Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2549
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
12 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๒ .. O








ภาพ .. ผลงาน อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต.



เพลง .. ลาวคำหอม
กอไผ่
เอื้อเฟื้อ .. เพรง.พเยีย



.. อารัมภบท ..



๑๑๑. แสงจันทร์ส่องโลกพ้อง - - - อำไพ
หรีดหริ่งร่วมเรไร - - - ร่ำร้อง
ลมแผ่วผ่านไม้ไกว - - - กวัดกิ่ง
ภาพหนึ่งภพหนึ่งพร้อง - - - เพรียกย้อนก่อนยาม ฯ

๑๑๒. ลำลมโลมลูบท้อง - - - ชโลทร
แว่วศัพท์ว่าเสียงอร - - - โอดอื้น
ลมวูบกลบเว้าวอน - - - วากย์ลับ เลือนนา
น้ำกระเพื่อมแผ่นพื้น - - - พลิกพื้นแยกผิว ฯ





๑๑๓. ชายสไบไหววูบแล้ว - - - ลับเลือน
เงาเหลี่ยมเจดีย์เสมือน - - - ม่านห้อม
พักตร์หนึ่งดั่งเหลียวเบือน - - - บอกเลศ
ภาคหนึ่งภพหนึ่งพร้อม - - - ผ่านให้แลเห็น ฯ

๑๑๔. บุญนำกำหนดรู้ - - - รูปนาม
ผ่านภาพสัญญาลาม - - - เหลื่อมซ้อน
ยิน-ยล-วกสู่ยาม - - - ยุคเก่า พู้นแฮ
แสงบ่ายระยับย้อน - - - บ่ายย้อนใจสยาม ฯ


.. พศ. ๒๒๘๙ .. แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ


๑๑๕. ไพหารตระหง่านเงื้อม - - - เงาแสง
เหลือบกระเบื้องดุจแดง - - - ชาดย้อม
ฟ้าบนเหล่านกแผง - - - โผผก
เสียงกระหน่ำฆ้องพร้อม - - - พากย์ถ้อยธรรมวิถี ฯ

๑๑๖. ช้างม้าอึกทึกพื้น - - - แผ่นไผท
คลาคล่ำเหล่าพลไกร - - - แกร่งกล้า
วอจ้าวบ่าวแบกไป - - - ประกอบกิจ
นวลแน่งเดินช้าช้า - - - แช่มช้อยชม้อยตา ฯ



พระบรมมหาราชวังหลวงโบราณแห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนเสียกรุงครั้งที่ ๒ .. มองเห็นยอดเจดีย์สามยอดเรียงกันไกลๆนั่นคือ ปรางค์สามองค์แห่งวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่ปัจจุบันนี้อยู่ริมทางเดินเข้าวัดพระมงคลบพิตร .. พระที่นั่งองค์ใกล้สุดคือพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ .


๑๑๗. เวียงวังไพจิตรล้ำ - - - ลวดลาย
โก่งกนกงอนปลาย - - - ปราดเลื้อย
เลื่อมทองเหลื่อมแสงฉาย - - - โชนอยู่
ราวอัคคีเปลวเฟื้อย - - - ฝ่าเวิ้งห้วงสวรรค์ ฯ

๑๑๘. งามเอยงามพักตร์พริ้ง - - - พรายตา
จีบจับสไบพัสตรา - - - แต่งเจ้า
เกล้าทรงพุ่มเกศา - - - เสียบปิ่น
ดลเนตรหนึ่งใฝ่เฝ้า - - - ฝากน้ำใจถนอม ฯ

๑๑๙. มาลีหอมกลิ่นเร้า - - - รุมใจ
แต่เมื่อนิลเนตรใคร - - - ลอบชม้าย
อวลอยู่แต่ความใน - - - เนตรบ่ง นาแม่
ดาลระลอกอุ่นคล้าย - - - คุให้ถวิลหา ฯ


.. แม่หญิงเรไร ..


๑๒๐. รูปหนึ่งเหนี่ยวอาลัยอยู่ในฝัน
เพรียกร่องรอยผูกพันของวันก่อน
คอยลอบเร้นกำชับทุกหลับนอน
ให้วกย้อนมารับอย่าลับร้าง

๑๒๑. เสมอปาริชาติหอม .. โชยล้อมถิ่น
กำจายกลิ่นผ่านเผยกรรมเคยสร้าง
เพรงสัญญาย้อนเตือนอยู่เลือนลาง
แล้วค่อยพร่างพรายภาพ .. กำซาบทรวง

๑๒๒. แต่สิ้นฝนน้ำนอง .. เจิ่งสองฝั่ง
ประทีปปลั่งแสงพราวล้อดาวสรวง
เอื่อยอ่อยคล้อย .. เอื้อหวังชนทั้งปวง
ให้ทุกข์ล่วงถ่วงหายกับสายชล





๑๒๓. ตองจีบเยี่ยงจงกล .. ลอยบนน้ำ
ประดิษฐ์คำย้ำลงให้ส่งผล
แม่คงคา .. ข้าน้อยจะลอยกล
หวังปลดป่นหม่นหมองลอยล่องไป

๑๒๔. มือเรียวค่อยไหวนำ .. วักน้ำช่วย
เอื้ออำนวยจีบตองนั้นล่องไหล
ตราบสบเลศเนตรซึ้งของหนึ่งใคร
โอ้ .. หวั่นไหวเขินอาย .. ด้วยหมายนั้น

๑๒๕. สองประทีปอธิษฐาน .. ลอยผ่านใกล้
เข้าคลอไฟจนเห็นเปลวเต้นสั่น
ก่อนเคียงคู่ล้อไหล .. อาศัยกัน
โอ .. กระทงสำคัญ .. ทำหวั่นอาย

๑๒๖. ชม้ายมอง .. แปลกหน้าปรายตาสบ
เมื่อบรรจบเลศนัยยิ่งใจหาย
วูบวาบด้วยรุมร้อนไม่ผ่อนคลาย
ในอกคล้ายระทึกก้องดั่งกลองตี

๑๒๗. สไบบางพลิ้วลับ .. ไปกับพลบ
จะเกลื่อนกลบฤๅไฉนน้ำใจนี่
นองดั่งน้ำล้วนถวิลและยินดี
อันไหลรี่ซาบซับอยู่กับทรวง


.. บุหลันลอยเลื่อน ..





๑๒๘.หลังแสงสูรย์ลับรอย .. จึงคล้อยเคลื่อน
โรจน์บุหลันลอยเลื่อนขึ้นเยือนสรวง
ด้วยผกายภาคเพ็ญอันเด่นดวง
จึงเหนี่ยวหน่วงผองพิศให้ติดตาม

๑๒๙.เมื่องดงามสูงส่งเห็นตรงหน้า
ย่อมต่อตั้งปรารถนาหวังฝ่าข้าม
เชื่อมอาวรณ์อ่อนไหวที่ไหลลาม
แปรเป็นงามเยื่อใยและไมตรี

๑๓๐.น้ำค้างหยาดไม้พันธุ์ท่ามจันทร์แสง
ขณะแหล่งน้ำใจเริ่มไหลรี่
ระอุอุ่นกรุ่นไออยู่ในที
ก่อนจะหลามล้นปรี่ .. โหมลีลา

๑๓๑.สะท้อนผืน .. แผ่นน้ำในค่ำนี้
เป็นฤดีโชนช่วง .. ความห่วงหา
ดังจะกลบสีสันแห่งจันทรา
เพื่อจะพาเงื่อนนัยลอยไหลย้อน

๑๓๒.กระทบผิว .. น้ำผืนในคืนค่ำ
สู่ลึกล้ำเสน่หาไม่ราผ่อน
ขณะวงน้ำวาดเริ่มขาดตอน
แต่ .. อาวรณ์ห้วงสวาดิยากขาดตาม

๑๓๓.คืออัคคีโหมแรงกลางแหล่งโลก
ให้กล้ำโกรกรอยสาปรสวาบหวาม
ที่โลมรุมลุกไล้ดั่งไฟลาม
ไฟอันคอยคุกคามทุกยามคืน

๑๓๔.อุบัติความรู้สึกอันลึกล้ำ
ให้ตรากตรำหลุมขวากอันยากฝืน
แต่งเป็นชาติเป็นภพสุดกลบกลืน
โหมเป็นคลื่นรติฤทธิ์เกินปลิดปลง

๑๓๕.สะท้อนความรู้สึกอันลึกล้ำ
แฝงผิวน้ำแขผ่องช่วยส่องส่ง
ความอาลัยอาวรณ์ให้ย้อนลง
จนมั่นคง .. ข้างใจ .. ของใครนั้น


.. นางในแห่งวังหน้า ..





๑๓๖. สนองงานโสตสดับเฝ้ารับใช้
ด้วยจิตใจน้อมลงจำนงมั่น
รอคอยทุก .. รับสั่งในบังคัล
สนมผู้จอมขวัญพระบัณฑูร

๑๓๗. บิดาเป็นคุณพระ .. ในอุปราช
ผู้จักยาตรเยื้องไปสู่ไอยสูรย์
ทรงเมตตาช่วยเหลือคอยเกื้อกูล
ภักดีทูลกระหม่อมท่าน .. มานานนม

๑๓๘. ธิดาน้อยงามละมุนของคุณพระ
ร่ำเรียนงาน .. ศิลปะในพระสนม
มารยาทปลูกฝังเข้าสังคม
เฝ้าอบรมบ่มคิดฝึกจิตใจ

๑๓๙. งามจริตกิริยามารยาท
ทั้งโดยชาติเชื้อสกุลอุดหนุนให้
จึงพรั่งพร้อมครบสิ่งอันหญิงไทย
ควรมีไว้คู่ตัว .. โดยทั่วกัน

๑๔๐. เชื้อสายฝ่ายมารดา .. บรรดาล่วง
สืบสกุลวังหลวงหลายช่วงขั้น
เป็นนักรบแกร่งกล้าช่วยราชันย์
ปกครองแคว้นผูกพัน .. ร่วมกันมา

๑๔๑. เย็บปักถักร้อยประดอยประดิษฐ์
นิรมิตแกะสลักพืชภักษา
ระเบียบวังนั่งลุกในทุกครา
ก็งดงามลีลาท่วงท่าที

๑๔๒. หากใครหนึ่งเห็นหน้า .. ที่ท่าน้ำ
ได้ย้อนย้ำอุ่นไอสู่ใจศรี
ประทีปร่วมลอยไป .. ดั่งไมตรี
ได้วารีหลั่งเอื้อ .. สานเยื่อใย

๑๔๓. คำนึงในม่านพลบคำรบนี้
ใจหนึ่งที่ตื่นรับ .. เกินหลับไหล
คืออกอุ่นนารี .. ผู้มีใจ
ย่อมหวั่นไหว .. แต่ผู้เป็นคู่กรรม

๑๔๔. ดึกดื่นลูกคุณพระ .. ใจละห้อย
คะนึงรอยรูปพบ .. เฝ้าอบร่ำ
ด้วยอารมณ์หวานละมุนที่หนุนนำ
จนเพ้อพร่ำอาวรณ์ไม่ผ่อนคลาย

๑๔๕. ถวิลถึงก็วิตกสะทกสะท้อน
จนหลับนอนหวั่นใจอยู่ไม่หาย
ฉงนอยู่ก็แต่ในน้ำใจชาย
จะมาดหมายมุ่งมั่น .. หรือบั่นทอน

๑๔๖. ร่ำลาสมเด็จฯ ท่านกลับบ้านแม่
ในคืนแขเต็มดวง..ร่วมบวงอ้อน
แม่คงคาผ่านพรากทุกข์จากจร
เพียรขอวอนโศกเศร้า .. ช่วยเพลาแรง

๑๔๗. จันทร์กระจ่างกลางฟ้า .. น้ำบ่าไหล
เมื่อน้ำใจใครล้นเอ่อบนแหล่ง
ถวิลคอยรอยคำ .. ย้อนสำแดง
ประโลมแต่งสุขสมให้ชมเชย


.. คุณพนาย ..


๑๔๘. ยิ่งจันทร์ในชั้นสรวงจักล่วงแสง
คือแจ่มแจ้งแก่ใจ .. เมื่อใครเผย
รูปแห่งพักตร์สำทับแล้วลับเลย
ก่อนอาจเอ่ยเอื้อนคำ .. ร่วมจำนรรจ์

๑๔๙. เต็มท่าทีกิริยานางข้าหลวง
แต่มองล่วงรูปไปก็ใจสั่น
ดั่งร่องรอยเลือนลางแต่ปางบรรพ์
ข้ามกัปกัลป์ทับทาบ .. เป็นภาพใคร .. !

๑๕๐. ห้อยเหรียญทองรูปพระ .. แสงสะท้อน
ก็แต่ตอนจุดประทีป .. ก่อนรีบไหล
อธิษฐานสัมฤทธิ์อย่าผิดไป
หวังดวงใจงามนั้น .. เป็นขวัญตา

๑๕๑. สงบเสงี่ยมงามจริงแม่หญิงวัง
ยามลุกนั่งสง่ามีในทีท่า
เมื่อแย้มยิ้มยั่วกันจำนรรจา
ละม่อมหน้า .. อารมณ์เหมาะสมควร

๑๕๒. ลูกสาวของใครหนอ .. ลออเหลือ
เผยผ่องเนื้อเนียนระบัดทุกสัดส่วน
ลูกคุณพระ .. ช่างทอง .. แม่ผ่องนวล
แว่วความล้วน .. สูงสง่า .. สมท่าที

๑๕๓. ลูกคุณพระช่างทอง .. เจ้าผ่องพักตร์
พิไลลักษณ์ล้ำล้วนทุกส่วนศรี
แต่วนเวียนมุ่งใจสานไมตรี
โอ .. แต่นี้ถวิลเห็นจะเค้นใจ

๑๕๔. เหมือนดั่งเพรงบุญกรรมช่วยย้ำส่ง
จึงลุ่มหลงรูปลักษณ์เกินหักไหว
หรือแรงฤทธิ์อธิษฐานแต่กาลใด
สำทับใส่ฉลักมั่นลงสัญญา

๑๕๕. ราชบัณฑิตในองค์ผู้ทรงศักดิ์
ขุนเสนาพิทักษ์ผู้หนักฐา-
นันดรอุปราชเพียบอาชญา
ดั่งแสงจ้าเดือนเพ็ญ .. ยากเร้นดวง

๑๕๖. เชิงกวีเชี่ยวชาญโวหารกล้า
เลื่องลือชาชื่อดังถึงวังหลวง
ที่น้อมตามรับสั่ง .. กานท์ทั้งปวง
ก็งามล่วงล้ำค่าเกินหน้าใคร

๑๕๗. แต่สบงามคืนเพ็ญถึงเข็ญขุก
ตราบนั่งลุกภาพนั้นคอยสั่นไหว
ภาพในห้วงว้าเหว่ .. แม่เรไร
แม่ขับไขรูปประทับทุกหลับตา

๑๕๘. ลูกคุณพระช่างทองบ้านคลองมอญ
ลำดับตอนปรากฎร่วมยศถา
ราชวงศ์บ้านพลูหลวงหลายช่วงมา
เครื่องประดับตีตรา .. สูงค่านัก

๑๕๙. ส่วนเทือกเถาเชื้อสายทางฝ่ายแม่
ก็ล้วนแต่ยศถาบรรดาศักดิ์
สายวังหลวงสืบวงศ์ด้วยจงรัก
ย่อมเต็มภักดีเหง้าของเหล่าตน


.. ใต้ร่มเงาฉัตร ..


๑๖๐. หมอบเฝ้าทูลกระหม่อมพระจอมขวัญ
หากใจนั้นวูบวับอยู่สับสน
ถวิลถึงรอยร่างใครบางคน
ในคืนชลเต็มฝั่งเดือนปลั่งกาล ..

.. ซึ่งว่าจะพาชม
บรมสุขสนุกสนาน
ชอบรสพจมาน
ไม่ควรการอย่าเจรจา

.. ครุฑฟังสายสุดสวาท
ปรามาสกนิษฐา
เจ้าดวงทิพย์มณฑา
วาจาจัดสารพัดงอน ..

๑๖๑. โอษฐ์เอื้อนกาพย์กรองให้ลองสดับ
เลือกสอดศัพท์วางดูเช่นครูสอน
กรองความเกลาฉันทลักษณ์ทุกวรรคตอน
ถ้อยสุนทรแบบฉบับ .. ท่านจับวาง

.. กางกรโอบอุ้มแก้ว
เจ้างามแพร้วสบสรรพางค์
ปีกปกอกเอวนาง
พลางคลึงเคล้าเต้าจรัล

.. ฉวยฉาบคาบนาคา
เป็นภักษาพาผกผัน
หางกระหวัดรึงรัดพัน
ดั้นเมฆามาสิมพลี ..

๑๖๒. แผ่วลมโชยโบยโบกกรรโชกร้อน
หากอาวรณ์กำจายไม่หน่ายหนี
สติตั้งยังหน้าต่อวาที
คำนึงพี่ล้วนเงาลำเพาพาล

๑๖๓. มโหรีฆ้องวงเริ่มส่งเสียง
ปล่อยสำเนียงยินแว่วอยู่แผ่วหวาน
ประโลมคลอขับร้องทำนองกานท์
เสียงเอื้อนปานจะเหนี่ยวครุฑให้หยุดกรรม

๑๖๔. จิตลอยล่องลิ่วไปสู่ใครหนึ่ง
ผู้คำนึงรูปเงาทั้งเช้าค่ำ
แต่กาพย์กรองผ่านหูไม่รู้คำ
ด้วยเพ้อพร่ำจะละเลงแต่เพลงยาว

๑๖๕. ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ
ผู้โดยเดชเฉกวันในชั้นหาว
เบือนพักตร์มารับสั่งเป็นครั้งคราว
ร้อยเรื่องราววางศัพท์ให้รับกัน

.. ปักษีกรีฑาชม
ภิรมเปรมเกษมสันต์
กลมเกลียวเกี่ยวกรพัน
ผันยั่วเย้าเคล้าคลึงชม

.. สองสุขสองสังวาส
แสนสุขสวาทสองสู่สม
สองสนิทนิทรารมณ์
กลมเกลียวชู้สู่สมสอง ..


.. สบหน้า ..


๑๖๖. ราชบัณฑิตในพระอุปราช
คำนึงนาฏอาลัยหัวใจล่อง
สืบเสาะสังกัดในด้วยใจปอง
แม่เนื้อทองแม่พักตำหนักใด

๑๖๗. ต่อรุ่งเช้าแจ่มแจ้งด้วยแสงสี
อาทิตย์ลีลาศบทมอบสดใส
วอเจ้าเคลื่อนท่ามกลางเหล่านางใน
ฉมมาลัยกรุ่นกลิ่นผ่านถิ่นนั้น

๑๖๘. รูปหนึ่งงามโดดเด่น .. แต่เห็นหน้า
ส่งคุณค่าสู่ใครจนไหวหวั่น
สไบทองแพรระยับสีรับกัน
ขับผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย

๑๖๙. ตามเสด็จ .. ตักบาตรอาวาสเหนือ
หวังก่อเกื้อศรัทธาร่วมอาศัย
ใต้ร่มเงาฉัตรชั้นตราบบรรลัย
ด้วยหัวใจแน่นหนัก .. ความภักดี

๑๖๐. ตราบเหลียวสบหนึ่งหน้า .. ก็ว้าวุ่น
อาวรณ์กรุ่นพล่านในห้วงใจศรี
ประหม่าเขินอายหน้าทุกท่าที
หากเต็มปรี่อภิรมย์ .. ยากข่มใจ

๑๗๑. พ่อเอย .. มายืนมองแอบจ้องหน้า
คนเขาจะครหา .. นินทาได้
เพื่อนเพื่อนเขาลอบยิ้มกันกริ่มไป
ช่างกระไรจ้องอยู่ .. แต่ผู้เดียว

๑๗๒. อุทธัจคั้นเลือดแต่งแก้มแดงซ่าน
เนตรย่อมหวานหยดอยู่แต่รู้เหลียว
จนสบจ้องหวานยิ่ง .. เสียจริงเจียว
เนตรย่อมเหนี่ยวใจสองให้ผ่องพราย

๑๗๓. สวยปีกผีเสื้อบินกลางถิ่นทุ่ง
ขณะรุ่งรวิวรณ์เริ่มชอนฉาย
ลำลมหอบอุ่นนักมาทักทาย
แตะร่องรอยความหมายขึ้นว่ายวน

๑๗๔. แดดใสแผ่นฟ้าครามในยามนี้
เหลื่อมแสงสีอบอุ่นแทนฝุ่นฝน
เมฆขาวแทนมืดดำฟ้าคำรน
วิหคบนแทนวิชชุที่คุไฟ

๑๗๕. งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดด
ทอดลงแวดล้อมขวัญจนหวั่นไหว
สัมผัสอ้อมอุ่นทั่วถึงหัวใจ
ซ่านลงใส่ลวกสิ้นถึงวิญญาณ

๑๗๖. ระยับแดดเหลือบแล้วที่แววขน
เข้าปลาบปนเนตรแก้วจนแววหวาน
นั้นเอ่อออกสำทับอยู่นับนาน
จนสุดหาญฝ่าบ่วงให้ล่วงพ้น ..

๑๗๗. งามปีกผีเสื้อลายระบายป่า
ระยับทาแนวเถื่อนอยู่เกลื่อนกล่น
ปีกแห่งรักพลิ้วพรายลอยว่ายวน
ดั่งจำนนต่อหมายที่ว่ายเวียน

๑๗๘. โลมแดดอุ่นทินกรให้ร้อนร้าว
จนอกผ่าวรติฤทธิ์เกินปลิดเปลี่ยน
ประทับรอยลึกล้ำตราบจำเนียร
เป็นส่วนเสี้ยนตอกย้ำรอยจำนง

๑๗๙. สวยปีกผีเสื้อบินกลางถิ่นที่
ม่านไมตรีก็สะพัดระบัดบ่ง
นิรมิตสุคนธรสให้จดลง
ร่วมรับส่ง .. สืบไว้ด้วยนัยเดียว

๑๘๐. สุรโลก .. ชลอลงก็คงใช่
แต่เมื่อใครหนึ่งพ้องรับข้องเกี่ยว
เนตรนั้นปล่อยปรารมภ์ .. รอกลมเกลียว
เสมอเหนี่ยวเพรงภพ .. บรรจบวง

๑๘๑. ลอบมองรูป-หน้าอร .. อกร้อนรุ่ม
จากเพลิงขุมอาลัยแรงใหลหลง
ก็เมื่อนั้นแรงกรรมโหมจำนง
จนมั่นคง .. ผ่านอดีตที่ขีดทาง


.. ตามเสด็จกระบวนเรือ ..


๑๘๒. ล่วงเที่ยงยาม .. เหล่านวลของส่วนใน
ตามวอท่านลับไปจนไกลห่าง
ขณะแววเนตรใส .. น้ำใจนาง
ดั่งลอยคว้างเคว้งอยู่ .. ไม่รู้เลือน

๑๘๓. ผ่านอุโบสถพระ .. อกสะท้าน
แต่เมื่อหวานหยัดรอยไม่คล้อยเคลื่อน
ทองอร่ามองค์พระ .. ดั่งจะเตือน
จะแล่นเลื่อนอาลัย .. จงใคร่ครวญ

๑๘๔. สืบเท้าล่วงอาวาสพระศาสนา
แต่ลับหน้ารูปรอยละห้อยหวน
แม่เอย .. เช้าสู่ค่ำย่อมคร่ำครวญ
คำนึงล้วนจะโหมสู่ .. แม่ผู้เดียว

๑๘๕. วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ด
ดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยว
สรวงย่อมมืดหม่นครัน .. เพราะจันทร์เรียว
เผยส่วนเสี้ยวแสงซึ่ง .. ไม่ถึงงาม

๑๘๖. ครั้นเดือนเพ็ญ .. ล่องเรือ .. ตามเหนือเกล้า
ที่ใฝ่เฝ้าปองรักฤๅหักห้าม
กายอยู่เรือ .. ใจหลง .. อยู่นงราม
จักขืนข้ามฝ่าชลมาดลใจ





๑๘๗. เพียงฟ้าแดงแสงจันทร์ก็พลันลับ
คือคาบคราวดาวอับแรงขับไข
กระบวรเรือพร้อมฝ่าชลาลัย
เมื่อพลไกรพร้อมพรั่งที่นั่งตน

๑๘๘. มโหรีปี่กลองร่วมฆ้องประโคม
ก่อนถาโถมคลื่นเคลื่อนสู่เถื่อนหน
กระหึ่มเหิมเห่ร้องลำพองพล
ดั่งเข้ารณศัตรูให้รู้วาย ..

.. พระเสด็จโดยแดนชล
ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย
กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย
พายอ่อนหยับจับงามงอน

.. นาวาแน่นเป็นขนัด
ล้วนรูปสัตว์แสนยากร
เรือริ้วทิวธงสลอน
สาครลั่นครั่นครื้นฟอง

.. เรือครุฑยุดนาคหิ้ว
ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง
ร้องโห่เห่โอ้เห่มา

.. สรมุขมุขสี่ด้าน
เพียงพิมานผ่านเมฆา
ม่านกรองทองรจนา
หลังคาแดงแย่งมังกร

.. สมรรถไชยไกรกราบแก้ว
แสงแวววับจับสาคร
เรียบเรียงเคียงคู่จร
ดังร่อนฟ้ามาแดนดิน

.. สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อย
งอนชดช้อยลอยหลังสินธุ์
เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์
ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม

.. เรือไชยไวว่องวิ่ง
รวดเร็วจริงยิ่งอย่างลม
เสียงเส้าเร้าระดม
ห่มท้ายเยิ่นเดิรคู่กัน

.. คชสีห์ทีผาดเผ่น
ดูดังเปนเห็นขบขัน
ราชสีห์ทียืนยัน
คั่นสองคู่ดูยิ่งยง

.. เรือม้าหน้ามุ่งน้ำ
แล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหง
เพียงม้าอาชาทรง
องค์พระพายผายผันผยอง

.. เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผน
โจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟอง
ดูยิ่งสิงห์ลำพอง
เปนแถวท่องล่องตามกัน

.. นาคาหน้าดังเปน
ดูขะเม่นเห็นขบขัน
มังกรถอนพายพัน
ทันแข่งหน้าวาสุกรี

.. เลียงผาง่าเท้าโผน
เพียงโจนไปในวารี
นาวาหน้าอินทรี
มีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม

.. ดนตรีมี่อึงอล
ก้องกาหลพลแห่โหม
โห่ฮึกครึกครื้นโครม
โสมนัสชื่นรื่นเริงพล

.. กรีฑาหมู่นาเวศ
จากนคเรศโดยสายชล
เหิมหื่นชื่นกมล
ยลมัจฉาสารพันมี ฯ

๑๘๙. ธงทิวผืนภูษาระย้าย้อย
ต้องลมพลอยปลิวปัดสะบัดสี
พายจ้วง .. เรือเคลื่อนฝ่าสายวารี
เมื่อหนึ่งน้ำใจนี้ไหลรี่นอง

๑๙๐. เหม่อมองไหล .. ยอดคลื่น, ตก, ตื่น, แตก
หัวเรือตัดน้ำแหวกจนแยกสอง
ที่เหม่อนั้นหัวใจรูปใครครอง
จะตัดปองปลิดได้ .. ดังใจฤๅ

๑๙๑. จวบบ่ายคล้อยคิดไปถึงใจแก้ว
พี่จากแล้วลับล่วงจักห่วงหรือ
แต่งานบุญสมคำ .. เขาร่ำลือ
หยิบจับถือเผื่อแผ่ ..งามแม่เป็น


.. ศศิรัศมิ์จรัสรอง ..


๑๔
๑๙๒. พร่างพรายผกายรุจะอร่าม
ขณะยามนะค่ำเย็น
ยินร้องคะนองสกุณะเห็น
จะละเล่นระเริงลม

๑๙๓. ร่ำร่ำ .. ตะวันจะละจะลา
ประลุภาวะจ่อมจม
เห็นเห็น .. ก็เพ็ญศศิวิกรม
ชุติห่ม ณ ห้วงหาว

๑๙๔. เหลือบแสง ณ แหล่งอุทกะผืน
ระบุคืนจะยังยาว
ริ้วลมระดมผิวะจะหนาว
ก็เพราะร้าวอุรารอน

๑๙๕. นึกคราญะผ่านพละถวิล
อุระถิ่นสิอาทร
คร่ำครวญเพราะส่วนทุขะสะท้อน
ฤจะถอนถวิลถึง

๑๙๖. เยียบเย็นเพราะเย็นศศินะแสง
รติแรงก็รัดรึง
โยกคลอนบ่ผ่อนพิษะคะนึง
ตละตรึงสิเต็มตรอง

๑๙๗. ใจเห็นจะเช่นอุทกะผืน
นิละขืนจะเข้าครอง
รูปเห็นก็เช่นกรรมะสนอง
พิศะต้องสิเจียนตาย ..

๑๙๘. สืบสร้างระหว่างรหัสะเนตร
ประลุเจตะกำจาย
วาบอุ่นเพราะสุนทริยะสยาย
นยะถ่ายสิทอดถึง

๑๙๙. อาวรณ์สะท้อนประดุจะเถา-
วัลย์เร้ากระหวัดรึง
เช่นใจและใจขณะคะนึง
ภวะซึ้งก็บรรสาร

๒๐๐. ดุจปาริชาตินิรมิต
เฉพาะพิศะพิมพ์พาล
ดาลเดชวิเศษะพิสดาร
ก็สมาน ณ แรกมอง

๒๐๑. เพรงบุญจะหนุนรติพิจิตร
สุจริตะรับรอง
เพรงบาป ณ คาบบ่คละสนอง
ฤดิสองก็บรรสาร

๒๐๒. ร่วมบาตร ณ ชาติบุพะประภพ
ดละภพะร่วมพาล
แม่เอยเพราะเคยอธิษฐาน
อุปการะร่วมกรรม

๒๐๓. สองชาติสวาดิพิสมัย
สมะนัยะน้อมนำ
โอนใจและใจปณิธิสัม-
ผัสะย้ำสมานใย

๒๐๔. สืบจิตเพราะฤทธิ์อธิษฐาน
บุพะกาละก่อนไกล
เห็นพลันจะปันรติพิสัย
พิสมัย ณ แรกมอง

๒๐๕. อาวรณ์สะท้อนประดุจะน้ำ
ศศิรัศมิ์จรัสรอง
ย่อมพลิ้วผิว์ริ้วชละละออง
นิระล่องปลาตเลือน ..


.. งานมงคล ..


๒๐๖. สู่สมเด็จฯ .. บังคมเข้าก้มกราบ
ทูลท่านทราบปรารภ .. ไม่กลบเกลื่อน
สตรีหนึ่งงามถ้วน .. คู่ควรเรือน
หวังโอษฐ์เอื้อนทูลกระหม่อม .. ช่วยน้อมนำ

๒๐๗. อยู่ตำหนักริมตลิ่ง .. ท่านหญิงสร้อย
ทรงเฝ้าคอยอบรมช่วยบ่มร่ำ
กิจการงานหญิงทุกสิ่งชำ-
นาญยิ่งล้ำมารยาท .. งามนาฏมี

๒๐๘. ลูกคุณพระช่างทอง .. บ้านคลองมอญ
กุลเก่าก่อนสูงนักในศักดิ์ศรี
ทูลกระหม่อม .. เมตตาช่วยพาที
การณ์เมื่อคลี่คลายเห็น .. จะเป็นคุณ

๒๐๙. พระปราณีอำนวยทรงช่วยไข
กูจะให้หญิงสร้อย .. เขาคอยหนุน
ผู้ใหญ่เขาจะเกรงหน้าพลอยการุณ
แล้วงานบุญจะเร่งรัดช่วยจัดการ ..

๒๑๐. หลังคุณพระช่างทอง .. เตรียมห้องหอ
รับสู่ขอบุตรีถึงที่บ้าน
กระบวนขันหมากดังเสียงกังวาน
ถึงเรือนชานคุณพระ .. วาระนั้น

๒๑๑. ประตูเรือนห้อยแพร .. ภู่แผ่ขวาง
สองฟากข้างเด็กน้อยยืนคอยกั้น
เสียเงินทองเปิดรับโดยฉับพลัน
ก็ขนขันหมากเคลื่อนเข้าเรือนใน

๒๑๒. นั่งพับเพียบเรียบร้อยชม้อยตา
พอเห็นหน้า .. อุทธัจนั้น .. ยิ่งหวั่นไหว
งามแม่เอยงามยิ่งกว่าหญิงใด
แต่รับไหว้รูปเห็นด้วยเอ็นดู

๒๑๓. ถึงฤกษ์ผานาทีเหมาะดีพร้อม
มงคลสวมคล้องค้อมกระหม่อมคู่
กรประนมน้ำสังข์ไหลหลั่งพรู
ร่วมรับรู้ผูกบ่วงสองดวงใจ





๒๑๔. จันทร์ไขสังคีตคล้อย - - - ขับขาน
สู่โสตประโมทย์ทะยาน - - - ยิ่งแล้ว
เสียงเอื้อนเสนาะปาน - - - ปรุงแต่ ทิพแฮ
ดับประทีปโคมแก้ว - - - กล่อมแก้วกลางกาฬ ฯ

๒๑๕. ควันขาวโปรยกลิ่นฟุ้ง - - - ยามคืน
ขาวขุ่นข่มยุงขืน - - - ค่ำไว้
พร่ำความฝากไฟฟืน - - - รับฝาก นะแม่
พร้อมฝากผีฝากไข้ - - - ฝากน้องประคองถนอม ฯ

๒๑๖. วังเวงทั่วภาคพื้น - - - แดนสยาม
ชั่วอุระลั่นทั่วคาม - - - ขอบแคว้น
อานุภาพอัศจรรย์ลาม - - - ล่วงเขต แล้วนา
มือโอบเอวอ้อนแอ้น - - - อาจเอื้อมโดยใจ ฯ

๒๑๗. นกค่ำเสียงคลับคล้าย - - - คอยประโคม
แว่วแต่เมื่อมือโลม - - - ลูบเนื้อ
เสน่หากระหน่ำโหม - - - เหิมสวาดิ พี่แม่
จันทร์ส่องแสงเอื้อเฟื้อ - - - ร่วมฟื้นอดีตฝัน ฯ


.. พศ. ๒๒๙๘ ..


๒๑๘. แต่สายธารเวลาดั่งวารี
เคลื่อนเอาชีวาตม์น้อยขึ้นร้อยขวัญ
บุตรชายแม่เรไร .. เติบใหญ่ครัน
รูปคมสันสง่างามขึ้นตามวัย

๒๑๙. ตราบเก้าขวบปีแล้ว .. มีแววว่า
ชอบศาสตราอาวุธเกินหยุดได้
แต่เล่นดาบฟาดฟันเสียงลั่นไป
ตราบบ่าวไพร่ล้มคว่ำแสร้งจำนน

๒๒๐. ใต้ร่มเงาฉัตรชั้นพระบัณฑูร
ทรงเกื้อกูลเกียรติยศปรากฎผล
คือหลวงเทพอักษรสุนทรพล
สุขสงบเหลือล้น .. อยู่บนวัน

๒๒๑. ท่ามลมโหมกระหน่ำครวญคร่ำสาย
โสตยินคล้ายความไข .. ถึงไหวหวั่น
แต่เมื่อแว่วข่าวหนึ่ง .. เขาอึงกัน
ว่าชาติหนึ่งสูงชั้น .. จักบรรลัย

๒๒๒. เสนาะพากย์เพลงยาว .. กลอนเจ้าฟ้า
ดั่งแว่วมา .. ให้สดับเสียงขับไข
กระซิบสื่อนงราม .. บ่งความนัย
จากพระทัยเสน่หาที่อาวรณ์

๒๒๓. รำพันความเอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน ..
.. ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมร
ดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากร
อันลอยพื้นอำพรโพยมพราย ..

.. แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาศ
ถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมาย
มิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชาย
เมียงหมายรัศมีพิมานมอง ..

.. นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมาน
สุดหาญที่จะเหินเวหาสห้อง
สุดคิดที่จะเข้าเคียงประคอง
สุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน ..

.. โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวศ
จะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์
จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตวัน
เมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตตภัณฑ์ยุคุนธร ..

.. ยิ่งคนึงก็ยิ่งนานจะเห็นภักตร
ฉวยฉุดรักแล้วก็ทอดฤไทยถอน
ไม่เหนกำม์ว่าจะนำให้ไกลกร
ไม่เหนรักว่าจะรอนให้แรมโรย ..

.. อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่น
ครั้นห่างเหนแล้วก็ตั้งแต่เตือนโหย
ยามดำเนินเดินดินอาดูรโดย
ก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย ..

๒๒๔. ทูลกระหม่อมจอมขวัญ .. มาพลันลับ
ชีวาตม์ดับลบนามสิ้นความหมาย
ต้องถูกโบยหลังถอด .. ศักดิ์วอดวาย
พร้อมด้วยสายสวาดิชู้เคียงคู่กัน

๒๒๕. โอ้ .. แต่นี้กาพย์กรอง .. ทำนองร้อย
จักเศร้าสร้อยเคล้ารสกำสรดศัลย์
แต่สุดสิ้นบุญญา .. หน่อราชันย์
ดุจชีวันจะแล้งร่มไว้ข่มร้อน

๒๒๖. องค์หญิงดารา .. พร้อม .. ท่านหม่อมสร้อย
จักเฝ้าคอยเทวษอยู่ไม่รู้ผ่อน
เมื่อร่มโพธิ์ร่มไทรชีพไหม้มรณ์
โศกจักซ้อนสุมอก .. สุดยกย้าย

๒๒๗. เพิ่งเจ็ดขวบวัยวันพระชันษา
เมื่อกำพร้าชนกไปยิ่งใจหาย
โอ .. แต่นี้เปล่าเปลี่ยวและเดียวดาย
จักกล้ำกรายพันผูก .. แม่ลูกแล้ว

๒๒๘. วังจักร้างอักขราภาษาศิลป์
จักไร้สิ้นเพลงกานท์เคยหวานแว่ว
มธุรสพจนีย์ .. ไร้วี่แวว
อาดูรทูลกระหม่อมแก้ว .. มาแคล้วกัน

๒๒๙. กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
ชีพปลิดป่นลับล่วงพร้อมดวงขวัญ
ฟ้าสังวาลย์สิ้นชาติด้วยราชทัณฑ์
ย่อมโศกศัลย์สุดเทวษทวีทรวง

๒๓๐. อกเมืองจึงร้อนร้าว .. ด้วยข่าวชู้
จากสองผู้มีใจอันใหญ่หลวง
ด้วยแรงรักร่วมปอง .. ใจสองดวง
ยอมชีพรักหักล่วง .. ไม่ห่วงเลย

๒๓๑. โอ้ .. กำสรดอาลัยห้วงใจนี้
จนสุดที่อัดอั้นรำพันเผย
กระซิบหนึ่งผ่านย้ำ .. ลมรำเพย
แต่ลับเลยอาลัย .. มิได้ลา ..

.. แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้าง
ขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หา
เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา
ขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย

.. เกิดไหนขอให้ได้ถนอมภักตร
ความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลาย
รักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลาย
ขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน

.. อันสาราบำราศบำรุงคิด
จาฤกไว้โดยสุจริตสาร
พยายามตามสัตย์ปัติญาณ
ภอแจ้งการที่กำม์ในกายเอย ..




จบภาคสอง

หมายเหตุ ..
กาพย์ยานี๑๑ และ กลอน ที่มีจุด .. นำหน้าทั้งหมด
เป็นพระนิพนธ์ใน สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือสมเด็จเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ.๒๒๗๕ ถึง ๒๓๐๑





Create Date : 12 สิงหาคม 2549
Last Update : 9 ธันวาคม 2559 13:08:06 น. 24 comments
Counter : 21371 Pageviews.

 
เข้ามาเยี่ยม สุขสันต์วันแม่นะคะ ยิ้ม ยิ้ม


โดย: pon00 วันที่: 12 สิงหาคม 2549 เวลา:12:26:44 น.  

 
พี่สดายุ

นางเอาภาพแม่หญิงมาให้ค่ะ









โดย: นางเอง (เพรง.พเยีย ) วันที่: 12 สิงหาคม 2549 เวลา:12:54:55 น.  

 


สวัสดีวันแม่ค่ะ ขอให้คุณแม่และคุณลูกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงนะค้ะ


โดย: veerara วันที่: 12 สิงหาคม 2549 เวลา:16:10:05 น.  

 
พี่สดายุ

นางเปลี่ยนลายพื้นหลังตามแบบที่พี่ชอบ
อยากให้สีอ่อนลง หรือ เข้มขึ้น
บอกได้นะคะ จะแก้ไขให้อีกทีค่ะ



โดย: นางเอง (สดายุ... ) วันที่: 12 สิงหาคม 2549 เวลา:16:58:42 น.  

 
pon00
ขอบคุณที่แวะมาทักทายครับ


...น้องนาง...
รูปนี้ชัดกว่าที่พี่หามาเอง
ขอเอารูปน้องลงแทนเลย
ละกัน

ลายพื้นหลังก็งามมาก
ขอบคุณนะคะ


veerara
สวัสดีครับ
ขอบคุณสำหรับคำอวยพร


โดย: สดายุ... วันที่: 14 สิงหาคม 2549 เวลา:4:42:47 น.  

 
พี่สดายุ

นางเอาภาพแม่หญิงยุคใหม่มาฝาก
พี่ต้องชอบแน่ๆ เลย





เห็นปี พ.ศ.ที่พี่จินตนาการเขียนถึง
...อีก 21 ปี จึงจะเสียกรุงฯ...

ทำให้คิดว่า ขณะนั้น จะมีวี่แววของสงครามบ้างหรือยัง
หรือ ผู้คนยังคงใช้ชีวิตด้วยความสุข สงบร่มเย็น
หลังจากไม่มีศึกใหญ่มานาน

คนปัจจุบันอย่างเรา ก็อดคิด และ จินตนาการย้อนไปไม่ได้


โดย: นางเอง (เพรง.พเยีย ) วันที่: 17 สิงหาคม 2549 เวลา:5:47:59 น.  

 
น้องนาง
พี่เห็นภาพนี้ในโฆษณาแล้ว
รู้สึกชอบมาก

เพียงแต่แปลกใจว่าทำไม
เขาเอาหน้าตาแบบลูกครึ่ง
มาแต่งไทย
คนนี้หน้าตาคล้าย คลารา พลสิทธิ์ มาก

สาวงามหน้าไทยแท้ๆอย่าง จุ๋ย วรัทยา
น่าจะเหมาะกว่านิ

เรื่องในประวัติศาสตร์ช่วงปลายราชวงศ์
บ้านพลูหลวง รู้สึกว่าพี่จะเขียนผิดไว้
ในนิราศฯ ภาค ๑ ขอแก้เป็นว่า

เจ้าฟ้ากุ้งฯ....เป็นโอรสพระมเหสีเอก เพียงผู้เดียว

เจ้าฟ้าเอกทัศน์ ...เจ้าฟ้าอุทุมพร..เป็นโอรสจากพระชายา...สองคนหลังนี่ ถึงร่วมพ่อแม่เดียวกัน



โดย: สดายุ... วันที่: 17 สิงหาคม 2549 เวลา:9:52:34 น.  

 
สวัสดีค่ะ พี่ สดายุ
พี่สบายดีนะค่ะ
บัวอ่านเสียเพลินไปเลยค่ะ
พี่นางหารูปสวยๆทั้งเลยนะค่ะ
บัวชอบรูปที่แม่หญิงพลับดอกบัวมากค่ะ
บัวเข้ามาอ่านอยู่เสมอค่ะ


โดย: ดอกบัว IP: 58.10.192.16 วันที่: 18 สิงหาคม 2549 เวลา:17:17:25 น.  

 
บัวชมพู
ดีจังที่แวะมาเยี่ยมพี่

ก็พี่เขียนให้บัวอ่าน
รูปที่แม่หญิงเพรง.พเยีย
หามาให้ รวมทั้งเพลง ต้องบอกว่า
ถูกใจพี่เกือบทุกอย่าง

แวะมาได้บ่อยเท่าที่ต้องการนะ


โดย: สดายุ IP: 124.120.198.206 วันที่: 19 สิงหาคม 2549 เวลา:5:37:30 น.  

 


โดย: นยารส IP: 124.157.133.196 วันที่: 19 สิงหาคม 2549 เวลา:14:32:02 น.  

 
พี่สดายุ มีภาพมาฝากค่ะ



โดย: นางเอง IP: 221.128.90.133 วันที่: 20 สิงหาคม 2549 เวลา:7:14:25 น.  

 
แวะมาเยี่ยมค่ะ เว็บสวยขึ้นมากๆนะคะ
เมื่อไหร่คุณสดาฯจะออน M จะได้ chat กลอนสดกัน


โดย: ตะวัน IP: 125.25.137.201 วันที่: 22 สิงหาคม 2549 เวลา:22:07:17 น.  

 
มาเยี่ยมค่ะ สบายดีนะคะ บรรยากาศดีจัง เหมือนย้อนเวลา


โดย: ป่ามืด วันที่: 23 สิงหาคม 2549 เวลา:0:48:48 น.  

 
สวัสดีครับคุณตะวัน
เวปสวยเพราะน้องนาง...เพรง.พเยีย
ช่วยแต่งให้..ทั้งภาพประกอบ..ทั้งเพลง
ทั้งลายพื้นหลัง ...แทบทุกอย่าง อิๆๆ

ห่างหน้าหายไปนาน
คุณตะวันสบายดีนะครับ
มีเวลาก็อย่าลืมเอากลอนงามๆมาฝาก
บ้างแล้วกัน
เดี๋ยวจะเก็บไว้ให้ใน...ช่วงตะวัน


สวัสดีครับคุณป่ามืด
สบายดีทุกประการ ทั้งกายทั้งใจ..ขอรับ
ขอบคุณที่มาเยี่ยม


โดย: สดายุ... วันที่: 23 สิงหาคม 2549 เวลา:10:09:47 น.  

 
อยากจะแต่ง อยากจะต่อ กลอนกับพี่
แต่น้องนี้ จนปัญญา ว่าความได้
มิปราชญ์เปรื่อง เรืองปัญญา เฉกใคร ๆ
คงทำได้ เพียงชื่นชม ในความงาม

แวะมาทักทายค๊า

งามทั้งคำ งามทั้งภาพ และงามทั้งเสียงดนตรี


โดย: น.ส.มารร้าย IP: 125.24.237.36 วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:15:38:34 น.  

 
หวัดดีสาวเก๊ก
เขียนไปเหอะ..อย่างที่อยากเขียน
เดี๋ยวก็ดีเองแหละ



โดย: สดายุ... วันที่: 2 กันยายน 2549 เวลา:7:27:33 น.  

 
ความเห็น 8
ลั่นทมช่อนี้ ถ่ายเอกนะเจ้าค่ะ นำมาฝากเจ้าค่ะ



โดย: บูรพกาล (กลกาล ) วันที่: 17 สิงหาคม 2549 เวลา:10:01:29 น.




ความเห็น 9
ขอบคุณมากนะคะ
น่ารักจริง
มีน้ำใจให้ต้องจดจำ

ถ่ายรูปเก่งนะคะ
เดี๋ยวนี้เรียกว่า...ลีลาวดี...แล้วนะคะ
ไม่เรียกลั่นทม ให้คนกลัวไม่กล้าปลูกในบ้าน



๐ ลีลาวดีเหลือบล้ำ............ขาวเหลือง
ห้ากลีบดอกบานเนือง.........แนบก้าน
ดั่งใครแนบหน้าเปลือง........อกเปลี่ยว เรียมนา
อกย่อมแทรกอุ่นคว้าน........ขวากร้อนสูญสลาย ฯ



ความเห็น 14



โดย: นางค่ะ IP: 221.128.90.133 วันที่: 20 สิงหาคม 2549 เวลา:7:15:51 น



โดย: สดายุ... วันที่: 26 ธันวาคม 2549 เวลา:19:37:09 น.  

 
ภาพสวยๆ ทั้งนั้นเลยนะ ชอบเพลงด้วยเพลงนี้ฟังกี่ทีไม่มีเบื่อเรามีซีดีเก็บไว้ล่ะ ใครอยากได้หาซื้อได้ที่ร้านน้องท่าพระจันทร์จ้า ชีดีชื่อสี่แผ่นดินหายากหน่อยนะมันใกล้หมด


โดย: ผึ้ง IP: 58.9.203.209 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:25:14 น.  

 
ชอบเพลงนี้มากๆอยากมีไว้ฟังที่บ้านจังฟังเท่าไรก็ไม่เบื่อเลย


โดย: พรสวรรค์ IP: 118.172.171.62 วันที่: 30 พฤษภาคม 2552 เวลา:18:38:16 น.  

 
ขอบคุณบล็อคนี้มากนะคะ เข้ามาทีไรได้พักหัวใจที่เหนื่อยล้ากับการทำงานทุกครั้งเลยค่ะ เพลงเพราะมาก ชอบเพลงนางครวญ
เพลงค้างคาวกินกล้วย


โดย: นางแก้ว(นักเขียนค่ะ) IP: 125.27.90.96 วันที่: 9 ธันวาคม 2553 เวลา:20:13:24 น.  

 
เพียงได้อ่านในบทที่ 3 ก็รีบเก็บเพจนี้ไว้ใน favourite ทันที ช่างน่าหลงใหลเหลือเกินค่ะ ทั้งเรื่อง ภาพ และเพลง มันช่างสวยเหลือเกิน


โดย: หลงจันทร์ IP: 61.90.11.96 วันที่: 12 มิถุนายน 2555 เวลา:15:28:44 น.  

 
ภาพประกอบงดงามนัก


โดย: nf IP: 115.87.86.212 วันที่: 3 พฤศจิกายน 2555 เวลา:0:34:20 น.  

 
ภาพแม่หญิงด้านบนสุดชื่ออะไรหรอคะ สวยมากเลยคะ


โดย: น้ำฝน IP: 14.207.38.212 วันที่: 9 มกราคม 2559 เวลา:16:56:15 น.  

 
ภาพวาดตามจินตนาการของผู้วาดน่ะครับ
อ.จักรพันธ์ เป็นผู้วาดภาพนี้


โดย: สดายุ... วันที่: 9 มกราคม 2559 เวลา:19:39:15 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.