์ดี ซึ่งส่งเสริมให้ชาวนาปลูกในภาคต่างๆ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวได้จากนาข้าวทดลอง จะนำไปใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และนำไปบรรจุซองเล็กๆ จัดเป็น "พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน" แจกจ่ายให้กับพสกนิกรและเกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเป็นสิริมงคลในการประกอบอาชีพ



ระบบสหกรณ์

" ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมผลผลิตให้ได้ปริมาณสูงสุดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะเป็นการสิ้นเปลืองค่าโสหุ้ย และทำลายคุณภาพดิน แต่ควรศึกษาสภาวะการตลาดการเกษตร ตลอดจนการควบคุมราคาผลิตผลไม่ให้ ประชาชนได้รับความเดือนร้อน"

จาก หนังสือ "ใต้ร่มพระบารมี" 20 ปี กปร. หน้า 66



" เวลานึกถึงทำไมมีข้าวมาก ราคาข้าวก็ตก ก็น่าจะเป็นการดีที่มีข้าวมาก พวกเราที่บริโภคข้าวก็จะได้ซื้อข้าวในราคาถูก แต่หารู้ไม่ว่าข้าวที่บริโภคทุกวันนี้ ราคาก็ยังแพงเป็นที่เดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป ก็ต้องหาเหตุผล ทำไมแพง ข้าวที่บริโภคแพง และข้าวที่ชาวนาขายถูก...

เข้าไปหากลุ่มชาวนา ถามเขาว่าเป็นอย่างไร เขาบอกว่าแย่ ข้าวราคาถูก ก็ถามเขาว่า ยุ้งฉางมีหรือเปล่าที่จะเก็บข้าว เขาบอกว่ามี ก็เลยเห็นว่าควรที่จะเก็บข้าวเอาไว้ก่อน หลังจากที่ข้าวล้นตลาด แต่ว่าไม่ทันนึกดูว่า ทำไมเขาเก็บข้าวไม่ได้ แม้จะมียุ้งฉาง ก็เพราะเขาติดหนี้


เหตุที่ติดหนี้ก็คือ เสื้อผ้าเหล่านั้น หรือกะปิ น้ำปลา หรือแม้กระทั่งข้าวสาร ก็ต้องบริโภค ถ้าไม่ได้ไปซื้อที่ตลาด หรือร่วมกันซื้อ ก็คงเป็นพ่อค้า หรือผู้ที่ซื้อข้าวเป็นผู้นำมา อันนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าวถูก ... ข้าวเปลือกถูก แล้วก็ทำให้ข้าวสารแพง คือว่าชาวนาทำนาไปตลอดปี ก็ต้องบริโภค เมื่อต้องบริโภคก็ต้องเอาสิ่งของ ต้องไปติดหนี้เขามาสำหรับหาสิ่งของบริโภค แล้วก็เอาเครื่องบริโภคก็ได้รับบริการอย่างดีที่สุดจากผู้ที่มาซื้อข้าว บอกว่าไม่ต้องเอาข้าวมาเดี๋ยวนี้ เวลาได้ผลแล้วก็จะเอา แต่ว่าเอาสิ่งของมาให้แล้วก็เชื่อ ของนั้นก็มีราคาแพง เพราะว่านำมาถึงที่ ข้าวที่เวลาได้แล้วจะขายก็ต้องขายในราคาถูก เพราะว่าเขามักรับถึงที่


อันนี้เป็นปัญหาสำคัญถ้าจะแก้ปัญหานี้ ก็จะต้องแก้จุดนี้ ต้องแก้ด้วยการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกันและอาจจะต้องตั้ง หรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่ม แล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเองหรือให้ผู้แทนของตัวสี ก็ผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิต ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ก็ตัดปัญหาอันนี้ (คนกลาง) ลงไป "

พระราชดำรัส ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรี ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2514
จากหนังสือ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย
: หน้า 6-7




ไม่ว่าจะเสด็จประพาสยังท้องถิ่นชนบทที่ทุรกันดาร ณ แห่งหนใด
พระองค์จะทรงแนะนำให้นำ หลักการสหกรณ์มาใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ

ซึ่งข้อดีของระบบนี้ คือ สอนให้ราษฎรรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ลดการเอาเปรียบของพ่อค้าคนกลางและนายทุน ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มราคาผลิตผลของตนเอง

โครงการสหกรณ์ตามพระราชดำริ จึงเกิดขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งกิจการโรงสีข้าว ธนาคารข้าว ธนาคารโคและกระบือ เป็นการดำเนินงานโดยใช้หลักของระบบสหกรณ์ทั้งสิ้น







ธนาคารข้าว

"ธนาคารข้าว... ให้มีคณะกรรมการควบคุม ที่คัดเลือกจากราษฎรในหมู่บ้าน เป็นผู้เก็บรักษา และพิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืมและรับข้าวคืน ตลอดจนจัดทำบัญชีทำการของธนาคารข้าว

ราษฎรที่ต้องการข้าวไปใช้บริโภคยามจำเป็น ให้คงบัญชียืมข้าวไปใช้จำนวนหนึ่ง เมื่อสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้แล้วก็นำมาคืนธนาคาร พร้อมด้วยดอกเบี้ย (ข้าว) จำนวนเล็กน้อยตามแต่ตกลงกัน

ซึ่งข้าวซึ่งเป็นดอกเบี้ยดังกล่าวก็จะเก็บรวบรวมไว้ในธนาคาร และถือเป็นสมบัติของส่วนรวม...ราษฏรต้องร่วมมือกันสร้างยุ้งที่แข็งแรง ทั้งนี้หากปฏิบัติตามหลักการที่วางไว้ จำนวนข้าวที่หมุนเวียนในธนาคารจะไม่มีวันหมด แต่จะค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้น และจะมีข้าวสำหรับบริโภคตลอดไปจนถึงลูกหลาน

ในที่สุดธนาคารข้าวจะเป็นแหล่งที่รักษาผลประโยชน์ของราษฎรในหมู่บ้าน และเป็นแหล่งอาหารสำรองของหมู่บ้านด้วย"

ทรงพระราชทานแนวทางดำเนินงานธนาคารข้าวแก่ราษฎรชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2519
จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย : หน้า 8



ทรงสนับสนุนให้มีการจัดตั้งธนาคารข้าว เพื่อเป็นการเก็บรักษาข้าวไว้บริโภคเมื่อขาดแคลน โดยมีผู้เก็บพิจารณาจำนวนข้าวที่จะให้ยืมและรับข้าวคืน ราษฎรที่ต้องการยืมข้าวให้ลงบัญชีไว้ เมื่อเก็บเกี่ยวได้แล้วให้นำมาคืนธนาคารพร้อมด้วยดอกเบี้ย(ข้าว) นำมาเก็บในธนาคารเป็นสมบัติของส่วนรวม

ธนาคารข้าวยังเป็นการสร้างรากฐานของการพัฒนา สร้างความสามัคคี รู้จักการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหา มีส่วนร่วม มีความเป็นผู้นำ มีความรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลดีแก่ชุมชนนั้นต่อไปในอนาคต




โดย yyswim



Create Date : 31 ตุลาคม 2548
Last Update : 31 ตุลาคม 2548 11:03:45 น. 51 comments
Counter : 1630 Pageviews.

 

เรื่องยังไม่จบง่ายๆหรอกคับ
….ถ้าไม่ว่าง… จะรีบไป…. หรือเริ่มจะรำคาญ เจ้าของBlogแล้ว
…....ก้อ ช่วยแวะไปอ่านคอมเมนต์จาก ผู้อ่านใจดีคนที่5 ก่อนนะ






เกษตร "ทฤษฎีใหม่"


"......ให้ยึดหลักเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน อุ้มชูตัวเองได้
ให้มีพอเพียงกับตัวเอง

ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหาร
ของตัว จะต้องทอผ้าใส่ให้ตัวเองสำหรับครอบครัว อย่างนั้นมันเกินไป
แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอจะต้องมีความพอเพียงพอสมควร
บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้แต่ขายในที่
ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก....."

พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 4 ธันวาคม 2540
จาก หนังสือ "ใต้ร่มพระบารมี" 20 ปี กปร. หน้า 45




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์แก่ราษฎรทั่วทุกท้องถิ่น โดยมุ่งหมายให้ราษฎรมีความเป็นอยู่อย่าง "พอดีและพอเพียง" คือ ไม่รวยมากแต่ก็พอกิน ไม่อดอยาก ด้วยการ
บริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาชีวิตและอาชีพของเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด และมีปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอสำหรับการปลูกพืช โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนร้อยละ 30:30:30:10

ส่วนแรก ร้อยละ 30 : เป็นบ่อเก็บน้ำฝน เพื่อใช้อุปโภคบริโภค ใช้รดน้ำพืชเมื่อแล้ง หรือใช้ปลูกพืชอายุสั้นราคาดี เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง และผักต่างๆ

ส่วนที่สอง ร้อยละ 30 : ใช้ปลูกข้าว เนื่องจากทรงมีประราชวินิจฉัยว่า "ข้าวเป็นอาหารหลัก" ของคนไทย เป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นอันดับแรกของชีวิต จึงควรปลูกให้มีปริมาณที่เพียงพอสำหรับบริโภคตลอดปี

ส่วนที่สาม ร้อยละ 30 : ให้ปลูกพืชสวน ไม้ยืนต้น พืชผักและพืชไร่ แบบผสมผสานเพื่อใช้บริโภคและจำหน่าย

ส่วนที่สี่ ร้อยละ 10 : เป็นพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัย ถนน คันดิน ยุ้งข้าว เพาะเลี้ยงพันธุ์ปลา และโรงเลี้ยงสัตว์ต่างๆ


การเกษตร "ทฤษฎีใหม่" มีการทดลองที่โครงการพัฒนาวัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และได้มีการพิสูจน์แล้วว่าการบริหารที่ดินตามทฤษฎีแนวใหม่นี้ สามารถเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้นได้ ช่วยให้เกษตรกรมีข้าวและอาหารเพียงพอสำหรับการบริโภค และมีรายได้พอเลี้ยงชีพตลอดปี



โดย: yyswim วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:05:53 น.  

 




พระราชดำริโครงการฝนหลวง


"แต่จะเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆ อย่างนี้ทำไม จะดึงเมฆนี่ให้ลงมาได้ ก็เคยได้ยินเรื่องทำฝน ก็มาปรารภกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้"

จาก หนังสือ "ใต้ร่มพระบารมี" 20 ปี กปร. หน้า 44



การที่ฝนตกล่าช้าไปจากฤดูกาลเพาะปลูกตามปกติ และการที่ฝนทิ้งช่วงก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ต่อผลผลิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระราชดำริว่า... น่าจะมีการค้นคว้าทดลอง นำเทคโนโลยีมาทำฝนเทียมซึ่งใช้ได้ผลดีในต่างประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรวิศวกรรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษาแนวทางในการค้นคว้าทดลองขึ้น


ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับสนองพระราชดำรินี้ โดยจัดตั้ง "โครงการค้นคว้าทดลองการทำฝนเทียม" โดยจัดตั้ง คณะปฏิบัติการขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 และได้ทดลองทำฝนเทียมเป็นครั้งแรกที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 18 - 21 กรกฏาคม
พ.ศ. 2512 และได้ดำเนินการทดลองอีกหลายครั้ง ที่บริเวณอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนสามารถสรุปผลได้ว่า สามารถรวมกลุ่มก้อนเมฆให้เกิดเป็นฝนได้แน่นอน



ปฏิบัติการฝนหลวง

คณะปฏิบัติงานโครงการฝนหลวงได้ศึกษาทดลองและพัฒนาวิธีการทำฝนเทียมอย่างต่อเนื่อง จนค้นพบวิธีการ ทำฝนเทียมแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากวิธีปฏิบัติที่ใช้ในต่างประเทศ เรียกได้ว่าเป็นกรรมวิธีของประเทศไทยโดยเฉพาะ และได้นำมาปฏิบัติการช่วยเหลือราษฏรเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2514


กรรมวิธีใหม่นี้เกิดจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพัฒนาขึ้นด้วยพระองค์เอง โดยทรงร่วมปรึกษาหารือกับหม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2516 ทรงพระกรุณา สรุปกรรมวิธีการทำฝนหลวงเป็น 3 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 การก่อกวน คือ การดัดแปรสภาพอากาศหรือก้อนเมฆในขณะนั้น เพื่อกระตุ้นให้มวลอากาศชื้นไหลพาขึ้นสู่เบื้องบน อันเป็นการชักนำไอน้ำหรืออากาศชื้นเข้าสู่กระบวนการเกิดเมฆ

ขั้นตอนที่ 2 เลี้ยงให้อ้วน คือ การดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้เมฆเจริญขึ้นจนเป็นก้อนขนาดใหญ่ หนาแน่นมาก จนพร้อมที่จะตกเป็นฝน

ขั้นตอนที่ 3 ขั้นโจมตี คือ การดัดแปรสภาพอากาศที่จะกระตุ้นให้เม็ดละอองเมฆปะทะชนกัน แล้วรวมตัวเข้าด้วยกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการลดแรงไหลพาขึ้นเบื้องบนเพื่อให้เม็ดน้ำมีขนาดใหญ่ตกลงสู่เบื้องล่าง แล้วเกิดเป็นฝนตกลงมาสู่เป้าหมาย



โดย: yyswim วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:06:54 น.  

 

ใกล้จะจบแล้วคับ….ถ้าจะทนอ่านต่อไป
แต่ถ้าเบื่อ ไม่อยากจะทนอ่านแล้ว
งั้น…....เชิญเถอะครับ

แต่กรุณาช่วยแวะไปอ่าน คอมเมนต์จาก ผู้อ่านใจดีคนที่5 ก่อนนะ






ข้อเขียนของ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
จากหนังสือ “ข้าวของพ่อ”


“วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปที่ปราจีนบุรี
ผมได้ถามพระองค์ว่าโปรดเสวยอะไร

ท่านรับสั่งว่า “ชอบข้าว”

วันนั้นเองผมกลับมานั่งคิดว่า ข้าวมีความสำคัญต่อชีวิตเราจริงๆนะ แต่ทุกวันนี้เหมือนกับเรามองข้ามความสำคัญไป เรารู้จักข้าวกันดีแค่ไหน แล้วจะมีใครสักคนหรือไม่ที่จะขอบคุณชาวนาสักครั้ง จนกระทั่ง 5 ปีที่แล้ว พระองค์ทรงพระราชทานเงินจาก มูลนิธิชัยพัฒนา ให้ไปจัดตั้ง
มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์


ท่านทรงมีกระแสรับสั่งให้จัดทำกิจกรรมเผยแพร่เรื่องข้าว เพื่อให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของข้าว และ”ข้าวของพ่อ”ก็คือ
ความภาคภูมิใจในวันนี้ครับ”

“พระองค์ไม่เพียงแต่รับสั่ง แต่ท่านทรงออกไปปฏิบัติพระราชภารกิจทันที ทรงเลือกข้าว เพาะพันธุ์ข้าว เกี่ยวข้าวในนา เป็นภาพแห่งความทรงจำของชาวนาและผู้พบเห็น ทรงเป็นขวัญข้าวขวัญแผ่นดินและเป็นรากฐานหลักชัยของชีวิตคนไทยทุกคนครับ”


“เราควรกินข้าวอย่างไร เมื่อใดก็ตามที่เรากินข้าว เมื่อนั้นพึงระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า เราได้กินข้าวของพ่อนั่นเอง”

“พระองค์ทรงอุปถัมภ์ค้ำชูชาวนามาโดยตลอด ท่านเข้ามาเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวนาช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญหยุดไป ครั้นเมื่อพระองค์เสวยขึ้นครองราชย์จึงได้เริ่มพิธีดังกล่าวขึ้นใหม่เมื่อปีพ.ศ.2503 จนถึงปัจจุบัน


สิ่งสำคัญที่พระองค์ท่านทำยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นคือ ท่านพัฒนาพันธุ์ข้าวจากที่ทรงปลูกในสวนจิตรลดาแล้วทรงแจกจ่ายให้ราษฎร หรือแม้แต่ชาวนาประสบปัญหาการประกอบอาชีพท่านก็ทรงช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นฝนหลวง การจัดตั้งสหกรณ์ ไปจนถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำให้เห็นได้ชัดว่า พระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญกับข้าวไทยและชาวนาไทยอย่างแท้จริง”



โดย: yyswim วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:07:59 น.  

 




คุณค่าทางสมุนไพรของข้าว


•
รากต้นข้าว ใช้ผสมยา แก้ตานขโมยเด็ก

• ซังข้าวเหนียว ใช้ผสมยา ช่วยขับเลือดประจำเดือน

• เมล็ดข้าวเปลือก ใช้ผสมยา แก้โรคกระษัย

• เมล็ดข้าวที่งอกหน่อ ใช้ผสมยา แก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย

• รำข้าว ใช้ผสมยา แก้โรคเหน็บชา

• ข้าว ใช้หุงเป็นอาหาร ให้คาร์โบไฮเดรท วิตามิน ไขมัน

• น้ำล้างข้าว ใช้เป็นกระสายยา ดับพิษร้อน

• น้ำหม้อ ใช้บำรุงกำลัง แก้อักเสบภายใน แก้ปัสสาวะขัด

• ข้าวตังก้นหม้อ ใช้ผสมยา แก้กระหาย

• ข้าวตอก ใช้บำรุงกำลัง บำรุงสายตา บำรุงธาตุ

• ข้าวเม่า ใช้บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ

• ข้าวตากคั่ว ใช้ผสมยาปรับเลือดประจำเดือนให้มาปกติ

• ข้าวบูด ใช้บดผสมยา พอกหัวฝีแก้อักเสบ

• แป้งข้าว ใช้บดผสมยา พอกลดอาการอักเสบ ปวดแสบร้อน บวม



โดย: yyswim วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:08:57 น.  

 

ถึงแล้วคับ คอมเมนต์ที่ผมขอให้ท่านอ่าน …จะอ่านอย่างเดียวก็ได้




1. โดยทั่วไปท่านทานข้าวน้อยกว่า 3 มื้อหรือเปล่า?

มื้อเช้า : บางคนทานกาแฟหรือไม่ทานอะไร
มื้อเที่ยง : บางคนทานก๋วยเตี๋ยว/ส้มตำหรืออย่างอื่น
มื้อเย็น : บางคนทานอย่างอื่นหรือไม่ทานอะไร

เอ ทำไม? ชาติอื่นเขาถึงสนใจทานข้าว…สั่งซื้อข้าวไทยมากขึ้น
แล้ว คนไทย !!!!


2. ท่านทราบไหมว่า ชาวนาอาชีพ
(ชาวนาที่ทำนาเพื่อได้ข้าวมาขาย …ไม่ใช่ทำนาเพื่อได้ข้าวมากิน)
เดี๋ยวนี้ไม่ใช้ควายทำนาแล้ว แต่ใช้เครื่องจักรกลที่ต้องใช้น้ำมันทำนาแทน

ซื้อน้ำมัน ได้ผลผลิตเป็นข้าว VS ขายข้าวแล้วเอาเงินไปซื้อน้ำมันอีก
…จะฝันร้ายไปถึงไหน


3. ท่านทราบไหมว่าเดี๋ยวนี้ การขนส่งข้าว ไม่ใช้เรือโยงลากจูงทางแม่น้ำแบบในอดีตกันแล้ว แต่ใช้รถพ่วง(รถสิบแปดล้อ)หรือรถสิบล้อทางถนนหลวงที่ต้องใช้น้ำมันแทน

ควรจะตามสมัย หรือควรจะทำอย่างไรดี?


4. ท่านชอบประโยคไหน?
“เมื่ออิ่มแล้ว ไม่ควรฝืนกินต่อไปเพราะสิ่งที่กินเข้าไปจะกลายเป็นความอ้วน”

หรือประโยค “ถ้ากินไม่หมด จะ..น่าเสียดายของ จะ..น่าสงสารชาวนา
จึงควรกินให้หมด”


5. ท่านทราบไหมว่า เดี๋ยวนี้ประเทศของเรามีสำนักงานข้าวแห่งชาติ
ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพที่จะรับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวอย่างเป็นเอกภาพ
เป็นระบบและครบวงจร เช่น ศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตข้าวของประเทศ
ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าว ศึกษาวิจัยและพัฒนาการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐาน

Webของสำนักงานข้าวแห่งชาติคลิกที่นี่

ท่านทราบบ้างมั้ย???



โดย: yyswim วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:09:55 น.  

 
พ่อหลวงของเรา..

พระผู้ทรงเข้าถึงปรัชญาการดำรงชีวิตที่แท้จริงของสังคมเกษตรกรรมดั้งเดิม..อย่างเมืองไทย..แบบ "พออยู่พอกิน"..

ป.ล.ถึงบ้านแล้วครับ..แวะมาเยี่ยมครับ


โดย: กุมภีน วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:35:35 น.  

 
แวะมาอ่านเรื่องข้าว ตามประสาคนกินข้าว


โดย: ultraman seven วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:11:57:06 น.  

 
ขอบคุณค่ะ


โดย: rebel วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:13:21:17 น.  

 
ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีดีมาแบ่งปันกันนะคะ


โดย: Batgirl 2001 วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:13:40:38 น.  

 
ขอลงชื่อจองที่ไว้ก่อนนะสิน ...
เดี๋ยวเย็นๆ เลิกงานแล้วจะแวะมาอ่านใหม่


โดย: ซีบวก วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:14:33:11 น.  

 



โดย: ฝฝ IP: 61.91.213.119 วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:15:23:39 น.  

 
น่าประทับใจมากๆ


โดย: Zantha วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:15:32:44 น.  

 


โดย: อินทรีทองคำ วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:17:04:35 น.  

 
ชอบอ่าน ชอบฟัง พระราชดำรัส หรือพระบรมราโชวาท ของในหลวงครับ

อ่านคอมเมนท์ที่ 5 แล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ทราบครับ


โดย: noom_no1 วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:17:22:23 น.  

 
ขอบคุณที่เอาเรื่องดีดีมาให้อ่านนะครับ...........


โดย: ครีเอทีฟ หัวเห็ด วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:18:08:03 น.  

 
รักในหลวง
ขอบคุณ จขบ.


โดย: suparatta วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:19:22:19 น.  

 


โดย: โสมรัศมี วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:20:42:13 น.  

 
จริงๆ กล่องคอมเม้นต์มันมีรูปที่ป็นพิ้นสีแดงนะคะ
ลองเข้าไปดูอีกทีก็ได้ค่ะ แต่อาจจะเป็นของแสลงกับคอมคุณสินก็ได้
เลยทำให้รูปไม่ขึ้น


โดย: rebel วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:22:02:00 น.  

 
เดี๋ยวผมจะทำเรื่องข้าวมั่งดีกว่า (ก้อปพี่สินไป) 555

รีบหนี แว้บบบบบบบบบบบบบบบบบบ!


โดย: Due_n วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:22:16:44 น.  

 

กุมภีณ

ไปเขมรกลับมา เจอขุมทรัพย์อะไรบ้าง
มีอะไรสึกหรอมั่ง…

Ultra 7

แลัว กินข้าว..วันละกี่มื้อคับ
มื้อเช้ากิน รึปล่าว…

คุณRebel

เท้าของคุณยังเจ็บอยู่เลย ยังอุตส่าห์เข้ามาเยี่ยมถึงสองรอบ ขอให้เท้าของคุณหายเจ็บเร็วๆนะคับ สงสัยคอมของผมก็คงเจ็บ ไม่น้อยหน้าเท้าของคุณ แน่

เด๋ว จะลองบู๊ตเครื่องอีกครั้ง อาจดีขึ้น

คุณBatgirl

ขอบคุณที่มาเยี่ยมคับ

ซี

เชิญนะคับ จะเข้ามาตอนไหน ก็ได้
ผมเปิดไฟทิ้งไว้ตลอด คืนนี้ผีคงไม่กล้าเข้ามา

ตี๋น้อยZantha

ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยม

คุณอินทรีทองคำ

ขอบคุณคับ

หนุ่ม

อ่านจบเหรอคับ….เขียนยาวนา
คอมเมนต์….ไม่ทราบ …ไม่เป็นไรคับ

ครีเอทีฟหัวเห็ด

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านคับ

สุภา

ผมก็เหมือนสุภา …ผมรักในหลวง

คุณโสมรัศมี

Blogเรื่องนี้ ใจตรงกะของคุณเลยนะคับ
….ของคุณ มีภาพพระเทพ

ดิว

จะรีบไปไหน…
พี่ไม่รู้ว่าดิว กะลังสนใจเรื่องข้าว ไม่งั้นจะมอบข้อมูลให้ดิวเขียน
แล้วตอนนี้ ยังอยากจะเขียนเรื่องอะไรล่ะ
เด๋ว จะส่งข้อมูลไปให้



โดย: yyswim วันที่: 31 ตุลาคม 2548 เวลา:22:56:42 น.  

 
รู้สึกดีจังคะ

แฮปปี้ ฮาโลวีนคะ


โดย: Angel Tanya วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:12:11 น.  

 
หวัดดีค่ะ

ในหลวงของพวกเรานอกจากจะมีพระปรีชาความสามารถในด้านการปกครอง การเกษตร เศรษฐกิจ แล้วเรายังชื่นชมในพระวิสัยทัศน์ของท่านด้วยค่ะ

ฝันดีนะคะ


โดย: วัฌชา วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:2:28:40 น.  

 


โดย: อินทรีทองคำ วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:5:07:01 น.  

 

เมื่อวานเลิกงานค่ำ .. ไม่ได้แวะเข้ามา
เช้านี้เลยแวบมาก่อนเลย .. อิ-อิ

อ่านจบทั้งเนื้อเรื่อง .. ทั้งเมนต์ที่ 1- 2- 3- 4 และ 5 ที่สินอยากให้อ่านนักอ่านหนาแล้วล่ะ
ขอตอบเมนต์ที่ 5 หน่อยนะ


1. กินทั้ง 3 มื้อ .. ข้าวเป็นอย่างเดียวที่ทำให้เราอิ่ม
ก๋วยต๋ง ก๋วยเตี๋ยว หนมจีน หนมปัง .. เป็นแค่ของว่างเรียกน้ำย่อยนิดๆ เท่านั้น
(ไม่ว่าจะกี่ชามกี่ก้อนก็ตาม เหอ-เหอ)


2.เป็นฝันร้ายมาก .. แต่ชาวนาเค้าคิดว่า ถ้าใช้ควายก็ไม่ทันกิน
ใช้รถไถดีกว่า .. ทำงานได้เร็ว แถมบางทียังมีชาวนาคนอื่นๆ มาจ้างให้ไปไถพรวน.. ได้ตังค์เพิ่มมาอีก
ใช้ควายไม่มีใครเค้ามาจ้าง...
(พูดตามที่ได้ยิน ได้รู้มา)


3. น้ำมันเป็นกลจักรขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกปัจจุบันจริงๆ
ยิ่งน้ำมันสำคัญ .. ก็ยิ่งต้องช่วยกันประหยัดน้ำมันนะ รู้ป่าว ..


4. ไม่ได้ชอบประโยคไหน ... แต่ทำตามประโยคที่ 2 ทุกที.. เหอ - เหอ
รู้ว่าจะกินไม่หมด ก็สั่งน้อยๆ จิ.. จะสั่งมาเยอะแยะทำไม


5. อ้าวเหรอ .. นึกว่าศูนย์วิจัยข้าวเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องนี้อีก

อ้อ.. เมื่อเช้าดูข่าว .. เห็นว่ารัฐบาลจะให้จังหวัดนครสวรรค์เป็นศูนย์กลางการค้าข้าวนะ


โดย: ซีบวก วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:8:40:50 น.  

 
มารายงานตัวครับผม.........................
กลับมาจากบ้านนอกเรียบร้อย โดยสวัสดิภาพ ขออนุญาตคุณYYswim ว่าจะกลับบ้านนอกไปทำนา คุณYY เกิดปิ๊ง
ไอเดียนำเรื่องข้าวมาเขียนซะเลย.................
อ่านแล้วรักในหลวงเพิ่มขึ้นทุกวัน... จนเต็มแล้วพื้นที่ในหัวใจแล้ว......แต่ต้องใส่เข้าไปเรื่อยๆ...เพราะรักทุกวัน
ที่บ้านนอกทำนายากมากเพราะช่วงนี้หิมะลง...หนาวมากหิมะเริ่มลงมาตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมแน่ะ............แล้ว
เด็กบ้านนอกไม่รู้จักข้าวจ้าว...รู้แต่ชื่อ..ข้าวสาร(เขาบอกว่าประเทศไทยปลูกข้าวสารชนิดดีที่สุดในโลก)...ข้าเลยต้อง
อธิบายเพิ่มเติมเริ่มจาก...รวงข้าว...มาเป็นข้าวเปลือก...จากข้าวเปลือกมาเป็นข้าวกล้อง...จากข้าวกล้องมาเป็น..ข้าวสาร...ข้าวสุก...ข้าวสวย...อื่นๆอีกมากมาย


โดย: U2 IP: 61.90.184.202 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:10:59:49 น.  

 
เดี๋ยวขอผมมาอ่านอีกทีนะครับ

ไม่อยากอ่านแบบรีบๆ

อยากอ่านแบบตั้งใจครับ



โดย: Marvellous Boy วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:14:55:31 น.  

 

คุณนางฟ้า

ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมบ่อยๆ คุณนางฟ้ากะคุณแบรด(พิตต์)สบายดี น๊า…

คุณวัณชา

ผมเองก็ชื่นชมในหลวง และรักในหลวงมากๆ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมคับ

ขอบคุณคุณอินทรีทองคำอีกครั้งคับ


ซี

ส่วนใหญ่ผมจะกินข้าวสองมื้อคับ มื้อเช้าหนักไปทางกินกาแฟกะซาละเปา หรือไม่ก้อกะข้าวเหนียวหมูปิ้ง…เอ ก็ข้าวด้วย นิหว่า งั้นก้อกินสามมื้อ เหมือนซี

เรื่องกินข้าวให้หมดจาน ผมพยายามอยู่คับ… ถ้าผมตักข้าวกินเอง ผมจะทำได้ ….แต่ถ้าผู้อื่นตักราดแกงมาให้ แบบนี้ไม่ค่อยแน่ ขึ้นอยู่กับว่าแกงและผัดอร่อย รึปล่าว!!!

ที่ซิกินข้าวหมดจาน ซีทำเหมือนคุณสรยุทธเลย (ก้อ คนมันเก่ง พอกัน)

คัดจากบทสัมภาษณ์ “คนพิเศษของสรยุทธ : วิชชุดา สุทัศนจินดา(แซ่โล้)”
นิตยสารแพรว รายปักษ์ ปีที่6 ฉบับที่ 603 10 ตุลาคม 2547 หน้า 204

คุณสรยุทธเหมือนคุณแม่ตรงไหนคะ? “เรื่องประหยัดมั้ง ตอนทำงานก็เหลือเงินเยอะ บางวันเขาแกล้งบอกแม่ว่า มีเงินเหลือเยอะ แม่เลยแกล้งบ้างบอกว่า เอามาให้แม่ซิ เขาก็หัวเราะ

บ้านเรากินข้าวไม่เหลือสักเม็ด บางคนบอกว่าต้องเหลือ แต่แม่ว่าไม่ดีหรอก เหลือก็ต้องเททิ้งให้เป็นขยะสกปรก ก็ตักมาเท่าที่กิน แล้วกินให้หมดจะดีกว่า อย่ากินเหลือ ลูกทุกคนติดนิสัยนี้ทั้งนั้น โดยเฉพาะสรยุทธ เพราะแม่หลอกว่า กินให้เกลี้ยงจะได้แฟนสวย….”

เรื่องสำนักงานข้าวแห่งชาติ เขาประชาสัมพันธ์อ่อนเองแหละ …ตอนแรกผมก็ไม่รู้จักเหมือนซี พอผมมาค้นคว้าBlogเรื่องนี้เข้า ผมถึงได้รู้ …ก้อ เลยนำมาเผยแพร่ในคอมเมนต์ ให้คนทั่วไป รู้ด้วย

ขอบคุณที่อ่านจบ และช่วยคอมเมนต์ยาว….ได้กำลังใจดีและชื่นใจ

U2

กลับมาแร้ว … สึกหรออะไรไปบ้าง
ไม่อยู่หลายวัน กรูก็คิดถึง
ว่างๆ เอารูปหิมะมาดูกันหน่อย ดูว่าหน้าตาตอนห่อหุ้มมัมมี่ จะดูดีดูร้ายแค่ไหน

เอกMarvellous

เข้ามาเล้ยยย …อ้อ อยากกินอะไรดี เบียร์หรือไวน์
ไม่มีทั้งสองอย่างแร่ะ
เอานมมั้ย อุ่นๆขาวๆ



โดย: yyswim วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:15:19:57 น.  

 
หวัดดีค่ะ คุณ yyswim ข้าวทำให้เราคนไทยเติบโตมาจนทุกวันนี้ เราคนไทยควรรับเอาพระราชดำรัสไว้ใส่เกล้าไว้ด้วย บ้านเมืองจะได้สงบร่มเย็น.... เพราะพระองค์ท่านทรงเหนื่อยกับพวกเรามามาก เราสมควรที่จะตอบแทนพระองค์ท่านบ้าง พระองค์ท่านจะได้เหนื่อยน้อยลงกว่านี้...


โดย: To feel happy วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:17:01:30 น.  

 
หามาฝากครับ



ิ้เปิบข้าว-คาราวาน

เปิบข้าวทุกเช้าค่ำ จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน..
ข้าวนี้นะมีรส ให้ชนชิมทุกชนชั้น
เบื้องหลังสิทุกข์ทน และขมขื่นจนเขียวคาว..
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ..
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนที่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเป็นกิน..
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่ซื้อซดกำซาบฟัน
ดนตรี........
จากแรงมาเป็นรวง ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ
เหงื่อหยดสักกี่หยาด ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนที่เส้นเอ็น จึงแปรรวงมาเป็นกิน
น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น ที่ซื้อซดกำซาบฟัน


โดย: noom_no1 วันที่: 1 พฤศจิกายน 2548 เวลา:17:22:38 น.  

 
เด๋วนี้ทานข้าวน้อยลงอ่ะค่ะ เพราะมีสิ่งทดแทนข้าวมากมาย และมะค่อยเคยคิดถึงสิ่งที่น้องสินให้อ่านเท่าไรนัก รู้สึกผิดเหมือนกันอ่ะนะ ทำไงดี


โดย: ladybear (ladybear ) วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:1:04:07 น.  

 
ขออ่านอีกรอบนะครับ


โดย: U2 IP: 61.90.184.202 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:8:53:52 น.  

 

คุณTo feel happy

ผมเคารพรักพระองค์ท่าน เหมือนคุณเรยย...
ชอบที่คุณเขียน ‘พระองค์ท่านทรงเหนื่อยกับพวกเรามามาก เราสมควรที่จะตอบแทนพระองค์ท่านบ้าง’

คืนนี้ จะอดนอน เชียร์ทีมเรา มั้ย

หนุ่ม

พอดีเลย เด็กผีเข้ามาอีกคน จะส่งใจถึงกันนะคืนนี้

หนุ่ม ผมขอบคุณหนุ่ม ที่ช่วยกรุณานำวิทยุมาเปิด ในบ้านหลังนี้
ปกติบ้านนี้ จะเหงา โคตรเหงา…ไม่มีหรอก ต้นไม้ ดอกไม้ สุนัข แมว เด็ก เสียงเพลง แล้วก้อหญิงงาม อ้ออีกอย่าง Wallpaper ด้วย
เปิดBlogเข้ามา ตายห่…..กรูเข้าผิดบ้านแร้ว แต่เอ๊ะ มีรูปในหลวงนี่..

ขอบคุณน้ำใจไมตรีนะ หนุ่ม

คุณพี่ lady bear

ตะก่อน ผมก็ไม่ได้ใส่ใจหรอกคับ พอค้นอ่านเรื่องนี้มากเข้า ก้อ พลอยได้รู้
อันนี้ ต้องขอขอบคุณ “Bloggang” ที่ทำให้ผมขยันอ่านและค้นคว้า มากขึ้น

…อย่างคนญี่ปุ่นชอบกินข้าวนิ่ม คนยุโรปชอบกินข้าวร่วนแข็ง…ข้าวหอมมะลิขายไม่ได้ที่ยุโรป ขายได้แต่พวกข้าวเก่า…สาเหตุเป็นเพราะ คนยุโรปไม่อยากอ้วนจากการย่อยเร็วของข้าว แต่กินข้าวร่วนแข็ง จะทำให้ร่างกายนำแป้งและน้ำตาลจากข้าว ไปใช้ได้น้อย…ถ้าคุณพี่อยากจะกินข้าว ไม่ให้อ้วน ต้องฝึกกินข้าวร่วนแข็ง ฝึกกินแบบชนชั้นกรรมาชีพล่ะค้าบ 55555

ข้างบนเนี่ย ผมก็เพิ่งจะรู้ จากการค้นคว้า…

U2

เฮ้ U เมื่อไหร่เจอกัน ….อยากกินส้มตำเจ้านั้นอีก อ่ะ
เด๋ว จะเอาหมูแดดเดียวไปฝาก เจอกันหน่อยดิ



โดย: yyswim วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:9:35:17 น.  

 
อ่านรอบที่สองก็ยังทึ่งในพระปรีชาสามารถมาก
พระองค์ท่านรอบรู้ รู้จริง รู้ลึก รู้กว้าง รู้รากเง้า

ช่วงนี้ตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อต
กลับจากบ้านนอกทำเงินหายไปร่วมหมื่น เซ่อซ่าจริงๆ อยากจะเขกหัวตัวเองชะมัดเลย

เงินหมื่นซื้อของได้ตั้งเยอะ พี่ชายโดนตัดสร้อย เพื่อนโดนเวทมนต์ให้มันล้วงเงินไปเฉยเลยแต่เป็นเงินไทยไม่รู้มันจะเอาไปใช้ที่ไหน ทำนาก็ไม่ได้ผลซ้ายังโดนฉกเงินอีกต่างหาก เสียดาย โว้ย


โดย: U2 IP: 61.90.184.202 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:13:12:52 น.  

 
สวัสดีค่ะ อ่านไปครั้งแรกเมื่อวานค่ะ แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็เลยเข้ามาอ่านใหม่ค่ะ

ขณะที่กำลังอ่าน....เอ...ทำไมจบเร็วจัง กำลังอ่านเพลินๆ เลยค่ะ

ขอตอบตามคอมเมนต์ที่ 5 ก่อนนะคะ

1. โดยทั่วไปท่านทานข้าวน้อยกว่า 3 มื้อหรือเปล่า?

น้อยกว่าค่ะ
เพราะปกติทานอาหารแค่ 2 มื้อ เช้าและเย็น ก็เลยทานข้าวแค่ 2 มื้อค่ะ


2. ท่านทราบไหมว่า ชาวนาอาชีพ เดี๋ยวนี้ไม่ใช้ควายทำนาแล้ว แต่ใช้เครื่องจักรกลที่ต้องใช้น้ำมันทำนาแทน

บางแห่งก็ใช้ควบคู่กันนะคะ
ทั้งนี้เป็นเพราะทิศทางการพัฒนาประเทศหรือเปล่า ที่นำเทคโนโลยีมาใช้แทน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น
แต่ก็ต้องแลกกับ อาหารของเครื่องกลค่ะ
คุ้มหรือไม่คุ้ม ต้องวิเคราะห์กันยาวค่ะ


3. ท่านทราบไหมว่าเดี๋ยวนี้ การขนส่งข้าว ไม่ใช้เรือโยงลากจูงทางแม่น้ำ แต่ใช้รถพ่วงแทน

เพื่อให้ได้มาซึ่งการขนส่งที่สะดวก รวดเร็วขึ้น ก็เลยเปลี่ยนแปลงวิธีการขนส่ง
ก็ต้องแลกกับค่าน้ำมัน ถนนที่เสียหายจากการบรรทุก และอุบัติเหตุค่ะ


4. ท่านชอบประโยคไหน?
“เมื่ออิ่มแล้ว ไม่ควรฝืนกินต่อไปเพราะสิ่งที่กินเข้าไปจะกลายเป็นความอ้วน”
หรือประโยค “ถ้ากินไม่หมด จะ..น่าเสียดายของ จะ..น่าสงสารชาวนา จึงควรกินให้หมด”

ก็ต้องประโยคที่สองสิคะ ส่วนประโยคแรกได้มาเพราะเกินความพอดี
ถ้ามีความพอดี ประโยคแรกก็ไม่มีหรอกค่ะ


5. ท่านทราบไหมว่า เดี๋ยวนี้ประเทศของเรามีสำนักงานข้าวแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพที่จะรับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวอย่างเป็นเอกภาพ

หน่วยงานที่ตั้งขึ้น ต้องสร้างผลงานค่ะ จึงจะสามารถครองใจประชาชนได้
ถึงจะไม่มีหน่วยงานแบบเป็นรูปธรรม งานข้าวก็ต้องถูกกำหนดให้รับผิดชอบภายใต้หน่วยงานอื่น
การกำหนดหน่วยงานที่ชัดเจน เพื่อให้จัดการเรื่องราวได้อย่างเป็นเอกภาพ
หวังว่า หน่วยงานนี้จะรับผิดชอบหน้าที่ได้ดีที่สุด



ขอบคุณคุณความเห็นที่ 29 มากเลยค่ะ เพลงที่นำมาฝากให้อ่านกัน ทำให้มองภาพเรื่อง กว่าจะมาเป็นข้าว ได้ชัดเจนขึ้น

MDA ชอบทานข้าวค่ะ โดยเฉพาะมื้อเช้า ถ้าหากว่าไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะทานข้าวหมดจานเช่นเดียวกัน

วันนี้ได้รับความรู้จากคุณสิน ในเรื่องของพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง กับการสนับสนุนอาชีพเกษตรกรรม

โดยเฉพาะทฤษฎี 30:30:30:10 เป็นสัดส่วนที่น่าสนใจมากเลยค่ะ

พวกเราท่านทั้งหลาย ขอเพียงเดินตามรอยเท้า และคิดตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน
บ้านเมืองของเราก็จะสามารถดำรงอยู่อย่างสันติและพอเพียง

โชคดีแค่ไหนที่เกิดมาเป็นคนไทย


โดย: mda IP: 203.159.0.10 วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:15:02:17 น.  

 

U2

นายเครียดนัก ก็มาบ้านข้า หรือไปว่ายน้ำกับข้า ซะ!!!!

เงินหายเหรอ ว๊า ทำไงดี !!! …เสียดาย
มะ ..เราไปตามหาเงินที่หายกัน… ไป๊ ไปด้วยกัน
ไม่ไปเร๊อะ …อ้าว แล้วจะให้ทำไง
จะนั่งกลุ้ม …กลุ้มแล้ว ก้อไม่เจอเงิน
งั้นจงอย่ากลุ้ม กลุ้มไป ก้อไม่ได้เงินคืน
คืนนี้นอนให้หลับ …พรุ่งนี้ค่อยหาเงินเพิ่ม สักห้าหมื่นไปเรยยย เพื่อน

คุณMDA

โชคดีแค่ไหนที่เกิดมาเป็นเพื่อนคุณMDA

เม้นต์ให้ผม น่ารักและเฉียบคม ซะ จนผมปลื้ม
ถ้ามีเพื่อนอย่างคุณ…
Bloggang ของทุกคน คงจะอุดมไปด้วยสาระและบรรยากาศช่วยเหลือกัน

-มื้อเที่ยง ไม่ได้กินข้าวหรอกเหรอ แล้วอยู่ได้ไง หิวตายชัก..

-ชาวนาที่ทำนาเพื่อนำข้าวไปขาย นะคับ อย่างบางคนเขาเช่าที่นามา 100 ไร่ เขาจะไม่ใช้ควาย แต่เขาจะใช้เครื่องมือกล ทั้งการไถพรวน ดำนา และสูบน้ำเข้านา ข้อมูลนี้นำมาจากสมาคมชาวนาไทยคับ

-เด๋วนี้ ผู้ขนส่งข้าวกำลังวางแผนใหม่ จะขนส่งข้าว ผ่านทางเรือ และทางรถไฟคับ ข้อมูลนี้นำมาจากสมาคมโรงสีไทย

-ผมเองก็อยากจะกินพออิ่ม แต่กินให้ข้าวหมดจาน… เหมือนกันกับคุณ แต่บางครั้งก็ทำไม่ได้ เพราะผู้ขายตักข้าวราดแกงให้มาซะเยอะ ครั้นจะตักข้าวออก ข้าวก็เปื้อนแกงที่ราดแล้ว อ่ะ กินคนเดียวที่บ้าน ไม่เคยมีปัญหาหรอกคับ ตักข้าวพอดีท้อง

-สำนักงานข้าว…ที่ว่า มีแผนจะเปลี่ยนเป็น สถาบันข้าวแห่งชาติ ซะด้วย ซิคับ

เช้าวันพรุ่งนี้ ผมจะUp Blog เรื่องใหม่คับ
สั้นจุ๊ดจู๋…อ่านแป๊บเดียว ก้อ จบ
…ใช้เวลาอ่านสักห้านาที เอง



โดย: yyswim วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:15:52:34 น.  

 
ในหลวงของเรา ทรงงานเยอะจริงค่ะ พราราชกรณียกิจ เยอะมากๆ เป็นบุญที่ได้เกิดเป็นคนไทยนะคะ


โดย: ยิ้มปริศนา วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:16:53:47 น.  

 
คือ...ยังเป็นความคิดอยู่อ่ะครับพี่สิน พยายามรวบรวมอยู่ล่ะครับ ว่าแต่พี่สินไปหาที่ไหนหว่า .... เดี๋ยวยังไง..ผมจะไปกวนพี่แล้วกันนะครับ ฮี่ๆ กวนตอนทำงานยุ่งๆ เนี่ยแหละ

พี่สินสบายดีอ่ะเนาะ เริ่มหนาวแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพด้วยนะคร้าบบ


โดย: Due_n วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:17:22:02 น.  

 
หวัดดีคะขอบคุณมากๆที่แวะไปหาวี่เสมอ วี่ไม่ว่างเลยคะ วันนี้พอว่างปุ๊บก็แวะมาหาเลยคะ สบายดีนะคะ รักษาสุขภาพด้วยนะแล้วไปเที่ยววันฮาโลวีนเผื่อวี่ด้วยนะ จุ๊บๆๆๆๆ



โดย: กีวี่สีฟ้า วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:22:26:42 น.  

 

คุณยิ้มปริศนา

คับ อย่างที่คุณว่า พระองค์ท่านทรงงานหนักมากทีเดียว
ขอบคุณคับที่เข้ามาเยี่ยม…บ้านเล็กๆ

ดิว

พี่ หาข้อมูลจาก…อากู๋ และจากหลายWeb …
ดิวเอง คงเก่งเรื่องข้าว มากกว่าพี่ มั้ง???

ข้อมูลตอนนี้ล่ะ เคยอ่านหรือยัง

ข้าวหอมมะลิ มีกลิ่นหอมคล้ายใบเตยตามธรรมชาติ รับประทานนุ่ม อร่อย เข้ากันได้ดีกับอาหารหลายประเภท

ความหอมของข้าวหอมมะลิ เกิดจากสารระเหยชื่อ 2 acctyl 1 pyrdcnc ซึ่งเป็นสารที่ระเหยหายไปได้ การรักษาความหอมของข้าวหอมมะลิให้คงอยู่ได้นานนั้น จึงควรเก็บข้าวไว้ในที่มืดเย็น อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียส เก็บข้าวเปลือกไว้ในที่ที่แห้ง มีความชื้นต่ำ 14-15 %

การใช้ปุ๋ยโปตัสเซียมในการปลูก มีแนวโน้มช่วยให้ข้าวมีกลิ่นหอมมากขึ้น

แหล่งเพาะปลูกดั้งเดิมของข้าวหอมมะลิอยู่ที่บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

ปี 2510 เป็นต้นมา ภาครัฐและเอกชนจับมือร่วมกันค้นคว้า คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อการส่งออก จนได้ข้าวหอมมะลิ มาทดลองปลูกในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้ผลยอดเยี่ยมเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยในปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ ที่มีคุณภาพดีที่สุด

ข้าวหอมมะลิ เป็นข้าวที่อุดมด้วยสารอาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี 1 บี 2 ไนอาซิน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน นอกจากนั้น ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น เหล็ก แคลเซียม และ ฟอสฟอรัส

ปัจจุบัน ไทยส่งออกข้าวปีละประมาณ 8-10 ล้านตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวร่วนแข็ง และ 1 ใน 4 ของข้าวที่ส่งออกเป็นข้าวหอมมะลิ


ถ้าจะให้พี่ช่วยค้นอะไร หรือจะถามพี่เรื่องอะไร ก็ส่งเมล์มาหา กะแล้วกัน

เอ …เคยแต่มีคนถามพี่นะ…ว่า ไม่หนาวเหรอ ช่วงนี้ และที่ไปว่ายน้ำน่ะ …

อืมมม ก้อ ยังไม่หนาวเลยย ….สงสัยจะด้านรึปล่าว ว่ะเรา

ดิว หนาวแล้วเหรอ??? ถ้าไม่มีสาว ก้อล้วงกะเป๋ากางเกง เอา กะแล้วกัน นะ



โดย: yyswim วันที่: 2 พฤศจิกายน 2548 เวลา:22:45:19 น.  

 
หลงทางเข้ามาค่ะ กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับในหลวงกับการเกษตรให้ลูกผู้จัดการเขียนรายงาน...

อ่านแล้วคิดถึง สมัยอยู่มหาลัย เคยทำโครงการ"ข้าวคือชีวิต"กับเพื่อนๆ ตอนนั้นรณรงค์ให้ทุกคนทานข้าวให้หมดจาน ใครทานหมดได้คูปอง สะสมได้ตามจำนวนแลกข้าวฟรีที่คณะได้ คนเรานี่ก็แปลกนะคะ ตังค์ตัวเอง ข้าวตัวเอง ทำไมต้องให้คนอื่นมารณรงค์ให้ทานให้หมดก็ม่ายรุ

ขอบคุณสำหรับทุกพระราชดำรัสที่รวบรวมมาให้อ่านพร้อมกับภาพสวยๆ อีกอย่างก็เพลงเปิบข้าวนี่แหละค่ะ ไม่ได้ฟังมานานมาก ยังเพราะเหมือนเดิม



โดย: เลขาอ้อม IP: 58.9.122.33 วันที่: 30 ตุลาคม 2549 เวลา:22:21:31 น.  

 
ใครทราบบ้างค่ะ ว่าพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแก่กลุ่มผู้นำชาวนา หนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาข้าวไทย เมื่อ พฤษภาคม 2504 ตรงกับวันที่เท่าไรค่ะ
"ข้าพเจ้าได้มีโอกาสศึกษาการทดลองและทำนามาบ้างฯ"


โดย: จันทร์เพ็ญ IP: 61.19.55.2 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2549 เวลา:16:29:55 น.  

 
ดเฟีรพาเมดทอาแเเ


โดย: 555+ IP: 58.9.50.35 วันที่: 17 มกราคม 2550 เวลา:21:32:35 น.  

 


โดย: pong IP: 125.24.147.91 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:9:16:07 น.  

 
x


โดย: เอกภน IP: 58.9.222.138 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:20:54:37 น.  

 
รักในหลวงที่สุดในโลก ปิติจริง อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรตลอดไปเทอญ

เอ-โบ ห้าดาวทอง


โดย: เอ-โบว์ ห้าดาวทอง IP: 192.168.1.101, 110.164.231.16 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2552 เวลา:18:44:16 น.  

 
ประทับใจ เศรษฐกิจพอเพียง

สอนให้คนรู้จักแบ่งพื้นที่ที่มีอยู่ทำมาหากินและไม่เป็นหนี้ใครและยังสามารถเก็บไว้ใช้เองได้อีกด้วย
นศท.พงศธร


โดย: ประทับใจ เศรษฐกิจพอเพียง IP: 125.27.195.109 วันที่: 8 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:9:48:03 น.  

 
ขอขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์นี้ค่ะ และขออนุญาตแบ่งปันข้อมูลนี้ให้กับเพื่อน ๆ ด้วยนะคะ


โดย: kung 277 IP: 124.122.234.9 วันที่: 15 ธันวาคม 2553 เวลา:4:53:25 น.  

 
ขอบคุณมากค่ะ ขออนุญาตนำไปใช้และเผยแพร่นะคะ


โดย: chinging วันที่: 25 กรกฎาคม 2554 เวลา:9:29:39 น.  

 
ขอขอบคุณพ่อหลวงมากมากที่ทำให้หนูมีข้าวกินทุกวันนี้

นะคะถ้าไท่ทีในหลวงก็คงไม่มีอะไรที่จะได้ใช้ทุกวันนี้

ขอบคุณคะ

จาก ด.ญ.พรนภา นารถโสภา 36/3 หมู่8


โดย: แพรว IP: 223.205.173.187 วันที่: 18 กันยายน 2554 เวลา:19:23:40 น.  

 
ดีคะมิ้นอยากจะบอกว่าวันที่ 20 กันยายน 54

วันเกิดมิ้นนะคะ
บายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย


โดย: มิ้น IP: 223.205.173.187 วันที่: 18 กันยายน 2554 เวลา:19:28:04 น.  

 
ขอบคุณที่เกิดมาเป็นชาวนา มีพ่อแม่เป็นชาวนา ทำให้ได้รู้คุณค่าของความยากลำบาก เพราะเป็นลูกชาวนา จึงได้เป็นลูกของพ่อหลวง เป็นข้าราชการของในหลวง


โดย: kasama IP: 49.48.9.32 วันที่: 10 ธันวาคม 2554 เวลา:19:47:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

yyswim
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 39 คน [?]





บล็อกสรรสาระนี้ จขบ.ไม่ได้เขียน-ไม่ได้ถ่ายภาพ-ไม่ได้อัพโหลดคลิปเอง หากแต่ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการบล็อก เสาะหาเรื่องดีๆ รูปสวยๆ คลิปแปลกๆ มาไว้ในบล็อก


ขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยม ขอเชิญชมหรืออ่านตามสบาย ไม่ต้องคอมเมนต์ก็ได้ จขบ.ชอบการเข้ามาเยี่ยม แบบกันเอง ง่ายๆ สบายๆ




เริ่มเขียนBlog เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2548


เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2550 เวลา 23.30 น.


เริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม




Latest Blogs

New Comments
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2548
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
31 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add yyswim's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.