มึนไปตามใจฝัน
<<
เมษายน 2553
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
26 เมษายน 2553

แบกเป้เที่ยว กระบี่ 6 วัน ตอนที่ 3 "เกาะปันหยี (พังงา)"

วันที่ 12 เมษายน


"เที่ยวเกาะปันหยี"

สำหรับคืนนี้ผมค่อนข้างนอนไม่หลับเอาซะเลย
ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
หลับๆ ตื่นๆ หลายรอบมากเลย

รุ่งเช้า ตื่นมาอาบน้ำแปรงฟัน
และก็ออกไปกับพี่สุ
พี่สุไปส่งที่ท่าเรือ
ตอนนั้นเวลา 6 โมง 45 ได้มั้ง
พี่สุก็ทักทายคนนึง บอกว่า เนี่ย คนนี้แหละ เจ้าของทัวร์ที่ผมไปเท่ียวครั้งนี้
(จำชื่อพี่เขาไม่ได้อะ)
ซึ่งพี่สุคงเห็นว่าพี่เจ้าของทัวร์ เพิ่งมาเหมือนกัน
เลยคิดว่าคงมีเวลา จึงให้ผมกินข้าวเช้าตรงร้านก่อนขึ้นเรือ
ผมกินข้าวหมกไก่ กับ ไก่ทอดต่างหาก 2 ชิ้น
และชาร้อน
ซีงชาร้อนนั้น หวานมากกกกกกกก ลืมบอกให้เขาใส่น้ำตาลน้อยหน่อย -_-'

จากนั้นก็ขึ้นเรือข้ามฝาก
โดยพี่สุบอกว่า ให้ไปขึ้นท่ีรถตู้ที่จอดอยู่ ตรงสวนสาธารณะ






[คนจากเกาะกลาง นั่งเรือข้ามฝากไปยังฝั่งเมือง]




พอมาผมถึงสวนสาธารณะ ก็เหวอๆ
เพราะรถตู้ที่ผมมองเห็นเมื่อตอนอยู่ฝั่งตรงข้ามมันหายไป!


ผมเลยรีบโทรหาพี่สุ
พี่สุ ก็ตกใจ บอกว่าเดี๋ยวจัดการให้


สักพักก็มีรถเก๋งคันนึงมาจอด
แล้วก็บอกว่า ใช่ที่จะไปเกาะปันหยีใช่ไหม

พี่คนนี้ก็คือเจ้าของทัวร์นั่นเอง
เขาขับรถมารับ เพื่อไปที่บริเวณอ่าวนาง

ตอนแรกผมยังเข้าใจว่าเรานั่งเรือที่นั่นหรือ
เขาบอกว่าไม่ใช่ จริงๆต้องไปที่พังงา
แต่ที่รถตู้ไปอ่าวนาง เพราะรับนักท่องเทียวที่ซื้อแพ็คเกจทัวร์ของเขาไปเที่ยวนั่นแหละ



เมื่อมาถึงก่อนทางเข้าอ่าวนาง
พี่เจ้าของทัวร์ก็ส่งผมขึ้นรถตู้
ซึ่งพอขึ้นรถ ก็มีนักท่องเที่ยวอยู่หนึ่งคู่ นั่งแถวกลาง
ผมก็เลยไปนั่งแถวแรก
นั่งไปสักพี่ พี่คนขับรถตู้บอกว่า มานั่งข้างคนขับได้ไหม จะได้มีเพื่อนคุย
ผมก็โอเคครับ

ซี่งตลอดทาง พ่ีคนขับก็ชวนคุยจริงๆ ฮ่าๆๆ
ด้วยความที่แขกส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ
ลุงแกก็คงเบื่อ ๆไม่ค่อยได้คุยกับใครมั้ง
ผมเลยไม่รู้จะโชคดีหรือโชคร้าย
แกเลยเล่าสารพัดเรื่องให้ฟังเต็มไปหมด (ฮา)

สำหรับทัวร์ในครั้งนี้ มีรถทั้งหมด 3 คัน
เป็นรถตู้สองคัน
และรถขนาดใหญ่ อีก 1 คัน
รวมนักท่องเที่ยวในเซ็ทนี้ 39 คน

ซึ่งรถที่ผมนั่งมานั้น มาถึงเป็นคันแรก
ลุงแกก็จะบ่นๆ ว่าสองคันนั้นขับช้ามาก
ถ้าว่าลุงแกขับเร็วมากไหม ผมก็ว่าไม่นะ
แกก็ขับปลอดภัยดี
ผมก็รู้สึกว่า สองคันนั้นขับช้าจริงๆนั่นแหละ

ลุงแกยังคุยให้ผมฟังว่า ก่อนแกมาขับรถตู้ให้ทัวร์นี้
แกเคยขับรถทัวร์ สายใต้มาก่อน รู้สึกจะ กรุงเทพฯ - นครศรี ขับอยู่ 20 ปีได้
เรื่องประสบการณ์ขับรถ คงไม่ต้องเถียงแกแล้วละครับ มืออาชีพสุดๆ



ประมาณ 9 โมงเห็นจะได้
เรามาถึงอุทยานแห่งชาติ อ่าวพังงา
ผมก็โอ้ววว ดีใจจัง เราจะได้ตราประทับเพิ่มอีกแล้ว(เพิ่งรู้ตัวว่า ได้มาเที่ยวอุทยานแห่งชาติ)

แต่ตอนนั้นยังไม่มีเวลาเข้าไปประทับตรา
เพราะลุงแกบอกว่า ต้องขึ้นเรือกันแล้ว

ก่อนขึ้นเรือเลยขอถ่ายวิวท่าเรือไว้ก่อนครับ วิวดีมาก





[ท่าเรือ ใกล้กับที่ตั้งของอุทยานอ่าวพังงา]





เรือที่เรานั่งก็จุคนจากแพ็คเกจทัวร์นี้ทั้งหมด
(ผมถึงมารู้ว่า เรามีลูกทัวร์ทั้งหมด 39 คน)







[บรรยากาศในเรือ]






สิ่งที่ผมเซ็งมากในการนั่งเรือครั้งนี้คือ ผมนั่งผิดฝั่ง
ผมอยู่ด้านซ้ายของเรือ
แต่วิวงามๆ นั้น อยู่ฝั่งขวาครับ
ถ้าคนชอบถ่ายรูป แนะนำว่า ให้นั่งฝั่งขวาไว้จะดีกว่าครับ จะได้ไม่เซ็งแบบผม






[วิวตอนผ่านเกาะปันหยี ซี่งเราจะยังไม่แวะในตอนนี้]





จุดหมายแรกของทริปนี้คือ "เกาะเจมส์บอน"

ชื่อไทยคือ เขาตะปู
ส่วนที่ชื่อเกาะเจมส์บอน เพราะเคยเป็นสถานที่ ถ่ายทำเจมส์บอนตอนไหนสักตอน(ผมจำไม่ได้เอง)
ซึ่งไกค์ให้ข้อมูลละเอียดมาก ถึงขั้นว่า ชื่อตอนที่เท่าไหร่ ใครแสดง ใครกำกับ
ใครเป็นตัวร้าย -_-'







[กำลังมุ่งหน้าไปสู่เกาะเจมส์บอน]








และแล้ว เราก็มาถึง





[เกาะเจมส์บอน เขาตะปู ด้านหน้าครับ]













[ด้านข้าง จะเห็นว่ามีทางเดินไปสู่หน้าหาดครับ]









และเรือก็จอดเทียบท่า





[เกาะที่อยู่ด้านหลังไม่รู้เรียกว่าเกาะไรเหมือนกันครับ]






เรามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงได้มั้ง (หรือ 40 นาทีหว่า) ในการอิ่มเอม กับเกาะนี้
ซึ่งผู้คนที่แสนจะมากมายจนแทบจะล้นเกาะ
ทำให้เราต้องตื่นตัว มายืนชิวๆ ไม่ได้









[เกาะที่ผมไม่รู้ชื่อครับ ^^']






ส่วนอันนี้ สัญญาลักษณ์ของที่นี่




[เขาตะปู]






หันกลับไปถ่ายอีกเกาะนึง




[จะเห็นว่าตรงทางเข้าหาดมีรูด้วยอะ เหมือนกับต้องลอดเขาเข้าไป รู้สึกอยากไปเกาะนี้จัง]







ต่อไปก็ถ่ายรูปแต่เขาตะปูละครับ




















ผมเดินถ่ายรูปเขาตะปูอยู่
ก็ได้เจอกับไกค์ เขาบอกว่า มาถ่ายมุมนี้ด้วยสิ

จุดมีชื่อเสียงอีกที่ "เขาพิงกัน"








[อือหือ ......]









[เด๋ียวไม่เชื่อว่าพิงกัน]









ตรงเขาพิงกัน จะมีถ้ำซึ่งสามารถทะลุไปชมวิวอีกจุดนึงได้






[ถ้ำตรงเขาพิงกัน]










[แต่จุดที่ทะลุออกมาตรงนี้ กลับเต็มไปด้วยเรือมากมาย อย่างที่บอกครับ คนเต็มเกาะเลย]









[อันนี้ผมเดินกลับมาถ่ายที่ด้านหน้าแล้วครับ]



ระหว่างจะถ่ายภาพเพิ่ม พี่ไกค์บอกว่า ได้ประทับตราอุทยานยัง
สำนักงานอยู่ตรงด้านหลังนะ
ผมก็เลยรีบวิ่งไปที่สำนักงาน และก็ได้ตราอุทยานมาเพิ่มครับ
:D







[จุดจอดเรือ ตรงสำนักงานเล็กๆ ของเจ้าหน้าที่อุทยาน]














[ถ่ายรูปตัวเองไว้เป็นที่ระลึก จะเห็นว่ายังไม่เก็บสมุดตราประทับ เพราะยังไม่กล้าปิดน่ะ เดี๋ยวหมึกมันจะเลอะอีกหน้า]









ตอนนั้นเป็นเวลาที่ไกค์เริ่มให้ทยอยกลับกันแล้ว
หาดในตอนแรกที่เต็มไปด้วยผู้คน
ตอนนี้เริ่มสงบขึ้น
ช่างเหมาะแก่การถ่ายภาพจริงๆ






[ตอนแรกไม่มีทางถ่ายแบบนี้ได้แน่ๆ เพราะมีแต่คนยืนเต็มหาด ตอนนี้ทุกคนเริ่มเดินกลับแล้ว]









ผมเองก็อยากอยู่ต่ออีกสักหน่อย
เพราะเรารู้สึกว่า คนกำลังหายไป อยากถ่ายรูปต่อ
แต่ผมเองก็โดนเรียกกลับเช่นกัน...






[คนทยอยกลับมายังเรือ]




"ความรู้สึกกับการเที่ยวกับทัวร์"

ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่า มันใช่ที่เราอยากมาเที่ยวแบบนี้เหรอ
ไม่ใช่ว่า ผมไม่รู้ว่ามันเป็นปกติของเทศกาลนะ
คือถ้าเรามาเที่ยวเอง เรายังมีช่วงที่รอคนไปแบบนี้ ใช้เวลาได้ตามใจได้
แต่มากับทัวร์ เขามาก็มาพร้อมกัน กลับก็กลับพร้อมกัน
เรียกว่าไปไหนมากับผู้คนตลอด

ผมเลยคิดได้ว่า จะโทรไปบอกพี่สุ เรื่อง "สระมรกต"
ผมว่าผมจะไม่ไป "สระมรกต" แล้ว
แม้จะเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเลือกมาเที่ยวกระบี่ก็ตาม
แต่ผมว่า ไว้ผมขี่มอไซต์ได้แล้วมาเช่าเองดีกว่า
ต่อให้มาช่วงเทศกาล เราก็มีเวลาอิสระของเราได้
ดีกว่าไปทัวร์ ต้องตามเขาไปเรื่อยๆ






"มุ่งสู่ถ้ำลอด"


จากเขาตะปู เรือจะมาเรายังบริเวณถ้ำลอด
ซึ่งเรือจะพาไปส่ง ณ เรือลำใหญ่ ที่จอดรออยู่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวบางส่วน
ที่อยากจะสัมผัสถ้ำลอดอย่างใกล้ด้วยการนั่งเรือ แคนู (หรือพายับหว่า ผมแยกไม่ออก)
สำหรับบริการนี้ ต้องเสียเงินเพิ่มนะ
ส่วนคนที่ไม่ได้นั่งเรือ แคนู(หรือพายับ -_-') ก็จะได้ชมถ้ำลอดเหมือนกัน
ด้วยเรือที่เรามา เขาจะขับชมวิวรอบเขา แล้วก็ลอดซะ 1 ที เป็นอันจบพิธี













[เรือที่จอดรอนักท่องเที่ยวที่จะใช้บริการเรือแคนู]















[ถ้าลอด]
















[เรือกำลังพาเราชมวิวรอบๆ]

















[นักท่องเที่ยวที่นั่งเรือแคนู จะได้สัมผัสถ้ำลอดเต็มๆ เพราะบริเวณนั้น มีถ้ำลอดหลายจุด เรือก็จะซอกแซกไปเรื่อย น่าสนุกนะ ใครพายเรือไม่เป็นไม่ต้องกลัว เพราะเขามีเจ้าหน้าพายให้]









หลังจากขับมาครบ 1 รอบ
ก็ถึงเวลาอันแสนตื่นเต้น (บิ้วหน่อย)
เราจะได้ลอดถ้ำแล้วววว









[ถ้ำลอดอยู่ตรงหน้าแล้ว]















[ใกล้อีกนิด]








ช่วงที่อยู่ในถ้ำลอด
หลายๆคนค่อนข้างตื่นเต้น
ผมก็มัวแต่คิดว่าจะถ่ายรูปยังไงดีวะ
สุดท้ายก็ไม่ได้ถ่าย -_-'

(มาเห็นรูปที่ใช้โชว์ภาพของอุทยานอ่าวพังงาแล้วยิ่งเจ็บใจ จริงๆ น่าจะถ่ายแบบนั้น)









[และเราก็ผ่านมันไปครับ]








เรือที่นั่งมาก็กลับมาจอดตรงเรือใหญ่ เพื่อรอเวลาเหล่านักท่องเที่ยวที่ใช้บริการเรือแคนู
เวลาตรงนี้ค่อนข้างว่างเยอะเหมือนกัน ส่วนใหญ่ก็นั่งเล่นด้านบนของเรือ
อากาศค่อนข้างเย็นสบายเลยละ
จากเรือ เราก็ถ่ายรูปเล่นรอบๆ ไว้ด้วย







[ถ้ำลอด เหล่าเรือแคนูพายเล่นกันอย่างสนุกสนาน]














[วิวอีกด้านบนเรือ]



















[นอกจากเรือลำนี้แล้ว ยังมีเรือใหญ่อีกลำที่บริการพายเรือแคนู ครับ]

















ลืมบอกไปว่า บนเรือก็มีบริการน้ำแดงฟรีนะครับ
แต่เป็นน้ำแดงที่ใส่สีแดง แต่ไม่มีความหวานเลย -_-'
ฝรั่งมาขอน้ำเปล่า เขาก็ไม่มี มีแต่น้ำแดงให้ มึนแทน






"เกาะปันหยี"


ใช้เวลาบนเรืออย่างเรื่อยๆ เปื่อยๆ
รอเวลาให้ลูกทัวร์ที่ใช้บริการเรือร่วมกัน กลับมาจากพายเรือแคนู
เราก็ไปยังจุดต่อไป เกาะปันหยี
เราจะทานข้าวกลางวันที่นี่กัน











[แม้จะมีกับข้าว 5 จาน แต่จริงๆ มันมี 4 อย่างนะ ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ มี 2 จาน มึนแทน]










พอทานอาหารเสร็จ ไกค์ก็แจ้งว่า
ตามโปรแกรมแล้ว เขาจะพาไปวัดถ้ำลิงและน้ำตก
แต่ทีนี้น้ำตกตอนนี้แทบจะไม่มีน้ำ เรายังจะไปกันหรือเปล่า
ถ้าไม่ไปน้ำตก เราก็ใช้เวลาเที่ยวบนเกาะนี้ได้มากขึ้นแทน
(จากเดิมมีเวลารวมทานอาหาร 1 ชั่วโมง)

ซึ่งฝรั่งกลุ่มนึงบอกว่าเขาอยากไปน้ำตก
ทุกคนก็โอเคไม่มีใครค้านแต่อย่างใด

พอทานอาหารเสร็จ เรามีเวลาบนเกาะนี้อีกครึ่งชั่วโมง
ผมก็ตระเวนถ่ายรูปเล่นไปตามประสา














[สนามฟุตบอลของโรงเรียนบนเกาะปันหยี ผมเข้าใจว่าเด็กที่นี่คงเล่นบอลโด่งไม่เก่งแน่ๆ]













[ชุมชนบนเกาะปันหยี]
















[บ้านเรือนของคนที่นี่ครับ]















[ร้านขนมที่นี่ครับ แต่ผมไม่ได้อุดหนุนอะ]













[ท่าเรือ เกาะปันหยีที่เรามา เราต้องกลับฝั่งที่พังงาละครับ]







จากเกาะปันหยี เราก็ขึ้นเรือกลับเข้าฝั่ง
และนั่งรถตู้ไปต่อยังวัดถ้ำลิง
ระหว่างทาง ผมก็โทรหาพี่สุ
ถามว่าได้จองทัวร์ สระมรกตให้ผมหรือยัง
พี่เขาก็บอกว่ายัง
ผมก็เลยบอกไปตรงๆว่า คงไม่ไปแล้ว
พี่สุก็สงสัยนิดหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น
ผมก็บอกไปว่า มาคิดๆแล้ว ไว้ไปเองดีกว่า
อยากใช้เวลากับสถานที่นึงนานๆ หน่อย
พี่เขาก็เข้าใจดีครับ
เขาก็บอกว่า เดี๋ยวเวลาที่เหลือจะหาที่เที่ยวให้ :)




"วัดถ้ำลิง"

รถที่เรานั่งมายังคงมาถึงก่อน
แต่รอไม่นานนักรถอีกสองคันก็ตามมาครับ












[ด้านหน้าของวัดถ้ำลิง]














[พระพุทธรูปในถ้ำ]










[ด้านในยังมีถ้ำมืด ที่สามารถเข้าชมได้]












ผมเข้าไปเดินชมในถ้ำมืด
ซึ่งค่อนข้างร้อนมาก
ในนั้นจะมีจุดให้เราได้เดินเล่นผจัญภัยเล็กน้อย
คือการเดินถ้ำมืดไปโผล่ยังอีกจุด
สร้างความสนุกสนานให้ชาวต่างชาติดีครับ









เสร็จจากวัดถ้ำลิง เราก็ไปกันที่ วนอุทยาน น้ำตกรามัญ

ซึ่งทางไปน้ำตกรามัญ ก็อยู่ทางเดียวกับวัดถ้ำลิงนั่นแหละ
วิ่งอีกไม่ไกลมาก ก็ถึงแล้ว


รถตู้ของเราก็ยังคงมาถึงเป็นคันแรก
แต่คราวนี้อีกสองคันตามมาช้ามาก

ตอนแรกลูกทัวร์จากรถผม เขาจะเดินล่วงหน้าไปก่อน
แต่ผมต้องไปบอกพวกเขาว่าให้รอไกค์ก่อน

ซึ่งผมก็งงว่า ทางห่างจากเมื่อกี้ไม่มาก ทำไมมาช้าจัง


ระหว่างรอ ผมก็เอาสมุดให้ทางวนอุทยาน กะจะให้มีตราประทับ
แต่ที่นี่เขาแจ้งว่า ไม่มีตราครับ อดไป T_T



สักพักนึง รถทัวร์อีกสองคันถึงจะตามมาถึง
เราก็เริ่มเดินไปยังน้ำตกรามัญ





[ทางเดินในวนอุทยาน ดูเขียวสดใส สวยงามมากเลย]





เดินไปไม่ไกลนัก ก็จะสุดทางของน้ำตกรามัญ ครับ






[น้ำตกรามัญ]



จะเห็นว่า น้ำน้อยจริงๆ

เห็นฝรั่งหลายคนค่อนข้างผิดหวังมาก
ซึ่งมันก็น่าผิดหวังแหละครับ
มันไม่ได้สวยสักเท่าไหร่


จริงๆแล้วยังมีทางไปต่ออีก
ผมถามไกค์ว่า ถ้าไปต่อนั้นอีกไกลไหม
ไกค์บอกว่า เดินอีกเป็นวันเลย มันจะเป็นทางไปชมน้ำตกที่อยู่ในป่า
ที่ไกค์พามาจะสุดที่จุดนี้เท่านั้น


จากนั้นหลายๆ คนก็เดินกลับ

ระหว่างเดินกลับ ไกค์แนะนำให้ผมเอาเท้าแช่น้ำ ของน้ำตกในส่วนชั้นที่สอง
ตรงบริเวณนี้จะมีปลามาตอดเท้าเราด้วย

ผมก็เลยได้แช่เท้ากับน้ำเย็นๆ และมีปลามาตอดเท้า
อากาศที่ร้อนๆ ก็คลายไปได้มาก จนถึงขั้นเย็นสบายเลยละ
เรียกว่า ไม่ได้เสียเที่ยวเลยที่ได้มาที่นี่ครับ



เราแช่เท้าอย่างสบายใจ ได้พักใหญ่ๆ ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับกัน
ตอนผมเดินกลับ พี่ไกค์ ก็มาเมาท์ให้ผมฟัง ถึงคุณลุงที่ผมนั่งมา
เขาบอกว่าคุณลุงนี้คนนี้แกน่ากลัว
แกชอบขับรถเร็ว เขาเตือนหลายทีก็ไม่เคยฟัง
แต่ดีที่แกไม่เคยทำให้เกิดอุบัติเหตุ ก็เลยว่าแกไม่ได้ แต่พี่ไกค์เขาบอกว่าเขาเคยนั่งแล้วเขากลัว

ส่วนตัวผมเองไม่คิดว่าแกขับรถเร็วน่ากลัวนะ ผมกลับรู้สึกว่าสองคันที่ขับตามมา ช้าเกินไป -_-' แต่ก็ไม่ได้เถียงออกไปครับ


กลับมาที่รถเราก็ได้เวลากลับกระบี่กัน

โดยลุงคนขับก็พาแขกต่างๆ ไปส่งที่อ่าวนาง
แกก็บ่นว่า เสียดาย มีแขกอีกสองคนที่ต้องไปส่งในเมือง
ไม่งั้นลุงจะพาผมไปเที่ยวสุสานหอย ซะหน่อย

ผมก็ขอบคุณในน้ำใจของแกมากๆ


ประมาณ 6 โมง ลุงก็มาส่งผมที่สวนสาธารณะ ผมก็ขึ้นเรือกลับ

ผมเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มืด เลยจะเดินกลับไปบ้านพี่สุเอง
ถ่ายรูปเล่นนิดๆ หน่อยๆ ครับ










[เกาะกลาง ณ ตอนเย็น]







เดินไปได้เกินครึ่งทาง เด็กที่อาศัยบ้านพี่สุ ก็ขับรถมอไซต์ผ่านมาพอดี
เลยพาไปส่ง

ไปถึงพี่สุก็ชวนกินขนม
แกบอกว่า เดี๋ยววันนี้จะมีแขกมาอีก 5 คน
เป็นครอบครัว ตอนนี้กำลังขับรถมาอยู่
เดี๋ยวรอกินข้าวพร้อมกัน


ระหว่างรอ ผมก็ไปอาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จ
ก็ไปนั่งคุยกับแก๊ปและพี่สุ

ผมถึงได้รู้ว่า จริงๆ งานวิจัยของแก๊ปนั้น คือเรื่องการวิจัยการปลูกข้าวของที่นี่!

ท้าวความนิดนึงก่อนว่า
แก๊ปเป็นนักศึกษา ธรรมศาสตร์ ปี 4
คณะเศรษฐศาสตร์
มาอยู่ที่ชุมชนคลองประสงค์ได้เดือนนึงแล้ว
กำหนดการของเขาคืออยู่สองเดือน
เพื่อเขียนรายงานเรื่องการปลูกข้าว

ผมก็สงสัยว่าแก๊ปรู้เรื่องปลูกข้าวของที่นี่ได้ไง
เขาบอกว่า อาจารย์เขาเป็นแนะนำ
และมันทำให้เขาตื่นเต้น
เพราะเขาบอกว่า คนไม่เชื่อว่าจะปลูกข้าว ที่ทะเลได้
แต่ที่นี่เขาก็ทำกัน เขาก็เลยจะมาวิจัยว่า ทำแล้วคุ้มค่าขนาดไหน
ต้องพัฒนาอย่างไร อะไรแบบนั้น

และก็อีกเรื่องนึง ที่ผมลืมเล่าไปเลยว่า
ที่บ้านพี่สุ เขาก็จะชอบหุงข้าว "สังข์หยด"
น่าตาก็คล้ายๆ ข้าวกล้อง แต่จะไม่มีเปลือก ไม่กุบๆ เหมือนข้าวกล้อง
เขาว่าวิตามินเยอะ
ซี่งผมก็เพิ่งทราบว่า ข้าวสังข์หยด ก็ปลูกที่นี่นั่นแหละ
แก๊ปบอกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้จะพาผมไปชม ที่ปลูกข้าวของที่นี่ แต่ยังไม่มีข้าวให้ดูหรอกนะ
เพราะเขาเป็นนาปี จะปลูกช่วง มิถุนา ถึง ตุลา (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ ปลูกช่วงปลายปีอะ)
[เมื่อกี้ลองเซิรท์กูเกิ้ล พบว่าจริงๆ ข้าวสังข์หยดจะขึ้นชื่อที่พัทลุงแฮะ]


การได้คุยกับแก๊ปทำให้ผมได้อะไรมากมายเลยละ

เวลาตอนนั้นก็ประมาณ 2 ทุ่มได้
ทางครอบครัวที่จะมาพักก็ยังมาไม่ถึง พอดีเขาหลงทาง
ฝนก็ตกลงมารอบนึงด้วย แต่สักพักก็หยุดไป
จนทีนี้เขาก็ติดต่อมาอีกทีว่า นั่งเรือข้ามฝากมาแล้ว
พี่สุก็ให้ลูกชายคนที่สอง ไปรับ
ซึ่งชื่อ "ฟาโรบี" กับเด็กที่มานอนที่บ้านของพี่สุ

[พี่สุ มีลูกสามคน คนแรก ฟีฟ่า อยู่ ม.ต้น คนที่สอง ฟาโรบี ประมาณ ประถม
ส่วนคนเล็ก อายุไม่กี่ขวบ ชื่อ ปอซี ส่วนเด็กที่มานอนที่บ้านพี่สุนั้น
คือเด็กแถวๆ นั้น แต่ชอบมานอนที่นี่เพราะที่นี่มีเรือนใหญ่ สามารถมากางเต๊นท์นอนได้]




สักพักใหญ่ๆ ฟาโรบีก็กลับมาพร้อมกับ แขกที่มาเที่ยว จำนวน 5 คน
ซึ่งภายหลังผมตั้งฉายาให้เองว่า "ครอบครัวนักเที่ยว"



"ครอบครัวนักเที่ยว จากพิษณุโลก"

หลังจากให้แขกอาบน้ำ อาบท่าเรียบร้อย
เราก็ไปทานอาหารเย็นกันที่ร้านริมท่าเรือ
และก็คุยกันถึงเรื่องต่างๆ สร้างความสนิทสนม

ซึ่งพอได้คุยกันแล้ว พบว่าเป็นครอบครัวที่น่ารักมาก
ประกอบไปด้วย คุณพ่อ ชื่อพี่ปิ๊บ
ส่วนคุณแม่ ชื่อพี่อ้อ
ส่วนเด็ก มีเด็กผู้ชายสองคน อยู่ ม.ปลาย คนนึงเป็นลูกของพี่อ้อ กับพี่ปิ๊บ
ส่วนอีกคนอยู่ม.ต้น เป็นลูกของอา
อีกคนเป็นผู้หญิง เป็นคนที่ทำงานที่เดียวกับพี่อ้อ และสนิทกันก็เลยชวนกันไปเที่ยว

ซึ่งครอบครัวนี้เดินทางมาจากพิษณุโลก
ตั้งใจมาเที่ยวใต้
ก่อนมาที่นี่ เขาไปเที่ยว ชุมพร โฮมสเตย์คลองพิทักษ์

ซึ่งพอผมได้ยิน ก็ทักขึ้นมาทันทีว่า
ใช่ที่รายการ กบนอกกะลา เพิ่งออกอากาศไปเดือนก่อนหรือเปล่า
เขาก็บอกว่าใช่ แต่เขาไม่ได้ดูรายการแล้วไปนะ
พอดีเขาเซิรท์ในเน็ต แล้วน่าสนใจดี ก็เลยไป
ส่วนที่นี่เขาก็เซิร์ทเจอเหมือนกัน

จากการพูดคุยกันระหว่างพี่ปิ๊บ พี่อ้อ พี่สุ
ทำให้สรุปได้ว่า​โฮมสเตย์ของคลองพิทักษ์นั้น
มีแนวคิดเหมือนกันมาก
ไม่ว่าจะเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ
วิพากษ์วิจารณ์ความเปลี่ยนแปลงของชุมชน
พูดจนเหมือนกับอัดเทปมาพูดเหมือนกัน (ฮา)

ฟังแล้วยิ่งรู้สึกว่า ปีนี้ ผมจะไปต้องเที่ยวที่ชุมชนคลองพิทักษ์แน่ๆ :)


ลืมเล่าไปอีกอย่างว่า
ร้านที่เรามากินข้าวร้านนี้
ก็เป็นร้านเดียวกับที่แก๊ปจะชวนผมมานั่งคืนก่อน
แก๊ปบอกว่า ร้านนี้จะปิดเที่ยงคืน
แล้วก็เป็นแหล่งรวมตัวของวัยรุ่น

คืออย่างที่ทราบว่า ชาวมุสลิม ผู้หญิงก็ต้องคลุมผ้า
แต่ที่นี่ ค่ำๆ ผู้หญิงก็จะถอดผ้าคลุมออก
เรียกว่าแหกกฎบ้าง
แต่เขาก็ไม่ได้ขายสุรานะครับ
ถึงจะเปิดถึงเที่ยงคืน
แต่ก็มีแต่น้ำชา และนม ^^

ส่วนเรื่องเที่ยวของวันพรุ่งนี้นั้น
พี่สุบอกกับผมว่า พรุ่งนี้จะพาครอบครัวพี่ปิ๊บไปทัวร์ 4 เกาะกัน
ให้ผมกับแก๊ปไปด้วย
เพราะแก๊ปมาอยู่ที่นี่เดือนนึงแล้ว
แต่ไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย
เลยอยากให้ไปสนุกด้วยกัน


ผมรู้สึกว่า ผมนี่โชคดีจัง


Create Date : 26 เมษายน 2553
Last Update : 26 เมษายน 2553 20:29:39 น. 5 comments
Counter : 2834 Pageviews.  

 


โดย: thanitsita วันที่: 26 เมษายน 2553 เวลา:20:44:02 น.  

 
ปีหน้ากลับไปวัชพาทัวร์ด้วยนะ เอาโปรแกรมตามนี้เลย ฮ่าๆๆๆๆๆ


โดย: ก่าแป๊ง วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:6:16:46 น.  

 
ได้เลยแป้ง เราคิดว่าแป้งต้องชอบที่นี่แน่ๆ :D


โดย: วัช IP: 58.9.68.53 วันที่: 27 เมษายน 2553 เวลา:7:48:20 น.  

 
ไปเที่ยวมาอีกแล้วเหรอ


โดย: pinksoda วันที่: 28 เมษายน 2553 เวลา:17:39:18 น.  

 
ใช่แล้วคุณ pinksoda
ปีนี้เที่ยวแหลกลานมากเลยครับ

ศุกร์นี้ผมจะไปเขื่อนเชี่ยวหลาน ที่สุราษฏธานี

เสาร์ถัดมาจะไปเกาะล้าน
ู^^' ไม่ต้องมีเงินเก็บกันแล้วครับ


โดย: วัชเจียเหว่ย วันที่: 29 เมษายน 2553 เวลา:0:22:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]