มึนไปตามใจฝัน
<<
กุมภาพันธ์ 2552
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
7 กุมภาพันธ์ 2552

6 วันในการเดินทาง [กทม.-เกาะสุรินทร์-ระนอง] "อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว"

4 - 10 มกราคม 2552 ทริป จากกรุงเทพฯ ไปเกาะสุรินทร์ และมาต่อที่ระนอง




9 มกรา 2552
อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว (ระนอง)

"โดดเดี่ยวแต่ไม่อ้างว้าง"

ผมตื่นมาราวๆ 6 โมงเช้าได้
แม้จะ 6 โมงเช้าแต่ยังมืดอยู่เลย
อากาศของที่ระนองค่อนข้างดีมาก
เย็นสบาย หนาวนิดหน่อย
ผมก็ล้างหน้า แปรงฟัน และก็เตรียมเสื้อผ้าไว้แช่น้ำร้อนไว้ในกระเป๋ากล้อง
จากนั้นก็เดินไปหาลุงที่ป้อมจุดด่านตรวจของอุทยาน
เจอลุงกับเจ้าหน้าที่อีกท่าน ดื่มกาแฟ ดูทีวีกันอยู่
ลุงก็ชวนผมดื่มกาแฟด้วยกัน
ก็เลยไม่เกรงใจ ขอสักแก้ว
กาแฟอุ่นๆ ยามเช้านี่ดีจริงๆแฮะ

เวลาตอนนั้น 6 โมงครึ่งได้
ฟ้าเริ่มสว่างขึ้นบ้างแล้ว
ผมก็กะว่าจะไปเดินเล่นถ่ายรูปที่สวนสมเฉลิมพระเกียรติ
ที่อยู่ด้านข้างของอุทยาน
เห็นมีวิวต้นไม้ๆ ดูน่าถ่ายรูปดี
ก็เลยจะไปเดินถ่ายรูปสักพัก แล้วค่อยไปแช่น้ำร้อนอีกที


ภาพเขายามเช้า ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว




ศาลาริมน้ำ ที่สวนเฉลิมพระเกียรติ อยู่ด้านข้างอุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว




ภูเขาหญ้า ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของอุทยาน




ภูเขาหญ้ากับวิวสะท้อนน้ำ :D



ป้ายหินด้านข้างที่เห็นจะอธิบายวิธีการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติครับ


บรรยากาศในสวนเฉลิมพระเกียรติ






ส่วนใหญ่พยายามจะตั้งใจถ่าย
ใช้เวลาน๊านนาน กว่าจะถ่ายแต่ละรูป
แต่ภาพออกมา จืดมากเลย ;p



















สวนเฉลิมพระเกียรติมีความกว้างขวางพอควร
และก็มีวิวให้ถ่ายรูปเยอะแยะมากมาย
ตอนแรกผมคิดว่าคงไม่มีอะไรมาก
เดินถ่ายรูปแป๊บเดียวก็กลัย
แต่กลายเป็นว่าใช้เวลาอยู่ที่สวนแห่งนี้ประมาณชั่วโมงกว่าๆ
กลับมาอีกที 8 โมงครึ่ง
คุณลุงแกออกเวรแล้ว ก็เลยไม่เจอกัน

ผมก็กะว่าคงต้องไปบ่อน้ำพุร้อนเองแล้วละ
แต่ก่อนไป ไปชำระค่ากางเต๊นท์ที่นี่เสียก่อน
พอดีตอนมา เจอแต่ลุงคนเดียว
ตรงสำนักงานปิดอยู่
แต่ตอนนี้เปิดทำการแล้ว
เข้าไปก็จ่ายเงิน 60 บาท สำหรับสองคืน
ผมกะว่าวันพรุ่งนี้ค่อยกลับกรุงเทพฯ
ก็เลยถามถึงเรื่องรถกลับด้วย
เจ้าหน้าที่บอกว่า รู้สึกจะมีตอนเช้า กับอีกทีค่ำๆ
ถ้าเช้าก็ถึงกรุงเทพฯเย็น ถ้าค่ำก็ถึงกรุงเทพฯตอนเช้ามืดเลย
ผมตัดสินใจว่าจะกลับเช้า เพราะไม่อยากกลับบ้านตอนเช้ามืด
อยากกลับบ้านตอนเย็นๆ กินข้าวบ้านแล้วนอนสบายๆ ดีกว่า

เมื่อได้ข้อมูลกลับจากเจ้าหน้าที่แล้ว
ก่อนออกจากสำนักงานผมก็ไม่ลืมที่จะให้อุทยานประทับตรา
ที่หนังสือพาสปอร์ทของอุทยานแห่งชาติ :D

ผมลองถามๆ เจ้าหน้าที่ดูว่า จะมีเจ้าหน้าที่ไปที่บ่อน้ำร้อนบ้างไหม
เจ้าหน้าที่ถามกลับว่า บ่อน้ำร้อนไหน?
ผมก็เอะ???
เขาบอกว่าที่นี่มีสองที่
ที่นึงอยู่ไม่ไกลนัก ชื่อ พรรั้ง เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน
ห่างจากที่นี่ 3 กิโลเมตร
ส่วนอีกทีอยู่ในตัวเมือง
ผมก็จะไปของอุทยานครับ
เจ้าหน้าที่ก็ตะโกนถามว่า รถเก็บขยะออกไปหรือยัง -_-'
ปรากฏว่าออกไปเมื่อสักครู่นี่เอง
ผมก็ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคไม่ดีกันแน่
แต่ใจนึงก็อยากขึ้นรถเก็บขยะนะ เป็นประสบการณ์ที่ดีออก
เสียดายนิดๆ ที่คลาดกัน
แต่เจ้าหน้าที่ก็บอกว่า เดี๋ยวมีอีกคนนึงเขาจะไป
เด๋ียวติดรถไปด้วยกันเลย

เจ้าหน้าที่คนนี้ก็เป็นลุงอีกคน มีอายุพอควร
แกถือป้ายไรสักอย่าง
มาทราบทีหลังว่าแกเป็นช่างศิลปของอุทยาน^^'

ตอนแรกแกก็เหมือนไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่
ประมาณว่า รถมอไซค์ยางแบน
แต่ไปๆ มาๆ ก็ ไปด้วยกันละกัน
ผมก็ช่วยแกถือป้ายแล้วแกก็บิดมอไซค์ไป

ผมถามแกถึงเรื่องการเดินไปยังจุดชมวิวของน้ำตกหงาว
ซึ่งลุงบอกว่า จะต้องจ้างเจ้าหน้าที่เข้าไปนะ
เพราะทางค่อนข้างรก
เดินไปกลับประมาณ 5 ชั่วโมง -_-'
ผมยังมีความเข็ดขยาดกับการหลงป่าอยู่
แถมรู้สึกล้าๆ ด้วย
จึงตัดใจดีกว่า

ผมเลยถามว่าแล้วที่บ่อน้ำร้อนมีจุดเที่ยวไรอีกไหม
ลุงบอก ไม่มี -_-'


ขับรถมาประมาณ 5 นาทีได้
รถก็เลี้ยวเข้าซอย จากนั้นก็ขับไปอีก 3 นาที
ก็ถึงบ่อน้ำร้อนพรรั้ง
;p ก็นะ จากปากซอย ลึกไป 2 กิโลได้

ผมก็ถามลุงว่าที่นี่เขามีร้านอาหารหรือเปล่า
พอดียังไมไ่ด้กินไรเลย
กลัวไปแช่น้ำร้อนแล้ว เป็นลม
ปรากฏว่า ที่นี่ไม่มีร้านอาหาร > <
มีแต่ร้านขายน้ำกับขนม ;p

ผมก็แยกย้ายกับลุงที่อุทยาน พอดีลุงเขาไปทำธุระ
ส่วนผมก็เดินไปที่จุดจำหน่ายบัตร ค่าเข้าบ่อน้ำร้อน
เราก็จ่ายไป 20 บาท
แล้วเพิ่งมาทราบว่า จริงๆ เราเข้าฟรี
เพราะเราจ่ายค่ากางเต๊นท์ของอุทยานน้ำตกหงาวแล้ว
อย่างที่บอกไปว่า บ่อน้ำร้อนพรรั้งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน
จึงใช้บัตรร่วมกันได้ แต่ผมคิดว่า ค่าอุทยานเล็กน้อยมากเลย
ก็ไม่ใช่เรื่องมาจุกจิกไรมากมาย ถือว่าให้กับทางอุทยานแห่งชาตินั่นแหละ

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่เก็บค่าตั๋วทางเข้านั้น
บอกว่า ร้านขายขนมตรงนี้ก็ขายมาม่านะ ก็กินก่อนเข้าไปแช่น้ำก็ได้
ผมก็คิดว่าเป็นอะไรที่ดีแฮะ แค่คิดก็สุขละ
แต่ร้านยังไม่เปิดนี่สิ
ระหว่างรอร้านเปิดก็เลยนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่อยเปื่อย
เขาถามผมว่า นี่มาพักจากกรุงเทพฯคนเดียวเลยเหรอ
ผมก็บอกว่าใช่ แต่ผมไปพังงา ไปนอนที่หมู่เกาะสุรินทร์ 3 คืน
แล้วมานอนที่นี่เมื่อคืน
แกก็บอก ว่าเที่ยวเก่งแฮะ
แกเคยเจอยายคนนึง เป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก
อายุ 60 ได้
แกก็เที่ยวเดินทางเที่ยวคนเดียวไปทั่ว
คือยายคนนี้เคยมานอนที่อุทยาน เกือบสัปดาห์
แล้วก็ไปเที่ยวตามอุทยานต่างๆ

ยายคนนี้เจ้าหน้าที่บอกว่า เป็นข้าราชการมาก่อน
แข็งแรง มีลูกมีหลานแล้ว
เรื่องเที่ยวนี่ก็ทะเลาะกับลูกมาหลายต่อหลายครั้ง
จนสุดท้ายทางครอบครัวก็เข้าใจ
ก็คือแกบอกว่า ชีวิตคนเรามันก็เท่านี้
อายุก็มากขึ้นเรื่อยๆ จะให้นอนอยู่แต่ในบ้านไปวันๆ รอความตายไปทำไม
สู้ออกมาท่องเที่ยวดีกว่า

เจ้าหน้าที่คนนี้ยังเล่าด้วยว่า ยายแกความจำดีมากเลย
คือแกรู้หมดเลยว่า ที่นี่เป็นยังไง อุทยานนี้ถูกประกาศเป็นทางการเมื่อไหร่
ภาคนี้มีอุทยานกี่แห่ง
แกรู้หมดเลย

ผมเริ่มคิดถึงตัวเองว่า
ผมในวัย 60 จะเป็นได้อย่างยายแกไหมน๊อ
แต่เอาเข้าจริงๆ ผมจะอยู่ถึงไหมนั่น --'
ตอนนี้เราใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและมีความสุขที่สุดดีกว่า
ผมคงทำไม่ได้ที่จะทำตัวเก็บเงินๆๆๆ
แล้วมาใช้เงินบั่นปลายไปกับการรักษาตัวเองหรอกนะ
ตอนนี้เรามีแรงก็เที่ยว เปิดหู เปิดตา เปิดใจให้กว้างกับโลกที่มันเป็นอยู่แหละ
สำหรับผมมันแค่นี้จริงๆ

คุยกับเจ้าหน้าที่อยู่ครึ่งชั่วโมงได้
ร้านก็ยังไม่เปิดสักที
ผมก็คิดว่าช่างมันละ ขี้เกียจรอ
เลยเดินเข้าไปข้างใน
ซึ่งมีร้านขายเครืองดื่มบริการเช่นกัน

วิวที่นี่สวยงามดีเหมือนกันนะ









ผมก็กินไวตามิล เพื่อเพิ่มแรงสักหน่อย

ระหว่างดื่มไวตามิล
เหลือบไปเห็นเจ้านี่วางอยู่




ผมถามร้านที่ขายว่า น่ีเป็นน้ำยี่ห้อใหม่เหรอ
เขาบอกว่ามีนานแล้วนะ
^^' คนกรุงเทพฯอย่างเราเพิ่งเห็นแฮะ
กะว่าต้องลองแน่ๆ แต่ตอนนี้ขอไปแช่น้ำให้ชื่นใจก่อน

ผมก็ฝากของไว้ที่ร้าน และก็ไปที่บ่อน้ำร้อน

ที่นี่มีสองบ่อ บ่อเล็ก และบ่อใหญ่

นี่รูปบ่อเล็ก



ส่วนบ่อใหญ่ไม่ได้ถ่าย เพราะตอนไปแช่ มีคนแช่อยู่แล้ว

ซึ่งบ่อใหญ่จะน่าแช่กว่า มีหลังคา
และนาฬิกาไว้ดูเวลาด้วย
ซึ่งจะมีคำแนะนำว่า
ให้แช่น้ำร้อน 5 - 15 นาทีเท่านั้น
และให้ขึ้นพัก อย่าแช่นานมาก
เพราะอาจทำให้หมดสติได้
รอบแรก ผมแช่ไป 15 นาที
พอขึ้นมา รู้สึกวูบๆ เลยล่ะ
ก็ขึ้นมานั่งพักสัก 2 นาที แล้วก็ลงไปแช่ต่อ
รอบสองผมแช่ 10 นาทีก็ไม่ไหวแล้ว
เริ่มไม่แน่ใจว่า มาแช่ให้สบายตัวหรือมาทรมานตัวเอง^^'
ตอนแช่อาจจะทรมานนิดๆ
แต่พอขึ้นมาแล้วมันสบายตัวจริงๆ
รู้สึกโล่งๆ ปลอดโปร่งดีแฮะ

ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก็กลับไปเอาของที่ฝากร้านไว้
ร้านเขาก็บอกว่าให้เช็คของดูก่อนนะครับ
ผมก็ ขอบคุณ และก็เช็คดู
แต่ใจจริงๆ คิดว่าคงไม่มีไรหายหรอก
เขาขายของในเขตอุทยาน มาขโมยของ จะเสียชื่อเขาเปล่าๆ
พอเช็คแล้วก็ไม่มีอะไรหาย
แต่ผมก็กวนตีน ทำเสียงแบบ ตกใจ "เฮ้ย"
เขาก็งง แล้วผมก็ยิ้ม บอก ไม่มีไรครับ ล้อเล่น ^^
เขาก็ยิ้มตอบ แต่ในใจอาจจะ เดี๋ยวโดนเตะ ^^'

ผมถามที่ร้านขายของว่าที่นี่มีจุดให้เดินเล่น หรือถ่ายรูปอีกหรือเปล่า
เขาก็บอกว่าไม่มีแล้ว ก็มีจุดด้านหน้าที่ผมถ่ายไปแล้วนั่นแหละ

เมื่อไม่มีอะไรแล้ว ผมก็เริ่มเดินกลับ





(วิวข้างทางระหว่างกลับ)

ข้างทางของระแวกนี้
จะมีภูเขา และสวนของชาวบ้าน
วิวแถวนี้ใช้ได้เหมือนกันนะ
แต่ผมไม่รู้จะถ่ายยังไงเหมือนกัน
พอจะถ่าย ก็รู้สึก มันไม่ใช่แฮะ
สุดท้ายก็เลยไม่ได้ถ่ายเท่าไหร่




สวนปาล์ม(หรือเปล่าหว่า) อันนี้จะอยู่ใกล้ๆ ริมถนนใหญ่เลย
มาถึงถนนหลัก
ผมก็ต้องรอรถโดยสารประจำทาง เพื่อกลับไปยังน้ำตกหงาว
ตอนแรกคิดอยู่ว่าจะโบกรถดีป่าวหว่า
เพราะทางมันเป็นทางตรง ยังไงก็ต้องผ่านทุกคัน
แต่คิดอีกทีอย่าซ่าดีกว่า^^'

รอไม่นานนักก็มีรถโดยสารผ่าน เป็นรถกะบะ เหมือนที่กรุงเทพฯเน่ียแหละ
แต่สภาพจะเก่าๆ ตรงหลังคาจะเป็นไม้เก่าๆ หน่อย

ค่ารถกลับ 13 บาทครับ

กลับไปยังอุทยาน เดินจากทางเข้าไปได้แป๊บเดียว
เจ้าหน้าที่เขาเห็นเขาก็เลยจอดรับให้ขึ้นไปด้วยกัน:D

เวลาตอนนั้นประมาณเที่ยงกว่าๆ ได้
ผมก็หิวข้าวสุดๆ แหละ
เข้าไปเก็บของในเต๊นท์เสร็จก็มากินข้าวที่ร้านอาหารสวัสดิการ
สั่งข้าวผัดน้ำพริกกุ้งสด
จานละ 30 บาทเอง อร่อยด้วย
และก็สั่งน้ำอัดลมท้องถิ่นมากินสักหน่อย บิ๊กโคล่านั่นเอง
ส่วนรสชาติ ผมว่าไม่ค่อยจะอร่อยเท่าไหร่นะ
รสมันโคล่า แบบพวกลูกอมโคล่าอะ
หวานๆ แปลกๆ ลิ้นๆ ผมชอบโค้กมากกว่านะ^^

เตรียมท้องเสร็จ ผมก็เดินไปถ่ายรูปที่น้ำตกหงาว
ซึ่งเดินไม่ไกลนัก


พอมาถึงน้ำตกหงาว
ผมไม่แปลกใจว่า ทำไมผมถึงเป็นนักท่องเที่ยวคนเดียวในช่วงนี้




^^'
คือน้ำตกหงาวในยามนี้นั้นค่อนข้างแล้ง
แทบจะไม่มีน้ำเลย
อย่างที่เห็นในภาพครับ
จากโขดหินและผาสูงมาก
แต่น้ำก็เหลือเพียงเท่าที่เห็น

ดูน้ำตกหงาวด้วยความปลงๆ ชีวิตเล็กน้อย
ก็เริ่มหากิจกรรมทำ
เห็นป้าย "เส้นทางศึกษาธรรมชาติ"
ใจนึงก็อยากเดิน อีกใจก็หลอนๆ จากประสบการณ์หลงป่าจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติ
แต่เพราะเราเป็นคนบื้อๆ ที่เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ
สุดท้ายก็เดินเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติจนได้
เดินไป ทุกอย่างก็ไม่น่าจะมีอะไร เส้นทางดูชัดเจนดี
โทรศัพท์ที่นี่ก็มีคลื่นด้วย
ยิ่งรู้สึกไม่น่ากังวลเท่าไหร่
เดินไปสักพัก ก็โทรไปหาบินเล่นๆ เล่าประสบการณ์ให้บินฟัง
จากนั้นเหมือนจะเริ่มไม่แน่ใจเส้นทางแฮะ -_-'
เลยวางสายแล้วโทรหาทางอุทยานอีกทีว่า ทางที่เราเดินมาถูกต้องหรือเปล่า
เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าถูกต้องแล้ว
เมื่อเดินสักพักก็ถึงทางออก ซึ่งก็คือข้างลำธารจากน้ำตกนั่นเอง
แม้จะงงๆ แบบว่า ไม่เจอลานหิน หรือจุดชมวิว แบบท่ีเขียนในแผนที่
แต่ก็ช่างเหอะ รู้สึกพอละกับการเดินศึกษาธรรมชาติ

ผมเดินเล่นรอบๆ อุทยาน
ที่นี่มีบ้านพักแบบทาร์ซานด้วยนะ
แต่วิวไม่ดีนัก
เพราะต้นไม้สูงบังวิวเยอะเหมือนกัน -_-'
แต่คิดอีกที ถ้าให้ตัดต้นไม้เพื่อมองเห็นวิว
นั่นคงเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวมากๆ
ก็ดีแล้วที่มันเป็นแบบนั้นนะ :D




(ภาพนี้เป็นวิวตอนลงจากบริเวณบ้านพักทาร์ซานของอุทยานครับ)


กลับมาที่หน้าอุทยาน นึกได้ว่าเรายังไม่ได้ถ่ายรูปจากด้านหน้าเลยแฮะ




ส่วนภาพนี้เป็นมุมฮิต จุดถ่ายรูปของอุทยานเลยล่ะ





จะเห็นด้านหลังที่เป็นทางสีน้ำตาลลากยาวลงมาจากภูเขา
อันนั้นคือน้ำตกหงาวนะ
แต่อย่างที่บอก ช่วงนี้ไม่มีน้ำ จึงแห้งเป็นทาง
แต่ถ้าช่วงหน้าฝน วิวนี้คงอลังการน่าดูเชียว


ออกจากอุทยานอีกครั้ง
คราวนี้กะว่าไปเดินเล่นที่ บ้านหงาว
สัมผัสกับชีวิตชุมชนคนท่ีนั่น



จากปากทางเข้าอุทยานแห่งชาติ น้ำตกหงาว
ผมเดินข้ามถนนไป
ก็จะเจอกับภูเขาหญ้า




แต่ผมอยากจะถ่ายรูปภูเขาหญ้ายามเย็นมากกว่า
ก็เลยริมถนนไปยังทางเข้าบ้านหงาว


จากรูปถ้ามองไปทางซ้ายจะเห็นศาลาอยู่
(จริงๆ ผมถ่ายมาเห็นภาพศาลาเยอะกว่านั้นนะ แต่ร้านเขาครอปภาพผมอะ ;p
ถ้าดูจากฟิล์มจะรู้เลยว่าตัดออกไป;p เซ็งนิดหน่อย)
ที่ศาลา มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มนึง
เขาก็มองๆ เรา
เราก็เลยต้องยิ้มให้ ^^'
เขาก็ทักว่า มาจากไหนครับ
ผมก็ : มาจากกรุงเทพฯ
กลุ่มนั้น: อ่อ เหมือนกันเลย ผมก็คนกรุงเทพฯ
แต่นึกออกปะ สำเนียงเขาใต้แท้ๆ อะ
อารมณ์เหมือนตลกคาเฟ่เล่นมุขอะ
แต่ตอนนั้นฮาโคตร คือสำเนียงเขาใต้จริงๆ อะ "คนกรุงเตบบ" ^^'
ตอนแรก ผมเห็นพวกนี้ดูน่ากลัวๆ ไงก็ไม่รู้
คล้ายๆ กับแก๊งค์เด็กแว๊นที่กรุงเทพฯนั่นแหละ
แต่คุยกันแป๊บนึง เขาดูจริงใจดี
มีการบอกด้วยว่า พวกเขาอาจจะพูดแบบห้วนๆ
แต่พวกเขาไม่มีไร เราคนใต้กันเองอยู่แล้ว(อ้าวเมื่อกี้บอกกรุงเทพฯ ฮา)

พวกเขาก็ถามผมว่าจะไปไหนเหรอ
ผมก็บอกว่า ผมจะไปบ้านหงาว
เขาก็จะอาสาไปส่ง
ผมบอกไม่เป็นไร อยากเดินไปถ่ายรูปเล่นเรื่อยเปื่อยด้วย
พวกเขาย้ำให้รู้ว่า คนใต้ใจดีจริงๆ ครับ :D


ทางเข้าบ้านหงาว อยู่ฝั่งตรงข้ามกับอุทยาน
เดินเยื้องไปอีก ปากทางเข้าก็คือร้านอาหารที่เมื่อคืนเราไปกินมา

จากจุดที่เราอยู่ก็เดินไปทางซ้ายอีกไม่ไกลนักก็ถึงแล้ว

จุดหมายแรกของผมคือ วัดบ้านหงาวครับ
เดินจากถนน ลึกไปพอควร
ก็จะถึงวัดบ้านหงาว





ที่วัดแห่งนี้ มีจุดเด่นอีกจุดคือ ภูเขาวัดบ้านหงาว
ซึ่งอยู่ห่างจากภูเขาหญ้าไม่มากนัก


(ทางขึ้น เห็นงี้แต่ขึ้นจริงๆ เหนื่อยมากเลย)


เดินไปกลางทางได้ รู้สึกขาล้ามากๆ ลมก็แรง
มองลงไปก็เสียวๆ จะร่วงเหมือนกันแฮะ ;p


(ถ่ายจากกลางทางขึ้น)


กว่าผมจะพาตัวเองขึ้นมาถึงยอดเขาได้
พักไปหลายรอบอยู่เหมือนกัน
พอเห็นวิวรอบๆ แล้วก็ประทับใจ
เสียอย่างเดียวไม่มีที่พักแดดเลย
ข้างบนนี้ร้อนแดดสุดๆ


ข้างบนมีพระพุทธรูป(เรียกแบบนี้ถูกป่าวหว่า)













บนนี้จะเห็นวิวรอบๆ เลยล่ะ
สวยดีเหมือนกัน




อยากมีแบบสักคนมานั่งเหงาๆ ตรงนี้จัง











ตอนเดินลงของที่นี่ ใช้เวลาไม่นานนัก
คอยจับราวบันได ไม่ให้ตกเป็นพอ ^^'

ก่อนออกจากวัด ผมบริจาคเงินไปเล็กน้อย
โดยลืมตัว ควักเอาเหรียญสิบนำโชคของผมใส่ลงไป

คือผมจะพกเหรียญสิบที่เป็นลาย ร.8 คู่กับ ร.9
ผมก็ทึกทักเอาเองว่ามันเป็นเหรียญนำโชค
แต่จริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่า มีหรือไม่มีแล้วต่างกันยังไง



จุดมุ่งหมายต่อไปอีกคือ
ตลาดบ้านหงาว
ซึ่งเดินลึกไปอีกพอควร

อันนี้จุดชมวิว(ตั้งเอง)
เป็นสะพานข้ามน้ำเล็กๆ น่ารักดี






วิวนี้ คือฝั่งเดียวกับวัดบ้านหงาว




เห็นมีไม้ที่ยื่นออกมา เข้าใจว่า คงเป็นที่ซักผ้าของคนแถวนี้แหละมั้ง


เดินจนมาถึงบริเวณตลาดบ้านหงาว
ด้านข้างมีโรงเรียน ซึ่งกำลังจัดกิจกรรมวันเด็ก
มีเวที มีอาหาร ขนม รางวัลมาแจกเด็กๆ





ตอนแรกผมก็งงๆ มันวันศุกร์นี่ แต่ทำไมจัดวันนี้หว่า
แต่โฆณก ก็ประกาศให้เราหายงงว่า
เป็นกิจกรรมประจำปีของทีมงานเขา(จำไม่ได้ว่าชื่อทีมไร)
ที่จะจัดงานก่อนวันเด็กจริง
เพราะวันจริงจะเป็นของเทศบาลตำบลจัด

ผมนั่งพักอยู่ตรงหน้าโรงเรียน
เด็กๆ ผ่านไปมาก็จะมองๆ
ไม่รู้ว่า มองที่ผมถือกล้อง
หรือมองที่ผมเป็นผู้ใหญ่แต่จะมากินของฟรีป่าว
ซึ่งผมไม่ได้เข้าไปกินนะ > <
แค่มานั่งเฉยๆ

ออกมาจากโรงเรียน ข้ามถนนก็จะเป็นตลาดของที่นี่




ตอนแรกผมว่าจะหาไรกิน
แต่ดูๆ แล้ว ไม่รู้จะกินไรดีแฮะ
ก็เลยเดินกลับ

ตอนผมเดินกลับ ก็มีมอไซค์จอดถามว่า
ไปอุทยานหรือเปล่า ไปด้วยกันสิ
ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ที่กรุงเทพฯเหมือนกัน
แต่ของกรุงเทพฯ จะบอกเราด้วยว่า 20 บาทละกัน -_-'
แต่ไม่ใช่กับที่นี่ครับ
ที่นี่เขาเห็นว่าน่าจะไปทางเดียวกัน ก็จะไปส่งด้วยไมตรีจิต

ผมก็ปฏิเสธด้วยไมตรีจิตตอบไปว่า "ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก"

เดินมาจนผ่านวัดบ้านหงาว
ก็เจอยายคนนึงตะโกนเรียก ผมก็งงๆ
ยายคนนึงอยู่กับผู้ชายวัยกลางคน
ก็ทักทายผมว่า เป็นไงบ้าง มาจากไหนเหรอ
ถ้าผมเป็นคนกวนประสาท อาจจะตอบไปว่า ยุ่งไรด้วย -_-'
แต่ผมเป็นคนเรียบร้อยครับ ก็ยิ้มๆ แล้วตอบไปว่า มาเที่ยว
ผมนอนอยู่ที่อทุยาน
ผู้ชายวัยกลางคนก็ อ้าวเหรอ เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นั่น
ทำไมไม่เห็นเลย
ผมก็เล่าไป ว่ามาตอนกลางคืน
ส่วนเจ้าหน้าที่คนน้ีคือ พี่กาญ ซึ่งเมื่อวานเขาเป็นเวรกะกลางวัน
แต่วันนี้เป็นเวรกะกลางคืน
เขาก็ชวนผมว่า เดี๋ยวไปด้วยกันเลย
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ยายก็ชวนผมดูหมอดู!
ผมก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง
ก็เลยตามเลย
แต่จะบอกว่า ยายแกคงเป็นหมอดูที่ดูได้ไม่ตรงที่สุดเท่าที่ผมเจอมาเลย-_-'
ทักไรมา ผิดตลอด
จ่าย 20 บาทเป็นค่าดูหมอให้ยาย
ก็ขำๆ ไป
จากนั้นพี่กาญ ก็จะไปส่งผมที่อุทยาน
ตอนแรกผมกะว่าไปกินข้าว และออกมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินที่ภูเขาหญ้า
แต่ตอนนั้นรู้สึกว่ามันผิดแผนตั้งแต่ขึ้นไปที่เขาวัดบ้านหงาวแล้ว
เพราะจุดถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ควรจะเป็นวัดบ้านหงาว
ผมดูจากพระอาทิตย์ ที่ตกไปทางวัดบ้านหงาวน่ะ
เลยรู้สึกว่า ต่อให้ขึ้นไปบนภูเขาหญ้า วิวมันก็อาจจะโดนบังอยู่ดี
เลยไปซะตอนนี้เลยดีกว่า ไม่ต้องถ่ายละ พระอาทิตย์ตกดิน
เลยขอให้พี่กาญไปส่งที่ภูเขาหญ้าแทน


ระหว่างซ้อนท้ายไป
พี่กาญบอกว่า ตอนนี้ที่นั่นไฟไหม้ เผาไปเยอะ
เพราะเมื่อปีใหม่ คนมากินเหล้าที่นี่เยอะมาก
มีตีกันด้วย แล้วไม่มีใครมาดูแล
ขยะเลยเต็มไปหมด พอติดไฟ มันก็เลยไหม้ไปเยอะเลย

แต่สำหรับแล้ว หญ้าที่ถูกไฟไหม้
ผมก็ว่ามันก็สวยไปอีกแบบดีนะ ^^;


พี่กาญตอนแรกเขาจะรอผม
ผมบอกไม่ต้องหรอกครับ
ผมเดินกลับเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง
แต่ก่อนจะแยกกัน ผมถามพี่เขาว่า
ถ้าผมจะรบกวนตอนเย็นๆ ให้พ่ีไปส่งที่บ่อน้ำร้อนได้หรือเปล่า
อยากจะแช่น้ำร้อนกลับอีกสักครั้ง
พี่เขาบอก สบายมาก
ผมก็ขอบคุณๆ :D ประทับใจน้ำใจพี่เขาจริงๆ

จากนั้นผมก็เริ่มถ่ายภาพรอบๆ ภูเขาหญ้า









ตอนแรกที่เห็นคิดว่าเดินขึ้นสบายๆ
ที่ไหนได้ เดินยากเหมือนกัน -_-'
เหนื่อยน้อยกว่า ตรงวัดบ้านเหงานิดนึง




หยุดพักก่อนถึงยอด
























วิวรอบๆ จะเห็นว่าหญ้าที่ถูกไฟไหม้นั้นทำลายไปเยอะเหมือนกัน
แต่อย่างที่บอก ผมคิดว่ามันมีความสวยงามอีกแบบนึงนะ

ผมถ่ายรูปจนหมดม้วน
แล้วก็รู้สึกว่า พอแล้ว
รู้สึกอิ่มกับการเดินทางมากเลย
มีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก
ผมเก็บกล้องและก็เดินกลับ
ตอนเดินกลับ ยากกว่าตอนขึ้นอีกแฮะ กลัวจะไถลจริงๆ

ตอนเดินกลับ ผมแวะเซเว่นที่ปั๊มน้ำมัน ซื้อน้ำกิน
และก็เดินกลับ
กลับมาถึงอุทยาน ราวๆ 5 โมงครึ่ง
ปรากฏว่า ครัวของอุทยานปิดแล้ว T_T
เราก็ เอาไงดีวะ

เลยเดินไปหาพี่กาญ พี่เขาก็บอกว่า
เดี๋ยวพาไปส่งร้านข้าวให้ ส่วนไปบ่อน้ำร้อนก็ไม่ต้องห่วงตอนกลับนะ
เดี๋ยวพี่รอ เดี๋ยวกลับด้วยกันนั่นแหละ
จะไปบ่อน้ำร้อนก่อน หรือว่ากินข้าวก่อนดีละ

ผมก็บ่อน้ำร้อนก่อนละกัน ยังไม่ถึงกับหิวมาก
ไว้กินหลังแช่น้ำร้อนก็ดีเหมือนกัน
พี่เขาก็เลยขับไปส่งที่บ่อน้ำร้อน



คราวนี้คนเยอะเหมือนกันแฮะ
จะฝากของ ร้านขายเครื่องดื่มเมื่อเช้าก็ปิดไปแล้ว
แต่คิดว่าคงไม่เป็นไรมั้ง
ก็วางของไว้ตรงศาลาแล้วก็ลงแช่น้ำ
ซึ่งก็ดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คราวนี้ผมแช่ไปสองรอบ รอบละ 10 นาที
รู้สึกรอบนี้มันจะร้อนๆ ทรมานกว่าตอนเช้าแฮะ
แต่พออาบน้ำเสร็จมันก็สบายตัว เหมือนเมื่อเช้า

จากนั้นก็ให้พี่กาญเขาไปส่งร้านข้าว
ปรากฏว่า ร้านที่เขาจะพาไปดันปิด
สุดท้ายผมก็กลับไปกินร้านเดิม ตรงปากซอยบ้านหงาว
ผมถามพี่กาญว่ากินข้าวด้วยกันป่าวพ่ี
แต่พี่เขาก็บอกว่ากินมาแล้ว
ผมเลย เอ่อ ถ้างั้นพี่ไม่ต้องรอผมก็ได้
จากที่ร้าน ผมเดินกลับเองได้ มีไฟฉายมา

สำหรับมื้อนี้ ผมสั่งข้าวคลุกกะปิ
รสชาติก็โอเคนะ ไม่หวานเหมือนกระเพราเมื่อวาน -_-'

เจ้าของร้านก็ทักทายพูดคุยกัน
ผมก็บอกว่า เพิ่งไปบ่อน้ำร้อนพรรั้งมา
พี่เขาก็บอกว่า ก็ดีนะ แต่ถ้าเป็นตัวเมืองจะดีกว่า
ทำบ่อน้ำพุร้อนไว้น่าเที่ยวกว่านะ มีสปาด้วย
ฟังแล้ว ชักอยากจะไปแช่น้ำร้อนอีกจัง
กะว่าพรุ่งนี้วันกลับ เดี๋ยวลองดูก่อนว่า มีรถกลับกี่โมง
เผื่อจะมีเวลาเที่ยวต่อสักหน่อยก่อนกลับ

คุยเสร็จผมก็เดินกลับไปยังอุทยาน
ที่ป้อมทางเข้าก็เจอพี่กาญอีก
ผมก็ชาร์ตแบตโทรศัพท์ และก็นั่งดูทีวี
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข่าวต้อนรับวันเด็ก

นั่งดูทีวีจน 2 ทุ่มกว่าๆ ผมก็ลาพี่กาญ
กลับไปที่เต๊นท์เพื่อเข้านอน พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า เพื่อกลับกรุงเทพฯ

วันนี้ทั้งวันแม้ผมจะมาเที่ยวคนเดียว ไม่มีเพื่อนร่วมทาง
แบบที่เกาะสุรินทร์
แต่รู้สึกประทับใจกับน้ำใจต่างๆ ที่ได้รับจากคนที่นี่มากเลย
ตัดสินใจถูกแฮะที่มาเที่ยวที่นี่


สำหรับคืนนี้ ผมหลับสบายมากเลยล่ะ :D


Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2552 19:09:28 น. 7 comments
Counter : 2925 Pageviews.  

 
ฟ้าสวยมากๆ ทางเดินก็น่าเดิน

เห็นภาพแล้วอยากไปเยือนมั่งค่ะ

ชอบรูปปั้นองค์พระด้วยค่ะ


โดย: cottonbook วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:49:58 น.  

 
เข้ามาอ่านเห็นว่าไปน้ำตกหงาว ลองไปหน้าฝนดูนะค่ะน้ำจะเยอะมากๆ สวยไปอีกแบบ พี่เจ้าหน้าที่ที่นั้นน่ารักทุกคนค๊ะ เคยไปเที่ยวเล่นที่นั้นเมื่อตอนยังเด็กๆ ใจดีทุกคนเลย (พอดีพี่ชายเป็นเจ้าหน้าที่ ที่นั้น แต่ตอนนี้ย้ายไปประจำที่อื่นแล้ว ) ยังอยากกลับไปเที่ยวที่นั้น อีกครั้ง หน้าฝนอากาศจะหนาวซักหน่อย นอนกลางคืนจะได้ยินเสียงน้ำตกเพราะน้ำจะเยอะ ขอให้มีทริปหน้ามาเล่าให้ฟังกันอีกนะค่ะ


โดย: ปอ IP: 124.120.19.236 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:1:24:36 น.  

 
ผมเปนเดกหงาวคับ พอดีมาเรียนที่กรุงเทพคับ อืมที่หงาวบ้านของผมนี้มีน้ำตก สามารถเล่นน้ำคลายร้อนไดอย่างดี นะคับ มีธรรมชาติที่สวยงามมากเลย แล้วพี่ๆๆเคยเหนปูเจ้าฟ้าไหมละมีแห่งเดียวในโลกนะ ดับร้อนตอนเที่ยง มาพักผ่อนยาวเย็น เหมาะมากกับการตั้งแคมป๋ มีทุ่งหญ้าที่พริ้วไหม ไปตามกระเเสลม ลมเย็นสบายคับ ถ้ามีกีต้าร์
มานั้งดีดทามหัยเพลิดเพลินไปอีกแบบนะคับ.....อืมผมอธิบายยังงงัยก้อไม่จบหรอกคับ ยังงัยพี่ๆๆก้อต้องลองมาเที่ยวเองนะคับ....หงาวยินดีต้อนรับคับ ...เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้นะคับ


โดย: เดกหงาวคับ IP: 58.9.110.146 วันที่: 5 มีนาคม 2552 เวลา:0:13:35 น.  

 
ชอบมากครับ^^


โดย: not IP: 125.27.139.54 วันที่: 22 มกราคม 2554 เวลา:22:25:39 น.  

 
ผมขอเอาภาพไปทำรายงานนะครับ
ถ้ามีโอกาสผมอยากจะไปเที่ยวแบบนี้มาก
not1200@hotmail.com ^^"


โดย: not IP: 125.27.139.54 วันที่: 22 มกราคม 2554 เวลา:22:30:06 น.  

 
พอดีทำวิทยานิพนธ์ น้ำพุร้อนบ้านพรรั้ง แต่ว่าภาพที่ได้ไม่สวยเท่า ขออนุญาตนำภาพไปประกอบรายงานนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

Hanajaja @hotmail.com


โดย: ขออนุญาตนะคะ IP: 27.130.206.200 วันที่: 11 มีนาคม 2554 เวลา:15:20:18 น.  

 
คุณเป็นคนที่ถ่ายภาพออกมาสวยมาก เก็บทุกรายละเอียดได้เป็นอย่างดี ภาษาในการบรรยายก็เป็นกันเอง เป็นการเล่า้เรื่องแบบสบายๆ น่าอ่านค่ะ


โดย: ขออนุญาตค่ะ IP: 118.173.96.18 วันที่: 6 ตุลาคม 2554 เวลา:15:40:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]