มึนไปตามใจฝัน
<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
17 มกราคม 2553

ท่องเที่ยวปีใหม่คนเดียว ที่ภูแว จังหวัดน่าน ตอนที่ 1


"ก่อนเดินทาง"

ในช่วงกลางๆ เดือนธันวา ผมเพิ่งจะได้รู้ว่าวันหยุดที่ตัวเองจะได้ท่องเที่ยว
สำหรับปีนี้ได้วันหยุด 28 - 3
แอบเซ็งหน่อยๆ เพราะหยุดช่วงปีใหม่ ทำให้เที่ยวลำบาก
ไปไหนก็ต้องหลบคน
แต่ก็เอาเหอะ ดีกว่าไม่มีให้หยุด ได้มาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้ม
เมื่อคิดว่ายังไงก็ต้องเที่ยวแล้ว ก็เจอปัญหาต่อมาคือ
ไปไหนดีละ
ผมพยายามดูตามอุทยานต่างๆ แล้วก็ตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่า
จะต้องไปอย่างน้อย 2 อุทยานของทริปนี้
คิดไปคิดมาเริ่มเยอะจัด คิดไม่ออกว่าจะไปไหนดี
จนไปปรึกษากับเพื่อนผู้ชำนานการเที่ยวเมืองไทยอย่าง บิน
บินก็แนะนำด้วยที่เบสิคๆ ที่ผมคัดออกไปอย่าง "ดอยขุนตาล"
ผมบอกว่า อันนี้ไปง่าย นั่งรถไฟไป แต่ปัญหาคือ พอไปแล้วไม่รู้จะไปไหนต่อน่ะสิ

บิน - "อุทยานแจ้ซ้อน สิ ไปง่ายนะ จากตัวเมืองลำปางมีรถถึง
มันก็ดีอะ แต่เหมือนกันอะ เราไม่รู้จะไปไหนต่อ จะไปเชียงใหม่ต่อ คนก็เยอะ ;p"

บิน - งั้น อุทยานแม่วงค์สิ มีให้ลุยเยอะนะ ที่เดียวลุยยาว
เราก็ตาลุกวาว เหรอๆๆๆ
บิน - อย่าง โมโกจู ไง
วัช - ..... เอ่อ บิน เราเกรงว่าเราจะไม่ไหวว่ะ ยังไม่เตรียมใจไปเดินป่า 5 วัน ว่ะแก
บิน - เหรอๆ แต่เราว่าวัชได้นะ แต่ถ้าไม่เอาอันนี้ก็ลอง ลุย "น้ำแม่กระสา" สิ ประมาณ 3 วัน 2 คืน
วัช - เฮ้ย น่าสนๆๆ (แล้วเราก็ไปหาข้อมูลคร่าวๆ)
จากนั้นเราก็พบว่า ที่นี่ต้องรวมกลุ่มไป ซึ่งเราเตรียมตัวไม่ทันอีกนั่นแหละ
บิน - อืมม งั้น วัชอยากไปไหนละ(สงสัยมันเริ่มโมโห ฮ่าๆ)
วัช - ไปไหนก็ได้แหละ(แน่ใจ?) แต่อยากไปทางเหนือนะ ลุยๆ คนเดียวได้ แล้วไปต่อที่อื่น
บิน - รู้ละ วัชไปน่านสิ ดอยภูคา แล้วก็ขึ้นภูแว เลย เราเคยไปแล้ว สวยมากกกกกกก เรายังอยากไปอีกเลย
วัช - เหรอๆๆ (หูผึ่ง) ขอบใจๆ เดี๋ยวเราลองหาข้อมูลดู


หลังจากข้อมูล
ภูแว อยู่จังหวัดน่าน อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานดอยภูคา
แต่จริงๆ อยู่ห่างจากอุทยานเยอะเหมือนกัน
ภูแว นั้น มีทางขึ้นสองทาง
ทางนึง ใช้เวลาเดินทาง 3 วัน 2 คืน
อีกทางนึง ใช้เวลา 2 วัน 1 คืน

ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะไปคนเดียวได้ไหม
เลยลองโทรไปถามเจ้าหน้าที่อุทยานดอยภูคาดู
ซึ่งเขาตอบเราว่า ไปได้ค่ะ
แต่ต้องจองลูกหาบก่อนนะคะ
ลงชื่อไว้ คนเดียวก็ขึ้นได้ ค่าลูกหาบวันละ 200
ส่วนเจ้าหน้าที่นำทาง แล้วแต่จะให้
ผมเลยบอกไปว่า ในกรณีไปคนเดียว ไม่ต้องมีเจ้าหน้าท่ีได้ไหม
เจ้าหน้าที่บอกว่าได้

ตอนนั้นหัวใจของเราบอกเลยว่า "กูต้องไปที่นี่"
จากนั้นก็มาสู่ขั้นตอนสำคัญคือ
ไปภูแวยังไง
คำตอบทำให้ผมท้อไปนิดนึง
เพราะเจ้าหน้าที่ก็ไม่แน่ใจว่ามีรถโดยสารถึงหรือเปล่า

พอผมกลับไปถามบิน บินบอกว่าตอนนั้นไปกับเพื่อน รู้สึกจะขอคนอื่นติดรถไป

ตอนนั้นผมก็ลองหาข้อมูลจากหลายๆที่
เท่าที่อ่าน ยังไม่มีใครยืนยันว่ามีรถไปถึง
แต่ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ไม่รู้แหละ ไปละกัน ไปไม่ถึงก็หาที่ไปต่อ
ไปคนเดียวไหลไปเรื่อย ตามสไตล์(ถ้าอ่านแต่ละครั้งท่ีผมเที่ยวจะรู้ว่า ผมไหลไปเรื่อยจริงๆฮาๆ)

ก่อนจะไปน่าน ผมพบอุปสรรคที่คาดไม่ถึง (วันที่ 26)
คือผมโทรไปที่บริษัทสมบัติทัวร์ เขาบอกว่า ตั๋ววันท่ี 28 เต็ม
เราก็ช็อคเหมือนกัน ไม่คิดว่าคนจะเริ่มเดินทางตั้งแต่วันจันทร์
วันนั้นหลังเสร็จงาน ผมรีบไปที่หมอชิต เพื่อดูว่ามีตั๋วของวันที่ 28 ไหม
ซึ่งก็ได้ของ บริษัทขนส่ง 999 แต่เป็นรถเสริม
ผมก็เอาวะ ไปก็ไป
เป็นตั๋วรถ กรุงเทพฯ - ทุ่งช้าง (ถ้าจะไปดอยภูคา ขุนนาน ปัว ต้องซื้อตั๋วรถนี้นะครับ)
ซึ่งจุดที่ผมจะต้องไปต่อรถก็คือ "ปัว"
ที่ที่เขาว่า จะให้เป็น ปาย 2 (เขาว่ากันแบบนั้นอะนะ)
ผมยังคิดว่าถ้าไปภูแวไม่ได้ ก็เที่ยว ปัวเลยละกัน ไงคราวนี้ไม่เสียเที่ยวแน่ๆ


"วันเดินทางอันแสนวุ่นวาย"

วันที่ 28 ผมมีเวลามากมาย
เพราะเดินทางที่บริษัทขนส่ง อยู่ตรงข้ามจัตุจัก เวลา 6 โมง 50

แต่ด้วยความเป็นผม
เอาเวลาไปทำตัวไร้สาระ อืดอาด
กว่าผมจะพาตัวเองออกจากบ้านได้ก็ 5 โมงนิดๆ
ที่บ้าเข้าไปใหญ่คือ กว่าผมจะได้ขึ้นรถเมล์ก็ 5 โมง 20
แถมบ้าเข้าไปอีก รถที่ผมขึ้นคือ สาย 169
จริงๆ ผมต้องขึ้น 76 เพื่อไปลงตรงสะพานตากสิน แล้วต่อรถไฟฟ้า
แต่รอแล้วรออีก 76 ก็ไม่มา
169 เป็นสายที่วิ่งตรงไปทางวงเวียนใหญ่
ผมไม่มีเวลามารออีกแล้ว ตัดสินใจ ขึ้น 169 แล้วลงเดินตรงป้ายซอยแซ่ซิ้ม
ไปสถานนีวงเวียนใหญ่
จากที่อาบน้ำมาอย่างดี
แต่ต้องมาแปกเป้ใหญ่ เดินเกือบ 1 กิโล ไปสถานีวงเวียนใหญ่
เล่นเอาเหงื่อท่วมตัวเลย เซ็งมาก
แถมรถไฟฟ้าก็รอนานอีก เล่นเอากดดันตัวเองโคดๆ
ที่น่าหงุดหงิดคือ พอรถมาก็ไม่ยอมวิ่ง (อยากจะวิ่งไปบีบคอคนขับจริงๆ )
แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ถึงสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตได้ทันเวลา
พอลงมาก็ยอมเสียค่ามอไซค์ 20 บาท เพื่อไปบริษัทขนส่ง
มาถึงก็ร้อนรน วิ่งหารถที่เราจะขึ้น ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
ในที่สุด เราก็มาถึงรถได้ซะที
จริงๆมีเรื่องวุ่นเล็กๆ ของเราอีกอย่างคือวันนั้นเรานัดเจอพี่คนนึง
คือพี่เขาเอาเลนส์มาคืนเรา เป็นเลนส์ 19-35 เลนส์วายที่เราใช้ประจำ
ซึ่งสุดท้ายพี่เขามาไม่ได้แต่ก็ให้แฟนเขาเอาเลนส์มาคืน
แฟนพี่เขารอเจอเราที่หน้ารถ ได้สักพักใหญ่ๆแล้ว
แถมยังเอาเลนส์อีกตัวมาให้ยืม คือ 105 ไมโคร
แต่เราปฏิเสธไป (หยิ่ง ฮ่าๆ) จริงๆ คือมันหนักแล้วเรารู้ตัวว่าไม่ค่อยได้ใช้
ทริปนี้ต้องเดินทางโหด คงแบกเลนส์ตัวน้ีไปไม่ไหวแน่
เลยคืนพ่ีเขาไป จังหวะคืน เสือกทำตก T_T
แต่ดีที่ไม่เป็นไร เฮ้อ...
พอขึ้นมาบนรถ ผมคิดว่าตัวผมเป็นคนสุดท้าย
แต่แล้วก็ยังไม่ใช่ ยังมีคนมาสายสุด
สายไป 20 นาที!
ผมแทบจะเดินไปแบมือกับไอ้หมอนั่นแล้วพูดว่า
"กรุณาเอาเงิน 20 บาทค่ามอไซค์ผมมานะ เพ่มาช้าขนาดนี้
ทำให้ผมรู้สึกเสียเงิน 20 บาทที่ต้องรีบมาโดยเปล่าประโยชน์!"
....(เขาคงจะคืนผมด้วย2กำปั้น 20 นิ้วแทน -_-')


"การเดินทางด้วยรถเสริม"

บนรถเสริมนี้ผมได้เพื่อนคุย เป็นชายวัยกลางคน
ผมไม่ได้ถามชื่อพี่เขา แต่พี่เขาเคยทำงานที่สาธารณะสุขบ่อเกลือ
ผมได้เกร็ดความรู้ต่างๆ มากมายจากพี่เขา คุยสนุกดีครับ
แล้วพี่เขาก็แนะนำที่เที่ยวแห่งนึง ซึ่งเขาเคยไปแล้วชอบมาก ยังไม่ดังเท่าไหร่
คือ ปางแก-มณีพฤกษ์ อำเภอ ทุ่งช้าง ทางไปเชียงกลาง
ผมก็จดไว้ กะว่าคงได้ลองไปสักครั้ง

นอกจากผมจะได้เพื่อนคุยที่ถูกคอแล้ว
บนรถเสริมได้มีประสบการณ์ประหลาดๆของผมคือ
ที่ที่ผมนั่งนั้น เป็นที่ท้ายสุดของแถว
ซึ่งจะมีที่ว่างอยู่ท้ายรถ แต่รถจะเอาผ้าม่านมาปิดไว้
ผมเองก็ไม่ได้เอะใจอะไร
แต่แล้วความหงุดหงิดก็มาเยือน
เมื่อหลังผ้าม่านนั้นคือที่นอนของพนักงาน(ไม่แน่ใจว่าเป็นคนขับรถอีกคนหรือเปล่านะ)
แต่แบบว่า..... โคตรจะรบกวนอะ ทั้งของอะไรก็ไม่รู้ของเขา ยื่นมาบนหัวเราบ้าง
หรือการลุกเข้าลุกออกของเขาอีก ;p
ใครต้องมานั่งรถเสริม อย่าได้นั่งหลังสุดเชียว ไม่ไหวครับ
เข็ดไปเลย

ส่วนเรื่องความลำบากในการนอนบนรถนั้นไม่ค่อยเป็นอุปสรรคกับผมเท่าไหร่
เพราะรถดีแค่ไหนผมก็นอนบนรถไม่ค่อยจะหลับเหมือนกัน-_-'
จึงไม่รู้สึกแย่อะครับ


เช้า 29 ธันวาคม 2009

"ปัว เมืองท่าของการขึ้นดอย"

รถจากกรุงเทพฯ-ทุ้งช้างมาถึงปัว ราวๆ 6 โมงครึ่งได้
ฟ้ายังไม่เปิดดีนัก ผมเองก็ยังมึนๆ งงๆ
เดินลงจากรถได้กระเป๋าครบ ก็สอบถามว่า ผมจะต้องไปต่อรถ ปัว-บ่อเกลือ ที่ไหน
เขาก็แนะนำให้เดินไปทางตลาดแล้วขึ้นไป
ผมเองก็ต้องไปซื้อ หม้อสำหรับต้มมาม่า อีกทั้งชามและช้อน(ที่ลืมเอามาจากบ้าน) ด้วย
เดินหาสักพักก็ได้ของที่ต้องการ
จากนั้นก็เดินไปที่ท่ารถ ก่อนจะถึงท่ารถ ผมเจอชายหญิง วัยรุ่น เดินแบกเป้ใบใหญ๋
ผมรีบเข้าไปทักทายเขาทันที
เผื่อเขาอาจจะไปทางเดียวกับเรา (จะได้มีคนช่วยหารค่ารถเผื่อในกรณีที่ต้องเหมารถ)
ซึ่งพวกเขาไม่ได้ไปภูแว แต่จะขึ้นดอยภูคาวันพรุ่งนี้ วันนี้ตั้งใจจะเที่ยวปัว
เขายังบอกอีกว่า ภูแวเขาก็อยากไป
แต่ไปตอนโทรไปถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่าไปสองคนไม่ได้
ผมก็บอกว่า ได้สิ ผมถามเขาแล้ว ว่าถ้าไปคนเดียวได้ไหม เขาบอกว่าได้นะ
จากนั้นเราก็แยกย้ายกัน
ผมเองก็ไปสอบถามรถที่จะไป ภูแว
ซึ่งพี่รถสองแถว ก็เร้าเราสุดฤทธิ์ คันนี้แหละๆ ขึ้นเลยๆๆ
ผมก็เอ๋.. คันนี้เหรอครับ
เขาบอกใช่ๆ แต่ไปถึงบ่อเกลือนะ แต่ไปต่อรถเอา
แต่ยังไงคุณก็ต้องไปทางนี้แหละ ไม่มีทางอื่น
เราก็ไม่แน่ใจ กลัวโดนหลอก
เลยถามผู้ที่ไม่น่าจะมีส่วนได้ส่วนเสีย
ก็คือถามคนในรถมันดื้อๆ ซะอย่างงั้น
พี่ผู้หญิงคนนึงบอกว่า ใช่ ขึ้นนี้แหละ ช่วงนี้ช่วงเทศกาล ยังไงจากบ่อเกลือ มีรถไปภูแวอยู่แล้ว
ผมฟังแล้วก็อุ่นใจ
แล้วก็เอาเป้ขึ้นรถ จากนั้นก็ขอเวลา 5 นาที วิ่งไปซื้อน้ำดื่ม 1.5 ลิตร 3 ขวด
จากนั้น ก็ได้เวลาลุยกันซะที
จบแล้วครับ ....





คนที่หลงมาอ่านคงแบบ สราาดดดด เขียนยืดยาว ไม่มีเนื้อหาสาระไรเลย รูปก็ไม่มี

ผมอยากจะบอกว่า ผมมีรูปครับ
เยอะด้วย
และขอตอบแทนท่านที่ทนอ่านความบ้าๆ บอๆ ของผมมายืดยาว
พบกับรูปภูแวจริงๆเลย ด้านล่างน้ี :D






"มุ่งสู่ภูแว"







(รถโดยสารจาก ปัว ไป บ่อเกลือ)


หลังจากขึ้นมาได้สักพัก รถจอดแวะซื้อปลาและผัก? (ก็งงเหมือนกันทำไมไม่ซื้อในตลาด)
แต่ก็ช่างเหอะ ผมเลยได้มีโอกาสถ่ายรูปแรกของการเดินทางนี้ซะที
หลังจากๆรนๆ มาตลอด
จะเห็นว่าคนแน่นรถจนต้องขึ้นไปนั่งบนหลังคาเลยอะ








(ระหว่างเดินทาง สายหมอกกับหมู่บ้าน สวยงามสบายตาจัง)


รถเส้นทาง ปัว- บ่อเกลือ
เป็นเส้นทางที่สวยมากครับ
วิวข้างทางและอากาศดีสุดๆ
ถ้าคุณมีรถดีๆ สักคัน ผมแนะนำว่า ควรจะขับไปเที่ยวเส้นนี้ครับ
แล้วคุณจะไม่มีทางลืมเส้นทางสวยๆสายนี้แน่ ครับ




หลังจากนั่งรถสองแถว สาย ปัว-บ่อเกลือ
ผมพบว่า รถสายนี้ผ่านอุทยานแห่งชาติ ดอยภูคาด้วย
ถ้าจะมาที่นี่ ก็ง่ายดีแฮะ
แถมค่ารถก็ไม่แพง (รู้สึกจะ 50 บาท)
แต่ของผม ตั้งใจจะไปภูแวก่อน เลยลงที่บ่อเกลือ จ่าย 70 บาทครับ


พอลงบ่อเกลือ คนขับรถก็บอกผมว่า ให้วิ่งไปขึ้นรถอีกคันเลย
คันนั้นไปภูแว กำลังจะออกแล้ว
ผมก็รีบวิ่งไปถามเขาอีกที คนขับบอกว่า มาเลยๆๆ
คันนี้ไปถึงภูแว
สำหรับรถคันนี้ จะเป็นสาย "บ่อเกลือ-บ้านด่าน" ครับ
ค่าโดยสาร 100 บาท


ระหว่างทางไปภูแว ผมพบว่า เราผ่านอุทยานขุนน่านด้วย ซึ่งห่างจากบ่อเกลือไม่ไกลนัก
นั่งรถไปแป๊บเดียว เห็นคนลงจากรถจ่ายเงินแค่ 20 บาทเอง
ผมกะว่า ตอนลงจากภูแว จะมาเที่ยวที่นี่ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีที่เที่ยวอะไรบ้าง
แต่อย่างที่บอก ไหลไปเรื่อยครับ

จากนัั้น ประมาณ 10 โมงได้
ผมมาถึงหน่วยของอุทยานดอยภูคา "ภูแว"

พอไปถึงผมก็ติดต่อเจ้าหน้าที่
และก็แจ้งไว้ว่า ผมได้โทรมาจองชื่อเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งผมคือ (ไอ้บ้า) คนเดียวที่จะขึ้นดอยวันนี้
[ผมพูดตรงๆ ว่า ผมภูมิใจมาก เอาไปคุยกับคนอื่นทั่วเลยครับ
ฮ่าๆ ว่าผมคือคนเดียวที่ขึ้นดอยวันนี้ ฟังแล้วมันเท่ห์อะ ยอดดอยเป็นของผมคนเดียว ฮาๆๆ]

เจ้าหน้าที่บอกว่าพักอาบน้ำก่อนก็ได้ รอลูกหาบลงมาอยู่
ผมก็โอเค ดีเหมือนกัน เพราะรู้ว่าคงไม่ได้อาบน้ำอีกสองคืนแหงๆ
แต่ก่อนจะไปอาบ ผมก็ถามเจ้าหน้าที่เรื่องราคาค่าลูกหาบอีกที เพื่อความสบายใจของกระเป๋าเงินตัวเอง -_-'
เจ้าหน้าที่บอกว่า วันละ 200 บาทครับ
สองวันก็ 400
ผมก็ หา... ไม่ใช่ 3 วันสองคืนหรือครับ
เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ใช่ครับ
นั่นต้องขึ้นอีกทางนึง อันนี้จะเป็นทางแบบขึ้นรวดเดียว ถึงภูแวเลย
พัก 1 คืน แล้วก็ลงมา

ผมก็เออ ดีเหมือนกันแฮะ ประหยัดไป
คือผมเข้าใจมาตลอดว่า ผมจะต้องเดินป่าขึ้นภูแว 3 วันสองคืน
เตรียมมาม่ามา 14 ซอง ตอนแรกจะซื้อขนมปังเพิ่ม แต่ลืม
มาได้ยินแบบนี้ก็ดีแฮะ
เพราะจริงๆ เสบียงผมไม่พอกับ 3 วันด้วย
น้ำก็ซื้อมาน้อยเกินไป
ตอนนี้ผมมีน้ำดื่ม 1.5 ลิตร 3 ขวด
แล้วก็ชาเขียว โออิชิ ครึ่งลิตร อีก 2 ขวด
นมกล่องโอวัลติน 250 มล.(1/4 ลิตร) อีก 2 กล่อง
ตอนนั้นคิดว่ สบายละ 2 วัน ป๋าโคตรเลยเรา

หลังจากอาบน้ำเสร็จ
ลูกหาบก็มาแล้ว
ถึงเวลาของจริงซะทีครับ






(ทางขึ้นภูแว มุมนี้รู้สึก เป็นมุมบังคับที่ต้องถ่าย ฮาๆ)

พอลูกหาบมาแบกของ ผมก็งงนิดหน่อย
เพราะมีลูกหาบสองคน คือคนหนุ่มกับคนแก่
ผมก็เอ่อ... ผมจ้างคนเดียวนะครับ
ปรากฏคนหนุ่มบอกว่า ลูกหาบคือพ่อผมครับ
ผมช่วยแบกไปถึงหมู่บ้านก่อน
ผมก็ โอเค
ส่วนลุงแก ก็ยิ้มๆ





(ลูกหาบผมเดินลิ่วๆไปนั่นแล้ว )

เดินไปได้แค่ไม่เท่าไหร่ ผมชักจะล้า
ผมก็เพิ่งรู้ตัวว่าเราเตรียมตัวมาน้อยไป
ข้าวผมก็ยังไม่ได้กิน
น้ำก็ยังไม่ได้ดื่ม
ที่แย่ไปกว่านั้น ของทุกอย่างอยู่กับกระเป๋าใบใหญ่
ซึ่งคนหนุ่มที่แบกของให้ผม เดินนำไปไหนก็ไม่รู้

ผมถึงกับตะโกนบอกลุงที่อยู่หน้าผมลิบๆ (แต่ยังพอเห็นตัว) ว่าช่วยบอกอีกคนด้วย
รอก่อน ผมจะหยิบของ

หลังจากบอกไป สักพักใหญ่ๆ กว่าผมจะไปถึงคนหนุ่มที่แบกเป้ผม
ตอนนั้นผมเกือบจะตายอะครับ
หิวน้ำโคดๆ
พอได้กระเป๋าใหญ่ ผมก็ใช้เวลาแป๊บนึง จัดเปลี่ยนเสบียงมาใส่กระเป๋ากล้องผม
โดยใส่ 2 ดื่ม โออิชิ 2 ขวด
และก็นมกล่องนึง
ซึ่งขวดแรกหมดไปอย่างรวดเร็ว (อาจถึงขั้นเป็นสถิติโลก!)

หลังจากเดินๆๆๆๆ เราก็มาถึง....






(ถึงแล้วหมู่บ้านปู่ดู่ เหนื่อยแทบตาย เพิ่งจะมาถึงจุดเริ่มต้นจริงๆ T_T)

สำหรับบ้านปู่ดู่นั้น เป็นสิ่งที่น่าหงุดหงิดใจเล็กน้อย
ตรงที่ที่นี่สามารถขับมอไซค์มาได้
แต่กว่าเท้าเราจะเดินมาถึง มันช่างทรมานมากกกกก
เลยอดรู้สึกไม่ได้ว่า ถ้าขับมอไซค์ขึ้นมานี่ สบายโคดๆเลยนะ

ที่นี่เราใช้เวลาพักใหญ่ๆ
เพราะลูกหาบจะอาบน้ำที่บ้านของเขา

ส่วนผมก็กินข้าว
มื้อนี้ผมมีหมูกะเทียมท่ีแม่ทำไว้ให้
แต่ผมลืมซื้อข้าวเหนียว T_T
เลยได้กินหมูกะเทียมเค็มๆ ของแม่
อร่อยดีแต่เค็มมาก (แม่กะให้กินกับข้าวเหนียว)

เมื่อท้องเริ่มได้กินไรบ้าง
ผมเริ่มพร้อมลุยอีกครั้ง
แต่ลูกหาบยังไม่พร้อม
ผมเลยถือโอกาสถ่ายรูปเล่นตามประสา




(บ้านของคนที่นี่)






(ภรรยาและลูกของ ลุงลูกหาบผม)




เราใช้เวลาที่น่ีประมาณ 20 นาทีได้
ลูกหาบก็พร้อมที่จะเดินทางแล้ว
ว่าแล้วก็ลุยกันต่อ


การเดินขึ้นภูแวนั้น เป็นทางขึ้น ขึ้น และขึ้น
ขึ้นอย่างเดียวจริงๆ
แต่วิวข้างทางนั้น สวยทีเดียว และสนุกในการถ่ายรูปทีเดียว




(ตอนถ่ายไมไ่ด้คิดไร แต่พอมาดูภาพแล้ว สีมันตัดกันระหว่างเขาหญ้าแห้งกับความเขียวชอุ่ม)





(ลุงลูกหาบผมคงหงุดหงิด กูเมื่อยแล้วรีบๆ ถ่ายซะ)





(ชอบวิวนี้จัง สีทอง เขียว และฟ้า และเมฆ มันตัดกันยังกะภาพการ์ตูน)




เดินขึ้นๆ มาหลายที จำได้ว่ามีจุดเดียวที่ได้ลง
แต่ก็เป็นทางลงที่แคบและอันตรายนิดหน่อย
จากนั้นก็ขึ้นต่อ -_-'


เราเดินมาถึงจุดนึง มีป้ายบอกว่า "จุดเดิมน้ำสุดท้าย"



(จุดนี้ เป็นจุดที่เติมน้ำสุดท้าย ลูกหาบจะขอพักนิดนึงที่จุดนี้)


ผมถามลูกหาบว่า จุดเติมน้ำ นี่เป็นลำธารใช่ไหม
เขาบอกว่าใช่
แล้วสวยหรือเปล่า เขาตอบว่า สวย
ผมถามอีกทีว่า ถ้าไปจุดเติมน้ำไกลไหม และทางไม่หลงนะ(ผมเคยหลงทางครับ เลยหลอนๆ)
เขาบอกว่า ไม่หลงแน่นอน

ผมก็เลยเดินไปคนเดียว
เดินไปสักพัก มีทางแยกซ้าย และขวา....
เป็นทางแยกที่ทำเป็นทางเท้าอย่างชัดเจน....
ผมพูดไม่ออกครับ เอ่อ... ไม่หลงแน่... แต่แม่งซ้ายกับขวาคนละทิศเลยนะเว้ย!
ผมเดินกลับครับ ไม่อยากเจอประสบการณ์เหมือนที่แล้วๆ มา
เดินกลับไป ก็บ่นให้ลูกหาบฟัง
เขาก็ตอบมาว่า ปะทาซาย (แล้วก็ทำมือวนๆ) จาไปทางน้ำ
ผมก็พบความจริงอีกอย่างว่า
เขาเหมือนกับพูดไทยไม่ค่อยได้เท่าไหร่ T_T
คือจะตอบแค่ ใช่ ไม่ใช่ อะไรได้นิดๆหน่อยๆ ต่างกับลูกของเขา
ผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็นชาวอะไร แต่ที่แน่ๆ คือสื่อสารกันลำบากเหมือนกัน
นี่อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ควรจ้างเจ้าหน้าท่ีอะนะ T_T

แต่ก็โอเค ผมไม่ได้โกรธไรมากมายหรอกนะ
แค่เสียดายนิดหน่อย อดเห็นจุดเติมน้ำ อยากไปดูว่าเป็นยังไง

จากนั้นเราก็เริ่มเดินลุยอีกครั้ง
จากนี้ก็เดินยาวเลยละ
ผมขาเดี้ยงไปรอบนึง
ตะคริวกินครับ T_T
พักสักพักก็ดีขึ้น แต่ก็ทำให้เดินได้ทีละนิดๆ
ค่อยๆ พักตลอดทางเหมือนกัน

เดินๆไป แล้วผมก็เจอกับ...




ต้นมะพร้าวโค้งงอ เปรียบเสมือนจุดสำคัญของที่นี่เลยมั้ง มักจะมีคนพูดถึงเสมอ
ผมคิดว่า จากที่นี่เราคงใกล้ถึงเสียที
แต่จริงๆ ก็ยังอีกไกลอยู่นะ T_T


เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ผมก็เจอกับลานเล็กๆ
แล้วลูกหาบก็บอกว่า

ที่นี่




(ลูกหาบกับวิวด้านหลัง ยอดภูแว)


ผมดูเวลาที่เรามาถึง ตอนนั้นบ่าย 2 โมง 40
ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงนิดๆแฮะ(ผมเริ่มเดินตอน 10 โมงครึ่ง)
จากนั้นลูกหาบก็พาผมเดินไปอีกนิด เพื่อกางเต๊นท์
ผมเพิ่งสังเกตุว่า ลูกหาบผมไม่ได้เอาเต๊นท์ หรือของส่วนตัวๆ มาเลย
ผมก็..... ลุงครับ ลุงไม่ได้เอาอาหารมาหรือครับ
ลุงก็ อือ
เราก็เอ่อ... อึ้งๆ คือตอนโทรมาถาม เจ้าหน้าที่บอกว่าลูกหาบเขาจะเตรียมมาเอง
แต่เราก็ไม่เป็นไร ยังดีที่มีเสบียงสำหรับ 3 วันมา
แต่อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเราเตรียมมาพอดี แบบเอามาม่ามา 6 ซอง(3 มื้อ) นี่ไม่แย่เหรอวะเนี่ย -_-'
แล้วก็ยังดีอีกข้อคือ ช้อนซ้อมที่เราซื้อมา มันมีมาให้ 2 คู่
ก็เลยแบ่งกันใช้
แต่ทีนี้ชามนี่สิ มีช้ามเดียว แต่ลูกหาบเขาก็มีชามเก่าๆ ที่เก็บไว้ในซอกถ้ำ
ก็เลยลงตัว ส่วนที่นอน ปรากฏว่าลูกหาบนอนในซอกถ้ำครับ

สำหรับมื้อแรกบนนี้ ผมให้ไวไว ลูกหาบไป 2 ซอง
ส่วนผม บะหมี่แห้ง อินโด
ซึ่งผมคิดผิด T_T การกินบะหมี่แห้งในสภาพกันดารเช่นนี้
แม่งไม่อร่อยเหมือนกินในเมืองเลย
ขอแนะนำว่า ไวไวหมูสับ(ซองโบราณๆนั่นแหละ) คือมิตรท่ีดีที่สุดในการเดินป่าครับ
เพราะว่าเส้นมันอร่อย กินเปล่าๆ (แบบไม่ต้ม) ก็อร่อยอีกต่างหากด้วย

เมือท้องอิ่ม ผมก็นอนเล่นในเต๊นท์
ฟังเพลงไปสักพัก แล้วคิดว่า ไปนอนเล่นบนยอดภูแวดีกว่า
รอถ่ายพระอาทิตย์ตกด้วย

ตอนผมไป ลูกหาบเขาถามว่าให้เขาขึ้นเป็นเพื่อนไหม
ผมบอกไม่เป็นไร ผมไหว
ก็เลยเดินไปคนเดียว

การขึ้นไปถึงยอดไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ยากกว่าที่คิดไว้
ใช้เวลาสักพักเหมือนกัน กว่าจะขึ้นไปถึงยอด





และผมก็มาถึงเสียที ยอดภูแว



ที่ภูแว เราจะมองเห็นวิวได้รอบทางเลย
แต่มุมที่สวยที่สุดคือมุมนี้ครับ





วิวจากยอดภูแว มองไปทางด้านข้างจะเป็นสันเขาสวยงาม



จากนั้นผมก็ถ่ายรูป(มาดูรูปแล้วพบว่าซ้ำไปซ้ำมาหลายรูปอยู่)
สักพักผมก็นอนฟังเพลงเล่น
ผมชอบช่วงเวลานั้นมากเลยละ
ฟังเพลงท่ีปกติในเมืองจะฟังยาก อย่างซาว์นแทร็ค Mysterious Skin
ที่บอกว่าในเมืองฟังยากเพราะชุดนี้เพลงจะเบาๆ ลอยๆ
เวลาฟังในเมืองจะไม่ค่อยได้ยินเสียง แอมเบียนของซาว์นก้องๆ ชวนฝัน
เพราะจะได้ยินแต่เสียงผู้คนและรถจากท้องถนน
แต่พอมาฟังบนนี้ แม้บนนี้จะมีเสียงลมดังๆ
แต่มันยิ่งทำให้งานชุดนี้โคตรสุดยอดเลย
ฟังแล้วแทบอยากจะกระโดดบินลงไปให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!
ลองไปฟังดูได้ครับ
https://www.youtube.com/watch?v=i47rYkp1Enw



หลังจากผมนอนเล่นอย่างมีความสุข
ลูกหาบของผมก็ขึ้นมาเป็นเพื่อน
(แอบตกใจขึ้นมาตอนไหนก็ไม่รู้ ^^')

ผมก็เลยรบกวนให้เขาถ่ายรูปให้
โดยที่ผมตั้ังกล้องบนขาตั้งเซ็ทค่าทุกอย่างไว้ แล้วก็ให้เขากดให้
โดยย้ำว่า "จับขาตั้งแน่นๆนะครับ"
คือลมบนนั้นมันแรงมาก ผมว่าถ้าไม่จับไว้ขาตั้งผมล้มแน่ๆอะครับ
ผลก็คือ....




(ขี้เก๊กจัง ;p)


พอถ่ายให้เสร็จผมก็ขอบคุณลุงแก แล้วก็ขอนอนฟังเพลงต่อ








อันนี้หันไปเห็นลุงแกอยู่ในจุดที่เท่ห์ดี เลยถ่ายไว้

จากนั้นผมก็ถ่ายวิวไปเรื่อยตามอารมณ์ครับ








(วิวอีกด้านหนึ่งของภูแว)




(ผมมองมุมนี้ไม่มีเบื่อเลย)





(แสงสีทองเริ่มมา พระอาทิตย์ใกล้จะจากลา)














(แสงสีทองกับกล้องรู้ใจ F90x ถ่ายโดยกล้อง FM10
กล้องแมนนวลสุดคุ้ม ถ้าใส่ฟิล์มดีๆ ถ่ายได้ถึง 39 ภาพ ฮ่าๆ)
















(ป้ายผู้ชิต กับพระอาทิยต์ที่กำลังจะจากเรา)




(พระอาทิตย์กำลังจะตก วิวตอนเดินลงครับ)






(อีกสักภาพ)





สำหรับมื้อค่ำนี้ ผมกินไวไว กับ ปลาทูน่ากระป๋องรสกระเพรา
รสชาติดีทีเดียว(ดีกว่าบะหมี่อินโด T_T)
กินกันอย่างอิ่ม แล้วเราก็เข้านอน
ตอนนั้นทุ่มกว่าๆ แต่ฟ้าก็มืดแล้ว
สำหรับคืนนั้น ผมก็หลับๆ ตื่นๆ ตามนิสัยส่วนตัว
หลอนๆ บ้างในบางครั้ง ก็ทั้งดอยมีกันแค่สองคน ไม่ให้หลอนได้ไง -_-'
เสียงลมบนนั้นก็แรงเหลือเกิน
บางครั้งก็ได้ยินเสียงหญ้าขยับ ชวนหลอนอีก
ส่วนอากาศบนนี้ หนาวน้อยกว่าที่ผมคิดไว้
แต่ก็ดีแล้วละ หนาวมากไป เดี๋ยวไม่สบายอีก
กลางคืน ตอนเท่ียงคืนเปะๆ ฝนก็ตกลงมารอบนึง
ดีที่ตกไม่หนัก และก็ตกแค่ 10 นาทีได้มั้ง แล้วก็หยุด
และก็ผ่านไป 1 วันเต็มๆ กับภูแวของผม
โปรดติดตามต่อไป(จะพยายามอัพให้ต่อเนื่องคับ)



Create Date : 17 มกราคม 2553
Last Update : 17 มกราคม 2553 1:10:21 น. 14 comments
Counter : 1681 Pageviews.  

 
วิวสวยจังค่ะ
แล้วจะเข้ามาติดตามต่อนะคะ ^^


โดย: kiss_intheblue วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:2:00:09 น.  

 
ชาวน่านขอขอบคุณที่เขียนประสบการณ์ บันทึกภาพมาแบ่งปันที่นี้

ชาวจังหวัดน่าน ยินดีต้อนครับทุกท่าน พักผ่อน ท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ


โดย: ชาวน่าน04 IP: 118.172.153.150 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:7:05:24 น.  

 
ถ่ายรูปสวยจัง




โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:8:45:35 น.  

 
อ่านเพลินเลยครับ

ดีจัง ได้ทั้งข้อมูลการเดินทาง และประสบการณ์เดินทางให้ลุ้นเป็นช่วงๆ

ส่วนตัวเคยไปภูแวแล้ว แต่ขับรถไปนะครับ ขับจนท้อเหมือนกัน....


โดย: ขึ้นเป้ วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:14:29:05 น.  

 
ตามอ่านทุกบรรทัดเลยจ้ะ แบบว่าอยากไปเดินป่าแบบนี้สักครั้ง เห็นแล้วใจชื้นเพราะคืนเดียวก็ถึงยอดดอยภูแวได้แล้ว...สนใจมากๆ

จขบ.เก่งจัง รบกวนถามอีกนิดนะ คือเราไม่เคยเดินป่าเพราะมีปัญหากับเรื่องการขับถ่ายนี่ล่ะ ไม่ทราบว่าบนนั้นที่ส้วมไหมคะ



โดย: kp ข้าวโพด วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:15:34:31 น.  

 
ตอบคุณ kiss_intheblue
ขอบคุณครับผม ;)

ตอบคุณ ชาวน่าน04
ผมก็ต้องขอบคุณชาวน่านครับ อยากให้อ่านตอนต่อๆ ไปด้วยครับ
คือชาวน่านน่ารักกับผมมาก :) ผมเองมีเรื่องดีๆกับ ชาวน่านมาเล่าสู่กันฟังด้วย

ตอบคุณ นนนี่มาแล้ว
ขอบคุณครับผม


ตอบคุณ ขึ้นเป้
ทางมันไกลจริงๆ แต่ข้างทาง วิวก็สวยมากเลย
ผมยังเสียดายที่หลายๆ วิว ไม่สามารถถ่ายทัน ได้แต่ดูครับ ชอบมากๆ
ถ้ามีรถยังอยากจะแวะจอดถ่ายรูปตามทางเลยครับ :D


ตอบคุณ kp ข้าวโพด
การขับถ่าย ตามธรรมชาติอำนวยครับ > <
ไม่มีห้องน้ำครับ
ต้องทำใจครับ พกทิชชู่เยอะๆครับ > <




โดย: วัชเจียเหว่ย วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:15:54:44 น.  

 
ติดตามครับ และยังบอกต่ออีกว่า บันทึกเรื่องราวนี้ เป็นบทหนึ่งของนักเดินทาง กัลยาณมิตรผู้มาเยือน เพื่อนำข้อมูล ข้อเสนอแนะ ไปดำเนินการขยายผลตามความเหมาะสมต่อไป ขอขอบคุณ


โดย: ชาวน่าน04 IP: 118.172.134.170 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:19:46:11 น.  

 
อยากเดินทางผจญภัยคนเดียวแบบคุณวัชได้บ้างจัง
แต่คงจะทำไม่ได้ แค่นั่งรถก็เมาแล้ว ไปคนเดียวคงแย่แน่
ก่อนขึ้นดอยยังมึนๆอยู่เลย แต่พอขึ้นดอยไปซักระยะนึงได้เห็นวิวสวยๆ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ อาการมึนก็หายเป็นปลิดทิ้ง

มาช่วยยืนยันค่ะว่า จังหวัดน่านน่าเที่ยวมากเลย คนน่านก็ใจดีและน่ารักกันทุกคน ถ้ามีโอกาสจะกลับไปเที่ยวน่านอีกแน่นอนค่ะ



โดย: Benze' IP: 203.121.153.52 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:23:02:18 น.  

 
อ่านแล้วอยากไปเที่ยวอ่ะค่ะ.ตั้งใจจะไปเหมือนกัน...แต่อยากทราบข้อมูลตอนกลับลงมาจากดอยภูแว..ว่าจะมีรถผ่านเข้ามาในเมืองป่าวค่ะ ..ใช้เวลาเดินทางกลับนานมั้ยอ่ะค่ะ อยากไปเที่ยวจริงๆๆๆๆๆแต่ไม่มี่เพื่อนไปเหมือนกัน..จะบินเดี่ยวก็ไม่กล้า...ยังไงช่วยแนะนำด้วยนะค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: น่านน่าอยู่ IP: 114.128.12.131 วันที่: 18 มกราคม 2553 เวลา:20:26:01 น.  

 
คุณน่านน่าอยู่

ลงจากดอยภูแว มีรถกลับเข้าเมืองครับ แต่ 3 ต่อครับดังนี้

1. คือรถสองแถว สาย บ้านด่าน-บ่อเกลือ(ค่ารถ 100 บาท)
ถ้าลงมาก่อนเที่ยง ไม่น่าจะมีปัญหานะครับ
(อันนี้เจ้าหน้าที่บอกเอง ถ้าหลังเที่ยงจะเงียบ ไม่ค่อยมีรถโดยสาร และรถทั่วไป!) ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีได้ครับ

2. จากบ่อเกลือ มีรถ บ่อเกลือ-ปัว (ค่ารถ 70 บาท) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

3. จากปัว มีรถกลับ ตัวเมืองน่าน ถึงขนส่งน่านเลยครับ (ค่ารถ 50 บาท) ใช้เวลา ชั่วโมงกว่าๆ

รวมแล้ว ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ อาจจะถึง 4 ชั่วโมงครับ (ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ และจำนวนผู้โดยสาร ถ้ามากก็ทำให้รถช้าและใช้เวลานาน)

ถ้ามีเวลา ผมแนะนำว่า ถ้าลงภูแว แล้วไปนอนที่ปัวสักคืน แล้วค่อยเข้าน่านดีกว่าครับ ที่ปัวอากาศดี และเมืองก็น่ารักดีครับ:)

ส่วนผู้หญิงเที่ยวที่ภูแวคนเดียว ผมไม่แนะนำครับ
คือมันจะแปลกๆ เพราะเราต้องจ้างลูกหาบไปด้วย
มันคงไม่ดีแน่ครับ ผู้หญิงคนเดียวกับลูกหาบชาย บนยอดภูที่ไม่มีใครอีกเลย
อย่างน้อยมีเพื่อนสักคนดีกว่าครับ


คุณ Benze'
ผมขอคุยโว ว่า แม้ผมจะเป็นคนโชคร้ายนอนไม่หลับบนรถ
แต่ความโชคดีคือ ผมไม่เคยมีปัญหาด้านเมารถ และเรือเลยครับ
(เครื่องบินเคยขึ้นครั้งเดียว แต่บินแค่สั้นๆ เลยไม่กล้าคุย ฮ่าๆ) :)


คุณชาวน่าน 04
คุณทำผมเกร็งนะเนี่ย ^^' ฮ่าๆ


โดย: วัช IP: 58.9.58.191 วันที่: 18 มกราคม 2553 เวลา:22:15:36 น.  

 
อยากเที่ยวแบบนี้บ้างครับน่านก็เคยไปมาแล้วชอบมากครับและจะต้องไปอีกแน่นอนครับ


โดย: คนใต้ IP: 117.47.176.128 วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:13:08:26 น.  

 
ลองเปิดลิงค์เพลงที่คุณให้มา ประกอบกับดูภาพที่คุณถ่าย
มันช่าง......ชวนฝันจริงๆ ........ขอบคุณสำหรับเพลงค่ะ


โดย: Goi IP: 10.3.199.20, 124.120.130.107 วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:19:49:47 น.  

 
ขอบคุณทุกท่านที่ นำเสนอ และทุกท่านที่ เข้ามาเยี่ยมชม ผมบ้านอยู่ไกล้ ๆ แต่ไม่มีโอกาศไปเลย มัวแต่เที่ยวในเมือง เลยไม่ได้ไปสักที


โดย: เด็กผี บ้านปางแก IP: 180.183.188.35 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:42:54 น.  

 
อีกไม่กี่วันเรากำลังจะไปที่ภูแว เค้าดาว ที่ภูแว เฮ้อ ตื่นเต้นมากๆ ขอบคุณนะค่ะ ที่เง่าประสบการให้ฟัง อยากไปมากๆๆๆๆ


โดย: ปาโฉ IP: 183.88.51.179 วันที่: 24 ธันวาคม 2554 เวลา:13:26:36 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]