มึนไปตามใจฝัน
<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
17 มกราคม 2553

ท่องเที่ยวปีใหม่คนเดียว จังหวัดน่าน ตอนที่ 2 จากภูแว ไป ขุนน่าน

----

เช้า 30 ธันวาคม 2009

"ยามเช้ากับภูแว"

หลังจากหลับๆ ตื่นๆ อยู่หลายรอบ
ผมดูเวลาแล้วตอนนั้นก็ถึงเวลาตี 5
เวลาที่ลูกหาบบอกว่า ควรจะไปรอพระอาทิตย์ขึ้น
แต่ผมออกไปนอกเต๊นท์ ลุงลูกหาบยังอยู่ในซอกถ้ำ -_-'
ไอ้เราก็ไม่กล้าไปเรียก
จะไปเดินเอง มันก็ยังมืดสนิท บอกตรงๆ กลัวครับ
ผมลืมเล่าไปว่า เมื่อคืนสว่างมากๆ แสงจันทร์ยังกะสปอร์ทไลท์อะครับ
ตี 5 วันนี้จึงมืดกว่าเมื่อคืน เพราะไม่มีแสงจันทร์แล้ว และแสงอาทิตย์ก็ยังไม่ยลโฉม

ผมนั่งๆนอนๆ ฟังเพลงในเต๊นท์ จนเวลา 6 โมงเช้าได้
แสงเริ่มมีบ้าง เริ่มมองเห็นทาง
ออกมานอกเต๊นท์ ลุงลูกหาบก็ยังไม่ออกมา
ผมจึงลุยเดินขึ้นไปเอง

ระหว่างเดินพระอาทิตย์ก็ขึ้นแล้วละ
แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างใด
เพราะรู้สึกว่าตอนนี้มีความสุขมาก :D

เมื่อมาถึงยอด เราคงไม่ปล่อยพลาดกับช็อตนี้



(พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า กับป้ายผู้พิชิต)


สักพักลุงลูกหาบตามมา
ผมเองก็ไม่พลาดสำหรับช็อตนี้




(ไอ้นี่มันเท่ห์เว้ย ฮ่าๆ)





แน่นอนว่าต้องมีคนจับขาตั้งให้ครับ ลมบนนี้แรงน่ากลัว ไม่น่าไว้ใจครับ
สำหรับอากาศยามเช้าของที่นี่ ค่อนข้างหนาวมาก
ผมใส่ชุดกันหนาวสองตัว และมีผ้าพันคอ และหมวก อย่างที่เห็น
ไม่งั้นไม่ไหวเหมือนกันครับ หนาวมาก

บนนี้อากาศหนาว วิวรอบข้างก็สวยงาม
ดูจากภาพเลยละกัน :)



(ให้ลุงเขาเท่ห์มั่ง)





(แสงอ่อนๆ ของพระอาทิตย์ยามเช้า)










(วิวสุดสวยยามเช้าของ ภูแว)









ผมสนุกกับวิวรอบทิศของภูแวแล้ว
ก็ถึงเวลาที่จะเตรียมตัวกลับ
ซึ่งผมเพิ่งจะนึกได้ว่า ผมยังไม่ได้เดินตรงสันเขาเลย
ถ่ายจากมุมบนมาตลอด
กะว่ากินข้าวเสร็จต้องไปซะหน่อย

สำหรับมื้อเช้านี้ ผมกินไวไว และ ปลากระป๋องทูน่าพริกไทยดำ
ผมถามลุงลูกหาบว่า ระหว่างเมื่อวานกับวันนี้อันไหนอร่อยกว่า
แกบอก อันนี้อร่อยกว่า
ผมก็เห็นด้วยแฮะ ดูลงตัวกว่า
ฮ่าๆ เอาไว้ใครอยากลอง ก็ลองซื้อมากินดูครับ
ไวไว ต้มสุก แล้วเอาทูน่าพริกไทยดำของซีเล็ค ใส่ลงไป
เข้ากันได้ดีเชียว :)
มื้อเช้าน้ีผมตบท้ายความแรดของตัวเองด้วยการชงชาเขียวจากฟูจิ
ได้มาตอนกินฟูจิกับที่ออฟฟิศแล้วเขาให้ถ้วยชากับชาเขียวแบบชงมาสองซอง
การดื่มชาร้อนบนนี้ ลองคิดดูสิ
อากาศหนาวเย็น ลมแรงๆ แสงอ่อนๆ บนยอดเขาสูง
ถ้วยชาฟูจิ และชาเขียวที่รสชาติดีทีเดียว
คงไม่มีคำไหนจะสะใจไปกว่า "แม่งสุดยอดว่ะ" :D

หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมก็เก็บกระเป๋า แล้วก็ตากเต๊นท์
จากนั้ันก็บอกลุงลูกหาบว่า ขอเวลาอีกสักพัก จะไปเก็บภาพตรงสันเขา
ซึ่งจุดนี้อยู่ด้านหลังจุดกางเต๊นท์ของเราครับ















วิวสันเขาแสนสวย คงจะดีไม่น้อยถ้าเรามีเพื่อนร่วมทางมาเป็นแบบกำลังเดินส้นเขา
แน่นอนว่าผมคงไม่เป็นแบบไปเดินหรอกนะ (ฮา)


หลังจากเก็บภาพแล้วสมใจแล้ว ก็ถึงเวลาต้องลากันจริงๆเสียที




มองยอดภูแว จากสันเขาครับ :)



"คุณทิม ฝรั่งผู้รักภูเขาเมืองไทย"


กลับมาที่เต๊นท์ แดดที่แรงขึ้น ทำให้เต๊นท์แห้งอย่างรวดเร็ว
ผมใช้เวลาไม่นานก็เก็บข้าวของเสร็จ
แล้วก็ถึงเวลาเดินลง

การเดินลง ผมใช้เวลาอยู่พอควร
เพราะขาเริ่มแสดงอาการปวดๆ
แต่ก็ยังไหวอยู่ ค่อยๆไป
บางจังหวะ ผมให้ลูกหาบไปก่อนเลย
เพราะแกแบกของหนัก กลัวแกต้องมายืนรอ

จังหวะที่ลงมา ณ จุดพักนึง
ผมก็ตกใจ เมื่อเจอกับ ฝรั่งคนนึงมากับคนนำทาง
ตอนนั้นไม่แน่ใจว่ากี่โมง เดาว่า 8 โมงกว่าๆ ได้ละมั้ง

ผมก็ทักทายด้วยภาษาอังกฤษต๊องๆ ของผม
ฝรั่งคงงง เลยแค่ยิ้มตอบ
ก่อนจะพูดไทยว่า "กำลังจะกลับแล้วเหรอครับ"
ง่าา.. พูดไทยได้

ผมก็เลยชวนเขาคุยนิดหน่อย และให้ลูกหาบเราได้พักด้วย
ฝรั่งคนนี้ชื่อ ทิม
เขาบอกว่าเขาพักอยู่ที่อุทยานแห่งชาติขุนน่าน
แล้วเขาก็ขับรถมาที่นี่ แล้วก็เดินขึ้นมาตอน 7 โมง (ขึ้นมาเร็วมากกกกกก)
ผมเองก็ไม่ได้ถามรายละเอียดมาก
แต่ก็ดีใจที่เห็นคนต่างชาติมาเที่ยวที่นี่นะ

จากนั้นก็แยกกัน คุณทิมขึ้นไป ส่วนผมก็ค่อยๆ ลงไป

ระหว่างนี้ก็เก็บภาพวิวช่วงลง













หลังคาสีฟ้าที่เห็น ก็คือบ้านปู่ดู่ ครับ
เราใกล้จะถึงซักที หลังจากกระท่อนกระแท่นมาตลอดทาง





"เพื่อนใหม่ ผู้รักการท่องเที่ยว"

ผมเดินมาถึงบ้านปู่ดู่
ลุงลูกหาบก็ไปพักอาบน้ำ
ส่วนผมก็พักนวดขาตัวเอง

เมื่อลุงลูกหาบพักเสร็จ ก็เดินลุยต่อ
ด้วยแดดที่แรงจัด
เล่นเอาแทบจะละลายไปกับดินตรงนั้นละ
เหนื่อยมาก

เมื่อมาถึงตรงจุดที่ทำการภูแว
ก็พบว่า มีคนกำลังจะขึ้นสองกลุ่ม

ตอนผมเดินลงไปหาเจ้าหน้าที่และก็จ่ายเงินให้ลุงลูกหาบ
ก็ได้ทักทายกับกลุ่มผู้หญิง ที่กำลังจะขึ้นภูแว
ซึ่งคุยกันถูกคอ เพราะคุยกันเรื่องภูแว และก็สถานที่เท่ียวอื่นๆ
กลุ่มผู้หญิงกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มนักลุยเหมือนกันนะ
ไปมาหลายที่ ไปมากกว่าผมอีกด้วยซ้ำ
ซึ่งภายหลัง มาทราบว่าเขียนบล็อคเหมือนกัน
คือกลุ่มคุณ ก่าแป๊ง ลองเข้าไปบล็อค ของเธอดูครับ :D

บล็อคคุณก่าแป๋ง




" ไปขุนน่านกับคุณทิม"

หลังจากคุยกันได้สักพัก กลุ่มของเธอก็ได้เวลาขึ้นภู
ส่วนผมก็ไปอาบน้ำ สร้างความสดชื่นให้กับตัวเอง
พออาบน้ำเสร็จ ก็มาคุยเล่นกับพี่เจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่บอกว่า ฝรั่งที่ขึ้นไป เขาไม่ได้ค้างคืน เห็นเขาจะขึ้นไปชมยอดภู แล้วก็ลงมา
ผมก็โห้... สุดยอดโคด
ผมยังคิดว่า ถ้าเขาลงมาก็ดี
เพราะผมคิดว่าจะไปนอนอุทยานขุนน่านต่อ
เด๋ียวติดรถเขาเลย ฮ่าๆ
แต่ระหว่างนั้น กะว่าจะลองโบกรถดู เพราะผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะลงมากี่โมง
แต่ช่วงที่คุยกันอยู่
ปรากฏว่า ทิม ก็ลงมา!
ตอนนั้นเวลาประมาณ 11 โมง
คุณ ทิม ใช้เวลาไปกลับยอดภูแว 4 ชั่วโมง
T_T พอๆ กับผมขึ้นอย่างเดียวเลยนะนั่น

หลัง ทิม ลงมา ผมก็เข้าไปตีซี้(ฮา)
แล้วก็เอ่ยปากตรงๆ ว่า ขอติดรถไปลงขุนน่านได้ไหม
คุณทิมบอกว่าได้สิ แต่ขอเขาอาบน้ำก่อนนะ
ผมก็โอเคเลย
สักพัก ทิมก็อาบน้ำเสร็จ แล้วก็ไปที่รถเขา

ทะเบียนรถของทิมเป็นเชียงราย
จริงๆ เจ้าหน้าที่เขาก็สงสัยข้อน้ีเหมือนกัน แต่ไม่ได้ถาม
ผมก็เลยถือโอกาสถามว่า ทิม พักอยู่ที่ไหน
ปรากฏว่า ทิม ทำงานที่กรุงเทพฯ แล้วเขาบินไปที่เชียงราย
แล้วเช่ารถที่นั่น จากนั้นก็ตระเวน ขับรถเที่ยว
เขาไปภูชี้ฟ้า และก็ ภูลังกา
เขาบอกว่า ภูลังกาสวยมาก สวยพอๆ กับภูแวเลย

ในสายตาของผม ทิมเป็นฝรั่งที่แปลกมาก
เป็นชาวอเมิรกัน ที่แบบชอบธรรมชาติไทยจริงๆ
ต่างจากภาพรวมที่เราเห็น คือชอบผู้หญิง ชอบแสงสี หรือดีกว่านั้นก็ชอบทะเลไทย
ทิมบอกว่าตัวเขาเองเมื่อก่อนก็ชอบทะเล
แต่ตอนนี้ชอบป่าเขาเมืองไทย
ทิมเล่าถึงสถานที่ที่ไปมาอย่างมีความสุข
ในระหว่างขับรถ เขาก็เปิดหน้าต่างสูดอากาศบ้านเรา
แล้วก็บอกว่า "สดชื่นมาก"
"ทิวทัศน์ก็สวย"
ตอนเขาขับรถ จากพะเยา - ปัว - บ่อเกลือ
เขาบอกว่า วิวสวยตลอดทางเลย
ระหว่างคุยกัน มีรถมอไซค์ของสาวๆ ขับสวนไป
ทิมก็พูดว่า ผู้หญิงก็สวย
ฮ่าๆๆๆ

ทิมเล่าอีกว่า GPS ที่เขาใช้อยู่ ดีมากเลย
จริงๆ เขาซื้อให้แฟน แต่แฟนเขาดันต้องบินไปอังกฤษ
เขาเลยเอามาใช้เองก่อน แล้วรู้สึกดีมาก ที่มีพกเจ้านี่มาด้วย เป็นประโยชน์ดี

สักพักใหญ่ๆ เราก็ขับมาถึงขุนน่าน
เมื่อมาถึงขุนน่าน ผมกับทิมก็แยกย้ายกัน
โดยผมเข้าไปติดต่อกับทางเจ้าหน้าที่อุทยาน เพื่อขอตราประทับลงสมุด passport อุทยานแห่งชาติ :)
แล้วจากนั้นผมก็ไปกางเต๊นท์
โดยผมกางแถวๆ ห้องน้ำ
สาเหตุไม่มีไรมาก ผมชอบเข้าห้องน้ำตอนดึกๆ
เลยไม่อยากกางไกลๆ เดี๋ยวกลับเต๊นท์ไม่ถูก
ระหว่างกางก็มีพี่คนนึงมากับครอบครัว เข้ามาทักทาย
เขาก็ตกใจที่เห็นผมมาเที่ยวคนเดียว แถมยังแบกเป้ขนาดใหญ่ไปไหนมาไหน :D


เมื่อกางเต๊นท์เสร็จ ผมก็ต้องการอาหารมื้อเที่ยง
มองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี่ไม่มีร้านค้าสวัสดิการ T_T
ผมก็ไม่ได้คิดถึงข้อนี้เลย
เลยไปสอบถามเจ้าหน้าที่
ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เขาบอกว่า สามารถสั่งอาหารได้
ก็คือเขาจะทำให้ทาน
เราก็โอเค รอดไป

ผมมองไปที่ศาลา เห็นทิมกินข้าวตรงนั้น
ก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ว่า เดี๋ยวผมไปทานตรงนั้นละกัน
จากนั้นก็ไปนั่งกินข้าวคุยกับคุณทิมอีก




(วิวอุทยานขุนน่าน จากศาลาที่พักกินข้าว)


ทิมเขาเล่าว่าที่นี่จะมีจุดชมวิว ซึ่งสวยดีเหมือนกัน เดินไปไม่ไกล
ส่วนอีกจุดคือน้ำตก เดินไป 2-3 กิโลได้
เขาบอกอีกว่า น้ำตกสวยดี เขาชอบ
น้ำใส ลงไปเล่นได้
ผมก็กะว่าจะไปบ้าง
ส่วนทิม เขาว่าจะนอนอ่านหนังสือเล่น แล้วก็บ่นๆว่า
พอช่วงเช้าได้เที่ยวหนักๆมา ทำให้รู้สึกว่าช่วงบ่ายดูว่างไปเลย ไม่รู้จะทำไรดี
(ก็แน่ละ เล่นขึ้นภูแว ที่คนอื่นใช้เวลาไปกลับทั้งวัน แค่ 4 ชั่วโมง ^^ ยอดคนโคดๆ)

พอกินข้าวเสร็จก็จ่ายเงินเจ้าหน้าที่ไป
ค่าข้าวกระเพราหมู + น้ำ(ผมจำไม่ได้ว่า ผมสั่งไข่ดาวด้วยป่าวอะ ไม่แน่ใจ)
ราคา 50 บาท
ถือว่าแพงเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียด ตรงนั้นมันหาอะไรกินไม่ได้เลยละครับ



จุดแรกที่ผมจะไปคือจุดชมวิว
ตอนแรกงงๆ ทางนิดหน่อย
คือมีป้ายเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าตรงนี้จะไกล
ถ้าอยากไปจุดชมวิว ให้ไปทางที่เป็นรถวิ่ง
จะใกล้และสะดวกกว่า

ใช้เวลาไม่นาน ผมก็มาถึงจุดชมวิว




ที่นี่เป็นจุดชมทะเลหมอกยามเช้าด้วยนะ




ตรงด้านล่างที่เราเห็น จะได้ยินเสียงประกาศก้องๆ จากหมู่บ้าน
ทราบภายหลังว่า คือหมู่บ้านสะปัน ครับ



"น้ำอัดลม สร้างการผจญภัยเล็กๆ"

จากจุดชมวิว ผมพยายามหาทางไปน้ำตกสะปัน
แต่ผมไม่เห็นมีป้ายบอกทางใดๆเลย
ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ดีนัก ผมก็ไม่กล้าเดินนอกทางเองแล้ว
ก็เลยเลือกที่จะเดินกลับ

เมื่อเดินกลับมาถึง ก็ไม่รู้จะไปไหนต่อ
คือท่ีนี่จะไม่มีที่เที่ยวใกล้ๆ เหมือนกับอุทยานอื่น
มีน้ำตกใกล้สุดก็น้ำตกสะปันนั่นแหละ
นอกนั้นใช้เวลาเที่ยวอย่างน้อย 1 วันทั้งนั้น T_T

ด้วยความเบื่อๆ เซ็งๆ
และรู้สึกว่า ตั้งแต่ลงมาจากภูแว เรายังไม่ได้กินน้ำอัดลม เลยนะ
ไม่ได้แล้วล่ะ เราต้องการมัน!
พอไปถามเจ้าหน้าที่เขาก็บอกว่าแถวน้ีไม่มี
ต้องไปบ่อเกลือนู้น ประมาณ 4 กิโล T_T
เจ้าหน้าที่บอกว่า ขี่มอไซค์เป็นไหม
เดี๋ยวพี่ให้ยืม
ผมก็เอ่อ... ขี่ไม่เป็นครับ จักรยานพอไหว
(ตอนนี้ตั้ังใจว่าจะหาเวลามาฝึกขี่มอไซค์แล้วเนี่ย)

ผมก็จากเจ้าหน้าที่มา กะว่า จะไปถนนใหญ่
มันต้องมีรถให้เราขึ้นแหละน่า แค่ 4 กิโลเอง
ผมเดินออกมาจากอุทยาน
เลยถ่ายรูปไว้ด้วย (ตอนมากับทิมไม่ได้ถ่าย)





เดินไปได้สักพัก ก็มีรถกะบะ ขับมา ผมก็รีบโบกทันที
ปรากฏว่า คนที่จอดรถรับผมไม่ใช่ใคร
แต่เป็นคุณทิม !
ที่ตลกมากคือ ทิมบอกว่า เขาอยากกินน้ำอัดลมกับวิสกี้ เลยออกมาซื้อ
อย่างฮาเลยละ เพราะผมเองก็ต้องการน้ำอัดลมเหมือนกัน

เราไปถึงบ่อเกลือ ผมเลยขอเลี้ยงน้ำอัดลมเขา
เพราะไม่รู้จะตอบแทนไรได้มากกว่านี้เหมือนกัน^^'
นอกจากซื้อน้ำอัดลมแล้ว
ผมก็ซื้อขาเขียว และ เบียร์ช้างกระป๋อง ผมไม่เคยกินช้างดราฟ เลยลองซะหน่อย






"บ่อเกลือโบราณ"

ที่บ่อเกลือ มีสถานที่น่าสนใจคือ บ่อเกลือโบราณ
ผมเลยถามป้าคนขายว่า จากนี่ไปไกลไหม
ป้าบอกใกล้มาก
ผมกับทิมก็เลยไปกัน

ใช้เวลานิดเดียวก็มาถึงครับ





ทิมเขาบอกว่า ภาษาอังกฤษตลกดีนะ
ถึงตอนนี้ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันตลกยังไง ^^' ใครรู้บอกผมที

ส่วนประวัติความเป็นมาของบ่อเกลือนั้น
ผมได้รู้จากคนที่ผมเจอบนรถขนส่ง (จำได้ไหม ที่บอกว่าเขาทำงานสาธารสุขน่ะ)
เขาบอกว่า บ่อเกลือ เนี่ย สมัยก่อนย่านนี้ขาดเกลือ
เพราะเป็นภูเขา อยู่ห่างไกลทะเลมาก
แล้วที่นี่สามารถขุดบ่อเกลือได้ จึงเป็นสถานที่สำคัญ ทำให้คนท้องถิ่นนี้ได้ทานเกลือกันครับ



ที่บ่อเกลือ มีบ่อโบราณ ที่ขุดโชว์ให้ดูด้วยแหละ





จากที่นี่เราเดินไปตามทางซึ่งเป็นถนนเล็กๆ

วิวข้างทาง สวยดีครับ








มาทราบภายหลังว่าทางเส้นนี้คือทางไป พระตำหนักภูฟ้า
ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวอีกแห่งที่น่าไปเช่นกัน
ผมลองถามทิม แต่ทิมบอกว่าเขาเคยไปแล้วสวยดี
แต่ค่อนข้างไกลเหมือนกัน(ว้าาา ฮ่าๆๆ)
ผมก็ไม่เป็นไร ไว้หาโอกาสไปเองอีกทีละกัน
จากนั้ันก็กลับไปที่รถ เพื่อกลับที่พัก
ที่บ่อเกลือโบราณ ผมพบคนมาซื้อเกลือ
แบบว่าซื้อกันเป็นถุงใหญ่ๆ เลยครับ
ลองมาดูร้านขายเกลือกัน





ใจผมอยากถ่ายตอนที่คนขายยื่นถุงให้ผู้ซื้อ
แต่ถ่ายไม่ทัน ฮ่าๆ รอถ่ายสักพักก็ยังไม่มีใครมาซื้อ(หรือว่ารู้ทันผมว่ารอถ่ายอยู่)
สุดท้ายเกรงใจทิม ก็เลยถ่ายช็อตที่เห็นแทน
แล้วก็รีบกลับกัน



"เหล้าอร่อย กับพี่ๆ ใจดีเจ้าหน้าที่อุทยานขุนน่าน"

กลับมาที่ขุนน่าน
เวลายังเหลืออีกเยอะพอควร
ผมก็ไม่รู้จะทำไร
เลยนอนเล่นฟังเพลง แล้วก็จิบเบียร์ช้างดราฟ
ผมพบว่า รสชาติมันอร่อยดีเว้ย นุ่มๆ ดี
สบายใจโคตรๆ

นอนเล่นจนฟ้าเริ่มจะมืด
ไม่รู้จะทำไร เลยกะว่าไปคุยกับเจ้าหน้าที่เล่นๆดีกว่า
เจ้าหน้าที่ตรงด่านทางเข้า
กำลังก่อกองไฟ นั่งคุยกัน
เราก็ขอร่วมสนทนาด้วย(เสือกซะไม่มีอะ ฮ่าๆ)

คุยกันได้สักพัก อากาศเริ่มหนาวนิดๆ
ผมเลยขอตัวไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวมาต่อใหม่

กลับมารอบนี้ วงสนทนาเริ่มใหญ่ขึ้น
แล้วด้วยเหล้าท้องถิ่น(ทำกันเอง)
เจ้าหน้าที่บอก มาแล้วต้องดื่ม เราก็ได้เล้ยยย
เหล้าของที่นี่ รสชาติดีเลยละ ค่อนข้างอร่อย
ผมเคยกินที่ภูสอยดาว รสจะแรงๆ แสบคอกว่านี้
แต่ที่นี่ลื่นคอดี แต่ร้อนท้องเหมือนกันนะ

ผมก็ถามเจ้าหน้าที่ถึงที่เที่ยว เจ้าหน้าที่ก็แนะนำมาเยอะแยะมากมาย
แล้วเขาก็คุยว่า ได้ดูรายการเนวิเกเตอร์ป่าว
พี่ได้ออกทีวีด้วยนะ ตอนนั้นติ๊กมาถ่ายรายการ แล้วพี่เขาไปล่องแก่ง
เขาเหล่าว่า ตั้น(น้องติ๊ก ที่เป็นโปรดิวเซอร์รายการนี้) มาสำรวจสถานที่ 10 กว่าวันได้
ติ๊กถึงค่อยตามมา
ส่วนคนขับรถของรายการ สุดยอดมาก กินเหล้าเก่งโคด(ฮา)
วงสนทนาค่อนข้างสนุกทีเดียว
ฟังแล้วอยากไปล่องแก่งบ้าง
แต่ราคาก็แพงอยู่เหมือนกัน
ราคาค่าล่องแก่งอยู่ราวๆ 3500 (ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ)
นั่งได้ 10 คน ถ้าพามาเยอะก็หารกันน้อย น่าสนุกเหมือนกัน
เขาบอกว่าช่วงที่สนุกที่สุดคือ กรกฏา
ผมหวังว่าผมคงมีโอกาสได้มาเจอพวกพี่ๆเขาอีก
เขายังเพิ่มอีกว่า ติ๊กก็ชอบที่นี่มากนะ
เห็นว่าจะมาอีก
เมื่อปีที่แล้วก็เอาโทรทัศน์มาให้อุทยาน
จากนั้น ก็มาคุยกันถึง "ยายคนหนึ่ง"...


"ยายคนนั้น สุดยอดนักท่องเที่ยว"

เจ้าหน้าที่เล่าว่า ตอนนี้ติ๊กเขาออกรายการกับยายคนหนึ่ง
(คือผมไม่ค่อยได้ดู เนวิกเกเตอร์ เพราะวันหยุด ผมก็ออกไปเที่ยวน่ะครับ)
เจ้าหน้าบอกอีกว่า เป็นยายที่เที่ยวไปตามอุทยานต่างๆ
แกเก่งมาก ไปมาทั่วประเทศ
ผมก็เอะใจ เฮ้ย คุ้นๆ นะ
ผมบอกว่า เดี๋ยวก่อนนะครับ ใช่ยายที่แกไปไหนมาไหนคนเดียวหรือเปล่า
แล้วรู้เรื่องเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติเยอะๆ ใช่ป่าว
เจ้าหน้าบอกว่า ใช่
ผมก็เลยเล่าว่า ผมไม่เคยเจอยายคนนี้
แต่ผมจำได้ดี เพราะตอนไปบ่อน้ำพุร้อน ที่น้ำตกหงาว
มีเจ้าหน้าที่เล่าให้ฟังแบบเดียวกันเลย

[ลองกลับไปอ่านตอนที่ผมเขียนถึงยายคนนี้ได้ ที่นี่ครับ
เที่ยวน้ำตกหงาว


ซึ่งคุยไปคุยมา ก็พบว่าเป็นคนเดียวกัน
ผมก็เลยเพิ่งรู้ว่าตอนนี้แกไปออกรายการกับติ๊กแล้วด้วย
(อาจจะมีคนพูดถึงนานแล้วมั้ง แต่ผมเพิ่งรู้อะ อย่างที่บอก ผมไม่ได้ดูรายการมานานแล้ว)

รู้สึกทึ่งๆ ยายแกดีแฮะ
ผมก็ไม่รู้ว่า ถ้าผมมีอายุแบบยาย ผมจะสามารถทำแบบแกได้หรือเปล่า
รู้สึกประทับใจด้วย แม้จะไม่เคยเห็นหน้าแกก็ตาม รู้สึกเหมือนได้เจอแรงบันดาลใจอะครับ
คนเรา หากรักจะทำอะไร ถ้ามีโอกาส จงทำ อย่าไปสนว่าอายุจะเป็นอุปสรรค :)



"ค่ำคืนแสนสุข ณ ขุนน่าน คนกรุงใครว่าแล้งน้ำใจ"

ค่ำคืนนี้ผมยังดื่มด่ำกับสุรา และวงสนทนากับพี่ๆ เจ้าหน้าที่
อากาศคืนนี้หนาวขึ้นเรื่อยๆ
หนาวกว่าบนภูแวอีกครับ
ระหว่างคุยกัน ก็มีนักท่องเท่ียวคนนึงเข้ามาถามจุดสัญญาณโทรศัพท์
ซึ่งพี่คนนี้ก็คือคนที่ทักทายผมตอนกลางวัน
พี่คนนี้มาจากกรุงเทพ ขับรถพาครอบครัวมาเที่ยว
พี่เขาบอกว่า นึกว่าผมชอบสันโดษ เห็นไปกางเต๊นท์หลบมุมคนเดียว
ผมบอกว่า จริงๆ ผมชอบคุยกับคนนะ แต่ที่ไปกางตรงนั้น
เพราะใกล้ห้องน้ำครับ สะดวกตอนดึกๆนี่แหละ
พี่เขาก็ชมผมใหญ่ว่า ไม่เคยเจอแบบผมมาก่อน ไปคนเดียวไม่แคร์ใคร
ผมก็บอกว่า จริงๆ ถ้ามัวแต่รอเพื่อน หลายๆครั้ัง มันทำให้ไม่ได้ไปไหน
เพราะถ้านัดกันกลุ่มใหญ่ พอเกิดใครไม่ไป ก็ชอบเสียกำลังใจแล้วก็ล้มเลิก
ผมเลยจะวางแผนของตัวเองไว้ ถ้าเพื่อนจะไปกัน เราก็ไปด้วยได้
แต่ถ้าล่ม เราก็ไปของเราคนเดียวต่อได้
เขาถามผมต่อ จากนี้จะไปไหนต่อ ผมก็บอกว่า ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน
ใจผมอยากไป ลำปาง อยากไปอุทยานแจ้ซ้อน
ลงจากภูแวแล้วอยากแช่บ่อน้ำร้อนมากเลย
แต่ต้องดูอีกทีว่าจะไปได้ไหม
เขาเลยเอ่ยปากชวนผมว่า สนใจไปพระตำหนักภูฟ้าไหม
พรุ่งนี้เขาจะไป
ผมก็โหยยย ขอบคุณครับพี่ น่าสนใจมาก
แต่พรุ่งนี้ผมตั้งใจว่าจะไปลุยน้ำตกสะปันก่อน
มาถึงนี่แล้ว ไม่ไปน้ำตกมันจะยังไงๆ อยู่
ถ้าผมกลับมาแล้วเจอพี่ ผมขอไปด้วยละกันครับ
พ่ี่เขาก็น่ารัก บอกว่า ได้เลย เขาคงออกจากนี่ 10 โมงกว่าๆ ไปด้วยกันได้


คืนนั้นผมได้ทั้งเหล้าดีๆ เรื่องเล่าดีๆ และน้ำใจท่ีดีจากเจ้าหน้าที่และพี่คนกรุง
เป็นคืนที่ดี
ผมนอนหลับสบายขึ้น
ตื่นมาตอนดึกแค่สองครั้งเอง
(โปรดติดตามตอนต่อไป ผมจะได้น้ำตกสะปันไหม แล้วตำหนักภูฟ้าละ? หรือที่อื่นอีก?
ยังมีมิตรภาพดีๆ ที่ผมอยากเล่าอีกมากมาย จะพยายามอัพต่อไปครับ)


Create Date : 17 มกราคม 2553
Last Update : 17 มกราคม 2553 16:36:40 น. 4 comments
Counter : 1700 Pageviews.  

 
ตามมาอ่านตอนสองครับ ชอบมากเลย เล่าเหมือนได้เดินตาม

ภาษาอังกฤษของบ่อเกลือ มันแปลออกมาแล้วก็ตลกจริงๆแหละนะ ผมเองก็ไม่ได้ถนัดภาษาอะไร แต่รู้สึกว่า คำว่า "บ่อเกลือสินเธาว์" ที่เขียนทับศัพท์ภาษาไทยลงไป ฝรั่งมาอ่านก็คงไม่รู้ว่าหมายถึงเกลือหรอก มันดูเป็นคำนามหรือชื่อสถานที่ แล้วมาต่อด้วย ภาษาอังกฤษที่แปลออกมาได้ประมาณว่า เป็นภูเขาแห่งเดียวในโลก รวมกันแล้ว มันเหมือนจะบอกว่า บ่อเกลือสินเธาว์ เป็นภูเขาแห่งเดียวในโลก เออ..มันก็ตลกจริงๆแหละ มันไม่ได้สื่อความหมายว่าเป็นจุดกำเนิดเกลือบนภูเขาแห่งเดียวของโลกเลย ^^

ผมคิดว่าอย่างนี้นะ อาจารย์วิชาภาษาอังกฤษท่านใดมาอ่าน ลองให้ความรู้หน่อยสิครับ

รออ่านตอนต่อไปครับ สนุกดี



โดย: ป้อ IP: 119.46.118.28 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:18:03:24 น.  

 
กะลังมันส์ มาต่อให้ไวๆ
รูปนี่จะเก๊กเท่ห์ไปไหนคะคุณน้อง

ปล.ถ้าชั้นกลับไปถึงไทยแล้วแกยังอัพทริปนี้ไม่เสร็จ
แกตายนะนังวัช(ข่มขู่)


โดย: พี่กีบ IP: 114.92.189.109 วันที่: 17 มกราคม 2553 เวลา:21:18:07 น.  

 
ฮาโหลๆๆๆๆ แวะเข้ามาอ่านทริปปีใหม่ของคุณวัชจ้า..อยากบอกว่าอ่านแล้วสนุกดี อยากไปแบบแบ็คแพ็คมั่งจัง ได้อีกอารมณ์นึงของการเดินทางเลยนะเนี่ย .. ได้ทั้งประสบการณ์ ได้มิตรภาพใหม่ๆ เป็นสิ่งที่อยู่ในกรุงเทพฯไม่มีทางได้เจอแน่ๆ..ไว้จะรอติดตามตอนต่อไปน๊า อยากเห็นภาพถ่ายวัดงามๆในตัวเมืองน่านจัง



โดย: ก่าแป๊ง วันที่: 18 มกราคม 2553 เวลา:20:05:32 น.  

 
ภาพสวย.........

เป็นคนน่าน แต่ ยังไม่ไปทั่วน่าน เลยอ่ะ

อิจฉาๆๆ

แต่ บ่อเกลือ กับน้ำตกสะปัน ไปมาแระ

รอบหน้าจะไปเที่ยวไหนอ่ะ ส่งรูปมาให้ดูม่าง นะ......



โดย: อิท ...เอง IP: 113.53.244.19 วันที่: 19 มกราคม 2553 เวลา:13:26:23 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]