Bloggang.com : weblog for you and your gang

" IT'S TIME FOR HAPPY RETURNS "

Group Blog

 
All blogs

 

ฉาก .. สุดท้าย

"งึ้ด งึ้ด .. ค..คะ..คะ..แค่กกกกกกกกกก"

เสียงที่ดังขึ้น ทำให้ฉันลุกจากเก้าอี้ วิ่งไปลูบหัวมันเบา ๆ หยิบผ้าผืนเล็กซับน้ำลายเหนียวที่ปาก

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร กินน้ำไหม” ฉันหยิบหลอดน้ำในแก้ว อุดปลายหลอดด้านหนึ่ง

ให้มีน้ำอยู่ซักครึ่งก่อนค่อย ๆ สอดมันเข้าไปในปาก น้ำไหลเข้าปากหากเหมือนไม่สามารถ

ผ่านลงคอได้ มันไหลย้อนออกมา.. พร้อมกับน้ำตาของฉัน




“งึ้ดด ... งึ้ดดด “ มันยังคงร้องเบา ๆ หอบหายใจแรง จนอกสะท้อนขึ้นลงถี่รัว

ทั้งแขนทั้งขาอ่อนเปลี้ย มีเพียงหัวเท่านั้นที่ยังพอสามารถผงกได้บ้าง

ยามต้องเค้นน้ำลายเหนียว ๆ ออกมา

“จะ..เจ็บ..เหรอ อด..ทนอีกนิดนะ “ ฉันบอกกับมันเบา ๆ ขาด ๆ หาย ๆ

สาละวนเช็ดน้ำใสสีเหลืองปนแดงจาง ๆ ที่ไหลออกมาจนเลอะขาหลังและบั้นท้าย

‘หมาเป็นมะเร็ง เป็นขนาดนี้ไม่แนะนำให้รักษาแล้วครับ ให้เค้ากลับบ้านดีกว่าครับ’

เสียงหมอดังขึ้นในโสตประสาทแผ่ว ๆ




มันเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ดวงตาสีน้ำตาลใสที่ฉันเคยเห็น

วันนี้กลับเทาหม่นจนน่ากลัว ฉันก้มหน้าลงไปใกล้ เอามือปัดผ่านหน้าเบา ๆ

ดวงตาที่มองตรง ไม่มีร่องรอยสบกับสิ่งใด ฉันถอนใจใช้หลังมือแนบแก้ม อิงจมูกแทน

“ ฟี่อยู่ตรงนี้ ไม่เป็นไร” น้ำตาฉันร่วงหล่นอีกครั้ง นี่ฉันกำลังปลอบใจมันหรือตัวเองกันแน่นะ




10 กว่าปีที่อยู่ด้วยกันมา มีทั้งรัก ทั้งเบื่อ ตามประสา หากในช่วงสุดท้ายของชีวิต

มันกลับทำให้ฉันร้าวรานในหัวใจจนกำลังจะทนไม่ไหว ..

..

..

ตึกตึก ตึกตึก ..

วินาทีแล้ว วินาทีเล่า

..
..

ฉีนยอมแพ้ในที่สุด




“เจ้านวล .. ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็หายเจ็บหายทรมานนะ แต่ .. ฟี่ไม่ไหวแล้ว

ฟี่ส่งนวลตรงนี้นะ หลับซะ หลับให้สบาย” ฉันลูบหัวมันเป็นครั้งสุดท้าย

มองเข้าไปในดวงตามันอีกครั้ง ก่อนจะรู้ได้เองว่า ไม่มีพรุ่งนี้สำหรับมันอีกแล้ว




ฉันก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านทีละขั้น เข้าไปนอนขดตัวบนที่นอน ก่อนน้ำตาร่วงพรู สะอึกสะอื้น

ในหัวยังมีแต่เสียง งึ๊ดดด งึ๊ดดด .. ของมันดังก้อง


..
..

ฉันขี้ขลาด .. ขี้ขลาดแม้จะอยู่รับความเจ็บปวดเป็นเพื่อนมัน


..
..



“ฟี่จะไปไหนล่ะ” แม่ถามงงๆ หลังจากเห็นฉันตื่นแต่เช้าตรู่ในวันเสาร์

“ไปใส่บาตรให้เจ้านวลแม่ วันนี้ครบ 5 ปี” ฉันตอบพลางยิ้มให้รูปของมันที่ติดไว้กับปฏิทิน

ขอโทษมันในใจอีกครั้ง









ขอบคุณ BG สวย ๆ ของคุณ pk12th และรูปจาก google ค่ะ

 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2552 10:01:40 น.  

ขอโทษ..

ตู๊ดดด..ตู๊ดดด..ตู๊ดดด..
ตึกตัก.. ตึกตัก..ตึกตัก..

ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ระหว่างเสียงรอสายที่กำลังดังอยู่แนบหูกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ในอก เสียงไหนที่ดังกว่ากันแน่ในตอนนี้

.
.

วันวานที่ผันผ่าน เนิ่นนานแรมปี
ที่เคยคลุกคลี อยุ่ที่ห้องเรียน
กาลเวลาผันแปรเปลี่ยน
การเรียนจบลง
พวกเรายังคง .. ซื่อบื้อเหมือนเดิม



เพียงแค่เปิดหน้าแรกของสมุดเฟรนด์ชิฟเล่มเก่า ที่ฉันเพิ่งเจอมันนอนอยู่ในกล่องพลาสติกใบที่ไม่ได้เปิดเป็นเวลานาน ก็ทำให้ฉันต้องหัวเราะออกมาเบา ๆ ยิ้มอ่อน ๆ ติดอยู่บนริมฝีปากกับรอยอดีตที่หลั่งไหลจากหน้าแต่ละหน้าที่เปิดผ่านไป ก่อนจะจางลง..เมื่อเห็นหน้าสุดท้าย รูปกีตาร์ลงสีหลากสีวาดใหญ่เต็มหน้ากระดาษ และลายมือที่คุ้นตา “ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดีดีที่เคยได้ห่วงใย ใส่ใจกัน .. วันข้างหน้าจะผ่านไปนานแค่ไหน เราจะไม่มีวันลืมเธอ เราสัญญา”



ฉันลูบตัวหนังสือประโยคนั้นเบา ๆ ราวกับจะให้มันส่งผ่านไปถึงคนที่เขียนมันออกมาจากใจ คนที่จากกันไปนาน เขาเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า การได้เป็นคนพิเศษสำหรับใครซักคน นั้นสวยงามเพียงใด .. ชายหนุ่มตาหวาน กับริมฝีปากที่แย้มยิ้ม หนุ่มขี้ใจน้อย ติดสำอางค์หน่อย ๆ แต่จริงจังและจริงใจ 2 ปี ที่เขาพยายามจะพาความสัมพันธ์ไปให้ไกลกว่าการเป็นเพื่อนพิเศษระหว่างกัน แต่ฉันเองที่เป็นคนทำลายความสัมพันธ์นั้น




“สวัสดีครับ” เสียงทุ้ม ๆ ที่ดังขึ้นแทนเสียงสัญญาณ ทำเอาฉันแทบจะหยุดหายใจ

“สวัสดีค่ะ บอลใช่ไหมคะ” ฉันถามเบา ๆ ทั้งที่แน่ใจว่าเป็นเขาแน่ ๆ อยู่แล้ว

“ครับ บอลพูด ไม่ทราบใครพูดสายครับ” ฉันอึกอักก่อนจะตอบ

“จำกันไม่ได้จริง ๆ หรือ .. คุณหนู” เขาอึ้งไปนานก่อนจะถามกลับมาด้วยเสียงไม่แน่ใจ

“ฟี่ .. ฟี่ใช่ไหม” ฉันยิ้ม อย่างน้อยแม้ว่าจะผ่านไปขนาดไหน เขาก็ยังจำได้

คำค่อนขอดที่มักจะมาพร้อมสายตาค้อน ๆ ของฉันเวลาที่เห็นเขาเลือกมาก หรือ เรื่องมากกับอะไรซักอย่าง ‘ชิส์.. คุณหนู’ เขาจะหัวเราะและจับหัวฉันโยกเบา ๆ เสมอ

“โอยยย .. ดีใจจัง นึกยังไงวันนี้ถึงโทรมาหากันได้เนี่ย” เขาถามเร็ว ปิดน้ำเสียงดีใจไม่มิด และนั่นทำให้ฉันยิ้มได้กว้างขึ้น มีกำลังใจที่จะพูดต่อ

“เก็บข้าวเก็บของ อยู่ ๆ มาเจอสมุดเฟรนด์ชิฟเล่มที่บอลเขียนไว้ให้ เลยคิดถึง อยากรู้ว่าสบายดีไหม” ฉันตอบออกมาจากใจจริง

“เราก็คิดถึงฟี่เหมือนกัน อยากโทรแต่ก็ไม่กล้า” เขาบอกถอนใจเบา ๆ

“คงเหมือนกันล่ะมั้ง” ฉันตอบยิ้ม ๆ ทั้ง ๆ ที่อดคิดไม่ได้ว่าฉันควรเป็นคนพูดประโยคนั้นมากกว่า





10 กว่าปีที่เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนวันไปเรื่อย ๆ เรื่องราวของบอลจะโผล่มาในความทรงจำนาน ๆ ที หากแต่ว่าทุกทีที่ได้นึกถึง ไม่มีซักครั้งที่จะไม่มีการจบลงด้วยการทอดถอนใจ และรู้สึกผิดในใจ


ฉันทำร้ายคนที่รักฉัน ทำร้ายอย่างไม่เข้าใจ และ ไม่สนใจว่าเขาจะเจ็บปวดแค่ไหน จนวันหนึ่งที่ฉันถูกคนที่ฉันรักทำแบบเดียวกัน หน้าของบอลแว้บเข้ามาในความรู้สึก และฉันก็ได้รู้ ว่าที่บอลเจ็บ.. เป็นยังไง


หลังจากวันนั้น หลายต่อหลายครั้งที่ฉันนึกอยากจะยกหูโทรศัพท์โทรไปขอโทษบอล แต่ความกลัวก็จะก้าวเข้ามาให้มือหยุดชะงักทุกทีไป ถ้าเขายังโกรธยังเกลียดฉันอยู่ล่ะ ถ้าเขาไม่ยอมคุยกับฉันล่ะ ถ้าเขาไม่ยกโทษให้ฉันล่ะ .. คำถามเหล่านั้นจบลงที่ฉันวางหูโทรศัพท์ลงที่เดิม หากไม่ใช่กับวันนี้


15 นาทีหลังจากนั่งมองภาพกีตาร์ในกระดาษหน้านั้น ฉันตัดสินใจยกหูโทรศัพท์.. พอซักทีกับความรู้สึกผิดในใจ

.
.

“ ฟี่ .. พรุ่งนี้เป็นวันแต่งงานของเราล่ะ วันนี้เราเจอคนที่เรารัก รักเรา และอยากจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยแล้ว แต่เราก็อยากจะบอกฟี่ว่า ฟี่เป็นรักแรกที่เราจะไม่มีวันลืม” หลังจากเราคุยกันอย่างยาวนาน บอลก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงมีความสุข และอบอุ่น เหมือนที่เคยเป็นมาเสมอ


“ยินดีด้วยนะบอล และเราอยากจะขอโทษสำหรับวันเวลาในอดีตที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรให้ดีกว่าเดิมได้แล้ว เราอยากจะให้บอลรู้ว่าเราเสียใจจริง ๆ และอยากให้บอลยกโทษให้” ฉันปาดน้ำตา พยายามบังคับไม่ให้เสียงสั่น พูดในสิ่งที่อยากพูดมาตลอดออกไป


“อย่าร้อง .. เราไม่เคยโกรธฟี่ จะวันนั้นหรือวันนี้ก็ไม่เคยโกรธ แต่ถ้ามันจะทำให้ฟี่สบายใจ ทุก ๆ อย่างที่ฟี่ทำ เรายกโทษให้” เสียงที่ดังอยู่ข้างหูปลอบประโลมราวกับมีมืออุ่นลูบหัวเช่นในวันก่อน


เท่านั้นเอง .. ความทุกข์ที่ฉันแบกมายาวนาน มันได้ถูกปลดปล่อย ลงแล้ว ฉันเงยหน้าขึ้นยิ้มทั้งน้ำตา






 

Create Date : 26 ตุลาคม 2552
Last Update : 26 ตุลาคม 2552 15:07:18 น.  

เมื่อลมหนาวพัด .. (เ ธ อ) .. มา

‘ลมหนาวมาแล้ว’ สายลมเย็นที่พัดในเช้านี้ทำเอาฉันยิ้มอย่างดีใจ ก่อนจะสูดหายใจเฮือกใหญ่อย่างจะซึมซับกลิ่นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ฉันชอบฤดูหนาว ถึงขั้นภาวนาอยู่ทุก ๆ ปีให้ฤดูหนาวอยู่ยาวนานกว่าที่เคยเสมอ เสื้อคอเต่าผ้าขนนุ่มเนื้อบางถูกหยิบขึ้นมาอีกครั้งสำหรับหนาวแรกของปีนี้

ฉันยืนยิ้มอยู่หน้ากระจกอย่างขันตัวเอง เขาจะว่าฉันออกนอกหน้าไปไหมนะ


..


“ซื้อสีดำอีกล่ะ ไม่เอาสีหวาน ๆ บ้างเหรอ สีชมพูตัวนี้ไหม ลายสวยดีนะ” ฉันหันไปมองเสื้อไหมพรมคอปาดสีชมพู สลับเหลืองอ่อนในมือเพื่อนสาวคนสนิท ก่อนส่ายหน้า ย่นจมูกหน่อย ๆ


“ไม่ล่ะ หวานไป เอาตัวนี้แหละ” ฉันหันมาดูเสื้อคอเต่าสีดำ แขนสั้นประมาณต้นแขนที่กำลังถือทาบตัวอยู่หน้ากระจก อีกครั้ง ทันได้สบสายตากับอีกใครอีกคนในกระจกด้านหลัง เสียงนุ่มทุ้ม ลอยมาให้ได้ยินเบา ๆ


‘ผมว่าสีดำ เข้ากับคุณมากกว่า’ ฉันหันไปมองเสี้ยวหน้าขาว ๆ กับรอยยิ้มอ่อน ๆ บนริมฝีปากบาง


..


“โกโก้ได้แล้วหนู” ฉันเอื้อมมือไปรับก่อนจะส่งแบงค์ร้อยในมือให้
“แบงค์ย่อยมีไหมจ๊ะ ป้าไม่มีตังค์ทอนเลยลูก” ฉันยิ้มแหย ๆ วางแก้วโกโก้ร้อน ก่อนควานหาเศษตังค์ในกระเป๋าทุลักทุเล


“ นี่ครับป้า .. เอาของผมไปก่อนแล้วกันคุณ” เจ้าของเสียงทุ้มคนเดิม มาเมื่อไหร่ไม่รู้ เขาส่งแบงค์ยี่สิบในมือให้ป้าคนขายก่อนยกแก้วโกโก้ขึ้นมาส่งให้ฉันแล้วออกเดิน


“คุณ ..ขอบคุณที่ออกเงินไปให้ก่อนนะคะ แต่ฉันไม่มีแบงค์ย่อยคืนคุณตอนนี้เลย รอแป๊ปนึงได้ไหมคะ ฉันจะไปยืมเพื่อนมาให้ ” ฉันบอก เดินตามเขาที่เดินเรื่อย ๆ


“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้เจอกันคราวหน้าคุณค่อยคืนผมก็ได้ .. ผมอยู่ตึก 6 ชั้น 2 .. ข้างล่างคุณชั้นนึง ” เขาบอก หันมามองฉันยิ้ม ๆ ก่อนจะทิ้งประโยคที่ทำให้ฉันหน้าแดง “ผมว่าแล้ว ว่าคุณใส่เสื้อตัวนี้แล้วสวย”


..



สายลมเย็นที่พัดกระทบผิวหน้า ทำเอาฉันอดไม่ได้ที่จะเป่าปากฟู่ ยกมือกอดอกอย่างอัตโนมัติ ก่อนจะรีบเอื้อมมือไปรับถ้วยโกโก้ร้อนควันฉุยจากมือใหญ่ตรงหน้า


“รอนานไหมครับ วันนี้ป้าทำท่าจะขายดีคิวยาวเหยียดแต่เช้าเลย” เจ้าของกาแฟร้อนกลิ่นหอมนั่งลงข้าง ๆ


“ปีนี้น่าจะหนาวกว่าปีที่แล้วนะคะคิม แค่เริ่ม ๆ ลมตอนนี้ก็ทำเอาหน้าชาเลย” ฉันเป่าโกโก้ร้อนในมือก่อนยกขึ้นจิบให้ความอุ่นร้อนวาบลงไปเป็นทาง แล้วแตะปลายนิ้วอุ่นข้างแก้ม


เขามองแล้วหัวเราะ ก่อนปลดผ้าพันคอผืนนุ่มเอามาพันให้ที่รอบคอฉัน “ผมว่าแค่เสื้อไหมพรมบาง ๆ ตัวเดียวไม่พอแล้ว ถ้านึกจะมานั่งรับลมเล่นยามเช้าแบบนี้นะ”


ฉันย่นจมูกให้เขา “มินไม่ได้มานั่งรับลมเล่นเฉย ๆ นะ มินมาขอบคุณลมหนาวต่างหาก ที่พัดคุณมาหามินเมื่อปีก่อน” เขาหัวเราะกับคำตอบ เอื้อมมือมาโยกหัวฉันเบา ๆ

“งั้นผมน่าจะเป็นคนที่ต้องขอบคุณต่างหาก”





 

Create Date : 12 ตุลาคม 2552
Last Update : 12 ตุลาคม 2552 20:13:33 น.  

โลกทั้งใบ :: โลกของผม

ลมพัดแรง ท้องฟ้ามืดครึ้ม ผู้คนคร่าคร่ำยามเย็น ต่างเร่งฝีเท้ากลับบ้าน ไม่ก็คงเป็นที่นัดหมาย
หรือแย่ที่สุด ก็คงเป็นห้างสรรพสินค้าซักแห่ง ที่จะเป็นที่พักหลบสายฝนเย็นที่กำลังจะมาในอีกไม่ช้า


รองเท้าสวยงามคู่แล้วคู่เล่า ที่เดินผ่านหน้าไม่ได้หยุดชะลอฝีเท้า หากหยุดก็เพื่อเบี่ยง และหลบหลีก‘ของ’ ที่เกะกะ ระหว่างทางที่ใช้เดินสวนกันเท่านั้น

..
..

ผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็น ‘ของ’ ชิ้นหนึ่งไปตั้งเมื่อไหร่ไม่รู้ ทุกวันที่ผมมานั่งที่เชิงสะพานข้ามคลองที่เดิม เพื่อขอน้ำใจจากคนเดินผ่านไปผ่านมา มีเพียงบางช่วงเวลา ที่ผมจะรู้สึกถึงความมีตัวตนของตัวเอง มือที่วาง เหรียญบาท เหรียญห้าบาทนั่นไง ที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมยังมีลมหายใจ มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่เพียงวิญญาณที่ยังไม่หลุดพ้นบ่วงแห่งความทรมาน




ความโชคดีของผม คงไม่ต้องหวังเรื่องการขึ้นเงินเดือนอย่างพนักงานบริษัทที่แต่งตัวโก้หรู และไม่กล้าหวัง ถูกหวยถูกรางวัลเหมือนพวกแม่ค้าที่คุยกันเสียงดังอยู่ทุกเดือน แค่มีมือที่หยิบยื่นข้าวให้อิ่มท้องซักกล่องอย่างตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นโชคดีแล้ว เพราะนั่นหมายถึง ผมไม่ต้องนั่งนับเศษสตางค์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อจะรอให้มันพอกับข้าวซักจาน




กระเพราไก่ ไข่ดาว เมนูอาหารง่าย ๆ ที่คนซื้ออาจจะไม่ได้ใส่ใจที่จะเลือกมากมาย แต่มันก็เต็มไปด้วยความหมายสำหรับผม สองมือสั่นรีบเปิดกล่องตักข้าวเข้าปากด้วยความหิวจากท้องที่ว่างตั้งแต่มื้อเช้า ก่อนจะนึกขึ้นได้.. ผมแบ่งข้าวอีกครึ่งกับไข่ดาวใส่กล่องโฟมอีกข้าง เลือกกินเฉพาะด้านที่เป็นผัดกระเพรา แน่นอนว่าผมไม่มีทางกินเหลือซักเม็ด




ทันทีที่ข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก เปิดขวดน้ำขวดเก่าที่ไปกรอกมาจากก๊อกน้ำประปาขึ้นดื่ม เม็ดฝนเม็ดโตร่วงหล่นกระทบผิวหน้า ผมรีบเก็บข้าวส่วนที่เหลือ และแก้วพลาสติกเก่า ๆ ของร้านดังที่มีอยู่เต็มเมืองเข้าย่ามใบเก่ง เทเหรียญบาทเหรียญห้าบาท สองสามเหรียญกำใส่ชายเสื้อเอาหนังยางรัดแน่น




สองเท้าเล็กๆ ที่มากระทบหลังทำให้ผมต้องหันไป ก่อนจะส่งยิ้มแรกของวันไปให้ เจ้าหมาน้อยตัวมอม ๆ ส่ายหางดุกดิก ร้องงี๊ดง๊าด ผมมองตามันแว้บนึง ก่อนหยิบกล่องข้าวที่เก็บใส่ย่ามออกมาอีกครั้ง เอามือบี้ไข่ดาวคลุกกับข้าวแล้ววางลง เจ้าตัวเล็กก้มหน้าก้มตากินอย่างแทบไม่หยุดหายใจ บางทีมันคงจะอดมาหลายมื้อเหมือนผม จึงหิวโซขนาดนั้น เม็ดฝนเริ่มล่วงหล่นหนาเม็ดขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจ้าหมาน้อยยังคงก้มหน้าก้มตากิน ไม่สนใจที่ตอนนี้จะหัวหูเปียกลู่ มันกิน เงยหน้าขึ้นสะบัดเนื้อตัวไล่ละอองฝน แล้วก้มหน้ากิน สลับกันไป




ข้าวเม็ดสุดท้ายหายวับ มันเลียถาดโฟมจนเกลี้ยง ผมเก็บกล่องเปล่านั้นเข้ากระเป๋าย่าม ก่อน อุ้มมันขึ้นแนบอก รีบวิ่งเข้าไปหลบใต้เพิงสังกะสีร้านขายของใกล้ ๆ กับทางเข้าห้างใหญ่ เจ้าหมาน้อย ที่ไม่กลัวน้ำฝนเมื่อกี๊ตอนนี้กลับกำลังตัวสั่นด้วยความหนาว ผมกอดมันแน่นขึ้น เอามือถูตัวมันไปมา มันเงยหน้าขึ้นมองแล้วเลียหน้าผม วินาทีนั้นผมรู้แล้วว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียว .. ผมอาจจะไม่ได้เป็นอะไรเลยในโลกของคนอื่น แต่ในโลกของผม ผมมีเจ้าหมาน้อยตัวนี้ ผมมีความสำคัญสำหรับมัน และมันก็สำคัญสำหรับคนที่ไม่มีใครเลย ในโลกใหญ่ ๆ ใบนี้ อย่างผม

...
...


ฝนที่ตกเป็นสาย ทำให้การจราจรของเย็นวันศุกร์แย่เสียยิ่งกว่าแย่ รถติดไม่ขยับอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง ทิวทัศน์สองข้างทางไม่มีอะไรที่ชวนให้ดูในลักษณะที่เรียกว่ารื่นรมณ์ รถติด คนเดินพลุกพล่าน มอร์เตอร์ไซค์เบียดซ้ายเลาะขวา แต่ในความรีบเร่ง ฉันเห็นสิ่งหนึ่งที่แปลกไป

‘เขา’ นั่งอยู่ตรงนั้น นิ่งนาน สายตาที่ทอดยาว หม่นหมอง ว่างเปล่า ราวกับไม่เห็นสิ่งวุ่นวายใดๆ ตรงหน้าแม้แต่น้อย





 

Create Date : 28 กันยายน 2552
Last Update : 28 กันยายน 2552 18:24:54 น.  

กาแฟถ้วยนั้น

ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างยามเช้าตรู่ แสงแดดอ่อน ๆ ของวันใหม่

เข้ากับกลิ่นหอมของกาแฟถ้วยเล็ก ๆ ในมือ ที่กำลังส่งกลิ่นหอมกรุ่น

เข้ากับเสียงกรุ๊งกริ๊งของช้อนที่คนกระทบกับถ้วยกาแฟเบาๆ

กาแฟก็เหมือนความรัก มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจให้อยากลองลิ้ม ดื่มกิน

แม้จะขมบ้าง หวานบ้าง ในบางครั้งก็ตาม

..
..




“อ้าว ทานกาแฟกะเค้าด้วยเหรอเนี่ยเรา” เสียงทักดังขึ้นหลังจากได้ยินเสียงประตูเปิด และฉันเพิ่งหยิบขวดกาแฟลงมาจากตู้


“ค่ะพี่ เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย บ่ายนี้เลยสู้ไม่ไหว ตาจะปิดแล้ว” ฉันตอบยิ้ม ๆ เอื้อมมือหยิบขวดน้ำตาล และคอมฟี่เมตลงมาวางข้าง ๆ กัน


“พี่ณัฐล่ะ ง่วงเหมือนกันล่ะสิ” ฉันเลื่อนขวดกาแฟไปตรงหน้าเขาที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ หาถ้วยกาแฟในตู้เก็บด้านล่าง


“อย่างพี่เรียกว่าติดมากกว่า ต้องเช้าแก้ว บ่ายแก้ว” เขาตอบหลังจากเลือกถ้วยลายเรียบ ๆ ได้ใบนึง เปิดฝาขวดตักกาแฟเต็มช้อนพูน ๆ ก่อนหันไปกดน้ำร้อนจากกระติกด้านข้าง


ฉันมองอย่างทึ่ง ๆ กาแฟเขาชงง่ายอะไรขนาดนั้น และเขาคงจะเข้าใจสายตาฉันผิดไป ถึงได้หัวเราะเก้อ ๆ “ ยังไม่ได้ชงอีกเหรอ กลายเป็นพี่ตัดหน้าไปซะนี่”


“เปล่าหรอกค่ะ นาน ๆ กินที เลยกำลังคิดอยู่ว่าจะใส่อะไรเท่าไหร่ดี” คำตอบฉันทำให้เขายิ้ม


“123 .. กาแฟ 1 น้ำตาล 2 ครีม 3 หวานมันกำลังดี” เขาขยายความหลังจากเห็นฉันทำหน้างง ๆ ส่วนฉันได้แต่โคลงหัวหน่อย ๆ ก่อนจะจัดการชงเจ้า 123 ตามที่เขาว่า


“ฮืมม .. อร่อยแหะ สงสัยต้องจำไว้บ้างแล้วค่ะ ปกติชงกาแฟ ..อร่อยวันเว้นวัน” ฉันตอบหน้าตายแบบที่ทำให้เขาหัวเราะออกมา


..
..


10 โมง และ บ่าย 3 .. 3 วันแล้วที่ฉันเพิ่งสังเกตุเวลาที่คนบอกว่า “ติด”กาแฟ เดินเข้าห้องกาแฟ


“พักนี้นอนดึกเหรอเรา เป็นขาประจำห้องกาแฟไปอีกคนล่ะ” เขาหันมาตามเสียงประตูเปิดก่อนทักยิ้ม ๆ


กับ 3 วัน .. ที่ฉันได้มาเจอเขาอย่าง ’บังเอิญ’ ในยามบ่าย


“ค่ะ พักนี้ติดนิยายน่ะค่ะ อ่านแล้ววางไม่ลงข้ามไปวันใหม่ทุกที” ฉันแอบไขว้นิ้ว มือที่เอื้อมเข้าไปหยิบถ้วยกาแฟในตู้ก่อนตอบ


“ดีสิ พี่จะได้มีเพื่อนคุย”


..
..



กาแฟก็เหมือนความรัก มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจให้อยากลองลิ้ม ดื่มกิน
รสชาติขมๆ หวาน ๆ ที่ปลายลิ้น .. ชวนให้ติดใจ



บ่าย 3 .. เวลากาแฟของเขาลดลงเหลือเพียงมื้อบ่ายมื้อเดียว


“ เดี๋ยวนี้พี่ณัฐ ไม่ทานการแฟมื้อเช้าแล้วเหรอคะ” ฉันถามยิ้ม ๆ


“เห็นด้วยเหรอ” เขาคงตีความหมายยิ้มของฉันผิดไปอีกเหมือนเดิม จึงตอบกลับมาด้วยสีหน้าเก้อ ๆ


“เขาเปลี่ยนเวลาน่ะ” ฉันขมวดคิ้วไม่เข้าใจ


“ ก็น้องวีไง ปกติเขาจะเข้ามาทานกาแฟตอน 10 โมงเป็นประจำ พี่เลือกมาทานเวลานั้นเพราะเขาน่ะ” เขาตอบแบบยิ้มปลง ๆ


“พี่ณัฐสนใจเขา” ฉันถามเบา ๆ เสียงดังกรุ๊งกริ๊งของช้อนที่กระทบกับถ้วยกาแฟหายไป


“เงียบ ๆ ไว้ล่ะ เห็นว่าเป็นเรานะเนี่ยถึงบอก ว่าแล้วก็ปรึกษาหน่อยสิ พี่จะทำไงดี จะเปลี่ยนไปตรงกับเขาอีกก็จะมีพิรุธมากไปไหม” หน้าเขากลุ้มจริงจัง


ส่วนฉัน ... กำลังรู้สึก กาแฟที่ติดปลายลิ้นในวันนั้นขมกว่าทุกวัน


..
..

กาแฟก็เหมือนความรัก มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจให้อยากลองลิ้ม ดื่มกิน
รสชาติขมๆ หวาน ๆ ที่ปลายลิ้น ความอุ่นร้อนวาบลงไปเป็นทาง .. เพียงครู่หนึ่งก่อนจะจางหาย



10 โมง .. หลังจากวันนั้น พี่ณัฐจะถือกาแฟในถ้วยสีหวานติดมือออกมาคู่กับถ้วยกาแฟใบเรียบใบเดิม


เขาหันมายิ้มให้ฉันตอนเดินผ่านโต๊ะ .. ฉันยิ้มตอบ มองเขาเอากาแฟถ้วยนั้นวางที่โต๊ะของผู้หญิงที่ถัดไปด้านหน้า


คงไม่น่าจะเป็นอะไร ถ้าอยู่ๆ ฉันจะเลิกติดนิยาย ..เลิกติดกาแฟ






((ขอบคุณภาพถ้วยกาแฟสวย ๆ จาก blog ป้ากุ๊กไก่ค่ะ))



 

Create Date : 14 กันยายน 2552
Last Update : 12 ตุลาคม 2552 20:12:49 น.  

1  2  3  4  

Paulo

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

เค้าว่ากันว่า " สิ่งดี ๆ นั้นรออยู่และอาจพบเมื่อเราเปลี่ยนแปลง " ข้อความนี้คงจะจริง เพราะไม่ยังงั้น เราจะได้มาเจอกันเหรอ


Blog Update
"หนูน้อยนพมาศ"

"ขอโทษ.."

"เมื่อลมหนาวพัด .. (เ ธ อ) .. มา"

"คีรีรมย์ รีสอร์ท @ ปากช่อง"

"โลกทั้งใบ :: โลกของผม"

"มื้อเล็ก ๆ ที่ Siriraj A'La Carte"

"กระจก .. เก่าเอามาเล่าใหม่"

"กาแฟถ้วยนั้น"

"กระเป๋า..เดินทาง ((ไ ก ล))"

":: กอด ::"

"ขนมกล้วย ขนมฟักทอง .. แม่เอ้ยยยยย "

"แด่ดวงดาวในดวงใจ"

"บ้านร้อยดอกไม้ - น้ำเพชร"

"กาลครั้งหนึ่ง .. "

"มะ-หมา ตัวยาว"

"Tag ฮัลโหล จากพี่โบ๊ต (Little Knight)"

"ดึกแล้ว :: แพรพิณ"

"หมูหวาน"

"หลอน :: แพรพิณ"

"ป๋มเป็นลูกกระจ๊อกของพี่โตโตโร่คับ ^^ "

"เพลงพิณ - ความรัก น้ำตา และความไร้เหตุผล "

"สาวน้อย..ร้อยชั่ง"

"1 ขวบ"

"ฤดูร้อน .. ฤดูรัก "

"Tag ที่สุดของที่สุด จากพี่ก๋า (กะว่าก๋า)"

"รวมมิตร Key Cover"

"เพลิงพราย .. โดย อรพิม"

"เธอ (หรือ..เขา) บนเส้นคั่นเวลา"



<


 
Friends' blogs
[Add Paulo's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.