ความตายมาเคาะกบาล
เหตุเกิดเมื่อต้นปี ๒๕๕๐

เมื่อเช้าได้ข่าวที่น่าใจหาย
กับการจากไปอย่างกระทันหันของเพื่อนพี่หมี
ที่ใจหายก็เพราะ เคยคุยกับพี่คนนี้แล้ว คุยดีด้วย เป็นพี่ที่อัธยาศัยดี
รู้สึกแค่ว่าเราจินตนาการเขาตอนแก่ไม่ออกก็แค่นั้น
และนึกว่าจะได้เจอกันอีก อย่างน้อยก็อาจจะให้ช่วยถ่ายรูป
แต่อยู่ๆก็ไปกระทันหันแบบนี้
และเป็นคนใกล้ตัวคนแรกที่เสียชีวิต


คำถามในหัวเราคำถามแรกก็คือ
ตอนนี้พี่เขาจะอยู่ที่ไหน?



เราเป็นพวกหัวตรรกะ + วิทยาศาสตร์
ที่เรายอมรับเรื่องการกลับชาติมาเกิด
เรื่องกรรม carries on จากภพสู่ภพ
เราจึงยอมรับไปในแนวที่มันมีตรรกะที่เมคเซนส์ใช้ได้อยู่
ซึ่งอาจจะดูขัดแย้งกับคนที่มองว่าการกลับชาติ กรรมเวรอะไรนี่เป็นเรื่องงมงาย



เพราะเราไม่เชื่อว่าคนเราเกิดมาจะบังเอิญเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ไม่ควรจะมีใครบังเอิญซวย ไม่ควรจะมีใครบังเอิญโชคดี
แม้ว่าจะมี Murphy’s Law
ที่ว่าอะไรที่เป็นไปได้ที่จะซวยจะเจ๊ง มันก็จะซวยจะเจ๊ง
ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะบังเอิญซวยบังเอิญเจ๊ง
และเราไม่เชื่อว่าคนเราตายไปกรรมที่ทำไว้ก็ตายตามหมดสิ้นกัน
เพราะมันดูไม่เมคเซนส์ เหมือนตายแล้วก็แล้วกัน
ภาษาวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า พลังงานไม่น่าจะสูญสิ้นไป มีแต่แปรสภาพ
สองสิ่งนี้ ทำให้เรายอมรับได้ว่า เรื่องกรรม เรื่องชาติ น่าจะมีจริงมากกว่าไม่มี
เหลือแต่ว่า จะเห็นจริงๆให้เชื่อได้เต็มหัวใจขนาดเท่ากำปั้นของตัวเองขนาดไหน



เป็นเมื่อก่อนเหรอ
ก็เชื่อจริงจัง เพียงแค่ตรึกตรองดูว่ามันน่าจะมีก็เชื่อ
ไม่เชื่อจริงจัง เพียงแค่ตรึกตรองดูเอาเองแล้วคิดว่าไม่น่าเชื่อ
เมื่อประสบการณ์สั่งสมมากขึ้น
ก็ทำให้รู้ว่า ถึงตรรกะของตัวเองบอกว่ายังไง
ก็ไม่ได้แปลว่าโลกจะเป็นตามตรรกะที่เราคิดซะหน่อย
โลกเป็นยังไงก็ส่วนโลก เราจะคิดยังไงก็ส่วนเรา

เราจะคิดตรงกับที่โลกเป็นหรือไม่เป็น จะเชื่อหรือไม่เชื่อว่าโลกเป็น
โลกก็ยังเป็นไปของมันอยู่ดี



แม้ว่าความตายจะเป็นเรื่องธรรมดา ตามหลายๆตำรา ท่านว่าเอาไว้
แต่ด้วยความเป็นปุถุชน
ก็ทำให้เราอดใจหายเรื่องคนใกล้ชิดอยู่ๆก็จะไม่เจอหน้ากันอีกเลยตลอดชาติไม่ได้
จะว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ในชาติก็ได้
เพราะไม่เคยมีคนใกล้ชิดตายจากกัน
นี่ขนาดไม่ใกล้มาก เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมาเล็กน้อย ยังใจหาย
ก็พอจะเลาๆแล้วว่า ถ้าคนใกล้ชิดกว่านี้เป็นอะไรไป
ใจมันคงจะหายไปเลย

และถ้าไม่เคยจะนั่งฝึกจิตฝึกใจ
ก็คงไม่รู้ว่ามันจะหายไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี
และถ้าไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
ก็อาจจะเดาไปเล่นๆว่า ถ้าเจอจริงๆก็คงไม่อะไรละมั้ง
แล้วมาวันนี้ก็ เห็นไหม
มันไม่เหมือนกันจริงๆด้วย
ยิ่งทำให้ตอกย้ำว่า อะไรที่คิดเอาเองน่ะ
อย่าไปปักใจยึดติดอะไรมาก
มันก็แค่ความคิดที่ไหลมา แปรไป



มองย้อนเข้ามาที่ตัวเอง
ก็ได้พบอย่างชัดเจนว่า
ทุกวันนี้ เราประมาทในการใช้ชีวิตอยู่
เราใช้ชีวิตเหมือนว่ามันจะมีพรุ่งนี้ไปเรื่อยๆ
หลังจากที่ได้ข่าวแล้วตระหนักขึ้นมาได้ว่า เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนี่ย
มันตื่นขยันขึ้นมาเชียว แตกต่างกับทุกวัน
มันทำให้เห็นได้ชัดว่า ทุกวันนี้ เพ้อมากกว่าเห็นจริง
ยังทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ของมัน
แล้วเราสะสมเสบียงพอที่จะรู้สึกว่าตายไปได้อย่างสงบรึเปล่า



เมื่อวันก่อนคุณแม่เล่าเรื่องนึงให้คุณพ่อฟังในรถ
ในฐานะลูกที่ดี เราก็ขับรถไป เงี่ยหูฟังเรื่องของชาวบ้านไป
แม่พูดในทำนองว่า แม่แก่ๆของคนอื่น ถ้าเขาอยากไปไหนทำอะไร
ก็ให้เขาไปเถอะ เขาจะได้จากโลกไปอย่างมีความสุข
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราคงเห็นด้วย
ใช่ พยายาม fulfil ความต้องการความหวังของคนแก่กันไปดีกว่า
เขาจะได้ตายตาหลับ
แต่ตอนนี้ เรามีคำถามว่า แล้วถ้าอาม่าเกิดนึกต้องการอะไรขึ้นมา
อย่างเช่นอยากกินข้าวขาหมูมากๆกลางดึก
แล้วมาตายซะก่อนลูกหลานจะวิ่งไปซื้อสนองให้ทันเนี่ย
แกจะตายตาหลับอย่างมีความสุขได้ยังไง


เช่นเดียวกับเรา
ตายไปตอนที่ความโง่ความต้องการบานเบอะงี้
เราจะไปตายอย่างไปสู่ที่ชอบที่ชอบได้ยังไง้
วันนี้อยากดูหนังทั้งวันแล้วไม่ได้ดู
ตายไปวันนี้เดี๋ยวกลายเป็นผีโรงหนังล่ะก็ แย่เลย


เอ่อ

ขอชั้นหนึ่งนะ หนังควบไม่เอา



อีกประเด็นหนึ่ง
ที่นอกเหนือไปจากประเด็นจิตขณะตายข้างบนนี้ก็คือ
เรื่องเสบียง ไว้เลี้ยงตัว
เสบียงที่นี้คือ กรรมนี้ นี่เองงง


สืบเนื่องจากตรรกะส่วนตัวที่ไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญ
ไม่เชื่อว่าผลของสิ่งที่ทำจะตายตามร่างกาย
และเชื่อว่ากรรมอะไรที่ทำ ก็ต้องสนองแก่ผู้ให้กำเนิดกรรมเข้าสักวัน
ในทำนองทฤษฎี Action = Reaction
ฉะนั้น ทำกรรมดีไปเรื่อยๆ ผลกรรมดี ก็ทยอยๆให้คนทำเรื่อยๆ
ถ้าไม่ทำกรรมดี ก็จะเอาผลกรรมดีนั่นมาจากไหนมาทยอยส่งผล



ในหลายๆที่เห็นคนที่หน้าตาดี สมองดี ฐานะดี คนรักดี
ใช้ชีวิตแบบรับสนองแต่กรรมดีที่ทำมาในอดีต
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า กินบุญเก่า
ไม่รู้จะนึกว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมามีอะไรดีๆอย่างนี้เป็นความบังเอิญรึเปล่า
หรือมัวแต่มั่นใจในความสวยหล่อ เรียนดีทำงานดี เกิดมาสบายๆ ของตัวเองอยู่
ก็กอบโกยความสุขตรงหน้าอย่างอิ่มเอม
จนไม่ได้สนใจว่า เสบียงของตัวเองจะหมดไปเมื่อไหร่
ถ้ามองในแนวตรรกะล้วนๆ ทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแล้วเนี่ย
ไม่ทำดี ก็หวังดีไม่ได้ ไม่ทำดีกับคนอื่น ก็หวังว่าคนอื่นจะมาดีกับเราไม่ได้
และอะไรที่ทำเอาไว้ แล้วไม่ทำต่อ เอาแต่ใช้ไปเรื่อยๆ
มันก็จะหมดลงในสักวัน เหมือนแทงค์น้ำ ที่มีแต่เปิดรินดื่ม ไม่มีเติมกลับเข้าไปเก็บไว้เลย
แล้วดันจะมาหวังว่า จะมีน้ำดื่มน้ำใช้จากแทงค์นี้ตลอดไป
หรือเติมน้ำนิดๆหน่อยๆ แล้วหวังว่าจะมีให้ใช้ซัดโฮกทั้งวัน
มันจะเป็นไปได้ยังไง



จากตรรกะเรื่อง Action & Reaction และทฤษฏีความไม่บังเอิญ
ยังอธิบายต่อไปอีกได้ว่า
การที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เป็นผล Reaction จาก Action ในกาลนู้น
เช่นเดียวกับการทำอะไรอยู่ในตอนนี้ ก็จะเป็น Action ที่จะทำให้เกิด Reaction ในคราวต่อๆไป
ฉะนั้น ไม่ว่าจะบังเอิญสวย หรือบังเอิญซวย
มันก็อยู่ที่คนๆนั้นเคยทำเหตุให้สวย หรือให้ซวย มาทั้งนั้น



ซึ่งถ้ามองได้อย่างนี้
ก็จะทำให้อาการ คนนั้นทำให้ฉันเป็นอย่างนี้ ไอนี่ทำให้ฉันเป็นอย่างนั้น
ลดลงฮวบฮาบได้อย่างรวดเร็ว
และจะทำให้การมองเห็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้นกับเรา
เป็นสิ่งที่เราเคยทำมา ทำให้เรามีวันนี้
ก็จะทำให้เราตระหนักได้ว่า ถ้าอยากจะมีจะเป็นแบบนี้ในวันหน้า
เราก็ต้องทำเหตุซะตั้งแต่วันนี้
และถ้าเราต้องการจะมีจะเป็นแบบนี้ในวันหน้าอีกไกลๆ
ก็แสดงว่า ในอนาคตเราก็ต้องไม่หยุดทำเหตุเช่นนี้อีก



ตรรกะชั้นเดียว ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย
มันจะซับซ้อน เมื่อเราพยายามให้ซับซ้อนเอง
และเราจะไม่เข้าใจมัน ในเวลาที่เราอยากให้มันเป็นไปตามใจของเรา



เพราะว่า
ใจเราจะคิดอะไรก็คิดเอง โลกอาจจะไม่ได้เป็นตามที่ใจเราคิดก็ได้
และถ้าโลกมันไม่เป็นตามนั้น
โลกจะผิดที่ไม่ยอมเป็นอย่างใจเราคิดหรือเปล่า



กลับมาที่เรื่องความตาย
การที่เราสะสมกรรมดี อยู่บนตรรกะที่ว่า
สิ่งที่เราทำ ไม่ได้ตายตามร่างกายเราไปแล้ว
อย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยให้เราตายได้อย่างสบายใจ
สบายใจที่อย่างน้อย ถ้าภายภาคหน้ามีจริง เราก็จะสบายต่อเนื่อง
หรือท้ายที่สุดถ้าภายภาคหน้าไม่มีจริง
เราก็จะเห็นว่า ชีวิตนี้ทำดีอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่ตักตวงเอาความสุขเข้าตัวไปวันๆ
สมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มี asset ดีๆคนหนึ่ง
แล้วเราก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่ตายไปอย่างสบายใจจริงๆ



Create Date : 04 มีนาคม 2551
Last Update : 4 มีนาคม 2551 1:48:02 น.
Counter : 225 Pageviews.

0 comments
การบำเพ็ญบารมี ปัญญา Dh
(15 พ.ค. 2565 03:31:02 น.)
การวางใจเป็นกลาง วางเฉย ปัญญา Dh
(10 พ.ค. 2565 00:18:22 น.)
อย่าท้อถอย นาฬิกาสีชมพู
(9 พ.ค. 2565 08:25:22 น.)
การออกจากสิ่งที่กำลังทำ ปัญญา Dh
(4 พ.ค. 2565 21:50:16 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Jeyz.BlogGang.com

JeyZ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด