มึนไปตามใจฝัน
<<
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
31 มกราคม 2552

6 วันในการเดินทาง "หมู่เกาะสุรินทร์-น้ำตกหงาว" [วันที่สี่บนเกาะสุรินทร์]

วันที่ 8 ม.ค 52
"วันที่สี่บนเกาะสุรินทร์ การจากลา การเดินทางอีกครั้ง"

วันนี้ผมไม่ค่อยสบายตัวสักเท่าไหร่
เพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเลย
เมื่อนอนก็ไม่หลับ ก็เลยออกมาเดินเล่นยามเช้า
เห็นฝรั่งออกมาวิ่งจ็อกกิ้งริมหาด
และก็มีเจ้าหน้าที่ออกมาวิ่งด้วย
เห็นแล้วอยากวิ่งเหมือนกันแฮะ แต่คิดอีกทีไม่เอาดีกว่า-_-'

เดินเล่นริมหาดสักพัก ก็ไปล้างหน้า แปรงฟัน และก็กินอาหารเช้า
ซึ่งเป็นทูน่ากระป๋องสุดท้ายพอดี
เวลาตอนนั้นยังไม่ 7 โมงเช้า
ผมเดินไปที่ จุดรอรับเรือ คือยังไม่ได้จะไปไหนหรอก แต่แค่อยากมาเดินเล่นๆ


นึกได้ว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปแกะสลักที่เป็นเหมือนสัญญาลักษณ์และที่เคารพของชาวมอร์แกนเลยแฮะ


จำไม่ได้แล้วว่าเขาเรียกว่าอะไร ^^'



วิวยามเช้าของจุดรอเรือ

Lucky200_010809_028


ที่ชายหาดมีชายต่างชาติคนนึงมายืนรอและก็ถ่ายรูปเล่นอยู่เหมือนกัน
แล้วเขาก็เข้ามาทักทาย
เขาถามว่า ผมไปดำน้ำ(แบบดำน้ำลึก)ด้วยหรือเปล่า
ผมก็ตอบไปว่า ไม่ได้ดำน้ำ
เขาก็บ่นๆว่า เจ้าหน้าที่นัดเขา 7 โมงครึ่ง แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นมีใครเลย
ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ;p


ตอนเดินกลับ ก็เจอฝรั่งคนนึงเดินมา
ผมก็ลองทักทายดู ถามเขาว่าจะไปดำน้ำลึกเหรอ
เขาก็บอกว่า ใช่
ก็บอกเขาไปว่า เห็นมีคนรออยู่ที่นั่นเหมือนกัน
เขาก็เลยรีบเดินไปเลย
จริงๆ ควรจะบอกเขาว่าไม่ต้องรีบก็ได้ เพราะสต๊าฟยังไม่มาสักกะคน
-_-' แต่ไม่ทันพูด เขาก็รีบเดินไปแล้ว

เดินกลับมาที่เต๊นท์ ก็เจอจีอึนและก็โซเฟีย
ก็ทักทาย แล้วก็บอกเธอว่า วันนี้ฉันคงกลับแน่นอนแล้วละ
แต่ก่อนกลับ อยากจะขอถ่ายรูปร่วมกันไว้
พวกเธอก็บอกว่า ดีๆๆ แต่ไม่ใช่ตอนนี้นะ(คือเพิ่งตื่นกันฮ่าๆ)
แล้วพวกเธอก็ถามว่า ตกลงผมจะไปไหนต่อ
หรือจะกลับกรุงเทพฯเลย
ผมก็บอกว่า ตอนแรกตั้งใจจะไปที่อุทยานแห่งชาติ เขาสก ที่สุราษฎ
แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว รู้สึกว่ามันไกล และยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่
เลยจะไปที่ "น้ำตกหงาว" ระนอง แทน
เพราะเท่าที่เช็คข้อมูลคร่าวๆ ค่อนข้างไปง่ายมาก
ที่นั่นก็มีจุดให้ถ่ายรูปพอควร มีภูเขาหญ้า มีบ่อน้ำร้อนให้แช่
ก็เลยคิดว่า น่าไปที่สุด

ผมก็หยิบสมุด พาสปอร์ท อุทยานแห่งชาติมาให้ดู
แล้วก็ชี้รูปน้ำตกหงาวให้พวกเธอดู
ในรูปค่อนข้างอลังการมาก
เพราะน้ำตกหงาวจะไหลมาจากเขาสูงลงมา
แต่ผมรู้อยู่แล้วว่าตอนนี้น้ำมันแห้งจะตาย
คงไม่เป็นแบบในรูปหรอก
พวกเธอก็เข้าใจดี ว่าช่วงนี้ของไทยน้ำตกจะไม่ค่อยมีน้ำนัก

ประมาณ 8 โมงได้ ผมก็เดินไปลงชื่อกับเจ้าหน้าที่
ไปที่หมู่บ้านมอแกน
ตอนแรกเห็นมีคนมาลงชื่อไว้คนเดียว
ยังคิดว่าใช่ฝรั่งที่สักพุทธเจ้าคนนั้นป่าวหว่า

จากนั้นผมก็เดินไปรอที่จุดรอรับเรืออีกครั้ง

ระหว่างทางเดิน ผมก็เดินเข้าโพรงนิดหน่อย อยากจะถ่ายมานาน



Lucky200_010809_030

เป็นแอ่งน้ำที่มีบัว อยู่ใกล้ๆ กับที่พักเจ้าหน้าที่
เสียดายไม่ได้เอาเลนส์เทเลมา เลยได้แค่นี้แหละ ;p



เดินไปที่จุดรอเรือแล้วก็นั่งเล่น
ดูฝรั่งที่ทยอยๆ กันมาขึ้นเรือเพื่อดำน้ำตื้นกัน

พอ 9 โมง ทุกคนก็เริ่มไปรายงานตัวเพื่อขึ้นเรือ
เราก็ไปบ้าง แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า หมู่บ้านมอแกนให้รอก่อน
ประมาณว่า ท้ายสุดเลย ;p

พอคนไปหมด ก็มาถึงคิวเราไปขึ้นเรือดีกว่า


Lucky200_010809_031


ที่เราบอกไปว่า ทริปนี้เราถูกโฉลกกับคนเกาหลี
มันเป็นโคตรจะถูกโฉลกเลยล่ะ
เพราะ กลุ่มที่ไปหมู่บ้านมอร์แกนกับผม ก็เป็นกรุ๊ปเกาหลี
กรุ๊ปที่เมื่อวานให้เหล้าเรากินนั่นแหละ
รวมถึงกรุ๊ปสามสาววัยรุ่นด้วย > <

พอขึ้นเรือ ผมก็ทักทายเจ้าหน้าที่ ที่จะพาเราไปยังหมู่บ้านมอร์แกน
และก็บอกว่า "ขอขับแบบช้าๆ นุ่มๆ นะครับ ^^'"
ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาก็รู้แหละ
คนที่ไปหมู่บ้านมอร์แกน ส่วนใหญ่ก็คือเน้นถ่ายรูปกันอยู่แล้ว

ช่วงระหว่างเดินทาง
สาวเกาหลี(ที่ไม่ใช่กรุ๊ปสามสาวนะ >< ) ก็ทักผมเป็นภาษาไทย
เล่นผมงงไปเหมือนกัน
เธอพูดและฟังภาษาไทยได้เยอะทีเดียว
แต่พูดและฟังภาษาอังกฤษไม่ได้ -_-' เลยยิ่งงงไปกันใหญ่
คือเธอถามเรื่องหมู่บ้านมอร์แกนว่า เขาทำอาชีพอะไร
ผมก็ไม่แน่ใจนัก แต่ก็ตอบไปว่า พวกเขาคงใช้ชีวิตแบบดั่งเดิม( มั้ง)
หาปลา ไม่ใช้เงินไรแบบนี้แหละมั้ง
แต่พอถามเจ้าหน้าที่ เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว
ชาวมอร์แกน ก็ทำงานกับอุทยานแห่งชาตินั่นแหละ
เอาเงินซื้อข้าวกิน
จะมีช่วงที่หาปลาแบบจริงจัง ก็ช่วงที่เกาะปิด(พฤษภา - พฤศิจิกา)
เพราะไม่มีงานของอุทยานนั่นเอง
ชาวเกาหลีเขาก็แซวว่า ดีจัง เรามีไกค์คนไทยแนะนำละ ผมก็เอ่อ...
ผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรเหมือนกัน
(ตอนอธิบายชาวเกาหลีคนนี้ ผมติงต๊องมากเลย
พูดภาษาไทยแบบไม่ชัดๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ไปพูดตามเขาเฉย -_-')

และแล้วเราก็มาถึงที่อยู่ของชาวมอร์แกน

Lucky200_010809_032



มาถึงฝั่ง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เดินเล่นตามอัธยาศัยเลย
มีเวลาชั่วโมงครึ่ง
เจอกันอีกทีที่เรือ 11 โมงตรง
ชาวเกาหลีเขาก็งงๆ นิดหน่อย เพราะว่าไม่มีไกค์แนะนำอะไรอีก
ก็มีถามผมว่า ตรงนั้น(ชี้ไปที่มีเสาธง) คืออะไรเหรอ
ผมก็บอกว่า เป็นโรงเรียน พวกเธอก็เลยเดินไปที่โรงเรียนกัน
ส่วนผมก็เดินมาที่จุดให้ข้อมูล ซึ่งจะมีประวัติความเป็นมาต่างๆ

ตรงนี้ให้ความรู้มากๆเลย
เขาใช้ภาษาเขียนแบบไม่เป็นทางการนัก
อ่านแล้วจะขำๆ หน่อย
ตัวอย่างเช่น "ชาวมอร์แกนแปลว่าอะไร?" คำตอบคือ ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้
ไม่ที่มา -_-' ยังมีหน้ามาเขียนอีกแฮะ
แต่ก็ขำๆ ดีแหละ ยืนอ่านสักพัก

เห็นเด็กคนนี้อยู่ในมุมแสงที่น้อยดี
ผมก็เลยลองถ่ายดู




จากนั้นผมก็ว่าจะเดินไปทางโรงเรียนของชาวมอร์แกน
แต่ดันเหลือไปเห็นป้าย "เส้นทางศึกษาธรรมชาติ 800 เมตร"
ไอ้เราก็คิดว่า ก็ไม่ไกลนี่นา
น่าลองแฮะ ก็เลยซ่าเดินขึ้นไปคนเดียว
ทางขึ้นโหดเอาเรื่องเหมือนกัน
แต่เขาก็ทำเส้นทางไว้ดีทีเดียว มีเชือกไว้ช่วยจับในการปีนป่ายเล็กน้อย
ซึ่งจะมีป้ายบอกสถานีเป็นระยะๆ มีทั้งหมด 18 สถานี
ก็จะบอกเรื่องราวของธรรมชาติ
แต่ผมไม่ค่อยสนใจหรอก -_-'
ผมสนใจแต่วิวสวยๆ น่ะ
เดินๆๆๆ เหงื่อแตกผลั่กๆ สภาพเริ่มเน่า
ทางก็ดูลึกเข้าไปทุกที แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นใจแต่อย่างไร
เพราะดูทางแล้วเขาก็ทำเส้นทางไว้ดีพอควร
เดินจนมาถึงจุดปลายทาง
เป็นอีกฝั่งนึงของเกาะ




Centuria100_010809_002


Lucky200_010809_037

วิวสวยอยู่เหมือนกัน ทรายขาวกับโขดหิน
แต่มีข้อเสียคือ ในโซนนี้จะเป็นโซนขยะที่พลัดเข้ามา
ขยะเยอะมาก เข้าใจว่าคงไม่ค่อยมีคนมาเก็บด้วยแหละ


Lucky200_010809_036


ส่วนผมเดินมาถึงนี้ ก็ไม่ได้ติดถุงขยะมา ก็เป็นอีกคนที่ผ่านมาแล้วก็ไม่ได้เก็บขยะไป
ไม่รู้ว่าธรรมชาติลงโทษหรือเปล่า...

ในตอนเดินกลับทุกอย่างก็เหมือนจะปกติดี
ผมจำได้ว่า ผมเดินมาถึงป้ายสถานีที่ 8
จากนั้นก็ไปเจอทางแยก????
ผมก็เหวอเลย เฮ้ย ตอนมามันไม่มีทางที่เป็นสองทางนี่หว่า
แล้วมันยังไงกันละนี่
แต่ผมก็ยังมองโลกในแง่ดี
คิดว่าสองทางเนี่ย คงไม่มีอะไร อาจจะเป็นทางที่ประจบกันก็ได้
ก็เลยเดินไป เดินไปสักพัก ไปเจอต้นไม้ที่มีหนามทั้งต้นขวาง
เรายังบ้า เดินฝ่าเข้าไป (มาคิดอีกตอนนี้ ทำไมไม่ฉุกคิดว่ามันแปลกๆวะ)
สภาพผมตอนนี้เริ่มเละหนักกว่าเดิม
หนามตำมือและเท้าเยอะพอควร แสบแปร๊บๆ แต่ก็ยังไหว ;p
และผมก็เพิ่งนึกได้ว่ามันไม่ใช่แน่ๆแล้วละ
ตอนเรามา ไม่ต้องฝ่าดงหนามขนาดนี้
ก็เลยเดินกลับมาแล้วเลือกเดินอีกทาง
ทีนี้เริ่มไปกันใหญ่ครับ
เป็นทางที่มีดงหนามเหมือนกัน
แถมทางเริ่มจะฉีกออกไปทางชันลาดลงข้างทางด้วย

ตอนนั้นเริ่มเครียด เครียดอย่างหนัก ตอนนั้นท่องพุทธโทๆๆ
นึกถึงทุกสิ่งทุกอย่าง พระพุทธ พระคริสต์ ตอนนี้ใครก็ได้ช่วยผมที
ขาเริ่มสั่น คือสัญญาณมือถือบนนี้ก็ไม่มี
แล้วก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่าเราแม่งมาเดินตรงนี้คนเดียว
รู้สึกหลอนและใจเสียมากๆ

ดูเวลาแล้วตอนนั้น 10 โมง 20 ได้
เริ่มตั้งสติ ยังมีเวลาก่อนเรือออก
ใจเย็นๆ แล้วก็ลองเดินถอยหลังกลับ
คือตอนนั้นผมหันตัวกลับทันทีแล้วค่อยๆ เดินทีละก้าวอย่างใจเย็นเลยนะ
กลับมาที่แยกเมื่อสักครู่ก่อนจะหลง
แล้วลองมองทางให้ดีๆ
ผมพบว่า จริงๆ มันมีอีกทาง ที่เราไม่ได้สังเกตุ
ก็คือปีนขึ้นทางอีกนิดเดียว แล้วก็จะพบทางเดินไปต่อ
ตอนนั้นเริ่มรู้สีกดีมากๆ
และพอเจอป้ายสถานี แอบภาวนาว่า อย่าเป็น 8 นะมึง
ไม่งั้นมีเครียดอีกรอบ
แต่แล้วมันเป็น 6 -_-'
แต่ก็ช่างมันเหอะ เอาเป็นว่าเรารอดแล้ว ตอนนั้นดีใจฉิบเป๋งเลย
และแล้วผมก็กลับมาจนได้


Lucky200_010809_034


เจอเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปทักทาย แล้วก็เล่าให้เขาฟัง
เขาก็บอกว่า อันตรายนะนั่น น่าจะติดต่อเจ้าหน้าที่ให้พาไป
ไม่น่าไปคนเดียว
ผมก็บอกไปแบบซื่อๆ ว่า คิดว่ามันคงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้เข็ดแล้ว
เดินกลับมาได้นี่ พอละ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ > <
เจ้าหน้าที่ก็หัวเราะ แล้วก็หาน้ำมาให้เราดื่ม
รู้สึกชื่นใจโคตรๆ

เดินมาเจอกับกลุ่มเกาหลี
สาวเกาหลีที่พูดไทยได้ เขาตกใจกับสภาพผมมาก
บอกว่า ผมมีเลือดออกด้วย
เลือดออกตรงหน้าผาก ที่โดนหนามเกี่ยวนั่นแหละ
เธอก็เอากระดาษมาเช็ด
ผมก็บอกว่า เมื่อกี้ผม lost
เธอฟังเป็น "ร้อนเหรอ" > <
เลยต้องเป็นบอกเป็นภาษาไทยว่า "หลง"
เธอก็ โอ้ววว

ส่วนสามสาววัยรุ่นเกาหลี ก็เหมือนจะเมาท์ๆ ไรผมสักอย่าง
แล้วก็ทักเป็นภาษาอังกฤษว่า how old are you?
ผมก็งงๆ ถามแบบนี้มันแปลกๆ
ไม่เคยคุยกันมาก่อน ดันมาถามอายุ -_-'
แต่ด้วยความที่พวกเธอน่ารัก จะไปด่าก็ยังไงอยู่(ไม่รู้จะด่ายังไงด้วย ฮา)
พอผมตอบไป เธอก็เมาท์เกาหลีกันต่อ -_-'
สรุปมันคิดว่า ไอ้นี่อายุป่านนี้ทำตัวติงต๊องป่าววะ
ชักไม่น่ารักซะละ ;p

ผมดูเวลาแล้วยังมีเวลาเหลืออีก 15 นาที
เลยถ่ายภาพต่อดีกว่า สภาพจิตใจตอนนี้ กลับสู่ภาวะปกติแล้ววว



Centuria100_010809_005
บ้านของชาวมอร์แกน



Centuria100_010809_010
ชายหาดของที่นี่



มาเจอเด็กมอร์แกน กำลังเล่นโฟมกันอยู่





เด็กที่นี่ไม่กลัวกล้อง เราก็เลยยิ่งสนุกในการถ่ายภาพ

















เด็กที่นี่เล่นกล้องและก็จะสงสัยเวลาเราเอาเลนส์ไปใกล้ๆ
ก็จะหัวเราะแล้วพยายามเอามือมาจับเลนส์ เราก็จะถอยออก
เด็กๆ ก็จะหัวเราะ เหมือนแกล้ง ตลกดีเหมือนกัน ^^



มาดูโรงเรียนของชาวมอร์แกนบ้าง

Centuria100_010809_013



มีสนามฟุตบอลด้วยนะ

Centuria100_010809_016



อันนี้เป็นเรือจำลอง(มั้ง) เป็นเสมือนเรือที่ชาวมอร์แกนใช้จริงๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับทะเล
แต่ปัจจุบันเห็นว่าไม่ค่อยมีแล้ว เพราะมาอยู่ฝั่งกันมากกว่า

Centuria100_010809_014




มาดูแปลงผักของที่นี่กันบ้าง เขียวสดใสดีจริงๆ

Centuria100_010809_017



ถ่ายรูปตรงนี้สนุกมาก(ลืมที่ขาสั่น เกือบตายตอนหลงป่าไปเลย)
และก็ถึงเวลากลับ

ตอนกลับ ชาวเกาหลี(ไม่ใช่คนที่ถ่ายรูปนะ) ก็ชวนผมคุยเป็นภาษาไทย
ถามว่า ผมจะกลับวันนี้เหรอ
ผมก็บอกว่า ใช่ ผมว่าจะไปเที่ยวระนองต่อ แล้วพวกคุณละ
เขาก็กลับวันนี้เหมือนกัน
ผมก็เลยถามต่อว่า แล้วจะไปไหนต่อหรือเปล่า
เขาก็บอกว่า จะไประนองเหมือนกัน จะไปแช่น้ำร้อน
ผมก็จริงอะ
เขาบอก ล้อเล่น -_-'(กวนตีนโคตรๆ)
ผมก็เลยอดถามไม่ได้ว่า ทำไมคุณพูดและไทยภาษาไทยได้เยอะจัง
เขาบอกว่า เขาอยู่ที่ภูเก็ต ทำงานมา 10 ปีแล้ว
เขาเองเคยมาที่นี่แล้วครั้งนึง
ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง พาญาติมาเที่ยว
ซึ่งก็คือคนที่ถ่ายรูป และพอพูดภาษาอังกฤษได้นั่นแหละ
เขาถามผมว่า ผมอยู่ที่ไหน
ผมก็บอกไปว่า กรุงเทพฯ แถวพระรามสอง
เขาบอกว่ารู้จัก ที่นั่นคนเกาหลีเยอะนะ
พูดแล้วคิดถึง RCA รูท66 ผมก็เฮ้ยย นั่นมันพระราม 9
เขาก็ หัวเราะ
ผมเริ่มคิด ที่มันพูดมาทั้งหมดนี่ มันอำตูป่าววะ กวนตีนฉิบเป๋ง

กลับมาที่เต๊นท์ จีอึนเห็นสภาพผมก็ตกใจ
ผมก็เล่าให้พวกเธอฟัง เธอก็บอกว่า ดีแล้วที่ปลอดภัย
และผมก็ขอตัวไปอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวกลับ
อาบน้ำเสร็จ ก็มาเก็บเสื้อผ้า ของต่างๆ
ระหว่างเก็บอยู่ ก็มีแมวตัวนึง ไม่รู้ของใคร วิ่งเข้ามาในเต๊นท์เฉยเลย
จับมันออกไปแล้ว มันก็วิ่งเข้ามาอีก
ไม่รู้ว่ามันเข้าใจผิด คิดว่าเป็นเต๊นท์เจ้าของมันหรือเปล่า
จีอึนมาเห็นเข้าก็จับมันมาอุ้มเล่น
ผมก็เลยถ่ายรูปจีอึนกับแมวไว้เป็นที่ระลึก




จากนั้นก็จับเจ้าแมวไปชายหาดและถ่ายรูป
แต่เจ้าแมวดูกลัวมากเลยแฮะ


Centuria100_010809_021

พอถ่ายเสร็จ ก็รีบจับมันไว้ตรงแถวๆ ที่กางเต๊นท์เหมือนเดิม
และผมก็เก็บของ และก็เก็บเต๊นท์
ตอนเก็บเต๊นท์ใช้เวลานานมาก
เพราะลมแรง ทุลักทุเลสุดๆ
กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ประมาณเที่ยงครึ่ง
ผมก็รีบสุดๆ เพราะอยากจะกินข้าวก่อนขึ้นเรือ
เรือจะออกจากที่นี่บ่ายโมง ;p
ผมก็ชวนจีอึน โซเฟีย และน้องของโซเฟียไปกินข้าวกัน
ไปถึงก็ถามเจ้าหน้าที่อีกทีว่า ถ้ากินข้าวจะทันไหมเนี่ย
ตอนนั้นมันเที่ยง 40 ได้
เจ้าหน้าที่บอกว่าทัน ให้แจ้งตอนสั่งข้าวว่าจะกลับวันนี้
เขาจะทำให้ก่อน
จากนั้นก็มานั่งที่โต๊ะกัน
และผมก็ชวนให้ทุกคนมาถ่ายรูปกันเถอะ
กำลังจะเดินไปถ่ายรูป
ข้าวของผมก็มาถึงพอดี
พวกจีอึนก็ อะ ทำไมได้เร็วมาก
ผมก็บอกไปว่า เจ้าหน้าที่ให้แจ้งว่าเราจะกลับวันนี้ เขาจะรีบทำให้ก่อนเลย

ผมเลยขอให้เจ้าหน้าที่ ที่มาส่งกับข้าว ช่วยถ่ายรูปพวกเราให้หน่อย(ไปใช้เขาอีก)


(เสื้อแดงคือโซเฟีย ส่วนคนที่ยืนของคือน้องของเธอ ส่วนอีกคนที่ใส่แว่นดำก็จีอึน)

และทุกคนก็พลัดให้เจ้าหน้าที่ถ่ายรูปด้วยกล้องของแต่ละคน
ได้รูปสมใจแล้ว ก็กลับมากินข้าวต่อ ตอนนั้น เที่ยง 50 ละ ^^'
ทางอุทยานก็ประกาศให้คนท่ีกลับวันนี้เตรียมไปรอที่จุดขึ้นเรือ 200 เมตรได้แล้ว
ผมก็รีบๆ กิน พอกินเสร็จ
ก็ให้เบอร์กับคนเกาหลีไว้ เผื่อว่าถ้ากลับมากรุงเทพฯอาจจะได้เจอกันอีก
ผมก็ไม่แน่ใจว่า พวกเธอใช้เบอร์จากประเทศตัวเอง หรืออะไรแน่
ก็เลยให้เบอร์แบบ 66089... -_-' (มารู้ทีหลังว่าให้ผิด จริงๆ มันต้อง +6689...)
และก็ร่ำลาทุกคนแบบทุลักทุเล(ตามสไตล์เรา ฮา)
ตอนเดินไป ก็เจอกับกลุ่มเกาหลีอีก
พวกเขาก็ขนของกลับ
ตอนแรกผมคิดว่าเรือคงจะมารอรับเราใกล้ๆ
ที่ไหนได้ จอดไกลมาก
เดินกันกางเกงเปียกหมดเลย ;p
แจ้งให้ทราบเลยว่า วันกลับนี่ ใส่ขาสั้นจะดีกว่า ไม่งั้นเปียกหมดแน่
พอขึ้นเรือหางยาว ผมก็คิดว่าพวกเราจะได้กลับทันที
ที่ไหนได้ เรือไปจอดที่อ่าวช่องขาด
พร้อมกับแจ้งว่า เรือจะออกบ่ายสอง T_T
ให้เรารีบแทบตายทำไมฟะ ;p
ทุกคนก็ลงเรือ แล้วก็ถ่ายรูปเล่นเรื่อยเปื่อย
ส่วนผมก็ไปนั่งดื่มน้ำฟรีในโรงอาหาร และก็คุยกับเจ้าหน้าที่
ก็คุยเรื่องทั่วๆ ไป นักท่องเที่ยวไรประมาณนี้
เจ้าหน้าที่คนนี้เดิมอยู่อุทยานแถวขอนแก่น
บอกว่า มาอยู่ที่นี่แล้วดีมาก เพราะได้เงินครบทุกเดือนไม่เคยขาด
ตอนอยู่ขอนแก่น มีช้าบ้าง แต่ที่นี่ไม่มีช้าเลย
(ที่ภูกระดึง เจ้าหน้าที่ได้เงินช้า 3 เดือน T_T )
อย่างว่าแหละ อุทยานทางทะเล รายได้ดีกว่า
เจ้าหน้าที่ก็สบายไปด้วย
พอบ่ายสองเจ้าหน้าที่ก็ประกาศเรียกอีกที


Centuria100_010809_027


ผมถ่ายรูปนี้ไว้เป็นที่ระลึกก่อนจะลาจากเกาะสุรินทร์
แน่นอนว่ามันไม่ใช่รูปสุดท้ายระหว่างที่นี่กับผมแน่ๆ
เพราะผมมั่นใจว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่จะมาเพียงครั้งเดียวอย่างแน่นอน :D

สำหรับเรือกลับ ผมได้ขึ้นเรือสปีดโบ๊ทกลับ
เพราะช่วงนี้คนไม่เยอะนัก คนที่ซื้อตั๋อเฟอร์รี่ จึงได้กลับสปีดโบ๊ทด้วย
ก็เป็นสิ่งที่ควรรู้นะ มาเที่ยวช่วงคนไม่เยอะ ซื้อตั๋วเฟอร์รี่ดีกว่า
เพราะยังไงก็ได้นั่งสปีดโบ๊ท ไม่ต้องจ่ายแพง ไปอีก 600 นะ ฮ่าๆๆ
ส่วนเรื่องเวลากลับ เจ้าหน้าที่บอกว่า ไม่ว่าจะสปีดโบ๊ท หรือเฟอร์รี่
ไม่ต่างกันมาก
เพราะเรือเฟอร์รี่จะออกบ่ายโมง
ส่วนสปีดโบ๊ทจะออกบ่ายสอง
ถึงฝั่งประมาณ 4 โมงทั้งคู่
เพราะฉะนั้นฟันธงว่า จ่ายราคาเฟอร์รี่คุ้มกว่าครับ

บนเรือสปีดโบ๊ท
ผมได้นั่งหน้า เพราะมาช้าไปหน่อยโดนแย่งที่นั่งหมด
นั่งหน้ารู้สึกระทมมาก
เพราะคลื่นแรง เป็นลูกระนาด กระแทกทีก้นพังครับ
เจ้าหน้าที่เลยบอกว่าให้ไปยืนข้างในดีกว่า
ยืนก็จริง แต่สบายกว่านั่งเยอะ
ยืนไปสักพัก เริ่มเมื่อย
เลยนั่งตรงถังน้ำแข็งของชาวเกาหลีที่เขานำมาเอง
ตอนที่นั่งอยู่ ฝรั่งคนนึงก็มองๆ เสื้อเรา
แล้วก็พึมพำๆ จีซัสแมรี่ เชน
ผมก็ไม่รู้ว่า เขาบ่นไร หรือว่าชอบวงนี้เหมือนเราหว่า อิๆ :D

ประมาณ 3 โมงครึงได้
เราก็มาถึงฝั่ง
พอขึ้นฝั่งเจ้าหน้าที่ของซาบีน่า ก็มีน้ำผึ้งมะนาวไว้บริการฟรีด้วยนะ
ชื่นใจหลายๆ
และผมก็เจอกับกลุ่มพี่คนไทยสามคน ที่เจอกันตอนมา
พวกพี่เขาขึ้นเรือมาอีกลำนึง
แต่ก็รอรถจากซาบีน่าไปส่งเหมือนกัน
ซึ่งรถคันแรก เต็มไปด้วยฝรั่ง
แต่ทางซาบีน่าก็บอกว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวสักพักก็มีอีกคัน
ผมเองก็โทรหาที่บ้าน ว่าถึงฝั่งปลอดภัยแล้วนะ
โทษทีที่ติดต่อไม่ได้เลย เพราะที่เกาะไม่มีสัญญาณ
และก็โทรไปหาทางอุทยานน้ำตกหงาวอีกที
ถามเรื่องสภาพอากาศ และก็การเดินทาง
ว่าจากจุดที่รถโดยสารจอด ผมต้องเดินไกลมากน้อยแค่ไหน
เขาบอก 500 เมตร ผมก็โอเค สบายมาก

และรถของซาบีน่าก็มาพาพวกเราไปส่ง
กลุ่มพี่สามคนเขาไปลงรถอีกจุดนึง
ส่วนผมให้เขามาส่งที่ท่ารถคุระบุรี
จุดตอนที่ผมมานั่นแหละ
มาถึงที่นี่ 4 โมงตรงพอดี
สอบถามรถที่จะไปทางระนอง มีตอน 4 โมงครึ่ง
ให้ซื้อตั๋วบนรถได้เลย

ระหว่างรอเวลาก็ไปซื้อยาไทลินนอนมากิน
เพราะรู้สึกมึนๆ ปวดหัวตั้งแต่บนเรือแล้ว
กินยาเสร็จ ก็เดินข้ามฝั่งมาขึ้นรถอีกฝั่งนึง

ผมมานั่งเล่นตรงวินมอร์ไซค์และก็ชวนพี่ที่วินมอไซค์คุย
^^' แบบว่ามาเที่ยวคนเดียวแต่ชวนเขาคุยไปเรื่อยแหละครับ
พี่เขาบอกว่า เขาอยู่ที่นี่มา 10 ปี
ยังไม่เคยไปที่เกาะสุรินทร์สักที
ทั้งที่จริงๆ เขานั่งเรือฟรีด้วยซ้ำ เพราะรู้จักกับบริษัทเรือ
ผมก็ ไปเลยพี่ ถ้าเรือฟรีนะ สบาย ประหยัดไปเยอะ
พี่เขาก็บอกว่า นั่นสิ ฟังผมเล่าแล้ว รู้สึกจะต้องไปจริงๆ สักที
ผมนั่งคุยกับพี่เขาเรื่อยเปื่อย จนพี่เขาบอกว่า รถมาแล้วนะ
ผมก็ขอบคุณพี่เขาแล้วก็วิ่งขึ้นรถไป

รถที่ผมขึ้นเป็นรถ กระบ่ี-ระนอง ป.2
ราคาตั๋ว 110 บาท
เป็นรถแอร์เย็นสบาย
บนรถเปิดมิวสิคเพลงลูกทุ่ง ^^'
ทำให้ผมเพิ่งรู้ตัวว่า หลงรักนางเอกมิวสิคลูกทุ่งจริงๆ
น่ารักทุกคนเลยอะ
อยากรู้ว่าสาวโรงงาน(ในมิวสิค) มันอยู่ไหนกัน
ทำไมนางเอกมันน่ารักจังฟะ ฮ่าๆ

ผมได้ดูมิวสิคเพลงนึง
เคยได้ยินบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าชื่อเพลงอะไร
ที่ร้องประมาณว่า "เหงาาาาา ไม่มีวันหยุด อยากให้ใครมาฉุดออกจากความเหงา"
ประมาณๆ เนี่ย
ชอบนางเอกมิวสิคอะ น่ารักดี :D

ประมาณ 6 โมงเย็น
พนักงานก็บอกเราว่า ถึง น้ำตกหงาวแล้วครับบบ
ผมก็รีีบๆลงรถทันทีแต่ก็ไม่ลืมถามว่า อุทยานไปทางไหน
พนักงานก็บอกว่า ฝั่งตรงข้ามเลยครับ

มาถึงที่นี่ฟ้าก็เริ่มมืดนิดๆ ละ
ผมก็เลยรีบเดินไปที่ฝั่งตรงข้าม
ซึ่งมีการทำถนนไว้อย่างดี
เดินไปสบายๆ เลยละ
เดินมาตรงจุดตรวจของอุทยาน ก็เจอลุงเจ้าหน้าที่ทักทาย
ผมก็ถามว่า ผมจะกางเต๊นท์ตรงไหนได้บ้าง
ลุงเขาก็แนะนำให้กางตรงแถวๆ สำนักงานเลย
ข้างๆ มีห้องน้ำด้วย
เดินขึ้นไปอีก 100 เมตร
ผมก็ไม่รอช้า เพราะตอนนั้นเริ่มมืดแล้ว
รีบไปกางเต๊นท์ทั้งที
ยังดีที่ตรงห้องน้ำมีแสงไฟ พอมองเห็นบ้าง เลยกางเต๊นท์ไม่ยากนัก
จากนั้นผมก็เริ่มมองหาร้านอาหาร ซึ่งปิดสนิทT_T
ตายละ หิวก็หิว เอาไงดีวะเนี่ย
พอดีลุงเข้าขี่รถขึ้นมาพอดี
ลุงบอกว่า ตรงน้ีไม่มีไรกินแล้ว
ถ้าจะกินข้าวเดี๋ยวลุงขี่ไปส่งให้ ไม่ไกลนัก
ผมก็ขอบคุณมากๆ ครับ
จากนั้นก็ไปอาบน้ำ
ห้องน้ำที่ อุทยานน้ำตกหงาว สะอาดครับ สะดวกสบายมากเลย
อาบน้ำเสร็จ ก็เดินไปหาลุง รบกวนให้เขาพาไปส่งร้านอาหาร

ลุงเขาก็ขี่รถไปส่ง ร้านอาหารตรงปากทางเข้า บ้านหงาว
ตอนเห็นร้าน แอบกลัวว่า จะเจอร้านราคาแพงไหมเนี่ย
คือเป็นร้านอาหารเลย
แต่ลุงบอกร้านนี้ไม่แพงหรอก
มาที่ร้าน ผมเกรงใจลุงแก เลยบอกว่าไม่ต้องรอกลับหรอกครับ
เดี๋ยวเดินกลับเองได้
มีไฟฉายมา
ลุงก็บอกว่า ได้แน่นะ คือแกดูเป็นห่วงผมพอควร
ผมก็บอกไม่เป็นไรครับ สบายมาก

และผมก็เดินเข้าร้านสั่งอาหารมื้อแรกที่ระนอง
อาหารร้านนี้ราคาไม่แพงนัก จานละ 30 ได้
ผมเลยสั่งแบบป๋าๆ หน่อย สั่งข้าวราด และส้มตำ :D





ส่วนรสชาติ ออกหวานเกินไปหน่อย ^^' ไม่ค่อยถูกปากนัก แต่ก็อิ่มท้องดี
มื้อนี้ 65 บาทเอง :D


ตอนถ่ายรูปอาหาร พนักงานในร้านก็มองเราแบบแปลกๆ
ประมาณว่า บ้าป่าว ถ่ายอาหารเนี่ยนะ ^^'

กินเสร็จผมก็เดินกลับไปที่อุทยาน
ที่นั่นมืดมากเหมือนกัน
แต่ผมก็คิดว่าปลอดภัยดีนะ ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่

ผมเดินไปที่จุดตรวจ ถามลุงเกี่ยวกับบ่ำน้ำแร่ที่ว่าอยู่ในเขตอุทยาน
ลุงก็บอกว่า อยู่ห่างพอควรประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินอีก 2 กิโล --'
แต่ลุงบอกผมว่า ให้มาตอนเช้าสิ
เดี๋ยวลุงขี่ไปส่งให้ แต่ต้องประมาณ 7 โมงกว่าๆ นะ
8 โมงลุงออกเวรแล้ว
ผมก็โอเค ๆ ประทับใจน้ำใจลุงเขาจริงๆ

จากนั้นผมก็กลับมานอน
คืนนั้นนอนหลับๆ ตื่นๆ บ้าง แต่อากาศที่นี่ สบายๆ
รู้สึกนอนสบายกว่าที่เกาะสุรินทร์นะ :D


Create Date : 31 มกราคม 2552
Last Update : 31 มกราคม 2552 11:33:09 น. 3 comments
Counter : 1620 Pageviews.  

 
สวยงามมาก รอดูภาพน้ำตกหงาว แต่ไม่เห็นมี
เคยไปเมื่อตอนเป็นเด็กๆค่ะ รู้สึกคิดถึง อยากเห็นอีกจัง


โดย: จันทร์ไพลิน วันที่: 31 มกราคม 2552 เวลา:12:09:49 น.  

 
ตามอ่านมาหลายตอนละ

แต่ยัง ไม่ครบ

เล่าเรื่องหนุกดี นะคะ


โดย: เกด IP: 58.137.0.19 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:14:54:26 น.  

 
อ่านเเล้วเหมื่อนเราได้ไปเที่ยวกะคุณด้วยเลยอะ สนุกดีคะ^^


โดย: ้hallssoso IP: 115.87.98.14 วันที่: 26 พฤษภาคม 2554 เวลา:10:38:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]