ปล่อยปลา
ต้อนรับตั้งแต่เช้าตรู่กันด้วยฝนที่ตกพรำๆไม่หยุดหย่อน
เราไหว้พระไหว้ศาลพระภูมิเสร็จ ทานข้าว แล้วก็นั่งแท็กซี่ไปเจเจ
ไปสมทบกับชาวไซเล้งคนอื่นๆเพื่อรวมตัวกันซื้อลูกปลานิล
และลูกปลาอื่นๆ ที่เขาขายกันเพื่อไปเป็นเหยื่อเลี้ยงปลาสวยงาม อย่างเช่น อโรวานา

แรกเริ่มเดิมที ไม่คิดจะมาซื้อลูกปลานิลไปปล่อยหรอก
จะไปซื้อปลาตามตลาดที่รอคิวกันโดนทุบหัวน่ะ
คิดไปคิดมา ปลาในตลาดมันก็อ่อนแออยู่แล้ว
แล้วเราก็ไม่มีถังอะไรไปใส่มันจากตลาดเดินกลับบ้านได้
(จริงๆก็มี แต่คงเดินหิ้วกลับไม่ไหว)
พอดีได้รับรู้ทางเลือกนี้ขึ้นมา อิ้ม ไปกัน

ลูกปลานิลเป็นร้อยๆตัวอยู่ในถุงพลาสติกอัดอากาศ
เห็นวิธีการที่เขาบรรจุปลาแล้วก็เวียนหัวแทนปลา
คือเขาก็เอากระบวยพลาสติกช้อนปลาขึ้นมาทีละเยอะๆ
แล้วก็ตักใส่ถุง เสร็จแล้วเอาสายยางที่จะพ่นอากาศเข้าไป จิ้มลงไปในน้ำ
แล้วก็พ่นอากาศ ปู๊ดด แรงเลยนะ เป็นเราเราตายตั้งแต่ตอนนั้นละ
เสร็จแล้วก็หมุนๆๆๆๆๆถุงทำให้ปากถุงเป็นเกลียว
(ถ้าเรายังไม่ตายเราจะมาตายเพราะเวียนหัวตอนนี้แหละ)
แล้วก็มัดด้วยหนังยางเส้นใหญ่ ก่อนที่จะปล่อยถุงลงกะพื้นดังตุ้บ
ถุงกระเด็นกระดอน

ชีวิตดูไร้ค่ามากเลยลูกเอ๊ย

ลูกปลานิลพวกนี้ราคาถูกกว่าที่คิด
แต่สำหรับคนซื้อไปเลี้ยงปลาสวยงาม ก็อาจจะรู้สึกแพงก็ได้มั้ง ไม่รู้
แต่อย่างเรา ลูกปลานิลตัวยาวเท่านิ้วโป้ง สองร้อยตัว แปดสิบบาท
ถ้าเทียบกับว่าเราซื้อเพื่อให้สองร้อยชีวิตน้อยๆโอกาสมันมีชีวิตอิสระอีกครั้งหนึ่ง
ก็รู้สึกไม่แพงนัก

ก็เลย...ซื้อกันไปทั้งหมดกี่ชีวิตล่ะเนี่ย
ลูกปลานิลใหญ่สองถุง - สี่ร้อยตัว
ลูกปลานิลกลางเก้าถุง - สามพันหกร้อยตัว
ปลาอะไรของพี่เสือหิ้วมาจากมะมิ้งอีกสี่ถุง - คงอีกประมาณหนึ่งพันตัวมั้ง
ถ้าเทียบเสกลชีวิตเราว่าเป็นปลา
มันก็คงเป็นการไถ่ที่ยิ่งใหญ่เอาการ
แต่นี่เราเป็นมนุษย์ที่ปรกติเห็นปลาพวกนี้เป็นชีวิตเล็กน้อย
ก็แปลกนะ ก็ชีวิตเหมือนกัน
ความรักชีวิตของคนกับของปลา เราคิดว่าก็คงไม่ได้ต่างกัน
แต่เพราะว่าความช่างตู่เป็นเจ้าของโลกของมนุษย์นี่แหละ
ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตคนมีค่ากว่าชีวิตสัตว์อื่นๆนัก

เพราะด้วยความที่เป็นสังคม
คนถูกสอนให้มีความเป็นเจ้าของ
เกิดมาก็เอาแล้ว อันนั้นของหนู อันนี้ของป่าป๊า อันนี้ของหม่าม้า
อันนี้ของทุกคน อันนั้นของคนอื่น
คงจะไม่ค่อยมีใครสอนว่าจริงๆแล้วบางอย่างนั้นไม่ใช่ของใครทั้งนั้น
อื้ม...หรือแทบทุกอย่างด้วยซ้ำ

อืม หรือจริงๆแล้วคนที่ เงินของฉัน กับ ประเทศของฉัน นั้น สุดท้ายแล้วก็อาจจะไม่ได้ดีเลวต่างกัน

เข้าเรื่องต่อ
ตอนแรกว่าจะไปปล่อยกันที่พระราชวังบางปะอินเลย
แต่นึกถึงภาพทุลักทุเล ขนปลาร่วมห้าพันตัว
ซึ่งไม่ใช่น้อยๆเลย หนักอีกต่างหาก เข้าพระราชวัง
ก็สรุปว่า ปล่อยตามกลางทางดีกว่า น่าจะเวิร์กกว่ากันเยอะเลย

ที่แรกที่พี่เสือพาเรา มะกีบ มะหมีกรอบมาปล่อยปลาครึ่งแรก
ก็คือแม่น้ำใต้สะพานแถวๆบางปะหัน (มั้ง)
กีบปีนลงไปสำรวจคนแรก มีกอผักตบชวาตามริมแม่น้ำ
สรุปได้ว่าน่าจะเป็นที่สัปปายะของลูกปลาตัวเล็กๆ
แม้ว่าจะมีสะพานข้ามแม่น้ำบังฝนให้
แต่เท้าเราก็เปียกปอนไปด้วยน้ำในแม่น้ำ
เพราะว่าลงไปย่ำๆปล่อยปลาๆด้วย

ตอนแรกปล่อยก็ลืมไป ไม่รู้ปล่อยยังไงให้ปลาออกหมด
พอเทน้ำออกก็จะมีปลาดวงจู๋ติดอยู่ในถุงแบนๆดิ้นกระแด่วๆ
พี่หมีก็เลยบอกว่าให้เอาน้ำแม่น้ำเข้าไปในถุง
เราก็เข้าใจละ ก็คือทำถุงให้ขนานกับน้ำ แล้วก็ให้น้ำแม่น้ำไหลเข้าถุงในแนวนั้น
แล้วค่อยๆยกมุมก้นถุงขึ้น ปลาทั้งหมดมันก็จะไหลออกไปตามน้ำเองอย่างง่ายดาย
แต่ถ้าใจร้อย รีบยกมุมก้นถุงขึ้น ก็จะมีปลาดวงจู๋บางตัว ดิ้นกระแด่วให้ดูในถุงฟีบๆอีก

หลายๆอย่างในโลกนี้ มันง่ายดายซะ
เพียงแค่รู้จักวิธีการและความใจเย็น

อีกที่หนึ่งที่เราไปปล่อยปลากันก็คือริมแม่น้ำตรงที่จอดรถพระราชวังบางปะอิน
ฝนยิ่งเทใหญ่เลย เราเลยเป็นแผนกกางร่มก็แล้วกัน
ให้พี่เสือกับกีบจังปล่อยปลาไป พี่หมีเป็นแผนกแกะหนังยาง
มีแม่ค้าใกล้ๆมาช่วยด้วย ใจดีจัง
ตอนที่ปล่อยปลาไม่รู้สึกได้บุญมากอะไรเท่าไหร่
แต่พอมีคนมาช่วยนี่รู้สึกว่าอยากให้เขาได้บุญเยอะๆไปด้วยจัง

พูดเหมือนเป็นคนหิวบุญ
ก็ไม่เชิง เวลาทำบุญก็ไม่ค่อยจะรู้สึกอิ่มบุญเท่าไหร่
ไม่ได้นึกถึงมั้ง แค่นึกว่าอยากทำ มันดูมีประโยชน์ดี
จริงๆก็อยากเป็นคนที่อิ่มเอิบกับบุญได้ง่ายๆเหมือนคนอื่นเหมือนกัน
ดูมีความสุขดี

คิดเหมือนมิ้งตรงที่ว่า
เราปล่อยปลาครั้งนี้ ใครจะมาบอกว่าปล่อยไปเดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวคนก็จับไปกิน
ก็ไม่เกี่ยวกัน
เราเพียงแต่ให้โอกาสในการมีชีวิตอยู่ของมันเท่านั้น
เราสั่งใครหรือตัวอะไรให้อยู่ happily ever after บ่ได้
แม้แต่ตัวเองยังทุกข์สุขสลับกันไปเลย
ถ้าบังคับได้จริง ก็จะบังคับตัวเองก่อนนั้นแหละ

ปล่อยปลาเสร็จก็ได้เวลาไปเที่ยวในพระราชวังบางปะอินละ
เสียดายฝนตก แต่ฝนตก ก็ทำให้เราได้นั่งรถสบายๆ โดยพี่หมีเป็นคนขับ
ก็เที่ยวไปเที่ยวมาในนั้นสักพักหนึ่ง
เหมือนไปดรีมเวิร์ล (ไม่เคยไปหรอกนะ) ตรงที่อาคารมีหลายๆสไตล์
เหมือนอยากสร้างอะไรก็สร้างดี

ไม่ค่อยได้ถ่ายรูป ฝนตกแล้วไม่ค่อยมีอารมณ์ถ่ายเท่าไหร่
เสร็จจากวังก็ไปทานอาหารที่ร้านต้นน้ำ
ก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นว่า หนาวมากเลย วันนั้น
นั่งทานไปลมก็พัดเอาละอองฝนมาใส่หลัง

แล้วเราก็ไปแวะวัดไชยวัฒนารามถ่ายรูปกัน
ก็หนุกหนานดี ยกเว้นเรื่องเดียวคือรองเท้าเราไม่ยอมแห้งตั้งแต่เช้า
เวลาเดินเลยรู้สึกเหมือนเท้าเปื่อยๆ พื้นรองเท้าลื่นๆ เดินไม่คล่องเลย

ผ่านวันมาฆบูชาปีนี้ไปด้วยเรื่องบุญๆ ก็ใช้ได้
ปีต่อๆไปก็คงผ่านวันนี้ไปด้วยบุญๆอีก

เอาบุญจากน้องปลามาฝากทุกๆท่านนะคะ : -)




Create Date : 03 มีนาคม 2551
Last Update : 3 มีนาคม 2551 23:26:47 น.
Counter : 329 Pageviews.

0 comments
โหดกว่านี้ยังมีอีกไหม จันทราน็อคเทิร์น
(21 มิ.ย. 2565 11:46:00 น.)
เชิญชวนไปล่องใต้กัน ค่ะ อาจารย์สุวิมล
(21 มิ.ย. 2565 22:29:23 น.)
รีโนเวท ทาวน์เฮ้าส์เก่าอายุ 30 ปี ให้เเม่ที่ไทย สมาชิกหมายเลข 3661152
(19 มิ.ย. 2565 08:45:32 น.)
16 มิ.ย. 65 ทำบุญครบรอบ 50 วัน การจากไปของคุณยายเทียน ที่วัดมหาบุศย์ comicclubs
(17 มิ.ย. 2565 15:08:19 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Jeyz.BlogGang.com

JeyZ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด