สรุปปี ๒๕๔๘


สรุปปี ๒๕๔๘

มกราคม
ฉลองวันปีใหม่ด้วยการไปที่กองทัพอากาศ ช่วยขนของเนื่องจากเหตุการณ์สึนามิ
เห็นความจริงว่าของในโลกมันมีสองด้านทั้งนั้น
คนเราหาเรื่องอกุศลใส่ตัวได้ ทั้งจากงานกุศลและอกุศล
ผ่านวันเกิดไปด้วยความเย็นใจ
อะไรก็เย็น ถ้าเย็นใจ




-----
QUOTE ประจำเดือนมกราคม

ใช้ชีวิตเน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ มีเพื่อนน้อยๆ จะได้ใช้เวลากับเพื่อนน้อยๆนั้นได้มากๆ และคุ้มค่า ทั่วถึง มีแฟนคนเดียว ให้เวลาใส่ใจกับเขา ให้เวลากับครอบครัวบ้าง ใช้เวลาที่เหลืออยู่กับตัวเอง เพื่อสร้างกำลังใจ สร้างความสุขให้ตัวเอง เหลือแล้วก็แบ่งให้คนอื่น

เราเชื่อว่าคนเราไม่ควรจะมีเพื่อนสนิทมากมายหรอก ก็คนเรามีชีวิตในวันนึงแค่ยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้นนี่ เราจะแบ่งให้คนหลายๆคนได้อย่าง"อย่างมีประสิทธิภาพ"อย่างไรกัน เปรียบเหมือนน้ำในฝักบัวรดน้ำ ถ้ามีไม่กี่ต้น ก็ให้ความชุ่มชื่นได้อย่างเพียงพอ ถ้าเป็นสิบๆต้น ฝักบัวที่ขยายขนาดความจุของมันไม่ได้ รดน้ำไป มันจะให้ความชุ่มชื่นแก่ต้นไม้สิบๆต้นนั้นได้อย่างเพียงพอหรือไม่?
-----
ตอนนี้ รู้ว่าคนมีหลากหลาย แต่ละคนก็มีความดีความไม่ดีปะปนกันไปในตัวของแต่ละคน เรารับได้ว่าคนเรามีอะไรปะปน แต่ก็ยังรู้สึกว่าโลกตัวเองเป็นสีชมพูอยู่ โลกเราเป็นโลกที่เหมือนมีคนรอบข้างที่ดีๆปกป้องซึมซับไว้อีกชั้นหนึ่ง ไม่ค่อยมีซึมเปื้อนด้านข้าง แถมเรายังสร้างเกราะป้องกันตัวเองแบบบางๆได้อีกด้วย รับรู้ว่ามีคนคิดไม่ดีกับเราอยู่บ้าง แต่เราก็ยังสบายใจได้อยู่ เพราะข่าวลือ หรือความคิดที่คนอื่นคิดกับเราไปเองนั้น ไม่ได้มาทำร้ายอะไรเราได้เท่าไหร่

มองตัวเองแล้วก็มองมาที่สังคมรอบข้าง ประเทศชาติ เวลาพยายามลองเข้าไปนั่งในใจคนอื่นดูว่าทำไมเขาทำอย่างนั้น ก็เหมือนจะเข้าใจในระดับหนึ่ง คนเรามีเงามืดอยู่ในตัว จะปรากฏกันเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อหิริโอตตัปปะอ่อน หรือคิดเพลินๆก็คิดอะไรกันได้ก็ไม่รู้พิลึกพิลั่นพิสดาร ดูจากหนังสยองขวัญฆาตกรรม หรืออินดี้ประหลาดประเหลือกก็ได้ จินตนาการที่ชั่วร้ายพิสดารพันลึกของคนเรามันแทบจะไม่มีที่สิ้นสุด เห็นแล้วน่ากลัวมากกว่าที่จะชื่นชมได้
-----



กุมภาพันธ์
เดือนที่แล้วไปกราบหลวงอา เดือนนี้ก็ไปกราบหลวงอาอีกนั่นแหละ
ได้อะไรมาดีๆและได้สังเกตตัวเองมากขึ้นอีก
ส่วนเรื่องงานก็ยังมีปัญหาในใจเหมือนเดิม
ยังนึกไม่ออกว่ามีรู้สึกว่าจะอยู่ทำงานที่นี่อย่างมั่นคงบ้างรึเปล่า

ครึ่งเดือนหลังมีวันนึงมีเด็กวิ่งเอาหัวมาชนรถ
กระจกข้างแตก เด็กหัวโน
ใจนึกรับผิดชอบเต็มที่ ไม่มีแวบอยากจะหนีเอาตัวรอดเลย
ต่อมานึกได้ว่า ตูไม่ผิดนี่หว่า ก็ไม่มีเหตุผลให้หนีเอาตัวรอดอยู่ดี
เสียเงินค่าหมอให้แม่เด็กไปหน่อย แต่ก็ยังงกอยู่ที่ไม่ให้ extra มากกว่านี้
ถือว่าฟาดเคราะห์ไป

ปลายๆเดือนมีเรื่องไม่สบายใจ รู้สึกแย่
แต่ได้แดดเป็นที่ปรึกษาทีไร สบายใจขึ้นทุกที
แดดไม่ได้สอนให้มองแบบที่ไม่เคยมองหรอก
แต่แดดสอนให้รู้ว่ายังมีคนเข้าใจเราอยู่...อย่างน้อยก็หนึ่งคน

ซื้อกล้องใหม่ หลังจากใช้เวลาตัดสินใจอยู่นาน
ตอนนี้ไอพอดทำท่าจะแซงสถิติตัดสินใจนาน
เพราะอยากได้มาเป็นปีแล้ว ยังไม่ตัดใจซื้อซะที



-----
QUOTE ประจำเดือนกุมภาพันธ์

ใครอกหักอยากตาย เหงาใจ เอนท์ไม่ติด เสียใจ ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจ แต่ไอพวกที่อยู่ในห้วงอารมณ์พริ้วเศร้าเหงาเป็นศิลปินขาดลอจิกเนี่ย อยากจะจับกระชากหัวให้เงยหน้าขึ้นดูโลกภายนอกซะบ้าง ให้เวลารำพึงรำพันนิดหน่อยแล้วไปทำอะไรให้มันมีประโยชน์กว่านี้ได้ไหม ดีกว่าเอาเวลามาปู้ยี่ปู้ยำหัวใจตัวเอง โดยที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองหรือสังคมดีขึ้นเลย

เสียดายเวลาหายใจแทนคนๆนั้นจริงๆ หายใจเข้า-ออกไปวันๆนี่ จะหยุดที่เข้า หรือจะหยุดที่ออกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หายใจขณะหนึ่งเนี่ย ทำอะไรกันอยู่




มีนาคม
ไปผจญภัยที่ Montreal, Canada
ไปเข้าร่วม IA summit ประจำปีและได้เป็น speaker อยู่ session นึง
ทริปนี้ได้สอนและให้อะไรเราเยอะแยะมาก
เป็นการเดินทางไกลที่จัดการเองทั้งหมด ไม่มีใคร support อยู่ทางนู้น
คือถ้าหลงหรือจองอะไรไม่ได้ก็แย่
แต่คนเราเดินทาง มันจะยากอะไร เขาก็เดินทางกันทั้งโลก
ที่ได้มากกว่านั้นคือการพูดต่อหน้าคนอีกซีกโลกหนึ่งที่ต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา
เราเรียกว่าอยู่ในกลุ่มอายุน้อยที่สุดในงาน
และเก้าสิบกว่าเปอร์เซนต์ของคนที่มาร่วมงานร่วมหลายร้อยคนนั้นมาจาก
สหรัฐอเมริกาและแคนาดา และเป็น professional หรือตำแหน่งสูงๆกันทั้งนั้น
ภูมิใจที่ทำมันผ่านไปได้ด้วยดี เหมือนก้าวข้ามผ่านอะไรมาหลายๆอย่าง
คนอื่นๆอาจจะคิดว่าก็ดี มาประชุม แลกความคิดเห็นกัน
แต่สำหรับเรามันมากกว่านั้น มันหมายถึงการที่เราเห็นศักยภาพของเราด้วย
และมั่นใจกับมันมากขึ้นอย่างมาก
เราไม่ใช่เด็กหญิงตัวเล็กที่ทำอะไรไม่เป็น และความสามารถสู้ professional ชาติอื่นไม่ได้
เป็นประสบการณ์ที่ดีและคุ้มค่าการเดินทาง
ทั้งนอกและในห้องประชุม

กลับจากเมืองหนาวก็ไปเที่ยวต่อที่เกาะมันนอก ซึ่งวางแผนมาตั้งเป็นเดือน
เราชอบวางแผนเป็นเดือนนะ แต่ว่าการที่ไปเป็นกลุ่ม
การวางแผนล่วงหน้าเป็นเดือนสำหรับคนไทยดูจะยากกว่า
ยังไงก็ได้ไปละ











-----
QUOTE ประจำเดือนมีนาคม

สรุปคือ ได้มาที่นี่ ประทับใจ และเราคิดว่า มันเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้จริงๆ เราได้ความรู้มากกว่าที่เราให้เขาไปหลายเท่าๆๆๆนัก คุ้มค่าจริงๆ และเราก็ได้รู้ด้วยว่าอย่างนี้เราก็ทำได้ ไม่ได้ทำก็ไม่รู้สักทีว่าทำได้ขนาดไหน รู้จักตัวเองและประเมินตัวเองได้มากขึ้นอีกแยะเลย

ก้าวกระโดดนี่มันเสี่ยงนะ ถ้าได้มันก็คุ้มไปเลย ถ้าล้ม ก็แค่เริ่มใหม่ด้วยก้าวที่เล็กกว่า เพื่อความมั่นคงที่มากกว่า



เมษายน
ไปงานหนังสือ ขาลากเหมือนทุกวัน
เล่นโยคะมาได้สองเดือนแล้ว เห็นประโยชน์ของมัน และสนุกกะมัน
เล่นแล้วเอนโดรฟินน์หลั่ง ทำให้รู้สึกชื่นใจ












-----
QUOTE ประจำเดือนเมษายน

การที่ไม่ต้องยุ่งกับคนอื่น คนอื่นอาจจะดูว่าเป็นคนเพื่อนน้อย ไม่มีใครคบ แต่จริงๆกลับเป็นลาภอันประเสริฐเหมือนกันนะ
-----
ของฟรีไม่มีในโลกอะ อยากได้ต้องแลกเอา ก็เหมือนกับการเป็นหนี้ล่ะ เรากู้เพื่อมีเงินวันนี้ แต่วันหน้าก็ต้องเสียอยู่ดี ไม่อยากให้คนมองว่าอะไรที่ฉกฉวยได้มาเล็กๆน้อยๆถือว่าเป็นกำไร เป็นความสนุกในชีวิต เราว่าเพราะว่าเราทำอะไรกันแบบไม่ระมัดระวังตัวในเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างนี้ด้วยแหละ ชีวิตคนเรามันถึงมีเรื่องให้รำคาญใจเหมือนแมลงวันตอมกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่
-----
เรื่องความคิดจิตใจ ถ้าจะให้เปลี่ยน เราสังเกตว่าคนเรามีโอกาสเปลี่ยนได้มากกว่าถ้ามีศรัทธา ในทางการทำงานธรรมดาก็เหมือนกัน คนเรามักไม่ฟังใครถ้าไม่มีศรัทธาให้คนๆนั้น ศรัทธาแบบนี้อาจจะเรียกว่าเครดิตก็ได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าคนเราควรจะสะสมเครดิตด้วย ถ้าต้องการให้คนอื่นฟังเรา ส่วนเทคนิควิธีไหนนั้น ก็คงต้องไปค้นๆหาๆเอาเอง ตามความถนัดและปัญญาของแต่ละคน (แต่บางทีเครดิตก็โดนจำกัดไว้ที่ตำแหน่งการงาน ให้เจ้าของบริษัทเจรจา กับให้ลูกน้องเจรจา เราก็พบได้ว่า ผลลัพธ์ที่ออกมามันมักแตกต่างกัน)
-----
นึกออกไหม คนที่อกหักแล้วไม่ยอมรักษาแผลตัวเอง เที่ยวแหวกแผลตัวเองให้คนอื่นดูเนี่ย อันนี้ไม่รู้จะสงสารหรือสมน้ำหน้าดี อาการนี้มักพบกับเหล่าชายหญิงที่อยู่ในโลกจินตนาการของตัวเอง เศร้าก็ต้องจัดฉากเขียนกลอน ดีใจก็ต้องจัดไฟจัดมุมกล้อง กลัวว่าแผลหายแล้วจะไม่มีอะไรมาดราม่าไปวันๆ เดี๋ยวชีวิตมันจืด แต่พวกนี้ก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าตัวเองเป็น

อีกพวกที่จะพูดถึงซึ่งอาจจะ intersect กับพวกข้างบนคือ พวกที่ถือว่าใครบอกเลิกก่อนเป็นคนเลว พวกนี้เยอะเสียด้วย แสดงว่ามีคนอกหักเยอะกว่าพวกไปหักอกชาวบ้านเขา คิดดูสิ ขนาดเพลงจะแต่งให้คนที่ไปหักอกคนอื่นเนี่ย โคตรยาก และมีน้อยมากถ้าเทียบกับเพลงอกหักแล้วโทษคนที่หักอกด้วย ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่หักอกชาวบ้านก็ไม่ใช่จะไปหักอกชาวบ้านอย่างหน้าชื่นตาบานกันทุกคน หลายๆครั้งยากกว่าอกหักเองอีก แต่เป็นเพราะอะไรไม่รู้ สังคมไม่ยอมให้คนหักอกฟูมฟาย อนุญาตให้คนอกหักเท่านั้นที่ฟูมฟายได้

ช่างเป็นสังคมขาวดำเหลือเกิน เห็นฝั่งนึงก็ต้องทึกทักว่ามีฝั่งตรงข้ามให้ได้

แต่ยังไงคนเราก็คงไม่อยากอกหัก แล้วก็ไม่ค่อยอยากที่จะเรียนรู้อะไรตอนอกหักกันใช่ไหมล่ะ
-----
เคยมั่นใจว่าตัวเองคิดถูกแล้ว รู้แล้ว ใครทักก็ไม่ฟัง แต่หลังจากนั้นก็มาค้นพบว่า เออ เพิ่งเห็นว่าตัวเองผิดจริงๆ ไม่เข้าท่าจริงๆด้วยแฮะ

พอเห็นคนอื่นเหมือนจะเป็น ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม ใจก็คิดไปก่อนแล้วว่าอย่างนี้ไม่ถูก ฉันเคยผ่านมาแล้ว ฉันรู้ดี ก็ลังเลอยู่ว่าจะบอกหรือไม่บอกดี ทั้งๆที่รู้สึกอยู่เต็มอกว่า บอกไปก็อาจจะไม่รู้ตัว บอกไปตอนนี้ก็มีแต่เสีย

บทเรียนที่ตำหัวใจที่ผ่านมา สอนให้รู้ว่า อย่าไปเสร่อรู้ใจคนอื่น โดยที่คนอื่นยังไม่รู้ใจตัวเองขนาดนั้น เพราะผลที่กลับมาก็คือ การที่เขาเห็นเราเป็นตัวงี่เง่าตัวหนึ่ง

และในทางกลับกัน ใจที่ยังไม่ปราศจากอคติ ก็อย่าไปตัดสินใครเขา อย่าทำเป็นไปเสร่อรู้ใจคนอื่น เพราะผลที่กลับมาก็คือ การที่เราเป็นตัวงี่เง่าจริงๆ

เฝ้าดูคนรอบตัวผ่านประสบการณ์เห็นเพี้ยนมา แล้วตอนหลังมาเห็นเองว่าตัวเองเพี้ยนไป ก็หลายครั้งอยู่ ถ้าคนมันจะเห็น ถึงเวลามันก็เห็นเองใช่ไหม แต่บางคน เราก็รู้สึกลำบากใจ ที่บอกไปเพราะคิดว่าคนอยากให้เขาคิดดี ไม่บอกตอนนี้ก็ไม่รู้เขาจะไปเห็นตอนไหนเหมือนกัน

เอาเป็นว่าบทเรียนสอนใจ จะเตือนใครต้องยิ่งดูดีๆ ถ้าเห็นว่าพื้นฐานนิสัยเขา คำพูดเราเอาไม่อยู่ ก็อย่าไปยุ่งเลย

ก็ตัวเราใช่ว่าจะเห็นตรงทาง ไม่มีเพี้ยนเลยแล้วซะเมื่อไหร่



พฤษภาคม
รถชนอีกแล้ว รถไหลไปชนตูดรถชาวบ้านแบบนิ่มๆ แต่ตูดรถชาวบ้านบุบ
แถมไม่มีกันชนช่วยอีกต่างหาก หลับตอนรถติดอีกละตู

ได้จดหมายอ้าแขนตอบรับจาก UCL แต่แห้วทุน เลยตัดสินใจไม่ไป
ปีนี้ก็คงไม่ได้ไปอีก และก็ปีถัดไปอีกเช่นกัน
เสียดาย แต่คนเราก็ต้องเลือก
เพราะชีวิตมีชีวิตเดียว ทำทุกอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้

ตั้งใจในเดือนนี้ว่าต่อไปอยู่บ้านจะเล่นเนตน้อยลง อ่านหนังสือมากขึ้น
เอ่อ ลืมไปเลยว่าตั้งใจเอาไว้ >_<

เดือนนี้ครบรอบคบกับพี่หมีกรอบมา ๓ ปี
เราคบกัน ไม่ใช่เป็นส่วนเติมเต็มของกันและกัน
รู้สึกมีความสุขที่มีชีวิตอย่างนี้แหละ
ความรักเติบโตไปด้วยกัน

จดเอาไว้ว่าเดือนนี้ทำบุญด้วยการบริจาคโลงศพ
เอ่ แล้วเดือนอื่นล่ะหวา?





-----
QUOTE ประจำเดือนพฤษภาคม

สรุปแล้วถ้าจะวัดความสำเร็จก็ไม่รู้จะวัดจากตรงไหน
ใจเราคิดว่ายังไม่สำเร็จ มันก็ยังไม่สำเร็จซะงั้นแล

ความเป็นจริงใครจะขึ้นปีนเขาแล้วพอถึงยอดก็นั่งเล่นเย็นสบาย
แล้วก็ลงเขาไปอย่างสงบร่มเย็นบ้างละ
อย่างน้อยตอนนั่งบนยอดเขาอาจจะเจอหินทิ่มตูด มดกัดขา ฯลฯ กันบ้างแหละน่า
ไอเราที่ยังอยู่เดินอยู่เนินเขา แหงนขึ้นไปก็คิดเอาเองว่ามันสวยสดงดงามอยู่ท่าเดียว

ถ้าวันนี้ยังมีชีวิตอยู่ มันก็ยังอยู่
ถ้าวันนี้ต้องตาย ก็ต้องตาย
เด็กหนุ่มเลี้ยงแกะเขาว่าไว้อย่างงั้นใน the alchemist
-----
ความสุขไม่ใช่สิ่งที่เรียกร้องหาเอาจากอีกฝ่าย
เราจะให้ความสุขคนอื่นได้อย่างไรถ้าเราไม่มีเสียเอง
ความสุขเกิดจากตัวเราเอง เกิดขึ้นมาและพร้อมที่จะให้อีกฝ่าย
ไม่ใช่รออีกฝ่ายเข้ามาทำให้เรามีความสุข
ไม่เช่นนั้นในวันที่เราอยู่คนเดียว เราจะไม่สามารถมีความสุขเองได้
และเมื่อนั้นมันจะเกิดความไม่เมคเซนส์กับความสัมพันธ์ของคนเรา
ความสัมพันธ์จะกลายเป็นเส้นด้ายสายบางๆ
ที่พร้อมจะขาดได้เสมอเมื่อไม่ได้รับการแสดงความรักจากอีกฝ่ายในเวลาที่ต้องการ

ฉันคิดว่าเรามีความรักที่ดี
เพราะเป็นความรักที่ทำให้เราได้โตไปด้วยกัน
งอกงามไปพร้อมกันด้วยตัวเอง
ไม่ใช่ตวามรักที่เราเพ้อฝันไปด้วยกัน
ไม่ใช่ความรักที่มาทำให้เพิ่มความโหยหาไร้สาระให้กัน





มิถุนายน
ไปเดินถ่ายรูปในเกาะรัตนโกสินทร์ และไปสวนผลไม้ + วัดญาณ + เขาชีจรรย์
ได้ทานอาหารทะเลที่อร่อยที่สุดในประเทศ (รู้สึกอย่างนั้น) อีกที่หนึ่ง ที่บ้านอำเภอ
สวนผลไม้นี่ผลไม้อร่อยสุดใจขาดดิ้น ทำไมซื้อกินตามซุปเปอร์ไม่อร่อยอย่างนี้บ้าง

เริ่มจัดระเบียบชีวิตอีกครั้ง
เริ่มตัดสิ่งที่อยากทำและทำอยู่หลายๆอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป
เรียนรู้ว่าโลกเป็นสามมิติ ไม่ใช่สองมิติแบนๆ
เราจึงไม่ควรทำอะไรอย่างทื่อๆ

ไปงานแต่งงานน้องรหัส และเลี้ยงรุ่น



















-----
QUOTE ประจำเดือนมิถุนายน

คนเราทำอะไรได้นี่ เพราะมี drive จริงๆนะ มีแค่นั้นแหละ เหตุผงเหตุผลก็คือถูกใจเรา เราต้องการ อะไรที่ไม่ต้องการ ก็ทำไม่ไหว

การที่จะทำอะไร จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า มันลำบากหรือเปล่า แต่มันอยู่ที่มีความสุขหรือเปล่าที่จะทำ เช่น การออกกำลังกาย คนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย ก็อาจจะรู้สึกยากจัง จะไปออกกำลังกายแต่ละที ดูเหมือนจะมีข้ออ้างให้ไม่ไปได้เกือบทุกครั้ง เหตุผลอะไรที่ดูเป็นข้ออ้างก็ฟังดูเมคเซนส์ไปหมด สำหรับที่ว่าอยากทำอะไร เหตุผลอะไรก็ไม่เท่า "ก็ฉันอยากทำ" แล้วก็ทำ

ชีวิตเราเอง หลายๆทีก็เลือกทางที่ไม่ได้สบาย เลือกแล้วก็ลำบาก ต้องขวนขวาย ก็เพราะว่าเลือกทางนี้

ก็เลือกทางนี้ แล้วมันก็มีความสุข และมันก็เต็มใจที่จะต้องออกแรงเยอะหน่อย :-)
-----
เราได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสิ่งหนึ่งๆมีหลายด้าน เพราะว่าโลกเราเป็นสามมิติ ไม่ใช่สองมิติ

สี่เหลี่ยมผืนผ้า ถึงเราจะเห็นกว้างกับยาว ด้านหน้า สูง ต่ำ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะไม่เห็นด้านหลังของมัน

และที่สำคัญ สิ่งต่างๆในโลกมักจะไม่ใช่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่กลับเป็นรูปทรงแบบเดียวกับอุกกาบาต ที่ไม่รู้ว่ามีกี่ด้านกี่มุมกี่เหลี่ยมกี่หลืบกันแน่

และเพราะโลกเราเป็นโลกสามมิติ ถึงเราจะจับอุกกาบาตมาพลิกซ้ายขวาหน้าหลัง สำรวจละเอียดทุกรูพรุนแล้ว เราก็ยังไม่เห็นด้านที่เป็นข้างในอยู่ดี

แต่คนเราก็มักคิดว่าเราเห็นอะไรๆทุกซอกทุกมุมแล้วสิ เรามักเข้าข้างตัวเองว่าเราดูอะไรรอบคอบแล้วถึงตัดสิน ไม่เชื่อว่ามีใครไม่เคยตัดสินอะไรไปก่อน แล้วก็มาผิดทีหลัง ถ้าใครแย้งว่าไม่เคย แสดงว่าลืมไปแล้วล่ะว่าเคยไปตัดสินอะไรไว้
-----
เคยเหนื่อยแล้วหยุดพักดูบ้างไหม ว่าทำไมใจเราถึงไม่เคยจะอยู่นิ่งมั่นคง เดี๋ยวก็วิ่งไปร้อนๆเย็นๆเรื่องคนอื่น เดี๋ยวก็วิ่งไปร้อนๆเย็นๆเรื่องตัวเอง แม้กระทั่งวิ่งไปร้อนๆเย็นๆเพราะไม่มีเรื่องอะไรเลย

เราวิ่งไปนู่นนี่ตลอด เราไม่หยุดนิ่ง เราจึงมีเวลาไม่พอในการศึกษา ในการทำปฏิกิริยาต่อตัวเองกับสิ่งนั้นๆ ไม่มีเวลาพลิกดูให้ถ้วนถี่ บางทีสิ่งที่เราเห็นว่าทำให้เรามีความสุข แค่ชั่วพริบตาก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความทุกข์เสียแล้ว

ถ้าหยุดนิ่งเป็นผู้ดูความเป็นไปอย่างเดียวได้บ้าง ไม่ต้องตัดสินอะไรใดๆเลยบ้าง เริ่มจากสักครั้งสองครั้งในวันหนึ่งๆ ก็คงจะทำให้เราเข้าใจอะไรๆต่างๆได้ดีมากขึ้นเนาะ
-----
บาทหลวง "เธอรักพ่อของเธอไหม"
ดร.แอโรเวย์ "ก็รักนะสิ"
บาทหลวง "พิสูจน์สิ"

ฉันใดฉันนั้น...





กรกฎาคม
ไป YWC ที่บางแสนอีกแล้ว ปลายเดือนไปทำสังฆทานและไหว้พระ ๙ วัดไปทางอรัญประเทศ













-----
QUOTE ประจำเดือนกรกฎาคม

ผู้ชายคนหนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่งมาคบกันเนี่ย เราเชื่อว่า ผู้หญิงน่าจะเคยได้ยินคำทำนองว่า "เธอน่ะคิดมาก" จากคู่ตัวเอง ส่วนผู้ชายก็น่าจะเคยได้ยินคำทำนองว่า "เธอน่ะเย็นชา" จากคู่ตัวเอง เป็นปรกติ

บางครั้งผู้ชายก็ลืมคิดไปว่า ผู้หญิงคิดมากไม่ได้แปลว่าจะไร้สาระในการคิดทุกครั้ง การคิดในเรื่องที่ผู้ชายไม่คิดก็ไม่ได้แปลว่าคิดมากเช่นกัน ผู้หญิงจะคิดว่าที่เธอคิดมากน่ะ เธอมีเหตุผลในการคิดนะ ไม่ใช่คิดมากไปเล่นๆ เธอก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมผู้ชายเป็นมนุษย์ที่ไม่คิดอะไรเอาซะเลย โดยเฉพาะเรื่องที่เธอคิดเป็นบ้าเป็นหลังอยู่

ส่วนผู้หญิงบางครั้งก็ลืมไปว่า ผู้ชายไม่ได้หายใจเป็นเธอ บางช่วงเวลาที่คนเราต้องทำงาน คุยกับคนอื่น คบคิดเรื่องราวต่างๆ ทำให้ไม่มีเวลาจะมาเล่นเอาใจกันได้ตลอดเวลา แต่ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่กินความรักเป็นอาหาร เวลาไม่มีความรักรดลงมาใบจะเหี่ยว เฉา และผู้ชายผู้เป็นสิ่งมีชีวิตที่กินเป้าหมายเป็นอาหาร ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมแค่นี้อีต้องง้องแง้งด้วย

แต่จะแตกต่างยังไงกันก็ตาม ขอให้แสดงออกว่ายังรักยังเข้าใจกันอยู่สม่ำเสมอในแบบของแต่ละคน ก็น่าจะทำให้ปัญหามันไม่ไปจับเกาะหยากไย่อยู่ที่ความแตกต่างระหว่างกันและกัน
-----
เพราะว่าธรรมะมีไว้ให้ทำ ไม่ได้มีไว้ให้กำ ไม่งั้นก็จะกลายเป็นมีกรรม แทนที่จะเป็นมีธรรม


สิงหาคม
ก็ยังคิดถึงอนาคตทางโลกต่อไปว่าจะเดินไปยังไง ค่อยๆเคลียร์ทางไป
เดี๋ยวก็เห็นทางเอง

มีเหตุการณ์ให้ระลึกมรณานุสติอยู่หลายครั้ง จนไม่อยากเห็นละ
รู้สึกว่าชีวิตมันปลิดปลิวได้ง่ายอะไรเช่นนี้

ไปดูดวง กับพระเพื่อนแพรแฟนเต
ได้กำลังใจว่า บ่มีมาร บารมีบ่เกิด
ให้สนใจในปัจจุบันเข้าไว้

มีทติ้งรวมรุ่น 63






-----
QUOTE ประจำเดือนสิงหาคม

เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งต่างๆรอบตัวใกล้ตัวเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เราได้เรียนรู้ว่าการคิดไปเองคือบ่อเกิดบ่อใหญ่ของความไม่พอใจ
เราได้เรียนรู้ว่าการที่รับรู้อะไรมากไปทำให้มึนมากกว่าทำให้ฉลาดขึ้น
เราได้เรียนรู้ว่าเราจิตใจยังไม่งดงามเท่าไหร่นัก
เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่แย่มันจะไม่แย่เท่าไหร่นักถ้าเราคิดว่ามันไม่แย่
เราได้เรียนรู้ว่าโลกที่เราอยู่มันยังมีโลกที่คนอื่นอยู่ซ้อนทับกันอยู่อีกไม่รู้กี่โลก
บางวันเราก็ข้ามไปที่โลกใบอื่นบ้าง แต่ยังไงเราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นคนละโลกกับโลกที่เราอยู่อยู่ดี
และเรายังได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรอีกมากมายภายในวันนี้วันเดียว
-----
วันก่อนอ่านหนังสืออะไรไม่รู้ หลวงปู่รูปหนึ่งตอบปัญหาที่ว่า เบื่องาน งานมีแต่ปัญหาในทำนองว่า "ถ้าลูกน้องคนไหนคิดอย่างนั้นก็ไม่ควรจะให้ทำงาน เพราะงานคือปัญหา การทำงานคือการแก้ปัญหา"
-----
คือ ไงล่ะ ไม่ใช่ว่าพูดไม่ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่เอามาพูดแล้วยิ่งดูแย่นะ แย่ยังไง ก็ดูแล้วมันเหมือนว่าเอาธรรมะซึ่งเป็นของกลาง เอามาพูดให้ธรรมะเข้าข้างเหตุผลตัว แล้วยิ่งฟังก็ยิ่งดูบิดเบือนไงไม่รู้ ไม่ก็ยกมาแค่บางส่วน บางเรื่องมันมีอะไรลึกกว่านั้นแต่นำเสนอแค่พื้นผิวที่มันดูเหมือนสนับสนุนเหตุผล อีกแบบหนึ่งก็คือ เอะอะก็ธรรมะโดยไม่ได้ดูว่าโลกมันเป็นยังไง คือโอเคล่ะคนสนใจธรรมะมันก็ดูดี แต่โลกมันไม่ได้เป็นยูโทเปียไง มันก็ต้องยอมรับว่ามันต้องมีโลกที่แยกกันอยู่ เอาปรมัตถธรรมมาประยุกต์กับสังคมหมู่มากก็ต้องคิดให้ดี ประยุกต์ให้ดี ไม่งั้นก็กลายเป็นว่าวิธีการล้มเหลว มันไม่ได้ล้มเหลวเพราะปรมัตถธรรม แต่จะล้มเหลวเพราะวิธีการเอามาใช้เนี่ยแหละ เหมือนเอาปุ๋ยดีที่สุดในโลกมารดหัวนกเอี้ยง แล้วนกเอี้ยงมันจะไปโตอะไรกั๊น

หนทางความเสื่อมแห่งธรรมะนี่ เป็นไปได้หลายทางจริงๆเลย ยิ่งทางแฝงอย่างนี้ น่ากลัวว่าการต่อต้านกันโต้งๆเสียอีก



กันยายน
เริ่มตระหนักเรื่องคนอื่นทำบุญ อยากจะเข้าไปแก้ไข แต่คงไม่ใช่ไล่บอกทุกคน มันต้องมีทางอื่นสินะ

ต้นเดือนไปเส้นทางสายไหม ได้รู้ได้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของเมืองจีน
นึกประหลาดใจกับความหลากหลายในหลายๆแง่มุม

ไหว้พระจันทร์ สละอัตตา











-----
QUOTE ประจำเดือนกันยายน

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ จิตใจคน
-----
ความต้องการทั้งหลายของมนุษย์เรานี่
เราก็ทำๆไปด้วยความต้องการ ด้วยความเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ดีอะนะ
แต่ต่อจากนั้นล่ะ ต่อจากนั้นเดินไปเรื่อยๆก็เจอกับความกลวงแล้ว
เพราะเดินไปถึงจุดหนึ่ง มันก็จะมีคำถามกั้นขวางหน้าอยู่ว่า "แล้วไง"

แล้วมันก็ "แล้วไง" จริงๆนะ แต่คนเราไม่ค่อยได้คิดต่อจนถึงจุดนี้ไง
เห็นว่าดีก็ทำ ทำได้แล้วก็รู้สึกดี ก็แค่นั้น ก็ไม่มีไร
พอคิดอะไรแล้วมันสุดที่ปลายทางที่ "แล้วไง" ก็ได้เห็นสิ่งต่างๆมากมายในโลกนี้
ที่เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่เห็นจะมีแก่นสารอะไรขึ้นมา
ไม่เชื่อลองดู อยากอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง ก็คิดไปว่าถ้าได้แล้วไง
ตอบได้เสร็จก็ถามด้วย"แล้วไง"ต่อไปเรื่อยๆจนไม่รู้จะตอบยังไงอีก

ไออาการที่ไม่รู้จะตอบยังไงอีกเนี่ยแหละ
ทำให้เราฉุกคิดได้บ่อยๆว่า วันๆเราจมอยู่กับความกลวงของชีวิตซะขนาดไหน



ตุลาคม
อยู่ๆก็เป็นกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยไป ๒ ปี
ใจก็อยากช่วยสังคม แต่ก็รู้สึกยังไม่พร้อม
ถ้าใจไม่พร้อม มีอะไรพร้อมแค่ไหน ก็ยังไม่พร้อม

รู้สึกว่าฟันเฟืองชีวิตเริ่มหมุนอีกรอบหนึ่ง

ไปงานหนังสือ(อีกแล้ว) และกินเจ แถมต้องผ่าฟันคุดอีกต่างหาก
แถมชีพจรยังลงเท้าไม่เลิก ไปฮ่องกง เสิ่นเจิ้น และกวางโจว










-----
QUOTE ประจำเดือนตุลาคม

เราว่าเราพอจะเข้าใจความรู้สึกของตาอะคิมิดิสนะ
ที่แช่น้ำอยู่ดีๆแล้วยูเรก้าขึ้นมาได้ยังไง
อย่างวันนี้คุยๆงานกัน นอกจากจะได้ความรู้เรื่องงานเพิ่มขึ้นแล้ว
ก็ยังรู้สึกได้ความรู้เรื่องมองโลก เรื่องจิตใจเพิ่มขึ้นอีก

มันเหมือนว่าเราไม่ต้องเอาหัวเข้าไปคิดอะไรให้วุ่นวาย
เวลาเจออะไรเข้า ทั้งหลากหลาย ทั้งวนเวียน ทั้งซ้ำซาก ทั้งแปลกใหม่
มันก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ตามสัญชาตญาณไปเองตามลำดับขั้น
อย่าไปเค้น เพราะบางอย่าง เค้นเข้าไป ยังไงก็ไม่ออกมา

เพราะถ้าทุกสิ่งในโลกมันเกิดได้เพราะการต้องคิดเค้นออกมาเท่านั้น
โลกนี้ก็คงเป็นโลกแข็งๆ สังเคราะห์ๆเหมือนผลิตภัณฑ์พลาสติกจากเมืองจีน
-----
ก็รู้สึกตัวเองก็โง่และไร้สามารถอยู่หลายเรื่องเหมือนกัน
ก็มีเฟลบ้าง
แต่คิดไปคิดมาก็ดีแล้ว ดีกว่าคิดว่าตัวเองเก่งอยู่ได้

เพราะความเห็นผิดที่หนักข้อกว่า
ก็คือการเห็นตัวเองดี แต่ไม่ได้ดีจริงนี่แหละ


พฤศจิกายน
กฐินบุญญาวาส ไปร่วมงานแล้วเย็นใจ
ตัดสินใจได้ทันทีว่าจะลาออกจากงาน (ไม่เกี่ยว แต่ไม่รู้ทำไม)
และตัดสินใจจะมาอยู่ภาวนา

ไปเชียงใหม่ เชียงตุง เมืองลา
และวัดต่างๆ









-----
QUOTE ประจำเดือนพฤศจิกายน

ทุกข์แล้วก็เตรียมทุกข์น้อยได้เลย
สุขแล้วก็เตรียมสุขน้อยได้เลย
-----
เราสนับสนุนให้มีโอกาสไปฟังเทศน์กันบ้างนะ คืออย่างน้อยไปซึมซับความสงบของวัด ซึ่งส่งผลต่อในด้านจิตใจเราบ้าง ก็ยังดี คือทุกวันนี้ สิ่งที่เรารับเข้ามา ก็มีแต่เรื่องที่ทำให้เราไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น หรือน่ารำคาญใจ หรือน่าเป็นห่วง หรือน่าหลงใหลก็ตาม

ถ้าสังเกตนิดหน่อย เราจะพบว่าจิตใจเราเองมันก็เต้นไปตามสิ่งพวกนี้แหละ ซึ่งบางอย่างเราเรียกมันว่าเป็นความสุข เป็นความสุขที่หัวใจได้เต้นไปเต้นมา แต่ในอีกมุมนึง คือมันไม่รู้จักจะหยุดนิ่งเลย จิตใจเต็มไปด้วยความปรารถนา มันจึงเต้นไปตามความปรารถนานั้น ถ้าสมปรารถนาก็มีความสุข ถ้าไม่สมปรารถนาก็มีความทุกข์ ถ้าหยุดซะหน่อยก็อาจจะไม่สุข แต่ก็อาจจะไม่ทุกข์ด้วย



ธันวาคม
ไปสยามพารากอน สยามโอเชี่ยนเวิร์ล

ไปอยู่บุญญาวาส ๕ วัน
ไม่ได้ได้อะไรกลับมาแบบพลิกผัน
แต่คาดว่าเป็น step ก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ
ถึงเวลากระโดดได้ มันก็จะกระโดดของมันเอง
เรามาถูกทางแล้ว ถ้ามันจะโดนปิดทางล่ะก็
ก็แปลว่าเราทำตัวเอง




-----
QUOTE ประจำเดือนธันวาคม

จะงานใหญ่งานเล็ก ก็จะเป็นอีกหนึ่งวันที่ผ่านไป หลังจากนั้นก็เป็นชีวิตจริงๆที่ไม่ได้มาแต่งตัวสวยงาม จัดงานเหมือนอยู่ในฝัน อีกต่อไป

ให้รักกันสุดปานจะกลืนดั่งโบยบินสู่สวรรค์ฝันเริ่ดหรูยังไง ก็ต้องตื่นมาทำความจริงให้ดีที่สุดอยู่ดี :-)




Create Date : 03 มีนาคม 2551
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:19:48 น.
Counter : 222 Pageviews.

0 comments
blog 73 มิตรภาพbloggang(ครอบครัวตัว อ. กับ น้องสาว sawkitty) เริงฤดีนะ
(21 มิ.ย. 2565 13:31:15 น.)
No. 1099 จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย (ตะพาบ) ไวน์กับสายน้ำ
(17 มิ.ย. 2565 07:12:32 น.)
16 มิ.ย. 65 ทำบุญครบรอบ 50 วัน การจากไปของคุณยายเทียน ที่วัดมหาบุศย์ comicclubs
(17 มิ.ย. 2565 15:08:19 น.)
ดอกไม้กับคำคม : 18 NENE77
(17 มิ.ย. 2565 11:49:18 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Jeyz.BlogGang.com

JeyZ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด