มึนไปตามใจฝัน
<<
มกราคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
19 มกราคม 2552

6 วันในการเดินทาง "กรุงเทพฯ-หมู่เกาะสุรินทร์-????" [กรุงเทพฯ]

กรุงเทพฯ วันที่ 4 มกรา 2552

"เริ่มต้นการเดินทาง(เพ้อเจ้อ)"

ผมนั่งเล่นเน็ตเรื่อยๆ เปื่อยๆ
ทั้งที่วันนี้เย็นต้องออกเดินทาง
แต่ยังไม่ได้จัดเสื้อผ้าใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ออฟชั่นเสริม(ที่ไม่ได้จำเป็นเท่าไหร่นัก) กลับเตรียมพร้อมเต็มที่
เต๊นท์ที่นำมาเช็คสภาพก่อนใช้งาน
เสื้อชูชีพนำมาปัดฝุ่น(ตั้งแต่ซื้อมาเพิ่งใช้ไปครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน)
กระเป๋ากล้อง ที่ใช้เวลานานมากในการตัดสินใจจะเอาอะไรไปแน่
สุดท้ายเอาเลนส์ไป 3 ตัว และก็ไม่เอาขาตั้งกล้องไป
เพราะรู้สึกว่า เป็นภาระเสียเปล่าๆ
ระหว่างที่ทำตัวตามสบาย ฆ่าเวลาไปอย่างเลือดเย็นนั้น
ต่อมสำนึกในการท่องเที่ยวก็เตือนว่า
"ได้เวลาสนุกแล้วสิ ได้เวลาสนุกแล้วสิ"
แม้ผมจะไม่มีเพื่อน B2 คอยพูดซ้ำๆ ซากๆ
แต่ผมก็รู้ดีว่า เอ่อ... นี่มัน จะบ่าย 3 แล้วนะ ยังไม่ได้อาบน้ำและจัดเสื้อผ้าเลยนะเว้ย

หลังจากกุลีกุจอ อาบน้ำ และจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเสร็จสรรพ (ยัดๆ เข้าไป)
ก็เช็คอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมว่าขาดตกอะไรไปบ้าง
สมุดจดเล่มเล็ก ที่จดเบอร์อุทยานไว้ 3 - 4 ที่
เพราะยังไม่รู้ว่าถึงเวลานั้น
ที่ไหนน่าจะลงตัวที่สุด ก็เลยจดเบอร์อุทยานภาคใต้เผื่อๆ ไว้
พาสปอร์ทอุทยาน ตั้งแต่ซื้อมา 6 ปี เพิ่งมีสแตมป์ไปสองสถานที่
นอกนั้นเวลาไปไหนก็มักจะลืมทุกที
ไฟฉาย ที่ไม่มีถ่าน ไว้ซื้อที่เซเว่น (แอบหวั่นใจว่าเราจะลืมซื้อหรือเปล่านะ)
เช็คของทุกอย่างพร้อม
เกือบลืมสิ่งสำคัญ
กระเป๋าเงิน และ ตั๋วรถที่ข้าวสาร ระบุเวลา 5 โมงเย็น...

สภาพผมตอนนี้เป็นไอ้บ้าขนของ
ตอนนี้ผมแบกกระเป๋าเป้ขนาดใหญ่(ครึ่งตัวของผม) 75+15 ด้านหลัง
ส่วนด้านหน้าเป็นกระเป๋ากล้อง ที่มีขนาดกลางแต่เทอะทะพอควร
ตอนออกจากบ้าน
แม่บอกว่า นั่งแท็กซี่ไปเหรอ
ผมบอก ไม่อะ ผมจะนั่งรถเมล์ฟรีด้วย
แม่ฮาก๊ากเลย บอกว่า เอ่อ จะคอยดูว่าเขาจะให้แกขึ้นหรือเปล่า

ผมออกมายืนหน้าป้ายรถเมล์
บรรดาแท็กซี่ ก็มาชะลอๆ นัยความว่า "ขึ้นมาเซ่ จะแบกเป้นั่นขึ้นรถเมล์หรือไร"
ผมเข้าใจดีครับสภาพผมตอนนี้เป็นที่ต้องการของพวกคุณ
เห็นแบบนี้ ผมจะขึ้นรถเมล์ฟรีครับ (หน้าด้านจังเรา)
แท็กซี่ ที่มารอๆ ก็เริ่มรู้ตัวว่า รอผิดคนซะละ เจอคนงกเข้าให้แล้วไงละ

ระหว่างที่รอรถ เวลาก็ยังคงเดินไป
ตอนนี้เวลาผ่านบ่าย 4 โมงไปแล้ว
ผมชักหวั่นๆ ต่อมประหยัดเริ่มแตกสลาย
แต่แล้วรถเมล์แห่งความหวังก็มา
แม้จะไม่ใช่รถเมล์ฟรี(ผิดคาดไปหน่อย) แต่นั่งรถแอร์ไปข้าวสาร
ก็แค่ 17 บาทเท่านั้น(ถึงกระนั้นก็ยังอยากจะขึ้นรถฟรี -_-')

และแล้วผมก็พบว่า ผมอกหัก
มีอยู่สองอย่างที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น
รถเมล์สาย 68 วิ่งเลนสอง
ข้างหน้ามีแท็กซี่ เขียว-เหลือง

1 คนขับรถรถเมล์คิดว่าคนแบกเป้อย่างนี้ เรียกแท็กซี่ที่อยู๋หน้าเราชัวร์

2 กระเป๋ารถเมล์คิดว่า "ลูกพี่ อย่าได้รับมันขึ้นมาเชียวนะ ไม่งั้นคืนนี้มีเคลียร์

นั่นแหละครับ การอกหักของผม แม้จะมีมือที่สามเป็นแท็กซี่ เขียว-เหลืองมารอ
แต่ผมในตอนนั้น อยากจะเอากระเป๋าทุ่มใส่รถมันให้รู้แล้วรู้รอดกันไป ;p

และแล้วผมก็ยอมแพ้ เพราะกว่ารถเมล์จะมา
กว่าจะไปถึงข้าวสาร เกรงว่าจะไม่ทันรถเปล่าๆ
นั่งรถแท็กซี่ก็ได้ฟะ
แน่นอนว่า ผมไม่นั่งคันเมื่อกี้หรอก ก็วางฟอร์มไปสักพัก
ก็เลือกคันต่อมา ;p (ก็เสียเงินเหมือนกันแหละว๊า)


มาถึงข้าวสาร 4 โมงครึ่ง
เร็วสุดๆ ;p มาถึงก็ไปฝากกระเป๋าร้านที่เราซื้อตั๋วไว้
ยังมีเวลาเหลือพอควร ก็ออกมาเดินเล่น
และมากดเงินด้วย
อะ อะ อย่าดูถูกกันเน้อ ที่ข้าวสาร มีนครหลวงไทยสองจุดเชียวนะ --' (น่าภูมิใจมากกก)
จากนั้นก็ซื้อน้ำดื่ม ถ่านไฟฉายและขนมอีกห่อ



Lucky200_010509_001
ภาพแรกของฟิล์มม้วนนี้ ถ่ายเล่นๆ ที่ข้าวสาร



สำหรับเรื่องตั๋วรถนั้น + เรือ ที่ข้าวสารครับ ราคา 1800
ซึ่งเขาจะจัดการตั๋วรถไป คุระบุรี และเรือเฟอรี่ ไป-กลับ
ส่วนตั๋วรถกลับนั้น ต้องซื้อเองอีกที

ไปกับข้าวสารราคาถูกกว่าไปเองหรือ?
ไม่เลย ราคาก็เท่ากันกับไปซื้อตั๋วที่รถ และตั๋วเรือเอง
อาจจะถูกกว่านิดหน่อยด้วย
ของข้าวสาร เขาใช้บริการของภูเก็ตเซ็นทรัลทัวร์ รถออก 18.50
ราคา 551 บาท ส่วนเรือ ใช้ของซาบีน่า 1200 สำหรับเรือเฟอร์รี่
ถ้าเราไปตามนี้ก็ราคา 1751 บาท

แต่ที่ผมเลือกไปกับข้าวสาร เพราะคิดว่าแปลกดี
ไหนๆ ก็ไปคนเดียวแล้ว เลยขอประสบการณ์แปลกๆ ในชีวิตดีกว่า
ผมเองก็เคยใช้บริการไปเที่ยวกับข้าวสารมาแล้ว
ตอนไปเกาะพงัน
จำไม่ได้แล้วว่าราคา รถไปกลับ+เรือไปกลับ เท่าไหร่
รู้แต่ราคาไม่แพงเลย
แต่ก็ต้องเจอประสบการณ์แปลกๆ ที่ไม่ดีนัก เช่น
พาไปร้านอาหารจานละ 40 รสชาติห่วยๆ
น้ำดื่มแพงๆ ทั้งที่อยู่ในตัวเมือง เป็นต้น
แถมวันกลับก็มีปัญหาเรื่องเรือ
คือเรือเที่ยวกลับเสีย เลยต้องไปขึ้นเรือของบริษัทอื่นแทน
แต่รวมๆ ก็สนุกดี เพราะตอนเปลี่ยนเรือ มาลงที่เกาะเต่า
ก็ถือว่าได้มาเหยียบเกาะเต่าเล่นๆ ^^'
ส่วนครั้งนี้เพื่อไม่ให้พลาด ผมก็ซื้อน้ำดื่ม และขนม ตุนไว้
กะว่า ไม่ให้โดนฟันอีกแน่ๆ เรียกว่ามีประสบการณ์มาละครั้งนึง
ก็น่าจะรับมือได้ไม่ยาก

ผมมาขึ้นรถที่ข้าวสาร ที่บริษัทนัดผม 5 โมงเย็น
ปรากฏว่า คนที่ซื้อตั๋วของข้าวสารมีเพียงสองคน
คือผม กับสาวเกาหลี ซึ่งเธอมาแบกเป้ไปเที่ยวคนเดียวเหมือนผม
และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นประสบการณ์ดีๆ จากการเที่ยวครั้งนี้ของผมเลยล่ะ
ทริปนี้ ผมก็เลยได้เพื่อนใหม่เป็นชาวต่างชาติ นาม จีอึน ครับ

ตอนแรกที่บริษัทที่ผมซื้อตั๋วบอกว่า มีชาวต่างชาติอีกคนไปด้วย
เป็นคนเกาหลี ผมก็นึกว่าจะเป็นผู้ชายซะอีก
แถมตอนเจอครั้งแรก จีอึน คุยกับผู้ชายคนนึง ผมก็นึกว่าคนนั้นเป็นคนไป
แต่จริงๆ คนนั้นเป็นทีมงานของบริษัท กำลังแนะนำข้อมูลอยู่

ซึ่งบริษัทน่ารักมากๆ ครับ เรียกแท็กซี่ให้เราไปที่ สายใต้
เราไม่ต้องจ่ายเงินนะครับ
เขาบอกว่า อยู่ในค่าตั๋วแล้ว โอ้ว อีกหนึ่งความประทับใจครับ

บนรถแท็กซี่
ก็ทักทายพูดคุยกันนิดหน่อย
แล้วจีอึน ถามว่า ทำไมผมใช้กระเป๋าใหญ่มาก
ผมก็บอกว่า ในนั้นมันมีทั้งเต๊นท์
(คือกระเป๋าของผมไม่มีสายไว้ห้อยเต๊นท์อะ ผมเลยจับมันยัดลงไปในกระเป๋าเลย)
และก็มีเสื้อชูชีพ มีหน้ากากสน็อคเกอร์
นั่นแหละ เข้าใจกันแจ่มแจ้ง (ว่ามันบ้าอะป่าว ใส่เต๊นท์ลงในกระเป๋า)

เราไปถึงสายใต้ประมาณ 6 โมง
เราก็ไปแลกตั๋วรถ (เอาใบเสร็จที่ซื้อที่ข้าวสารไปแลก) ที่เซ็นทรัลทัวร์
ที่ข้าวสารเขาจะทำเป็นกระดาษซีรอท
บอกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษและเกาหลีอย่างละเอียด
มีรูปภาพบอกจุดที่จะไปแลกตั๋วรถ
รวมถึงภาพจุดที่จะไปพักรอรถไปท่าเรือที่คุระบุรี
และก็มีภาษาไทยว่า "ฉันจะไป บขส. คุระบุรี เมื่อถึง บขส. คุระบีแล้ว ช่วยเรียกฉันด้วย"
คงไว้ชี้ให้พนักงานบนรถอ่าน
ไม่แปลกใจทำไมชาวต่างชาติถึงชอบใช้บริการกัน
เพราะเขาดูแลใช้ได้เหมือนกัน
พอแลกตั๋วเสร็จ ผมก็นั่งคุยกับจีอึน เท่าที่จะคุยได้
มีเรื่องน่าอายตรงที่ หลายๆ ครั้ง ผมนึกศัพท์ไม่ออก
จีอึนก็เลยหยิบ ดิชชินนารี ไทย - อังกฤษมาให้ -_-' เอิ๊กๆๆ
ลืมบอกไปว่า จีอึน ใช้ภาษาอังกฤษเก่งมาก ไม่แปลกใจทำไมถึงกล้าเที่ยวคนเดียว
และจากที่คุยกันนั้น จีอึน ก็เป็นคนที่เที่ยวเก่งมากๆ
สถานที่สำคัญๆ และประเทศในแถบเอเชีย
เธอไปมาเกือบหมดแล้ว
ทั้งลาว กัมพูชา มาเลเชีย ฟิลิปปินส์
ไทยเธอมา 10 ครั้งแล้ว
แถมไปเกาะสุรินทร์มาแล้วครั้งนึง
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเดินทางจากกรุงเทพฯ
เพราะครั้งแรก เธอบอกว่า เที่ยวภูเก็ต และจากภูเก็ตไปเกาะสุรินทร์
ระหว่างนั้นก็คุยเรื่อยๆ เปื่อยๆเท่าที่ผมจะนึกศัพท์ออก(-_-')
และแล้วก็นึกเรื่องชวนคุยได้อีกเรื่อง
ผมหยิบสมุดพาสปอร์ทของอุทยานมาให้ดู
และก็บอกว่า ทุกอุธยานที่เราไป เขาจะมีตราประทับไม่เหมือนกัน
เจ้าสมุดเล่มนี้ก็จะไว้เก็บตราประทับต่างๆ เพื่อบอกว่าเราได้ไปที่ไหนมาบ้าง
ในสมุดของผม มีประทับตราแค่สองที่
อุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ กับ ไทรโยค
ตราของเขื่อนศรีนครินทร์จะมีรูปหมีที่ดูคล้ายหมีแพนด้า
จีอึนถามว่า ที่นั่นมีหมีแพนด้าเหรอ
ผมบอกว่า เอ่อ...มันไม่มีทางมีหรอก ก็ฮาก๊ากกันไป

คุยกันถึง 6 โมงครึ่งผมก็บอกว่าเราควรจะไปที่รถได้แล้ว
เพราะในตั๋วบอกว่า รถออก 18.50
แต่พอเราไปถึงรถ ก็นั่งเบื่อๆ กันไป
เพราะรถออกจริงประมาณ 19.20
สายไปครึ่งชั่วโมงครับ
ที่สายใต้วันนั้นคนเยอะเหมือนกัน
เข้าใจว่าคงทยอยกลับไปเตรียมทำงานวันจันทร์นั่นแหละ

ผมมีข้อดีในการเดินทางอยู่อย่าง คือเป็นพวกไม่เมาเลย
ไม่ว่าจะรถวิ่งกี่โค้ง หรือเรือจะโคลงเครงแค่ไหน
ผมก็ไม่ค่อยมึน เมา เท่าไหร่
แต่ผมมีข้อเสียที่แย่กว่านั้นคือ
เป็นพวกนอนไม่หลับบนรถทัวร์(แต่หลับเก่งบนรถเมล์ -_-')

ตอนแรกรถทัวร์เปิดเพลงมิวสิคของอาร์เอส
ก็ดูเพลินๆ ดี
สักพักก็ฉายหนัง
ฉาย Transporter 3 ด้วยแหละ
เป็นพากย์ไทย (แบบใต้ดิน) ห่วยมาก
พากย์ได้เละ หนังเองก็ไม่ได้เรื่องได้ราวเล้ย
บทบู๊ก็ไม่ค่อยจะมันสักเท่าไหร่
แต่ก็ดูจนจบ เพราะนอนไม่หลับ -_-'
หันไปมองข้างๆ จีอึนหลับไปซะละ
คนอื่นๆ ก็หลับกันหมด
เราก็ได้แต่หลับตาแหละครับ

ราวๆ ตี 1 ได้ รถจอด ให้แวะทานข้าว ที่ไหนผมก็จำไม่ได้ล่ะ
ตอนแรกผมเข้าใจผิด คิดว่าตั๋วที่เราซื้อคงไม่มีข้าวให้
เพราะเห็นคนประกาศ บอกแค่ว่า เอาตั๋วไปแลกเครื่องดื่มได้
ผมก็พาจีอึน เอาตั๋วไปแลกนมเปรี้ยวมาคนละกล่องนึง
และก็จะกลับขึ้นรถ
แต่จีอึนบอกว่า บริษัทบอกว่า ตั๋วนี้เราได้ข้าวด้วยนะ
ผมก็ไม่แน่ใจเลยเดินไปถามบนรถอีกที
พี่เขาก็บอกให้ไปตรงโซนอาหารท้ายๆ นู้น
จนเราได้กินข้าวจนได้
กับข้าวอร่อยคราวนี้อร่อยใช้ได้
อาหารที่จัดให้คราวนี้ มีแต่แกงเผ็ดๆ
(ยังงงๆ ว่า มันเข้าใจผิดเปล่า นี่มื้อตี 1 นะเฟ้ย
จัดซะกะให้ จุ๊ดๆ กันหรืออย่างไร)

มีแกงอันนึง ผมไม่แน่ใจว่าแกงอะไรเหมือนกัน (คล้ายๆ แกงส้มแต่ไม่ใช่อะ)
จีอึนบอกว่า รสชาติเหมือนอาหารเกาหลีเลย ชอบมาก
ที่โต๊ะกินข้าว ผมก็ได้เจอพี่คนไทยสองคน
คือพี่กวง กับพี่แหม่ม
คุยกันแล้วพบว่า ทั้งสองคนนี้ก็ไปเกาะสุรินทร์เหมือนกัน
และก็ขึ้นรถมาคันเดียวกันกับเราด้วย
พี่ทั้งสองคน เขาเข้าใจว่า ผมเป็นคนเกาหลีซะอีก
เห็นมาด้วยกันกับจีอึน
ผมบอกว่า จริงๆเพิ่งมารู้จักกันเนี่ยแหละครับ^^'

พอขึ้นรถ
จีอึนบอกว่า ถ้าผมมาคนเดียว ผมก็คงอดกินข้าว
ส่วนถ้าเขามาคนเดียว เขาก็คงอดได้นม
เรามาด้วยกัน ก็เลยได้ครบทั้งคู่ ^^


ตลอดทางผมก็นอนไม่หลับเหมือนเดิม
มองไปนอกหน้าต่าง เห็นดาวเต็มฟ้าเลย
เห็นดาวแล้วคิดถึงขาตั้งกล้อง(อ้าว)
คือคิดว่า ถ้าเอามาด้วย ตอนอยู่บนเกาะ คงได้ใช้แน่ๆ
แต่ก็ช่างเหอะ สภาพตอนนี้ เป็นไอ้บ้าหอบทุกอย่างอยู่แล้ว

ประมาณตี 5 เรามาถึงที่คุระบุรี
มีคนของบริษัท ซาบีน่า มารอรับ
พูดภาษาอังกฤษใส่เรา
เราเลย "สวัสดีครับ"
เขาก็ อ้าว คนไทยเหรอ เห็นทางนั้นบอกว่า เป็นคนเกาหลีสองคน
จากนั้นก็นำเราไปพักที่บริษัทซึ่งอยู่ริมถนนนั้นแหละ
เพราะรถที่จะไปส่งที่ทาเรือ ประมาณ 6 โมงกว่าๆ
ส่วนเรือออก 9 โมง ;p

คนที่บริษัทน่ารักครับ ต้อนรับเราอย่างดี
ให้พักในตึก เก็บกระเป๋า และก็จะอาบน้ำ หรือนอนพักก่อนก็ได้
แต่ผมก็ไม่รู้สึกง่วงแล้วละ
ก็แปรงฟันก็พอละ


Lucky200_010509_002

ภาพแรกจากคุระบุรี ระหว่างนั่งเล่นหน้าตึกที่ให้เราพัก


5 มกราคม คุระบุรี ......


Create Date : 19 มกราคม 2552
Last Update : 19 มกราคม 2552 22:36:26 น. 0 comments
Counter : 585 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

วัชเจียเหว่ย
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add วัชเจียเหว่ย's blog to your web]