Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2549
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
23 สิงหาคม 2549
 
All Blogs
 
O สายธาร .. กาลเวลา ภาค ๓ .. O





ภาพ .. ผลงาน อ.จักรพันธ์ โปษยกฤต.


เพลง .. นางครวญ
เอื้อเฟื้อ .. เพรง.พเยีย



.. พ.ศ.๒๓๐๐ ..


๒๓๒. ทูลกระหม่อมกรมขุนพรพินิต
ขึ้นประดิษฐานยังที่วังหน้า
ด้วยหลักแหลมยึดมั่นในธรรมา
กอปรปัญญาอำนวยจักช่วยงาน

๒๓๓. ส่วนกรมขุนอนุรักษ์มนตรี
เหมือนสุดที่ทางสิ้นไร้ถิ่นฐาน
เมื่อล้นเกล้าออกหน้าบัญชาการ
บวชสืบสานพรหมจรรย์ .. ให้มั่นคง ..


.. พ.ศ.๒๓๐๑ ..


๒๓๔. เข้าเดือนหกเหนือเกล้าสวรรคต
เหมือนรูปรอยกำสรดปรากฏบ่ง
เชษฐาหวังอำนาจไม่อาจปลง
มุ่งหมายทรงบัลลังก์ .. เข้านั่งเมือง

๒๓๕. คือเจ้าฟ้าเอกทัศน์ผู้ขัตติยะ
ไม่ลดละประสงค์จำนงเนื่อง
ด้อยสามารถอำรุงความรุ่งเรือง
ย่อมเปล่าเปลืองโอกาสของชาติแล้ว


.. พ.ศ.๒๓๐๙ บ้านริมคลองมอญ ..






๒๓๖. กอปรบุญกราบบาทแก้ว - - - กมลา
อธิษฐานพุทธธรรมา - - - แม่ต้อง
กระจ่างทุกอัสสา- - - - สะแม่ นาแม่
เป็นร่มโพธิ์รูปพ้อง - - - แผ่สิ้นกัลปาวสาน

๒๓๗. กรประนมก้มกราบระนาบตัก
ขอความรักยิ่งใหญ่แผ่ไพศาล
ได้คุ้มครองชายชาติไปราชการ
หวังช่วยผลาญทานทัดเหล่าศัตรู

๒๓๘. ผู้เชี่ยวกล้าอาวุธ..ชาญยุทธศึก
จิตหาญฮึกองอาจ .. เพื่อชาติอยู่
มอบสิ้นแล้วชีวาตม์เอาลาดปู
หวังรับรู้ทั่วสิ้น .. นี้ถิ่นใคร

๒๓๙. แต่ข่าวม่านรวมพลเข้าปล้นเมือง
ก็ขุ่นเคืองสาหัสเกินตัดได้
ที่ปะทุพลุ่งนำ .. ย่อมน้ำใจ
อันผุดไหลย้อมหน้าขับอารมณ์

๒๔๐. แกล้วห่างศึกนึกไปก็ใจหาย
ย่อมผ่อนคลายกำลังเคยสั่งสม
ทิ้งมีดดาบสนิมจับไม่ลับคม
แต่คารม .. หรือจะด้นเข้ารณรงค์ ?

๒๔๑. แม่เรไร .. มองอยู่เอ็นดูลูก
คำพรผูกพรมเพิ่มเข้าเสริมส่ง
จงสัมฤทธิ์กิจทำ .. ดั่งจำนง
จิตให้ลงในธรรมด้วยสัมมา

๒๔๒. วันนี้แม่ .. จะไปตำหนักน้อย
กราบเยี่ยมท่านหญิงสร้อยสักหน่อยหนา
คิดถึงนัก .. พระองค์เจ้าหญิงดารา
แต่หายหน้าห่างเห็น .. อยู่เป็นนาน

๒๔๓. พ่อ .. ตามแม่ไปด้วยได้ช่วยถือ
อีกสองมือหิ้วหมากไปฝากท่าน
เผื่อมีกิจอันใดอาจไหว้วาน
ได้สืบสานเกื้อหนุนแทนคุณคน

๒๔๔. ถึงตำหนักริมตลิ่ง .. ท่านหญิงสร้อย
ดูเงียบหงอยเหงาแฝงทุกแห่งหน
แต่สิ้นศอคู่บุญ .. สร้อยกุณฑล
ดั่งปลิดป่นแสงอับไม่จับตา

๒๔๕. หากสนมจอมขวัญพระบัณฑูร
ยังเพียบพูนราศี .. งามทีท่า
กุลผู้ดีมีวัตรเป็นพัสตรา
ใช่อาจว่า .. มีเป็น .. ดังเช่นกัน

๒๔๖. เมื่อวิสูตรม่านกั้นเริ่มสั่นไหว
ก็เมื่อใครเผยพักตร์จำหลักขวัญ
เหมือนกรุ่นหอมรวยรินของกลิ่นจันทน์
เมื่อสู่อกหนึ่งนั้น .. ต้องกลั้นใจ

๒๔๗. อยู่ต่อหน้าพระสนมท่าก้มกราบ
ฤๅจักสบเนตรปลาบจนทราบได้
ว่าหอมกรุ่นชื่นอยู่ .. หอมผู้ใด
จะลอบเหลือบแลไป .. เกรงไม่งาม

๒๔๘. อกแกล้วย่อม .. รุ่มร้อนเกินผ่อนได้
แว่วตอบแม่เรไรที่ไต่ถาม
รับสั่งนั้นสดใสอยู่ในยาม
จนต้องคอยหักห้ามให้ขามใจ


.. สบรูป ..





๒๔๙. ถึงยามบ่ายกราบกรานลาท่านหญิง
เงยหน้าก็ .. งามยิ่ง .. เกินหญิงไหน
ก็รู้ว่า .. กรุ่นหอม .. นั้นหอมใคร
พร้อมอุ่นไอไหลแอบลงแนบทรวง

๒๕๐. เนตรนั้นเหมือนชายตอบ .. แต่ลอบเหลียว
หากแวบเดียว .. วูบดับจนลับล่วง
ใจเอยนั่น .. จันทร์เพ็ญลอยเด่นดวง
ใช่หิ่งห้อยอาจล่วงขึ้นช่วงชิง

๒๕๑. ประสูติใต้ร่มบุญสกุลเจ้า
มีรากเหง้าสูงส่ง .. เป็นองค์หญิง
จำเริญในตำหนักที่พักพิง
ย่อมเฉกกิ่งดอกฟ้า .. เกินคว้าชม

๒๕๒. รำลึกรูปอำไพแล้วใจหาย
เพียงเนตรปรายชม้ายสู่ .. ยากรู้สม
เก็บงำสิ้น .. แววตาสื่ออารมณ์
หากเงื่อนปมจิตใคร .. ผูกไขว้แล้ว


.. รอบคำนึง ..


๒๕๓. ร่างนั้นค่อยเคลื่อนลับไปกับแม่
รำพึงแผ่สำเนียงอยู่เพียงแผ่ว
ผึ่งผายชายชาตรีบ่งวี่แวว
ยอดหมู่แกล้วอาจ-องในสงคราม

๒๕๔. อุบัติรอบคำนึงด้วยซึ้งซาบ
ก็แต่ภาพรูปพักตร์สุดหักห้าม
ใจหญิงย่อมขัดเขิน .. ว่าเกินงาม
มาย้อนคิดรุมลาม .. แต่ยามนั้น

๒๕๕. ราตรีอวลกลิ่นร่ำ .. หอมซ้ำซ้อน
เพิ่มอาวรณ์แทรกใส่ห้วงใจฝัน
มาเผยหน้าเหมือนปลูก .. ความผูกพัน
แล้วลับเลยล่วงกัน .. ให้หวั่นคอย

๒๕๖. เมื่อจารีตขีดกรอบเป็นขอบคั่น
และชนชั้นขับเน้นจนเด่น-ด้อย
หากท่ามกลางต่างช่อง .. มีร่องรอย
เหมือนลอบปล่อยเร้นสู่ .. ให้รู้กัน

๒๕๗. ด้วยสถานะพิมลกุณฑลทิพย์
เพียงกระซิบนัยน้อมเข้ากล่อมขวัญ
หวังประเดียงรอยคำที่จำนรรจ์
ผ่านรำพันลมร่ำ .. ช่วยรำเพย


.. ศึกล้างแผ่นดิน พ.ศ.๒๓๑๐ ..


๒๕๘. แต่ทัพม่านยกย่ำมาล้ำล่วง
ใช่ทัพหลวงกระบวนรบ .. ที่พบเผย
เพียงทัพแกล้วรุกล้ำมากล้ำเกย
หวังชื่นเชยเชิงรณ .. ของคนไทย

๒๕๙. อกไทยเอ๋ย .. โดนแยกจนแตกข้าง
ผลัดกันล้างคาวเลือดยากเหือดไหล
ที่สามารถการณรงค์ .. ก็ส่งไป
มอบหน้าที่อื่นให้ .. ยากได้ดี

๒๖๐. เมื่อพี่น้องผองพวก .. ดังปลวกหิว
ได้ชี้นิ้วบัญชาการหน้าที่
ชั้นมือเท้านำหน้า .. เข้าราวี
ชีพเหมือนมีสำหรับ .. เข้าลับคม

๒๖๑. อนิจจาขัตติยะภาวะด้อย
พาชาติถอยร่นอยู่ไม่รู้สม
หมายอำนาจ, บัลลังก์ .. นำสังคม
เมืองจะล่มจมมิด .. ไม่คิดรู้

๒๖๒. ยกเทือกเถาเหง้าสนม .. มาข่มมิตร
โมหะจิตในหญิงเข้าสิงสู่
หมกมุ่นมัวสำเริงแต่เชิงชู้
จนศัตรูจ่อดาบ .. ขึ้นทาบคอ

๒๖๓. แม้นผู้ดีมีวัตรเป็นพัสตรา
และศรัทธามีสัตย์ช่วยตัด-ต่อ
ต้องสามารถคู่เคียงจึงเพียงพอ
อาจสานก่อเกื้อหวังกำลังใจ

๒๖๔. ใช่เพียงชาติวาสนาจักพาด้น
หากต้องขวนขวายคิดเป็นนิสัย
เค้นสำนึกตรึกตรองทำนองนัย
ทั้งครวญใคร่เหตุผล .. เข้าค้นความ

๒๖๕. เป็นผู้นำอยู่หน้าประชาราษฎร์
ไร้สามารถโง่เขลาใครเล่าขาม
อาจเสพสุขเมามัวได้ชั่วยาม
คนจะหักเข้าหามเอาทรามทิ้ง

๒๖๖. เหมือนแว่วเสียงพยากรณ์ .. ครั้งก่อนเก่า
ที่บอกเล่าผ่านยุค .. บ่งทุกสิ่ง
โอ .. เพลงยาวเศร้าสร้อย .. ละห้อยจริง
ช่างอ้อยอิ่งผ่านย้ำ .. เฝ้ารำพัน ..

.. คราทีนั้นฝูงสัตว์ทั้งหลาย
จะเกิดความอันตรายเป็นแม่นมั่น
ด้วยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงทศพิธราชธรรม์
จึงเกิดเข็ญเป็นมหัศจรรย์สิบหกประการ

.. คือดาวเดือนดินฟ้าจะอาเพท
อุบัติเหตุเกิดทั่วทุกทิศาน
มหาเมฆจะลุกเป็นเพลิงกาล
เกิดนิมิตพิศดารทุกบ้านเมือง

.. พระคงคาจะแดงเดือดดั่งเลือดนก
อกแผ่นดินเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง
ผีป่าก็จะวิ่งเข้าสิงเมือง
ผีเมืองนั้นจะออกไปสู่ไพร

.. พระเสื้อเมืองจะเอาตัวหนี
พระกาฬกุลีจะเข้ามาเป็นไส้
พระธรณีจะตีอกไห้
อกพระกาฬจะไหม้อยู่เกรียมกรม ..

๒๖๗. คุณหลวง .. แม่เรไร .. ห่วงใยนัก
แต่ลูกรักไปทัพ .. เพื่อขับข่ม
เหล่าข้าศึก .. ให้ดาบได้ทราบคม
อกย่อมตรมตรอมห่วง .. พ่อดวงใจ

๒๖๘. เคยวิ่งเล่นเคลียคลอด้วยพ่อแม่
บัดนี้แลรูปรอยก็พลอยให้
ปลาบปลื้มด้วย .. สามารถ .. องอาจใคร
ที่เห็นไฟสุมแดน .. ก็แค้นครัน .. !


.. ขื่นคาวเลือด ..





๒๖๙. ดาบประดาบ .. วาบแรกก็แยกเนื้อ
ก่อนเลือดเรื่อแดงร้อน .. ไหลกร่อนขวัญ
อวลกลิ่นคาวคลุ้งคา .. โรจน์ตาวัน
คือโทษทัณฑ์ศัตรู .. ของผู้ไทย

๒๗๐. ดาบฟาดฟันเท้าย่ำเข้ากรำศึก
ด้วยสำนึกตั้งมั่นไม่หวั่นไหว
พร้อมหาญหักถ้วนหน้าไม่ว่าใคร
เลือดที่ไหลอุ่นพอ .. จักก่อคาว

๒๗๑. หากน้ำน้อยแน่แท้ .. ย่อมแพ้ไฟ
ทั้งโดยไม่ชำนาญเรื่องการข่าว
จึงถูกหลอกตลบหลังหลายครั้งคราว
เลือดย่อมหลั่งปวดร้าวถึงราวใจ

๒๗๒. สิ้นสามารถกำลังแกล้ววังหลวง
จักรุกล่วงเข้าสู้ศัตรูได้
ยุทธวิธีนั้นเล่าก็เก่าไป
จิตฮึกเหิมจะชิงชัย .. ก็ไม่มี

๒๗๓. ทั้งตำแน่งแม่ทัพ .. ย่อมรับรู้
ล้วนแต่ผู้ปราศัยอยู่ในที่
จักฉวยดาบฉาบฉุดเข้ายุทธี
ย่อมพิรี้พิไร .. อยู่ไม่วาย

๒๗๔. ด้วยจิตใจหวั่นหวาดและขลาดเขลา
ย่อมกระเส่าสั่นอยู่ไม่รู้หาย
โยธยาแผ่นดิน .. เหมือนสิ้นชาย
ที่ผ่องถ่ายความกล้า .. จนล้าลับ

๒๗๕. หากเป็นช่วงวาระ .. องค์นเรศ
ย่อมโหมเดชเข้าข่มจนล่มดับ
เลือดศัตรูจักหลั่ง .. ชีพพังยับ
ดาบจักสับแทรกเนื้อ .. เข้าเถือแล้ว

๒๗๖. ย่อมนำหน้าเหล่าทัพ .. เข้ารับรบ
เอาดินกลบศัตรูพร้อมหมู่แกล้ว
ให้เข็ดหลาบระย่อสิ้นทั่วถิ่นแนว
ยอมชีพแคล้วคลาดกัน .. จนวันตาย

๒๗๗. เกิดผิดที่ผิดยุคยากทุกสิ่ง
จากไร้มิ่งขวัญชาติ .. ให้มาดหมาย
แม้นเดือดพลุ่งพล่านอยู่ .. เลือดผู้ชาย
จักขวนขวายต่อสู้ .. เพื่อผู้ใด .. ?

๒๗๘. หมดสิ้นความร่วมรักสมัครสมาน
ที่ห้าวหาญแกร่งกล้า .. ก็หาไม่
แต่เบือนหน้าหลบเสียง .. แล้วเลี่ยงไป
ช่างยากไร้ .. ศักดิ์ศรีเสรีชน

.. เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา
จะรักษาแต่คนฝ่ายอกุศล
สัปบุรุษจะแพ้แก่ทรชน
มิตรตนจะฆ่าซึ่งความรัก

.. ภรรยาจะฆ่าซึ่งคุณผัว
คนชั่วจะมล้างผู้มีศักดิ์
ลูกศิษย์จะสู้ครูนัก
จะหายหักผู้ใหญ่ให้เป็นน้อย

.. ผู้มีศีลจะเสียซึ่งอำนาจ
นักปราชญ์จะตกต่ำต้อย
กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย
น้ำเต้าอันลอยนั้นจะถอยจม

.. ผู้มีตระกูลจะสูญเผ่า
เพราะจัณฑาลมันเข้ามาเสพสม
ผู้มีศีลนั้นจะเสียซึ่งอารมณ์
เพราะสมัครสมาคมซึ่งมารยา

.. พระมหากษัตริย์จะเสื่อมสิงหนาท
ประเทศราชจะเสื่อมซึ่งยศถา
อาสัตย์จะเลื่องลือชา
พระธรรมาจะตกลึกลับ

.. ผู้กล้าจะเสื่อมใจหาญ
จะสาปสูญวิชาการทั้งปวงสรรพ
ผู้มีสินจะถอยจากทรัพย์
สัปบุรุษจะอับซึ่งน้ำใจ

.. ทั้งอายุศม์จะถอยเคลื่อนจากเดือนปี
ประเวณีจะแปรปรวนตามวิสัย
ทั้งพืชแผ่นดินจะผ่อนไป
ผลหมากรากไม้จะถอยรส

.. ทั้งแพทย์พรรณว่านยาก็อาเพศ
เคยเป็นคุณวิเศษก็เสื่อมหมด
จวงจันทน์พรรณไม้อันหอมรส
จะถอยถดไปตามประเพณี ..

๒๗๙. ลูกชายแม่เรไร .. ดาบไหววาด
หลังเลือดสาดชีพคนก็ป่นปี้
เหล่าแกล้วผู้แกร่งไกรเข่นไพรี
จนเลือดผีเปรอะทั่วเพียงชั่วยาม

๒๘๐. พร้อมเพื่อนแกล้วผู้กล้า .. ย้อนมาบ้าน
เข้ากราบกรานแม่พ่อ .. ที่รอถาม
เห็นจะเปลืองเปล่าค่าพยายาม
คงยากห้ามหายนะ .. วาระนี้

๒๘๑. ครั้นฟังลูก .. พ้องศัพท์ว่าคับขัน
ก็ฉับพลัน .. ห่วงใยส่วนในที่
แต่ล้วนสูงศักดินา .. เหล่านารี
จักหลบลี้หลีกเข่น กันเช่นไร

๒๘๒. หากคุณหลวงเมื่อฟัง .. ก็นั่งคิด
กังวลจิตรุ่มร้อนเกินผ่อนได้
กราบทูลเพื่อเจ้าหลวง .. จักห่วงใย
หวังจะให้ออกหน้าบัญชาการ

๒๘๓. โดยรูปเป็น .. สมณะวาระนี้
จักผิดที่ผิดทาง .. ร่วมล้างผลาญ
หวังเหล่าท่านป้องถิ่นด้วยวิญญาณ
ดำเนินงานเฉกเช่นที่เห็นงาม

๒๘๔. ทรงน้อยใจเชษฐาไม่มาขอ
ร่วมต้านต่อ .. ไพรินทร์ที่หมิ่นหยาม
ก็จงสำแดงเดชป้องเขตคาม
หวังได้ตามกำลังความตั้งใจ


.. ภูตคร่ำวิญญาณครวญ ..





๑๔
๒๘๕. อึงเอิกเกริกพละสมร
อุระร้อนประหวั่นไป
อ่อนเอียงเพราะเสียงนุชะไฉน
ปะเหลาะให้ละห้าวหาญ

๒๘๖. เพียงอึกทึกศักยะอา-
วุธะกล้าก็กรมการณ์
ร่ำขอชะลอรณะสะท้าน
กระแสะซ่านกระเส่าเสียง

๒๘๗. เสี้ยนศึกผนึกรหัสะกรรม
ระบุนำกะสำเนียง
สับพลระคนมุสะเผดียง
พละเกรียงก็กร่อนหาย

๒๘๘. เกินการณ์จะทานวิบัติหา-
ยนะวาระวอดวาย
ศักดิ์ชาติพินาศะละสลาย
ทุขะสายก็บรรสาร

๒๘๙. เร้ารุมผชุมอัคนิเชื้อ
ระอุเหลือจะทนทาน
ท่ามทัณฑ์กระชั้นหัตะปหาร
ชิวะลาญลุบรรลัย

๒๙๐. กำแพงบ่แกร่งปะทะทะแกล้ว
หัตะแล้วณกลางไฟ
พลม่านก็ผ่านอุระไผท
ขณะไห้น่ะโหยหวน





๒๙๑. ผ่านเห็นก็เข่นประทุษะทา-
รุณะคร่าลุคร่ำครวญ
ขมขื่นผิว์คืนอสุระผวน
ทุษะนวลและย่ำยี

๒๙๒. เพลิงป่นพระมณฑิระทลาย
เพราะพระพายนะพัดวี
โหมไหม้ฤทัยทุขะทวี
นัยน์นีระนองเนือง

๒๙๓. ทอดร่างระหว่างกิติวิบัติ
เพราะสมรรถะหมดเมือง
สิ้นบุญและสุนทริยะจะเรื้อง
และกระเบื้องก็ฟูลอย

๒๙๔. เขตคามสยามสิริพิสุทธิ์
ก็ประดุจะสุดรอย
ธรรมอรรถพระรัตนะผละถอย
ก็ละห้อยระโหยเห็น

๒๙๕. นัยน์ตาก็พร่าชละสลด
ตละหยดสิเยียบเย็น
ห้วงอกวิตกอดุระเข็ญ
บ่จะเว้นประหวั่นไหว

๑๑.
๒๙๖. พล่านเพลิงพะพวยพลุ่ง
ขณะรุ่งระรำไร
ควันม้วนและป่วนไป
ระดะไหวเพราะลมวน

๒๙๗. ปลายดาบวะวาบแวว
สะบัดแล้วมลายชนม์
ร่วงร่างระหว่างหน
และร่วงป่นก็ศักดิ์ไท

๒๙๘. เสียงกรีดวะหวีดก้อง
ปะทุพ้องกะบรรลัย
อึงอวลกำสรวลไห้
กละไว้จะให้ยิน

๒๙๙. สูรย์เลื่อนเสมือนเศร้า
ทวิเล่าบ่โผบิน
ธารยั้งบ่หลั่งริน
ดุจะสิ้นสมัยกาล

๓๐๐. ครืนครืนสิคลื่นแค้น
ระอุแน่นให้ทนทาน
ศักดิ์สิ้นกะดินดาน
ทรมานและอดสู

๓๐๑. สิ้นแล้วบัลลังก์รัตน์
เพราะประหัตะศัตรู
สิ้นราชะอาชญ์หรู
บ่อาจชูให้ชื่นชม

๓๐๒. สิ้นปรัชญาการ
อวสานและล่มจม
สิ้นยุคะสุขสม
สละห่มอยู่บนแดน

๓๐๓. สรรพธรรมระส่ำโทษ
บ่อุโฆษแต่คลอนแคลน
สัตว์ส่ำระกำแสน
ทุขะแม้นจะม้วยลง

๓๐๔. ทวยแกล้วสิแผ่วพล
อริป่นก็ปลิดปลง
ทวยไทก็ไว้วงศ์
บ่ประสงค์จะร่วมใจ


.. อพยพ ..





๓๐๕. คุณหลวงรีบสั่งบ่าวเก็บข้าวของ
เครื่องเงินทองฝังดินจนสิ้นได้
มอบเงินทองจ่ายแจก .. ให้แยกไป
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้อาลัยลา

๓๐๖. แล้วมองลูกปลูกฝังพร้อมสั่งความ
พ่อจักข้ามเมืองผ่านไปบ้านย่า
จงไปตำหนักน้อยหม่อมสร้อยพา-
เอาองค์หญิงดารา .. จากนาคร

๓๐๗. คอยดูแลปกป้อง .. ทั้งสองท่าน
รีบจัดการไปพบพาหลบซ่อน
คอยดูแลสำรับ .. ที่หลับนอน
ให้พ้นร้อนพ้นเข็ญได้เย็นใจ

๓๐๘. รับคำพ่อ .. ทันใดมิได้ช้า
ก็มุ่งหน้าตำหนักป้องปักให้
เข้ากราบทูลเรื่องราวบอกข่าวไป
ขณะน้ำเนตรใคร .. หลั่งไหลแล้ว

๓๐๙. แรกเห็นหน้าอาวรณ์ .. ก็ย้อนกรุ่น
กล่อมละมุนห้วงใจ .. จนไหวแผ่ว
หากพักตร์นั้นนิ่งอยู่ยากรู้แกว
ยังแต่แววโศกถวิล .. ด้วยถิ่นนี้

๓๑๐. เห็นเพลิงท่วมมณเฑียร .. จวนเจียนล่ม
ใจก็ขมขื่นนัก .. เมื่อศักดิ์ศรี
ทวยไทถูกกระทำถูกย่ำยี
จนสุดที่สุดทาง .. จักย่างยืน

๓๑๑. ครานั้นเมื่อพลม่านมาผ่านพบ
ดาบประดาบเลือดกลบสู่ภพผืน
ดาบวาดศพร่วงซ้ำ .. กลางค่ำคืน
คาวเลือดขื่นโลมร่าง .. อยู่กลางจันทร์

๓๑๒. หมู่เพื่อนแกล้วห้าวหาญป้องท่านหญิง
เมื่อม่านวิ่งโหมซ้ำเข้าห้ำหั่น
เอากระบวนเพลงดาบกำราบกัน
เอาเชิงชั้นทวนขอเข้าต่อกร

๓๑๓. ลูกชายแม่เรไร .. หัวใจแกร่ง
เงื้อดาบแทงวกวาด .. ที่ขาดท่อน-
ย่อมแขนขา .. ชีวาตม์ .. ที่ขาดรอน
แล้วเอื้อมกรจูงหัตถ์เลาะลัดไป

๓๑๔. อนิจจาธานินทร์มาสิ้นสูญ
แรงอาดูรพลุ่งผุดฤๅหยุดไหว
แต่เสียศักดิ์เสียสินเสียสิ้น .. ไท
จักซาบสู่หัวใจ .. เอาไว้จำ

๓๑๕. พลัดหลงกับพวกหมู่ .. ไม่รู้แล้ว
เหลือแต่แก้วร่วมทางร่วมย่างย่ำ
เหมือนรอบบุญรอยบาปได้สาปทำ
พาร่วมกรรมทุกข์เข็ญ .. จนเห็นใจ

๓๑๖. โอ้ .. ปราสาทราชวังเผาพังยับ
ที่ประทับเพลิงเยี่ยมก็เกรียมไหม้
ศิลปะหัตถกรรมล้วนอำไพ
ต้องเปลวไฟล่มลบ .. กลางศพคน

.. กรุงประเทศราชธานี
จะเกิดการกุลีทุกแห่งหน
จะอ้างว้างอกใจทั้งไพร่พล
จะสาละวนทั่วโลกหญิงชาย

.. จะร้อนอกสมณาประชาราษฎร์
จะเกิดเข็ญเป็นอุบาทว์นั้นมากหลาย
จะรบราฆ่าฟันกันวุ่นวาย
ฝูงคนจะล้มตายลงเป็นเบือ

.. ทางน้ำก็จะแห้งเป็นทางบก
เวียงวังจะรกเป็นป่าเสือ
แต่สิงห์สาราสัตว์เนื้อเบื้อ
นั้นจะหลงเหลือในแผ่นดิน

.. ทั้งผู้คนสารพัดสัตว์ทั้งหลาย
จะสาปสูญล้มตายเสียหมดสิ้น
ด้วยพระกาฬจะมาผลาญแผ่นดิน
จะสูญสิ้นการณรงค์สงคราม ..

๓๑๗. วันนี้แตกกระเซ็นไม่เป็นทิศ
ย่อมครุ่นคิดย้อนเกร็ดให้เข็ดขาม
จักทวงคืนนคเรศและเขตคาม
คืนเหยียดหยามหมิ่นแคลน .. ทดแทนไป

๑๔.
๓๑๘. นั่น ! .. ล้วนขบวนบุพะประภพ
อพยพลุแดนไกล
แว่วครวญจะหวนปุระไผท
สุตะไห้คระโหยหา

๓๑๙. โอ ! .. โสตอุโฆษสรรพะสำเนียง
ระบุเพียงจะพึ่งพา
แว่ววอนจะย้อนอยุธยา
บ่จะว่าจะสิ้นหวัง


.. ยามสิ้นสุด .. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง เดือนสิบ ๒๓๑๐ ..


๓๒๐. อาดูระพูนอยุธยา
ระบุภาวะพ่ายพัง
สิ้นสายเพราะหายนะพลัง
ปะทุถั่งก็ยากทาน


๓๒๑. โอ้ .. เมืองแก้วเมืองฟ้าถึงคราล่ม
บัลลังก์จมมอดไหม้ด้วยไฟผลาญ
ปราสาทยอดใหญ่โตสูงโอฬาร
ถูกพลม่านเหนี่ยวรั้งเผาพังยับ

๓๒๒. ท่ามกลิ่นคลุ้งคาวเลือดจากเชือดหลั่ง
คือสุดรั้งกายทอดลงมอดดับ
หลังพลุ่งเพลิงโหมซ้ำเกินรำงับ
คือชีพสรรพทอดเถ้า .. สิ้นเงาไท

๓๒๓. โอ้ .. ว่ารอยโศกเศร้าในเงาเนตร
จากสุดเขตศักดินาเคยอาศัย
กระบวนทัศน์ศรัทธาล้วนปราชัย
เหลืออาลัยเรื่องหลังที่ยังคง

๓๒๔. ต้องจำพรากจากถิ่นมาสิ้นศักดิ์
ละห้อยหักอาดูรประยูรหงส์
พลัดเวียงวังร้างหมู่มาอยู่ดง
กับอีกผู้ซื่อตรงมั่นคงนั้น

๓๒๕. คือหนึ่งแกล้วผู้กล้ายังปรากฏ
ข่มกำสรดเพื่อใครสิ้นไหวหวั่น
เป็นปราการผ่อนค่ารอยจาบัลย์
ร่วมปกป้องคุ้มกันตราบบรรลัย

๓๒๖. พระพายเฉื่อย .. เริ่มโหมเข้าโลมโลก
ดังโบยโบกศรัทธาให้อาศัย
หวังนิทราย้อนย้ำความอำไพ
สัมผัสใจเยียวยาทุกอารมณ์

๓๒๗. พระเขนยเคยหนุน .. เป็นดุ้นพฤกษ์
แกล้วก็นึกกล้ำกลืนกับขื่นขม
โอ้ .. ดอกฟ้าร่วงผล็อยลิ่วลอยลม
ความขืนข่ม .. ฤๅจะกลบให้ลบเลือน

๓๒๘. หัวอกเอ๋ย .. เคยหนักด้วยศักดิ์ราช
ต้องบำราศรูปรอยมาคล้อยเคลื่อน
เคยสูงส่งสุกสกาวดุจดาวเดือน
กลับแล่นเลื่อนลอยล่างลงข้างกาย

๓๒๙. ทูลกระหม่อม .. เคยห่มล้วนรมย์รื่น
แต่เนตรตื่นชื่นฤทัยอยู่ไม่หาย
นางกำนัลหมอบเมียงเฝ้าเรียงราย
บัดนี้ดายเดียวเหงา... ใต้เงาจันทร์

๓๓๐. จักเค้นชีพบีบชาติมาลาดรับ
เพื่อสำหรับนอบน้อม .. ใจหม่อมฉัน
จักรองภาษพจนีย์ด้วยชีวัน
ทอนโศกศัลย์ห่างเหพระเทพินทร์

๓๓๑. กระท่อมทับเปรียบว่าเช่นปราสาท
เรไรดั่งพิณพาทย์ระนาดศิลป์
ครวญขับกล่อมห้อมให้หนึ่งใครยิน
ประโลมถิ่นห้วงฤดีดั่งมีมา

๓๓๒. โกสุมกลีบดอกก้านประสานประดุจ
เช่นมงกุฏแห่งนาฏพิลาสสถา-
นะภาพในศักดิ์สกุลผู้บุญญา
แทนรูปทรงสูงค่ากลางป่าไพร

๓๓๓. โสมกลางสรวงแทนดวงอัจกลับ
ทอดแสงโลมที่ประทับผู้หลับใหล
แผ่วลมผ่าวผ่านฤดีผู้มีใจ
กระซิบให้สุจริตสัมฤทธิ์รู้

๓๓๔. บรรจถรณ์หมอนม่านย่อมลาญลับ
เยียรบับแพรผืนยากคืนสู่
อุบะกรองหอมร่ำสิ้นดำรู
ที่ยังอยู่เคียงใจ .. ย่อมใจคน

๓๓๕. อัสสาสะในครานิทราสนิท
พาดวงจิตเรื่อยเร่กลางเวหน
หมายลับล่วงเรื่องหลังสิ้นกังวล
วางชีพชนม์เคียงแกล้วผู้แววไว

๓๓๖. สิ้นสุดแล้วไอศูรย์จำรูญรัศมิ์
สิ้นจำรัสบริบทเคยสดใส
สิ้นประยูรวงศ์นาถบำราศไกล
สิ้นจากไร้รอยบุญเคยหนุนนำ

๓๓๗. อุษาสาง .. พลางถวิลถึงปิ่นเกล้า
เคยแหนเฝ้ากลับผวนเป็นครวญคร่ำ
คง..อำนาจกฎเกณฑ์ของเวรกรรม
มาช่วยย้ำช่วยยุดจนสุดรอย

๓๓๘. ปานฉะนี้ปิตุลามาตุเรศ
จะเทวษกำสรดใจถดถอย
จักลำบากทดท้อท่ามรอคอย
หรือละห้อยถึงบุตรก็สุดเดา

๓๓๙. สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญสิ้นคุณค่า
แต่นองหน้าหยาดรอยล้วนสร้อยเศร้า
เพียงหนึ่งผู้คู่เข็ญยังเห็นเงา
ช่วยบรรเทาทดท้อให้พอทน

๓๔๐. แต่เหลือบเหลียวลืมเนตรสบเลศหนึ่ง
แววซาบซึ้งถนอมรับสิ้นสับสน
อุ่นหทัยเคียงข้างใครบางคน
พาอึงอลขวยเขินสะเทิ้นอาย

๓๔๑. แม้นอยู่สองต่อสองในห้องเก่า
ยังลงเข่ากราบก้มประนมถวาย
คงสำรวมใจอยู่ ..ใจผู้ชาย
ว่าอย่าหมาย .. สูงส่ง .. เกินวงศ์ตน

๓๔๒. เอื้อมหัตถ์เนียนจับกรที่ซ่อนอยู่
ย้อนนัยสู่รำงับความสับสน
ว่าสิ้นแล้วช่วงต่างระหว่างคน
สร้อยกุณฑลจะพาดสายบนกายนี้

๓๔๓. แล้วเลื่อนองค์ทรงร่างอยู่กลางอก
แกล้วก็ปกกรป้องตระกองศรี
สะท้านด้วยแววตาและท่าที
อ้อมอารีก็โอบอุ้มเข้าหุ้มเนื้อ

๓๔๔. วิเวกแว่วลมไหวยอดไม้แกว่ง
แม้นโศกแห่งเบื้องหลังจะยังเหลือ
หากอาวรณ์อบอุ่นได้จุนเจือ
สองใจเอื้อปลิดสร้อยกลบรอยกรรม

๓๔๕. อธิษฐานผ่านวาสน์ให้พาดช่วง
ทุกภพล่วงพบเจอให้เพ้อพร่ำ
ใจทั้งดวงรอคอยทุกรอยคำ
จนเนื่องนำน้อมสู่เป็นคู่เคียง

๓๔๖. ใจต่อใจดังว่าร่วมสาธก
ท่ามเหล่านกเขาไพรที่ให้เสียง
พระพายเอื่อยคนแนบแก้มแอบเอียง
เสนาะเพียงสองใจเต้นไหวรับ

๓๔๗. กรุ่นมาลีไหนเห็นจะเช่นหอม
ดั่งใจหลอมลึกล้ำเป็นลำดับ
วงแขนแกร่งโอบย้ำดั่งกำชับ
ว่าแม้นยับชีพวายไม่คลายคลอน

๓๔๘. แรงสุดถิ่นดินฟ้ามหาสมุทร
ฤๅอาจฉุดจิตชายให้ถ่ายถอน
ลึกล้ำห้วงน้ำสวรรค์สีทันดร
ฤๅเทียบตอนลึกล้ำแห่งจำนง

๓๔๙. ถ้วนถิ่นแถนแมนสรรพ .. โปรดรับรู้
จักเชิดชูอยู่ข้างด้วยนางหงส์
ตราบสุดช่วงชีวิตถึงปลิดปลง
ขอร่วมวงเวียนวัฏฏ์ .. เป็นสัจจัง

๑๔
๓๕๐. โอ ! .. ศัพท์สดับนยะวะแว่ว
ปุระแก้วและบัลลังก์
สิ้นแล้วเพราะแผ่วพละพลัง
ฤจะยั้งนะยับเยิน

๓๕๑. เผาแผดเพราะแพศยะอธรรม
ทุระกรรมะก้ำเกิน
สิ้นชาติและวาสนะเผชิญ
สรเสริญก็สิ้นตาม

.. กรุงศรีอยุธยาจะสูญแล้ว
จะลับรัศมีแก้วเจ้าทั้งสาม
ไปจนคำรบปีเดือนคืนยาม
จะสิ้นนามศักราชห้าพัน

.. กรุงศรีอยุธยาเขษมสุข
แสนสนุกยิ่งล้ำเมืองสวรรค์
จะเป็นเมืองแพศยาอาธรรม์
นับวันจะเสื่อมสูญ เอยฯ



จบภาค ๓


หมายเหตุ

กลอนในส่วนที่มีจุดนำหน้าบททั้งหมด เป็นสำนวนจาก .. เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา .. ไม่ทราบนามผู้แต่งที่แน่นอน





Create Date : 23 สิงหาคม 2549
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2560 10:56:22 น. 84 comments
Counter : 4336 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ พี่สดายุ
บัวเข้ามาอ่านงานของพี่ค่ะ
บัวจะมาติดตามตอนต่อไปค่ะ
พื้นบล๊อคก็เป็นไทยงานก็ไทยๆ
แถมเพลงแบบไทยเสียด้วยสิค่ะ
น้อยมากค่ะที่จะมีใครๆทำแบบนี้นะค่ะ
มี่พี่สดายุกับพี่นางนี้แหละ
พี่สดายุสบายดีนะค่ะ
บัวขอให้พี่มีสุขภาพที่แข็งแรงค่ะ



โดย: ดอกบัว IP: 58.10.192.71 วันที่: 24 สิงหาคม 2549 เวลา:18:27:48 น.  

 
หวัดดีบัวชมพู

น่ารักจริง
มาอวยพรให้พี่ กับพี่นาง ประจำเลย
ยังเขียนในไทยโพเอมอยู่หรือเปล่าล่ะ
พี่ไม่ได้ไปนานแล้ว

และคงไม่ไปแล้ว
บัวก็แวะมาคุยกับพี่ที่นี่ก็แล้วกัน


โดย: พี่ (สดายุ... ) วันที่: 25 สิงหาคม 2549 เวลา:14:47:03 น.  

 
น้องนาง
คงต้องเตรียมรูป..
พม่าปีนกำแพงเมือง
เพลิงโหมไหม้ปราสาท
การตระเตรียมแยกย้ายกัน
ของเหล่าใน คืนก่อนที่จะเสียเมือง

ไม่รู้จะหาได้หรือเปล่า
รูปชนช้างนี่ก็สวยนะ
แต่เสียกรุงครั้งสองนี่ ไม่มีชนช้าง
เสียดาย


โดย: สดายุ... วันที่: 27 สิงหาคม 2549 เวลา:0:05:14 น.  

 
พี่สดายุ

มาค่อยๆ อ่านจนจบ
ด้วยความประทับใจอย่างยิ่งค่ะ

นางขออนุญาตพิมพ์รวมไว้ศึกษาการใช้คำ
ตั้งแต่ภาคแรกมาเลยได้ไหมคะ



โดย: นาง (เพรง.พเยีย ) วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:5:40:41 น.  

 
หากน้องนางชอบ
ก็จัดการได้ตามสดวกค่ะ
พี่ยินดี


โดย: พี่เอง IP: 124.120.197.219 วันที่: 29 สิงหาคม 2549 เวลา:6:02:20 น.  

 
สวัสดีครับ พี่สดายุ
... ผมจะอ่านรู้เรื่องมั้ยครับเนี่ย
ถ้าไม่เข้าใจ จะถามได้มั้ยครับ

จะแวะมาตอนว่างนะครับ

ปล น่าจะมีกลุ่มกลอนสำหรับเด็กอ่านหน่อยนะครับ
ภาษาจะได้ไม่ยาก อิอิ



โดย: แกงเกอรู IP: 61.7.159.253 วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:1:22:45 น.  

 
จะเข้าใจที่เขียนต้องรู้
ประวัติศาสตร์กรุงศรีฯ
ช่วงนี้ดีทีเดียว

ภาษาในกลอนไม่ยากเหมือนในฉันท์
แต่ก็คงมีคำไม่คุ้นหูบ้าง
ตามแต่ใจคนเขียน ที่คิดได้ขณะนั้นๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 31 สิงหาคม 2549 เวลา:6:32:02 น.  

 
..สวัสดีค่ะ..คุณสดายุ..
...
.....กำลังหัดแต่งบล๊อกค่ะ....
...
.....แต่งจนเบื่อ....
...
....ขอฟังเพลงให้สบายใจหน่อยนะคะ
....


โดย: ลมลวง IP: 202.5.87.142 วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:10:53:19 น.  

 
ตามมาอ่านคะ

เพลงก็เพราะ ฟังแล้วสบายใจจัง


โดย: ดอกเข็มขาว IP: 58.9.191.252 วันที่: 1 กันยายน 2549 เวลา:20:30:31 น.  

 
สวัสดีครับ

คุณลมลวง
คุณดอกเข็มขาว

ยินดีต้อนรับครับ
ไม่มีน้ำชากาแฟ...ต้อนรับ
มีแต่เพลง..และ..ร้อยกรองที่ไม่ค่อยได้เรื่อง
ให้ทัศนากันตามอัธยาศัย..ขอรับ


โดย: สดายุ... วันที่: 2 กันยายน 2549 เวลา:7:25:42 น.  

 
เรนอรุณสวัสดิ์..พี่ชายสดายุนะคะ...
ตอนนี้เรนเขียนกลอนไม่ออกด้วยดิคะ.. ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด..
ภูเขา..ท้องฟ้า..สายลม..คงทำให้รู้สึกดีขึ้น..
เรนยอมรับนะคะว่า.. สิ่งที่ผ่านเข้ามาทางความรู้สึกของเรน..ความผูกพันในบางสิ่งที่พบ..
ณ สถานที่ที่เคยคาดหวัง..
ความรู้สึกสูญเสีย.. ความคุ้นเคย..ที่ได้สัมผัส..
..
บางสิ่ง..ในความรู้สึกที่ถูกค้นพบ...
อ่อนแอเกินไปมั้ย.. เป็นคำถามที่ถูกตอกย้ำ..ซ้ำๆกับจิตใต้สำนึก..
หวาดกลัวเกินไป.. ใช่..ไม่ใช่..
ที่จะก้าวออกไปเรียนรู้สังคมข้างนอก..
..กล้าและแกร่งพอมั้ย..
ทำไมต้องหวาดกลัว..
และกลัวอะไร...
..
เรนแค่เพียง..อยากได้ฟัง..
..
ว่าเรนได้เต็มที่นะคะ..
เก๊าะแค่เพียงอยากสร้าง..เกราะความเข้มแข็ง..ให้กับตัวเอง..
...
ยังจำได้..ในสิ่งที่ใครคนนั้นบอกเรน..
ใครคนที่รัก..และหวังดีกับเรน..
สัมผัสเสียงที่อบอุ่น..
เรนอยากพบ.. ใครคนนั้น..
..
น้ำเสียงที่อบอุ่น.. อาจแค่ไม่นาน..
แต่มัยร่า.. ที่เรนรู้สึกผูกพัน..
..
ที่ตรงนี้.. เรนรู้สึกปลอดภัย..
...

เพลง..เพราะจัง..
..



โดย: เรนเอง.. IP: 203.151.140.118 วันที่: 3 กันยายน 2549 เวลา:8:13:53 น.  

 
บทนี้ไพเราะมาก แม้เป็นหารผสมผสาน แต่ผสมผสานได้อรรถรสยิ่งนักค่ะ


โดย: ตะวัน IP: 61.47.122.140 วันที่: 16 กันยายน 2549 เวลา:0:30:37 น.  

 
สวัสดีครับ คุณสดายุ ผมแวะมาอ่านนานคงไม่ได้ เพราะติดธุระสำคัญ จะเข้ามาอีกก็เกรงว่าจะหาไม่เจอ เลยขออนุญาตคัดลอกณ ที่นี้เพื่อนำไปอ่านที่บ้านนะครับ
( หรืออาจจะรวบรวมไว้เป็นฉบับไว้อ่านอีกในโอกาสหน้า แต่จะไม่ลืมใส่ชื่อผู้แต่งแน่นนอน ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยนะครับ)


โดย: เด็กน้อย IP: 202.44.135.35 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:47:55 น.  

 


สวัสดีครับ เฮีย

ตกลงแต่งนิราศ ใกล้จบยังครับ

แวะเข้ามาบอกว่า ผมยุ่งๆนะครับช่วงหลังๆมา
ขอโทษด้วยครับที่ไม่ได้แวะเวียนมาทักทายเฮียเลย

รำลึกถึงอยู่เสมอครับ

พอดีช่วงนี้ผมยุ่งๆ กับครอบครัว
แฟนกำลังจะมีน้องนะครับ
เลยเห่อๆ

หวังว่าเฮียและครอบครัวสุขสบายดีนะครับ




โดย: ต้น จอมอสูร IP: 58.8.122.203 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2549 เวลา:20:06:39 น.  

 
ความเห็น 3
...หวัดดีจ๊ะ น้องบัว

มีบล็อกเอง ก็ดีตรงที่
เราแต่งในแบบที่เราชอบได้นี่แหล่ะ

แล้วน้องบัวสบายดีหรือเปล่าจ๊ะ



....พี่สดายุ

ตามอ่านเพลินจนถึงภาคสามแล้ว
ภาคนี้ คงจะออกเศร้านะคะ
กำลังจะเสียเมือง

ทั้งวัด ทั้งวัง ถูกเผาทำลาย
ผู้คนระส่ำระสาย

แต่ความรัก ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสงคราม
คงจะซาบซึ้งถึงน้ำใจยิ่งนัก

นางต้องเตรียมผ้าเช็ดแล้ว





โดย: นางเอง IP: 221.128.98.54 วันที่: 26 สิงหาคม 2549 เวลา:9:01:29 น.



โดย: สดายุ... วันที่: 26 ธันวาคม 2549 เวลา:19:22:10 น.  

 
เพิ่งมาเห็นบล็อก
ที่เปลี่ยนพื้นใหม่ สวยปิ๊งเลยนะคะ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ปล. ค่อย ๆ มาตามอ่านเก็บงานนะคะ
อลังการออกอย่างนี้ น่าสนใจมาก
ขอบคุณนะคะ ที่สร้างงานไว้เป็นวิทยาทาน
กับคนรุ่นหลัง ๆ

เอ๋า อย่าน่ามุ่ยสิ.. ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย

นู่น ๆ รูปที่แปะไว้ ก็ยังปิ๊งอยู่เลย

หุ หุ ไปล่ะค่ะ ค่อยแวะมาอีก

จริงสิ.. เห็นบล็อกแก้งค์แปะสุขสันต์วันเกิด
ก็..สุขสันต์ด้วยคนนะคะ.. วันไหนไม่รู้แหละ
แต่ขอให้มีความสุขเย้อะ.. เยอะ

ไปจริงแล้ว .. ไม่อาลัย อาวรณ์แล้วจ้า



โดย: สีน้ำฟ้า วันที่: 3 มกราคม 2550 เวลา:20:55:45 น.  

 
กวีสรรสร้างศิลป์ทุกถิ่นฐาน
ผสมผสานเสียงเพลงบรรเลงใส
สุดซาบซึ้งความดีกวีไทย
ดวงฤทัยเปรมปรีดิ์ไม่มีเลือน
คงเป็นโชคชะตามาบรรจบ
แอบมาพบข้อความงามเสมือน
ดุจดาราเคียงคู่อยู่กับเดือน
ขอมีเพื่อนเตือนใจในกวี


โดย: เรือจ้าง IP: 203.188.63.159 วันที่: 20 มกราคม 2550 เวลา:23:02:07 น.  

 
อยากได้โค๊ดของเพลงบรรเลงขิม..หรือโหลดไปใส่ในเวปมากเลยครับ..ชอบดนตรีไทยมากโดยเฉพาะขิมขอโค๊ดได้ไหมครับ


โดย: ฅนสมุย IP: 61.7.160.116 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2550 เวลา:18:08:20 น.  

 
ไม่ทราบจะหาซื้อเพลงนี้ได้จากไหนคะช่วยตอบด้วยนะคะ
ชอบมากๆเลย ฟังแล้วเย็นใจดีค่ะ


โดย: jj IP: 203.156.141.26 วันที่: 14 มีนาคม 2550 เวลา:15:10:26 น.  

 
คุณ...jj

ที่เซ็นทรัลบางนา...ในส่วนพลาซ่านอกห้าง
มีร้านดนตรีไทยที่ขายเพลงไทยเดิม
พวกนี้อยู่....มีอุปกรณ์ดนตรีไทยขายอยู่ด้วย
เข้าใจว่าตามห้างที่มีพลาซ่าอยู่ด้านนอกห้าง
จะมีทุกที่....

มาบุญครอง....
เซ็นทรัลลาดพร้าว...
ลองหาดูครับ

เพลงนางครวญ...นี่มีหลายเวอร์ชั่น
ที่ได้ยินอยู่นี่เป็นเสียงขิม
ส่วนในกระทู้...นางครวญ
จะเป็นอีกเวอร์ชั่น...เพราะมากเหมือนกันครับ


โดย: สดายุ IP: 203.188.46.81 วันที่: 15 มีนาคม 2550 เวลา:7:05:06 น.  

 
สวัสดีครับพี่สดายุ
ผมไปเจอเว็บนี้เข้าครับ...
//www.geocities.com/phrakeaw_poem/
มีมหารัตนพิมพวงศ์คำฉันท์ให้โหลดด้วย
เป็นไฟล์ MS Word ที่บีบอัดด้วย WinRAR
ผมโหลดมาเก็บแล้วครับ...
ตอนแรกหวั่นๆไวรัส แต่เปิดดูก็ไม่มีอะไร..
ผมก็ยังสงสัยอยู่ว่าไม่โดนลิขสิทธิ์หรือนี่...

โหลดได้จากคอลัมน์ขวามือครับ....


โดย: ศารทูล IP: 125.24.154.25 วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:12:23:57 น.  

 
สวัสดีคะ..คุณสดายุ..
ฝากวิจารณ์และแนะนำด้วยคะ..เพิ่งหัดแต่งคะ..

รัก..

วันแรกรัก

น้ำต้มผักแสนขมยังชมหวาน
เพิ่มน้ำตาลสานน้ำใจให้ห่วงหา
อยู่ในห้วงคำนึงของเราตลอดเวลา
เฝ้าครวญหาพาใจอุ่นคนคุ้นเคย

โอ้ใจเอยหวานละมุ่นอุ่นไอรัก
สบเนตรพักตร์ผสานใจให้มีหวัง
เพิ่มแรงกายอบอุ่นใจเปี่ยมพลัง
ส่องความหวังแสงนำทางณ กลางใจ

มองทางไหนพบอะไรใจมีสุข
บดบังทุกข์ดอกไม้บานสายธารใส
มองทิวเขาทักเมฆหมอกท่องชมไพร
กลิ่นดอกไม้ใจหอมกรุ่นแสนคุ้นเคย

โอ้ใจเอยแสนคิดถึงรำพึงหา
ฝากวาจาส่งผ่านจันทร์อย่าเมินเฉย
โปรดมารับความคิดถึงอย่าละเลย
คำเอื้อนเอยออกจากใจใช่คำลวง



วันหมดรัก

แสนเศร้าหมองนองน้ำตาพาใจหวั่น
คงหมดวันฉันและเธอละเมอหา
มองทางไหนอยู่แสนไกลไม่สบตา
แสนเหว่หว้ามิอาทรทอดถอนใจ

มองทางไหนพบอะไรใจหมดสุข
พบแต่ทุกข์ใจเหี่ยวเฉาหมดเงาหวัง
มองทิวเขามีเมฆหมอกเงาดำบัง
หมดพลังเหมือนดอกไม้พฤกษ์ไพรเมิน

เจ็บเหลือเกินเมื่อเผชิญกับปัญหา
แสนเย็นชาไม่สบตาพาเมินเฉย
ไม่พานพบไม่สงบไม่คุ้นเคย
มองผ่านเลยเหมือนเฉลยเอ่ยคำลา

ถึงห่วงหาพาอาลัยใจแทบขาด
คงมิอาจพบไออุ่นละมุนเสมอ
เหมือนทุกวันครั้งสองเราเคยพบเจอ
ได้เพียงเพ้อใจอาวรณ์ตอนจากไกล




สั่งใจ..ไม่ให้เจ็บ


บอกหัวใจหักอาลัยมิให้เจ็บ
เหมือนดั่งเก็บห้ามอาการพานอ่อนไหว
เราไม่รู้วันข้างหน้าจะพบอะไร
ขอได้ไหมขอหัวใจให้อดทน

เสียงจากใจบอกทำไมมิให้เจ็บ
จะทนเก็บเอาทุกข์ไว้ใยทับถม
หากเก็บไว้ทุกข์หมดใจอาจระบม
ใจอยากให้ทิ้งทุกข์ขมระบายไป

ห้ามมิให้ใจหมดเจ็บมิได้หรอก
เสียงใจบอกยังอาลัยยังห่วงหา
ขอคิดถึงเขาได้บ้างบางเวลา
ส่งสายตาเป็นห่วงจากแสนไกล

รอยอาลัยยังพานพบในนวลพักตร์
ใยความรักสร้างทุกข์ให้ใจหนักหนา
คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของเวลา
ใช้หัวใจคอยห่วงหารักษาใจ



ก้าวที่กล้า


เคยบ้างไหมเสียงหัวใจใครรับรู้
เจ็บเป็นครูคอยสั่งสอนดังกลอนฉัน
สุขและเศร้าผ่านเข้ามาหาทุกวัน
ขอเรานั้นหมั่นสั่งสมกำลังใจ

หนทางไกลมิใช่มีเพียงโลกแคบ
ถึงใจแฉลบเจ็บแปลบๆ จากหนไหน
ถึงไม่รู้ว่าสาเหตุเพราะอะไร
หมดสงสัยหลุดจากใจหมดความจำ

ถึงเวลาต้องก้าวไปในโลกกว้าง
ก้าวเท้าอย่างมั่นใจใฝ่ค้นหา
ยังมีอีกให้เรียนรู้นอกชายคา
ให้ศึกษาให้ค้นคว้าให้อดทน

ขอส่งใจวิ่งไปสู่สิ่งที่ฝัน
ไม่หวาดหวั่นทุกข์ภัยจากสิ่งไหน
ขอเพียงแค่มีแน่วแน่มีความจริงใจ
มีมิตรภาพส่งฝากใว้ให้ถึงกัน


ขอบคุณคะ..


โดย: พิจักษณา วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:13:17:44 น.  

 
วาว....
มาทีเป็นชุดเลย...
ค่อยๆแกะ...ค่อยๆเกา...ละกันนะครับ
เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ...
ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นแบบนี้
แต่เมื่อวิจารณ์แล้วก็ต้องทำให้ดูเปรียบเทียบกัน
เพราะจะได้พิจารณาดู...ว่าจริงไหม
โดยไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมไปทั้งหมด


...น้ำต้มผักแสนขม...ยังชมหวาน...

...เนื้อความได้นะ...แต่คำมันทะแม่งตรง...ยังชมหวาน
หากเปลี่ยนเป็น

...น้ำต้มผักขมปร่า..ยังว่าหวาน....
จะเป็นสำนวนที่ใช้พูดกันปกติ...
ลองเปรียบดูคำว่า....ยังว่าหวาน...กับ..ยังชมหวาน
อันไหนเหมาะกว่ากัน

มาดูคำว่า...ปร่า
( เกือบลืมไป...ที่ขวามือ...ด้านบนมีลิงค์..พจนานุกรมฯ
ลองคลิกดูครับแล้วพิมพ์หาความหมายดู...ง่ายสะดวกดี
เราควรใช้คำที่มีความหมายเท่านั้น...)

ค้น : ปร่า
คำ : ปร่า
เสียง : ปฺร่า
คำตั้ง : ปร่า
ชนิด : ว.
ที่ใช้ :
ที่มา :
นิยาม : ลักษณะของรสที่ไม่กลมกล่อมไม่แน่ชัดว่าเป็นรสอะไร เช่นรสแกงที่มีเครื่องปรุงไม่เหมาะส่วน.

คำนี้ใช้กับรสชาติของอาหาร....แปลว่า..ขมปร่า...ใช้ได้


...เพิ่มน้ำตาล-สานน้ำใจ-ให้ห่วงหา....

เป็นกลอนเก้านะบาทนี้...๓ ๓ ๓
เพิ่มน้ำตาล...เข้าใจว่าจะหมายถึงความหวาน
เพิ่มความหวานในจิตใจ...ว่างั้นเถอะ
ทีนี้ตรงนี้มีข้อสังเกตการสัมผัสนิดนึง
ให้ลองพิจารณาดู
ท้ายวรรค ใช้สัมผัสชิด..คือ...ใจ กับ...ให้
ผมลองปรับเป็น

...เมื่อดวงมาน-รุมหน่วง-ด้วยห่วงหา...

ท้ายวรรคเป็นสัมผัสคร่อม...คือ หน่วง กับ ห่วง
ความหมายยังเหมือนเดิม...เพียงแต่ใช้..มาน แทน ใจ
ชอบแบบไหน...?


....อยู่ในห้วง-คำนึงของเรา-ตลอดเวลา...

บาทนี้คำเกินค่อนข้างเยอะทำให้อ่านแล้วสะดุด
ในลักษณะนี้การใช้คำเสียงสั้น คือ ลหุ เข้าช่วย
จะลดความเยิ่นเย้อของคำลงได้ระดับหนึ่ง

คำนึง คือ คะนึง ใช้ คะนึง เสียงจะอ่านได้เร็วกว่า
อ่านรวบคำได้ดีกว่า..ในกรณีคำเกินเยอะ
คำว่า..ของเรา...เป็นคำฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต้องมี
เพราะความคิดคำนึงย่อมเป็นของเราอยู่แล้ว
เราไม่จำเป็นต้องบอกอีก

สรุปความว่า...ทำให้คิดถึงอยู่ตลอดเวลา
แต่ผมลองปรับใหม่ดู

...คำนึงสุด..ห่างเห..กลางเวลา...


...เฝ้าครวญหา-พาใจอุ่น-คนคุ้นเคย....
บาทนี้ กลอนเก้า เช่นกัน
สรุปความว่า...
หวังให้จิตใจคำนึงถึงเช่นคนที่คุ้นเคยกัน
ทั้งสองฝ่าย

...ที่ใฝ่คว้าอกอุ่นผู้คุ้นเคย...

ลองรวมเล่มดู

...น้ำต้มผักขมปร่า..ยังว่าหวาน....
...เมื่อดวงมาน-รุมหน่วง-ด้วยห่วงหา...
...คำนึงสุด..ห่างเห..กลางเวลา...
...ที่ใฝ่คว้าอกอุ่นผู้คุ้นเคย...

บทเดียวนะนี่...ยาวซะ...อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:23:17:14 น.  

 
โอ้ใจเอยหวานละมุ่นอุ่นไอรัก
สบเนตรพักตร์ผสานใจให้มีหวัง
เพิ่มแรงกายอบอุ่นใจเปี่ยมพลัง
ส่องความหวังแสงนำทางณ กลางใจ

ข้อห้าม...คือห้ามซ้ำคำที่สัมผัสบังคับ
ในที่นี้คือ หวัง




โอ้ใจเอย...หวานละมุ่นอุ่นไอรัก....
หวานละมุน อบอุ่นนัก...ความน่าจะเหมาะกว่า

สบเนตรพักตร์ผสานใจให้มีหวัง....
เนตร กับ พักตร์ เราจะใช้กับเจ้านายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง
ระดับ หม่อมเจ้าขึ้นไป
แต่ผมเองชอบเอามาใช้กับ...สุภาพสตรีสูงศักดิ์
เป็นการยกขึ้นให้สูงส่ง...แบบคุณหญิงดาริน
(ฮะฮา...เพชรพระอุมา...ขึ้นสมองรอบสอง...)
แต่ไม่ใช้กับสามัญชนที่เป็นผู้ชาย...เพราะไม่คู่ควร...อิๆๆ
...เมื่อนัยน์ถักทอความให้ตามหวัง




เพิ่มแรงกายอบอุ่นใจเปี่ยมพลัง...
อุ่นไอรัก...แล้วมา..อบอุ่นใจอีก...ความซ้ำนะครับ
ไม่เดินหน้า
...พร้อมกายแกร่งแรงล้ำเปี่ยมกำลัง



ส่องความหวังแสงนำทางณ กลางใจ...
...คือแสงปลั่งส่องสว่าง ณ กลางใจ

ที่ไม่อธิบาย...เพราะอยากให้ลองเปรียบเทียบดู
ในความหมายหนึ่งๆ...การร้อยกรองคือการเล่นคำ
เมื่อเราเอาความหมายโดยรวมขึ้นตั้งไว้เป็นธงนำ
แล้วลองเล่นคำ..กลับไปมา...ให้
๑ พลังคำนั้นโดดเด่น
๒ ไม่ออกนอกกรอบของความหมายที่ตั้งไว้

เราจะได้หลากหลายรูปแบบ
ข้อสำคัญ...เมื่ออ่านรวมกันทั้งบท
คือทั้งสี่วรรค....ต้องให้ความสอดรับกัน
กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

...โอ้ใจเอย...หวานละมุน อบอุ่นนัก
...เมื่อนัยน์ถักทอความให้ตามหวัง
...พร้อมกายแกร่งแรงล้ำเปี่ยมกำลัง
...คือแสงปลั่งส่องสว่าง ณ กลางใจ


โดย: สดายุ... วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:23:18:39 น.  

 
เมื่อดูทั้งสองบท....อ้าว...
ไม่ได้ส่ง รับสัมผัสกันระหว่างบท

น้ำต้มผักแสนขมยังชมหวาน
เพิ่มน้ำตาลสานน้ำใจให้ห่วงหา
อยู่ในห้วงคำนึงของเราตลอดเวลา
เฝ้าครวญหาพาใจอุ่นคนคุ้น....เคย

โอ้ใจเอยหวานละมุ่นอุ่นไอรัก
สบเนตรพักตร์ผสานใจให้มี....หวัง
เพิ่มแรงกายอบอุ่นใจเปี่ยมพลัง
ส่องความหวังแสงนำทางณ กลางใจ


ส่งมาด้วย....เคย....
แล้วมารับด้วย...หวัง...ไม่ได้ครับ...ไม่ได้
ต้องรับด้วย...เอ่ย...เอ๋ย...เผย....สระเอย
ท้ายวรรคสองนี่ให้ใช้อยู่สามเสียง

จัตวา
โท
เอก

เท่านั้น ครับ



โดย: สดายุ... วันที่: 9 เมษายน 2550 เวลา:23:31:43 น.  

 
ต่อไป..จะมองรวบทั้งบท

มองทางไหน..พบอะไร..ใจมีสุข
บดบังทุกข์..ดอกไม้บาน..สายธารใส
มองทิวเขา..ทักเมฆหมอก..ท่องชมไพร
กลิ่นดอกไม้..ใจหอมกรุ่น..แสนคุ้นเคย

บทนี้..กลอนเก้าทั้งบท
คำจะดูเยิ่นเย้ออยู่บ้าง...แต่ไม่ถึงกับมาก
กลอนแปด จะมีจังหวะการอ่านอยู่ที่
๓...๒...๓....และเราสามารถเขียน
เป็นร้อยแก้วได้เลยเฉพาะ...๕ คำแรก
แล้วค่อยไปมีสัมผัสสักตัวที่ท้ายวรรค

บาทแรก...โอเค

บาทสอง...และทั้งบทสรุปว่าเป็นการเปรียบเทียบ
ความรู้สึกในใจว่าเต็มไปด้วยความสุข
รอบตัวเองก็มองสวยงามไปหมด
เหมือนอยู่ท่ามกลาง มวลดอกไม้หอม
ลำธารใสไหลริน...ท่ามกลางหมู่เมฆ
ขาวโอบซบขุนเขา...

แต่การร้อยคำ...ควรต้องมีคำเชื่อม
ระหว่างการพูดถึงของสองสิ่งที่แตกต่างกัน

บดบังทุกข์..ดอกไม้บาน..สายธารใส

บดบังทุกข์...อันนี้เข้าใจได้ครับ
แต่การเอา ดอกไม้บาน มาต่อเลยทำให้ความ
สะดุด...ไม่ต่อเนื่อง

จึงรอบล้อม..งดงาม...ด้วยความหวัง
โน่น..ธารหลั่งฉ่ำชุ่ม..โกสุมหอม
ท่ามแดดใสภุมรินเฝ้าบินดอม
นั่น..เมฆห้อมบรรพต..งามจดตา

จึง...ด้วย
โน่น
ท่าม...เฝ้า
นั่น...

คำพวกนี้เป็นคำเชื่อมที่จะทำให้คำที่
แตกต่าง...กลมกลืนเป็นเรื่องราวเดียวกัน

ในบาทสุดท้าย...มีคำว่าคนคุ้นเคย..อีก
เหมือนบทแรก...ตรงนี้ควรพยายามหลีกเลี่ยง
การซ้ำคำ...เพราะจะเหมือนเราเดินย่ำ
อยู่กับที่...ครับ


โอ้ใจเอยแสนคิดถึงรำพึงหา
ฝากวาจาส่งผ่านจันทร์อย่าเมินเฉย
โปรดมารับความคิดถึงอย่าละเลย
คำเอื้อนเอยออกจากใจใช่คำลวง


โอ้ใจเอยแสนคิดถึง...รำพึงหา
รำพึงหา...ความไม่ค่อยเหมาะ...รำพึงคือการพูดเบาๆ
กับตัวเอง...ตามด้วย..หา...จึงฟังดูขัดๆ
ควรเป็น...ละห้อยหา...หรือ...ถวิลหา
จะเหมาะกว่าเพราะเป็นความคิดถึง

ใจ..ไม่ควรรำพึง....แต่ควรคิดถึงเฝ้าคอย


ใจเอยใจ..ฤๅจะสิ้น...ถวิลหา...
ใช้คำครึ่ง...ถวิล..เข้าช่วยกรณีคำเกิน
หรือ
ใจเอยใจ..เฝ้าคอย...ละห้อยหา
จะชัดกว่า


ฝากวาจาส่งผ่านจันทร์อย่าเมินเฉย....
วอนจันทราผ่านคำ..อย่าทำเฉย



โปรดมารับความคิดถึงอย่าละเลย....
รับรู้นัยจากทรวง..อย่าล่วงเลย



คำเอื้อนเอยออกจากใจใช่คำลวง...
ที่เฝ้าเอ่ยเอื้อนคำ..ไม่อำความ


ใจเอยใจ..เฝ้าคอย...ละห้อยหา
วอนจันทราผ่านคำ..อย่าทำเฉย
รับรู้นัยจากทรวง..อย่าล่วงเลย
ที่เฝ้าเอ่ยเอื้อนคำ..ไม่อำความ

ผมปรับแบบเอาเนื้อหาเดิมเป็นหลัก...
ไม่ได้พยายามรักษาสัมผัสเดิมไว้...
เพื่อความหลากหลาย....อิๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:7:06:54 น.  

 
สวัสดีคะ..

ขอบคุณนะคะ..สำหรับคำแนะนำที่ได้รับ
เห็นข้อควรปรับปรุงของตนเองหลายอย่างคะ..เช่นความแม้นในหลักของร้อยกรอง ขาดประสบการณ์ในการเขียน การใช้ภาษา ยังไม่ดีคะ ทั้งความหมายและความเหมาะสมเพราะสังเกตจากการอ่านร้อยกรองของท่านอื่น จะใช้ภาษาได้สวยงามสละสลวยเหมาะสมมากคะ..เมื่อก่อนเวลาแต่งไม่ค่อยคิดอะไรคะแบบเอามันส์.เข้าว่าคะ..สนุกกับการแต่งเฉย ๆ มิได้คำนึงถึงอะไร คือทำแล้วรู้สึกมีความสุขเท่านั้นเองคะ..พอเข้ามาอ่านร้อยกรองบ่อย ๆเข้าก็เลยเริ่มรู้สึกว่า เราน่าจะเรียนรู้ที่จะทำอะไรที่ใช้หลักและรูปแบบที่ถูกต้องจริง ๆ คะ พอดีเลยเข้ามารบกวนขอคำแนะนำคะ..
ตอนนี้เหมือนตนเองกำลังเรียนรู้การเขียนร้อยกรองอยู่ในระดับอนุบาลคะ..อิอิ..

ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งคะ..แล้วจะมารบกวนใหม่นะคะ..
ปล.ฝากแต่งกลอนขอบคุณ " คนปากร้ายแต่ใจดีด้วยคะ " ถ้ามิเป็นการรบกวนเกินไป เพราะตอนนี้งานยุ่งจนแทบสลบคะ..แต่สนุกดีคะ..



โดย: พิจักษณา วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:12:31:17 น.  

 
สวัสดีคะ..คุณสดายุ
แวะมาอ่านคะ..อ้าวสงสัยคุณครูคงจะเหนื่อยหรือไม่ก็คงจะอ่านเพชรพระอุมาติดพันแน่ ๆ เลยคะ.( คงเอาการบ้านมาส่งมากเกินไปนะคะเนี้ยะ.)
มาอ่านรอบนี้มีเวลามากขึ้นคะ..ค่อย ๆๆอ่านเทียบที่คุณสดายุช่วยดูให้ก็เห็นความต่างนะคะ..มีโอกาสจะได้เลื่อนชั้นไหมคะ อิอิ ..แต่ไม่ท้อนะคะ..รู้สึกว่ากลอนไพเราะขึ้นคะ..คงจะมาคัดลอกเก็บไว้เป็นช่วง ๆนะคะ.ขออนุญาตก็แล้วกันนะคะ( แฮะๆๆ บางวันก็ขยันมากคะ. บางวันก็มีอาการสมองชำรุดเหมือนกันคะ )
อีกตั้ง 3 บท เป็นภาระของคุณสดายุมากไปหรือเปล่าคะ..ถ้าอย่างไรก็บอกได้นะคะ..คราวหน้าจะส่งการบ้านน้อย ๆคะ เพราะว่าคุณสดายุจะได้มีเวลาแต่งของตนเองบ้าง( อ่านเพชรพระอุมาถึงเล่มที่เท่าไหร่แล้วคะ.โอ้พระเจ้าช่วย 29 เล่ม) ถ้าได้อ่านแล้วจะวางมิลงคะ.ติดลมซะงั้น
ศิษย์ถึงสูงวัยแต่มิท้อ..ครูก็อย่าถอยนะคะ..ขอบคุณคะ


โดย: พิจักษณา วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:0:56:58 น.  

 
เดี๋ยวมาครับคุณพิจักษณา....

ไม่เป็นไรครับ...เอามาวางได้ไม่มาก...
แต่อาจตอบไม่เร็วนัก...ไปเรื่อยๆ...นะครับ
เดี๋ยวมาครับ....หลังเลิกงาน


โดย: สดายุ IP: 203.188.47.91 วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:7:36:21 น.  

 
เพิ่งไม่ยุ่ง สบายดีนะคะพี่


โดย: Jean IP: 80.85.216.64 วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:14:20:19 น.  

 
จีน...
พี่สบายดี...ยุ่งเสร็จแล้วเหรอ

เฮ้อ...สงสารจริง...งานการกุศล
เงินทองก็ไม่ได้....อิๆๆๆ


โดย: สดายุ... วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:18:00:18 น.  

 
ต่อ...

วันหมดรัก

แสนเศร้าหมองนองน้ำตาพาใจหวั่น....ความได้ครับ
หม่นหมองทั้งห้วงใจด้วยไหวหวั่น

คงหมดวันฉันและเธอละเมอหา.........ความดีเลย
คงหมดวัน..ฉัน/เธอ...จักเพ้อหา...

มองทางไหนอยู่แสนไกลไม่สบตา.....ความทะแม่ง
เมื่อร้างรูปฝันใฝ่..ที่นัยน์ตา

แสนเหว่หว้ามิอาทรทอดถอนใจ........ความทะแม่ง
ย่อมเหลือเพียง..เหว่ว้า..ที่คาใจ

ที่บอกว่า...ความทะแม่งเพราะ...เนื้อความ
ไม่กลมกลืน...
มองทางไหน...เหมือนเรากวาดสายตาไปรอบๆแบบมองหา
อยู่แสนไกล....ตรงนี้แหละความไม่ชัด...เหมือนจะรู้ว่าอยู่ตรงไหนแน่แล้ว..คืออยู่ไกล...ซึ่งขัดกับการ...มองทางไหน...ที่ปูความมาก่อน

แสนเหว่ว้า....โอเค
เหมือนตัวเราเหว่ว้า
แต่พอต่อด้วย...มิอาทร...ตรงนี้สะดุดเลย...
เพราะมันไม่รับกัน
คำพูดเหมือนกระโดดไปเป็น...เขา..ว่ามิอาทรเรา
ยิ่งตามมาด้วย....ทอดถอนใจ....ความกระโดดเลย...เหมือน
กระโดดกลับมาเป็นเราใหม่...ที่ทอดถอนใจ...
จากความไม่อาทรนั้น





โดย: สดายุ... วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:19:42:08 น.  

 
เอ้า...รวมเล่ม

หม่นหมองทั้งห้วงใจด้วยไหวหวั่น
คงหมดวัน..ฉัน/เธอ...จักเพ้อหา
เมื่อร้างรูปฝันใฝ่..ที่นัยน์ตา
ย่อมเหลือเพียง..เหว่ว้า..ที่คาใจ

สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้ครับ
เป็นคำเชื่อม...ให้ข้อความรับส่ง
เป็นเหตุเป็นผลกัน...



มองทางไหนพบอะไรใจหมดสุข....ความได้...คำไม่ดีนัก
จากเหม่อมอง..ด้วยใจที่ไร้สุข


พบแต่ทุกข์ใจเหี่ยวเฉาหมดเงาหวัง...ความพอได้...คำยังทะแม่ง
จนเป็นทุกข์ผ่านพาดแทนวาดหวัง


มองทิวเขามีเมฆหมอกเงาดำบัง...อุปมาอุปไมย...ใช้ได้
เหมือนภูผาวลาหกเข้าปกบัง...ขอใช้คำแขกหน่อย..อิๆ


หมดพลังเหมือนดอกไม้พฤกษ์ไพรเมิน...วรรคนี้ไม่ค่อยดี
ย่อมเกินยั้งหม่นหมองในสองตา

วรรคหลัง...ดูความมันกระโดดไปมาก
จากวรรคสามที่อุปมาเหมือนเมฆบังภูเขาแล้ว
ควรดึงกลับมาหาอาการของคนได้...โดยเปรียบกับ
อะไรบนใบหน้าที่อาจสื่อได้ทำนองเดียวกัน
คือความหม่นหมอง....หม่นมัว


โดย: สดายุ... วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:20:57:59 น.  

 
..อืมๆๆ..จริงคะ..ออกไปเที่ยวทะเลหลายรอบเลยคะ..อิอิ..
ประโยชน์ของการมีคนช่วยเรามองดีตรงนี้แหละคะ..ตอนแต่งไม่ได้คิดถึงแง่นี้เลยคะ..กลับมาอ่านแล้วจึงเห็นตามที่คุณสดายุแนะนำ..การแต่งร้อยกรองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจริง ๆคะ..ตอนนี้เริ่มเรียนรู้ว่ามิใช่ของง่ายเลยคะ..คงต้องพิถีพิถันกว่านี้คะ..ถ้าอย่างนี้เราคงต้องมีการเรียบเรียงความคิดแล้วค่อย ๆใช้ภาษาที่สวยงามเหมาะสม..( ปกติแล้วแต่งตอนที่อยากแต่งคะแล้วมิยอมตรวจทานเลยคะ แต่งเสร็จ โพสเลยคะ) ด้วยเป็นคนใจร้อนคะ..
แต่ตอนนี้เริ่มคิดได้คะ..อิอิ..ว่าการแต่งร้อยกรองให้ประโยชน์มากในด้านที่ทำให้เรามีการเรียบเรียงความคิด ใจเย็นลงพอควรคะ..ขอบคุณนะคะ..มารบกวนอีกแล้ว..แฮะๆๆ เริ่มสำนึกคะ..ว่าใกล้สงกรานต์แล้วคะ..เกรงใจคะ..


โดย: พิจักษณา วันที่: 11 เมษายน 2550 เวลา:21:06:12 น.  

 
มิได้ครับ....
อย่าคิดว่าเป็นเรื่องรบกวน
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน..
ย่อมเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

คนที่วิจารณ์เอง...ก้ต้องมีเหตุผล
เหมาะสมในประเด็นนั้นๆ...ตอบตัวเองได้
ตอบผู้อื่นได้...

ที่จริงเพียงการมองไปอีกขั้น
ของการลำดับเรื่องราว...ก่อนหลัง
ลองเขียนเสร็จแล้วทิ้งไว้ก่อน...แล้วมาอ่านใหม่
ทำอย่างนี้สัก..สามสี่รอบ

เราจะสังเกตได้ว่า...จะมีจุดโน้นจุดนี้
ที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
จนเราหาไม่เจอแล้ว...แล้วค่อยโพสต์

ที่เหลือคงต้องหลังสงกรานต์นะครับ
จะไปเที่ยวใต้ยาวครับ

สวัสดีปีใหม่ครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:0:09:26 น.  

 


โดย: นางค่ะ IP: 125.25.190.102 วันที่: 12 เมษายน 2550 เวลา:5:43:45 น.  

 
สวัสดีปีใหม่คะ..
ขอให้คุณสดายุและครอบครัวมีแต่ความสุขและสุขภาพดีทุกท่านคะ..เดินทางปลอดภัยนะคะ..


โดย: พิจักษณา วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:1:20:47 น.  

 
๐ พี่สดายุที่เคารพ...............ครานี้พบก็ยินดี
ใคร่ยิ้มทักสวัสดี...................ปีใหม่นี้อย่าขัดสน
๐ ปีใหม่ไทยขอชัยมา...........ขอพุทธาศักดิ์สิทธิ์ล้น
ช่วยปัดเป่าบันดาลดล............สมประสงค์ทุกสิ่งเทอญ ฯ

เอ้า...สาดน้ำ - - ซ่า....


โดย: ศารทูล IP: 203.113.51.164 วันที่: 13 เมษายน 2550 เวลา:15:52:17 น.  

 
สวัสดีครับท่านสดายุ
เมื่อวานผมนึกคึกอยากแต่งวสันตดิลกที่ลองทีไรเละทุกที...
แต่เมื่อวานนี้ลองแต่ง -- แต่งได้เสียด้วย...

ขออนุญาต...รบกวนท่านสดายุช่วยวิจารณ์งานผมด้วยครับ
อยากเอาลงในไทยโพเอม แต่คิดว่ารอฟังวิจารณ์ก่อนดีกว่า

๑. เพ่งพิศบูรพทิศา
ขณะฟ้าสว่างวาว
สดแสงรวีนภสกาว
ณ สยามสิงามนาน

๒. ไทยดีเพราะมีบุพกษัตริย์
พิเคราะห์ชัดถนัดการณ์
แยบคายอุบายกลก็ชาญ
มิประมาทกะชาติไกล

๓. มากชาวประจิมตะกละตะกลาม
มนหยามและเหยียดไทย
เห็นถิ่นบุรินทร์อุดมใน -
พนไพรศิลามี

๔. เนตรเล็งเขม็งบุรพโลก
บริโภคสะดวกดี
ยึดได้มิวายหทยปรีดิ์
จะเขมือบและขุดค้น

๕. อันองค์สยามบรมราช
ภุวนาถประจักษ์กล
ทรงคานอำนาจกะริปุพ้น
ภยเภทประเทศงาม

๖. หลากมัจฉในมหรณพ
กลภพสวรรค์คาม
วัดวาผกายะรุจิวาม
วะวะวับระยับแสง

๗. เขียวคลุมชอุ่ม ณ พนเวศน์
ประลุเขตก็เปลี่ยนแปลง
เป็นทัศนซึ่งดนุแสวง
ก็ตะลึงกะโฉมเมือง

๘. เพี้ยงศักรินทรพิมาน
ชชวาลจรูญเรือง
งามเจ้าพระยาอุทกเนือง
ชลเนื่องคะนองมา

๙. เวียงวังตระหง่านคหประภัส -
สรชัดตระการตา
แพรวพรรณหิรัณยรตนา
ชวลิตะแววไว

๑๐. รวมไทยเถอะเราทะนุประเทศ
ชนะเภทและผองภัย
ก้องเกียรติสยามขจรไกล
นิรมลอมรเมือง ฯ

คำไหนที่ผมใช้ไม่ดี เขียนไม่ถูก...
โดยเฉพาะตอนที่กล่าวถึงพระมหากษัตริย์...
ก็ขออภัยและรบกวนช่วยเตือน/ชี้แนะด้วยนะครับ

ขอบพระคุณครับ


โดย: ศารทูล IP: 125.24.176.201 วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:13:29:14 น.  

 
๒. ไทยดีเพราะมีบุพกษัตริย์
พิเคราะห์ชัดถนัดการณ์
แยบคายอุบายกลก็ชาญ
มิประมาทกะชาติไกล

วรรคสุดท้าย....
มิประมาทะชาติใด....น่าจะสื่อได้ชัดกว่านิ


๔. เนตรเล็งเขม็งบุรพโลก
บริโภคสะดวกดี
ยึดได้มิวายหทยปรีดิ์
จะเขมือบและขุดค้น

วรรคแรก....
เนตรเล็ง....คำนี้ค่อนข้างเฉพาะ
หมายถึงอังกฤษ...ล่ะก็พอได้...เพราะใช้กษัตริย์
แทนประเทศ
แต่เมื่อมี...ฝรั่งเศส...ซึ่งเป็นสาธารณรัฐ...
ก็ไม่ค่อยเหมาะ...เพราะประธานาธิบดี...ไม่ควร
ใช้คำนี้

การใช้...ลอบเล็ง...จะเป็นการทำให้ความหมาย
เป็นการทั่วไปได้ดีกว่า

ค้น : บริโภค
คำ : บริโภค
เสียง : บอ-ริ-โพก
คำตั้ง : บริโภค
ชนิด : ก.
ที่ใช้ :
ที่มา : (ป. ปริโภค)
นิยาม : กิน (ใช้เฉพาะอาการที่ทำให้ล่วงลำคอลงไปสู่กระเพาะ) เช่น บริโภคอาหาร, เสพ เช่น บริโภคกาม.
ภาพ :
อ้างอิง :
ปรับปรุง : 98/4/2

-------------------------------------------------
2. ค้น : บริโภค
คำ : บริโภค
เสียง : บอ-ริ-โพก
คำตั้ง : บริโภค
ชนิด : ก.
ที่ใช้ :
ที่มา : (ป. ปริโภค)
นิยาม : ใช้สิ้นเปลือง, ใช้สอย, เช่น บริโภคสมบัติ ผู้บริโภค.
ภาพ :
อ้างอิง :
ปรับปรุง : 98/4/2


คำนี้ใช้ในความหมายดังที่ยกมา
แต่จุดประสงค์ในการล่าเมืองขึ้น
ของฝรั่งยุคนั้นมี ๒ ประการหลักๆ
๑. ต้องการทรัพยากรธรรมชาติ...ส่งกลับประเทศแม่
เรียกว่ามี...อุปสงค์...ในสินทรัพย์
๒. ต้องการระบายสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศแม่มาขาย
ในประเทศเมืองขึ้น...เรียกว่าสร้าง...อุปทาน...ในสินค้า

บริโภคในวรรค ๒ จึงยังสื่อความหมายไม่ชัดนัก
ความหมายออกจะเป็นภาษาพูดอยู่บ้าง


๕. อันองค์สยามบรมราช
ภุวนาถประจักษ์กล
ทรงคานอำนาจกะริปุพ้น
ภยเภทประเทศงาม

ภูวนาถ....พระเจ้าแผนดิน
เข้าใจว่าลดรูปลง....โดยใช้...ภุว...แทน...ภูว
แต่ความซ้ำกับ...บรมราช...ซึ่งก็หมายถึง
พระเจ้าแผ่นดินเช่นกัน

อันองค์สยามมุขะไผท
พิเคราะห์นัยประจักษ์กล

หรือ

อันองค์สยามมุขยะชาติ
พิเคราะห์ภาษะแจ้งกล


๖. หลากมัจฉในมหรณพ
กลภพสวรรค์คาม
วัดวาผกายะรุจิวาม
วะวะวับระยับแสง

วัดวา...คำนี้ใช้ได้
แต่...รุจิ...แปลว่าแสงแล้ว...
มาจบด้วย...ระยับแสง...อีก..ความมันไม่เดิน

อาวาสเพราะภาสรพิพิราม
พิศะวามวะวับไหว



๗. เขียวคลุมชอุ่ม ณ พนเวศน์
ประลุเขตก็เปลี่ยนแปลง
เป็นทัศนซึ่งดนุแสวง
ก็ตะลึงกะโฉมเมือง

วรรค ๒ ความสื่อไม่ชัด
ว่าจะรับความที่ส่งมาจากวรรค ๑ ว่าอย่างไร

วรรค ๓ ดนุ...คือ ฉัน หรือ ข้าพเจ้า
ทัศน...คือ ภูมิทัศน์ หรือ ทัศนะคติ

ในความหมายที่เขียนมา
มันค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่ตาเห็นนะ
คือ ภูมิทัศน์ มากกว่า ทัศนะคติ
ในขณะที่ความหมายข้างล่างนี้
เป็นความหมายโดยรวม

ค้น : ทัศน; ทัศน์; ทัศนะ; ทัศนา
คำ : ทัศน-; ทัศน์; ทัศนะ; ทัศนา
เสียง : ทัด-สะ-นะ-; ทัด; ทัด-สะ-นะ; ทัด-สะ-นา
คำตั้ง : ทัศน-; ทัศน์; ทัศนะ; ทัศนา
ชนิด : น.
ที่ใช้ :
ที่มา : (ป. ทสฺสน; ส. ทรฺศน)
นิยาม : ความเห็น, การเห็น, เครื่องรู้เห็น, สิ่งที่เห็น, การแสดง, ทรรศนะ ก็ใช้.
ภาพ :
อ้างอิง :
ปรับปรุง : 98/4/2

ลองพิจารณาดู


๘. เพี้ยงศักรินทรพิมาน
ชชวาลจรูญเรือง
งามเจ้าพระยาอุทกเนือง
ชลเนื่องคะนองมา

วรรค ๓ อุทก....วรรค ๔ ชล
ความมันซ้ำ


โดยรวมเขียนได้ดีทีเดียว
วสันตดิลกบทนี้....ไม่น่าเชื่อว่า
เด็ก ม.๒ แต่ง
ต้องขอบอกว่า....อีกไม่นาน
เมืองไทยคงมีนักเลงฉันท์...ฝีมือฉกาจฉกรรจ์....
เพิ่มอีกคน...!!!!!!



โดย: สดายุ... วันที่: 17 เมษายน 2550 เวลา:21:42:47 น.  

 
๐ จากวันนั้น ๐
วสันตดิลกฉันท์ ๑๔

๐ รื่นรื่นก็คลื่นวรรษะวสันต์
ละสวรรคะโปรยปราย
หยาดชละหล่นปะทะขจาย
แตะสลายชโลมติณ

๐ สืบสมอุดมะอภิรัฐ
บริพัตระแดนดิน
สืบสร้างมล้างอริอริน-
ทระสิ้นบ่สืบทรง

๐ สิ้นนั้นถวัลยะประเวศ-
นะพิเศษะเขตคง
อำนาจและอาชญะดรง-
คะก็ปล่งบ่อาจแปลง

๐ เสี้ยนเศิกบ่เกริกพละสมร
ฤทธิรอนและอ่อนแรง
จึงวัตรพิพัฒนะแสวง
ประลุแหล่งประโลมชม

๐ บรรยงประสงคะปริวรรต
วิทวัสะปรารมภ์
หักหาญจะลาญอรินิคม
ยุติข่มบ่ล่มคาม

๐ นองสินธุรินบทะละหลั่ง
ดละหวังวะวาบวาม
นองกละบนบุรพะยาม
ดละงามตระหง่านเงย

๐ เสริญศักดิศักยะนคร
กละพระรำเพย
บรรสมภิรมยะเฉลย
ผิวะเผยจะเพียบแพง

๐ เพราเพรงเชลงสิรินิทัศน์
กละรัตะเรื่อแรง
เรื่องกล่าวระราวรัศมิแสง
ประจุแต่งนภางาม


โดย: สดายุ... วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:7:20:15 น.  

 
๐ ถึงวันนี้ ๐
อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

๐ หอมกลิ่นประทิ่นเก-
สระเรณุกากรอง
ฟุ้งฟายละอองฟอง
รสะล่องก็หลงไหล

๐ เชื้อชนปะปนชาติ
ฤ จะกวาดระหว่างไกล
ขีดเขตนิเวศม์ไย
ฤ จะไพล่จะแยกผืน

๐ สำรวจและตรวจเรื่อง
ตละเคือง ฤ กลับคืน
แบกศรัทธะหยัดยืน
ศิระขืนบ่โค้งใคร

๐ กุดหัวเคาะหัวหด
ผิวะรดไผทไทย
ย่อมเลือดเพราะเชือดไหล
ประทุไห้ละเหี้ยมหาญ

๐ ปืนหน่วงทะลวงเนื้อ
สละเกื้ออุดมการณ์
มาร้อยก็ร้อยลาญ
หัตะดาละโดยดี

๐ แหวกทางและวางทอด
ศพะพลอดกะธาตรี
เขียนการะผ่านผี
บทะนี้บ่ปรองดอง

๐ แผ่นผืนไผทเดียว
ผิวะเทียวจะยกครอง
คิดแปลกจะแยกสอง
ผิวะร้องก็จัญไร

๐ หลากชนระคนชาติ
จะผงาดเพราะร่วมใจ
ศาสน์ทัศน์และศรัทธ์ไทย
ถิระได้ก็นานมา

๐ จึงผู้จะคิดแผก
จะละแหลกก็ชีวา
น้ำสัตย์พิพัฒน์อา-
วุธะบ่าจะพร่าวาย.



โดย: สดายุ... วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:7:27:22 น.  

 
สวัสดีครับพี่ชาย วันนี้มานั่งดูหนังแก้เซ็งเล่นๆ หลังจากไปรดน้ำ คณาญาติวันสงกรานต์ และจะเตรียมไปท่องโลกกว้างอีกหลายๆอย่างครับ แวะมาอ่านงานพี่สดายุสักพัก เดี๋ยวไปแล้วแหละ เอกไม่ค่อยได้เขียนโคลงหรอกครับ เพิ่งหัดแต่งโคลงเมื่อปลายปีที่แล้วครับ อยากแจมด้วย แต่ว่า คิดไม่ออก (ไม่ได้แต่งนานแล้ว) คิดนิดหน่อยปวดหมอง ขอเอาโคลงบทแรก ที่แต่ง มาร่วมแจมนะครับ

หนึ่งในหทัยราษฏร์
ห้วงคำนึง


ตั้งจิตหมายนบน้อม..................อภิวันท์
จารอักขระกำนัล.....................กล่าวถ้อย
เชิญพรเทพเทวัญ....................ดลสู่ ภูบดินทร์
กอปรพระกิจเนืองนับร้อย..........เปี่ยมล้นการุญ

หนึ่งรัตน์ไพสิฐล้ำ....................เลอสกล
เศวตฉัตรองค์ภูมิพล.................เพริศหล้า
ธ ทรงปกธราดล......................นำสุข สราญเอย
เกริกพระเกียรติฟุ้งเฟื่องฟ้า.........ศัพท์ซ้องศรีสยาม


ยามใดเหล่าราษฎร์ร้อน..............ดวงมาน
หมองหม่นด้วยกันดาร................เดือดแล้ง
ธ ทรงพระราชทาน....................พิรุณแผ่- พรมพลัน
อาบชุ่มชีพชนม์แจ้ง...................ประจักษ์แท้ทานคุณ

โครงการดำริเอื้อ .....................พัฒนา
เสริมส่งผลเกษตรา...................แต่งสร้าง
ประศาสน์ศาสตร์ศิลปา.............. เต็มเปี่ยม
เบิกอุ่นไออรุณสล้าง..................ปกพื้นแผ่นไผท


บรรดาหมู่ไพร่ฟ้า.......................สุขศานติ์
หกสิบวรรษากาล...................... ผ่านแล้ว
เปลื้องโศกปลดซมซาน................ปรุงสุข
อเนกพระจริยวัตรแพร้ว ...............พร่างฟ้า-ธาตรี


ศรีศรีกษัตริย์ผู้...........................เพ็ญบุญ
พระกรุณาธิคุณ........................ เลิศล้น
เรืองเดช-เมตต์ค้ำจุน....................จิตแจ่ม
ทวยราษฎร์จึ่งเทิดท้น...................แซ่ซ้องสรรเสริญ


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

..............
หลังจากที่ได้คุยกับพี่สดายุครั้งก่อน เอกก็ได้ไปสัมผัสรสแห่งธรรมชาติที่อุทยานแห่งชาติทับลานและเขาใหญ่ ยกเลิกการเรียนซัมเมอร์ และเลิกอ่านหนังสือทั้งหมด เว้นเสียแต่ หนังสือของ พุทธทาสภิกขุ และปัญญานันทภิกขุ ตามที่พี่สดายุแนะนำ รู้สึกเข้าใจสัจธรรมมากขึ้นครับ ธรรมชาติได้ฟื้นฟูเอกแล้ว ตอนนี้อยากให้ธรรมมะ มาช่วยบ้าง อีกประมาณสองสามวัน น้องเอกจะบวชครับ ตกลงกับแม่เรียบร้อยแล้ว คราวนี้คงไม่ได้มาทักทาย ไม่ได้นำร้อยกรองมาร่วมสนุก กับพี่สดายุอีกนาน มากราบลาพี่ชายจริงๆแล้วครับ สวัสดีครับ


โดย: ห้วงคำนึง IP: 202.12.97.115 วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:11:38:08 น.  

 
เฮ้อ ไหนๆ ก็จะไปแล้ว เอาฉันทลักษณ์ที่เพิ่งหัดแต่งมาแจมอีกบทด้วยดีกว่า

เทิดพระบารมี

กลอนโคลง

๑.บรรจงกรองกลั่นสร้อยอักษรสาร
เทิดภูบาลบวรบ่มหล้าเลอผล
ดุจดั่งพรทิพย์ภาคบันดาลดล
สุขแด่ชนจ้าแจ่มถ้วนทวยไทย

๒.ไท้ทรงสรรค์กิจเอื้ออำนวยเนื่อง
เปี่ยมประเทืองทวยท่วมท้นสมัย
เด่นดาษดื่นด้วยธารทรัพย์นานาใน
แหล่งหล้าไทยพ้นผ่านร้อนราญทรวง


โคลงกลอน

๓.บรรจงกรองกลั่นสร้อย.............อักษร
สารเทิดภูบาลบวร..................... บ่มหล้า
เลอผลดุจดั่งพร........................ ทิพย์ภาคบันดาล
ดลสุขแด่ชนจ้า........................ .แจ่มถ้วนทวยไทย

๔.ไท้ทรงสรรค์กิจเอื้อ..............อำนวย
เนื่องเปี่ยมประเทืองทวย.............ท่วมท้น
สมัยเด่นดาษดื่นด้วย..................ธารทรัพย์นานา
ในแหล่งหล้าไทยพ้น..................ผ่านร้อนราญทรวง

เหมันตดิเรกฉันท์๑๕

ศรีศรีกษัตริย์ศิรสยาม
สุตตะนามพระภูมิพล
แซ่ศัพทะสันทนะสกล
กิติโจษขจายขจร

เพียบเพ็ญพระคุณพระนฤเบศ
ทะนุเขตไผทบวร
โอบเอื้ออะเคื้อหิตสะท้อน
ฤจะห่อนจะแห้งจะหาย

แห่งใดหทัยนิกรชน
ทุขข้นทุรนทุราย
พลันดับระงับอดุรสาย
เฉพาะหมายผดุงสมาน

ร่มเกศพระเดช-คุณมหา
กรุณา นิพัทธ์ประทาน
ล่วงวาระนาครสราญ
พิษพล่านก็พลันสลาย

โครงการ ธ สานสฤษดิ์เอื้อ
ทะนุเกื้อบ่วางบ่วาย
อัพภันตรไพจิตรสยาย
ดุจรุ่งรวีระรอง

แดนใดประดังอุณหะหนา
ระอุหล้าขนัดคนอง
จอมไทยก็ทรงกิจสนอง
ดลพ้องพิรุณสาย

อำรุงผดุงนิกรราษ-
ฎรมาดสะดวกสบาย
ชูธงกสานติ์สุขระราย
อภิปรายรมณีย์

ท่ามชนกระชั้นจริตซึ้ง
และคะนึงคุณาบดี
น้อมเกล้ากระหม่อมศิระชลี
วรนาถ ณ บาทยุคล

ขอทรงสถิตสุขสวัสดิ์
ทีฆวรรษะดาลประดล
บำเทิงเถกิงกิระถกล
ศิริโรจนานิรันดร์

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
.......................................
จบแย้ว ไปล่ะครับผม


โดย: ห้วงคำนึง IP: 202.12.97.115 วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:12:02:40 น.  

 
เอก...
ขออนุโมทนาด้วยความปีติใจ
การรู้และเข้าใจธรรมชาติ...ของจิตตนเอง
แล้วควบคุมได้...เมื่อมีสิ่งมาตกกระทบ...สัมผัส
เป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงสอน

ท่านพุทธทาส....เป็นปราชย์ยิ่งใหญ่
ทางพุทธศาสนาในรอบพันปี
ผู้ตีความแก่นพุทธศาสน์ อย่างชนิด...เปิดกะลาให้หงาย
เมื่อมีเวลา...และเมื่อมีโอกาส
ลองอ่าน...ปฏิจจสมุปบาท...
หัวใจหลักของกระบวนการเกิดขึ้น
ของทุกข์ในใจ....

อย่าไปสนใจ..เรื่องเล่า..ที่เราไม่อาจรู้ได้ด้วยตัวเอง
แม้จะออกมาจากปากพระสงฆ์ที่แวดล้อม
เพราะไม่เป็นประโยชน์

ความเจ็บป่วยทางกายครั้งนี้
อาจบางที....จะส่งผลให้เราสามารถเข้าถึง
ความลึกซึ้งบางประการของสัจจธรรม
อันคนที่มีร่างกายแข็งแรงจำนวนมาก
ไม่สามารถเข้าใจได้.....ก็เป็นได้

มันเป็นเรื่องของ....อัตจริต...และภาวะทางปัญญา
ของแต่ละคน...ที่จะเข้าใจเรื่องราว


ขอแจมเนื้อหาโคลงที่เขียนมาด้วยฉันท์เก่าสักบท

๐ พระราชอำนาจ ๐
วสันตดิลกฉันท์ ๑๔


๐ โบราณะผ่านสหัสวรรษ
ถิระรัฐะสีมา
ทวยไทยฤทัยสหะสถา-
ปนะราชะนั่งเมือง

๐ อำนาจและอาชญะผสาน
บริบาละรุ่งเรือง
ด้วยทศพิธธรรมะประเทือง
ทะนุเนื่องและอุดหนุน

๐ อำรุงผดุงพระสัทะธรรม
อุปถัมภะเจือจุน
มนตรีบดีรัถยะสุน-
ทริยะกุลกวีกานท์

๐ สังคีตประณีตบทะประดิษฐ์
นิรมิตะกังวาน
สู่โสตประโมทยะทะยาน
ปริมาณ ฤ อาจหมาย

๐ คือภาวะอารยะขบวร
จะประมวลก็มากมาย
รองรับสำหรับจะอภิปราย
กิติคล้ายบ่เคยคลอน

๐ คือราชะอาชญะดรง-
คะผจงและกำจร
เกื้อหนุนกรุณรัฐะนิกร
อดิศรประทานถึง

๐ เพ่งภาษพระราชจริยะวัตร
พจนัตถะคำนึง
งดงามเหมาะความบทะจะพึง
มรรคะซึ่ง ธ สืบสรรค์

๐ โดยเนติ์ประเพณ์ผิวะจะยึด
และประพฤติผูกพัน
อำนาจและอาชญะถวัลย์
กระจะมั่นฤทัยหมาย

๐ โดยควร ณ ส่วนนิระประสิท-
ธิลิขิตะบรรยาย
ย่อมคงธำรงนยะบ่คลาย
ถิระคล้ายบ่เคยถอน

๐ อำนาจและอาชญะประภาพ
ประลุคาบและนาคร
เต็มฐานะภาวะอดิศร
นิระผ่อนพลาผล

๐ ใคร่ครวญประมวลพฤติวิกฤต
ยุติฤทธิคำรน
มวลหมู่และผู้ประพฤติฉล
ยุติกละหยาบหยาม

๐ เพิกเฉยจะเผยรหัสะเลศ
ระบุเจตนาทราม
กังฉินจะกินปุระสยาม
ผิวะลามจะบรรลัย

๐ เพ่งกิจลิขิตวรรณะประสงค์
จะณรงคะจัญไร
เขตขอบและกรอบอธิปไตย
พิเคราะห์ใหม่จะเห็นหมาย

๐ อำนาจพระราชะวินิจฉัย
ระบุนัยะมากมาย
ควรภาษะปราชญะสยาย
อธิบายะจำนง

๐ อำนาจเพราะปราศลิขิตะอัก-
ขระลักษณ์จะยังคง
เนื่องในฤทัยชนะประสงค์
ถิระวงศ์นิรันดร.



โดย: สดายุ IP: 58.137.10.34 วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:12:07:47 น.  

 


แวะเข้ามาเยี่ยมนะครับคุณสดายุ

และก็มาแวะอ่าน

๐ สายธาร..กาลเวลา ภาคอวสาน...๐ ด้วยครับ

สวัสดีวันปีใหม่ไทยครับผม


โดย: ธรรม IP: 202.28.27.3 วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:17:24:01 น.  

 
สวัสดีครับคุณธรรม...

ปีใหม่ไทย...ไปเที่ยวไหนมาบ้างครับ
ยามนี้...หาดทรายขาว...เมฆขาว....
แดดใส....ใบไม้ลู่ลม
ทะเลสีครามเข้ม...
ครามเข้มเหมือนสีของ
ดวงตาใครบางคน....

ทะเลย่อมลึกล้ำ...
หากแววดวงตาย่อมลึกล้ำยิ่งกว่า
จนดูเหมือนมีกำแพงกั้นอยู่เห็นรำไร


โดย: สดายุ... วันที่: 18 เมษายน 2550 เวลา:23:30:12 น.  

 
.....จะเกลากลอนสุทรหวานขานขับ
มาขอนับญาติร่วมสโมสร
เห็นพี่ท่านสดายุร้อยเรียงกลอน
ดูอ่อนหวานผสานคล้องต้องตำรา
ตัวข้าน้อยนักเลงใหม่ใคร่จะขอ
พี่ช่วยต่อความรู้ช่วยดูว่า
ถ้อยสำนวนน้องนี้หนอพอเข้าตา
หรือธรรมดาสามัญจะหมั่นเพียร

"ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ...ขออนุญาติadd บล็อกไว้ด้วยนะครับ..ขอบคุณล่วงหน้าครับ"


โดย: big-lor วันที่: 25 เมษายน 2550 เวลา:13:56:16 น.  

 
คุณ..big-lor...
ยินดีครับ...สำหรับผู้ชื่นชอบร้อยกรอง
เหมือนกัน

แล้วเอางานมาวางกันดูครับ


โดย: สดายุ... วันที่: 29 เมษายน 2550 เวลา:7:06:37 น.  

 
บ้านของท่านนั้นสุดยอดเลย

ท่านสดายุ

ท่านบิ๊กลอว์แนะนำข้าพเจ้าให้มาดู


โดย: ตองสี่ IP: 125.25.54.196 วันที่: 27 พฤษภาคม 2550 เวลา:11:30:01 น.  

 





พิลาสลักษณ์อักษราภาษาศิลป์
ลือระบิลยินนามาปักษาสวรรค์
รักษ์โคลงฉันท์กลอนกาพย์ตราบนิรันด์
เมื่อตั้งมั่นขอโมทนาบูชากวี


โดย: dragonV IP: 124.120.238.71 วันที่: 6 มิถุนายน 2550 เวลา:9:08:58 น.  

 
กรุณาลบความเห็นที่ 52 และ 53 ด้วยนะคะ

..คือเมื่อโพสต์ความเห็น 51 แล้วได้คลิ๊กไปอ่านหน้าอื่นๆ
อยู่เกือบชั่วโมง เมื่อกลับมาที่หน้านี้ ความเห็นที่ 51 ไม่มี
จึงคิดว่า เจ้าของblog ท่านไม่ชอบใจ ลบทิ้งแล้ว

แต่เมื่อโพสต์ความเห็น 52 จึงปรากฎความเห็น 51 ขึ้นอีกครั้ง
ขออภัยในความเลอะเทอะด้วย แต่ถ้าไม่อธิบาย จะไม่เข้าใจกัน

ขอบคุณค่ะ


โดย: dragonV IP: 124.120.238.71 วันที่: 6 มิถุนายน 2550 เวลา:13:35:23 น.  

 
เจอบล๊อกคุณโดยบังเอิญ เพราะsearch หาภาพสีน้ำของอาจารย์จักรพันธ์ โปษยกฤต โดยgoogle คลิ๊กเข้ามา ต้องร้องว้าว...ว้าว...ได้ยินเสียงดนตรีไทย...ประทับใจมากค่ะ...ความรู้สึกมหัศจรรย์แบบมีความสุขที่ได้ฟังเพลงไทยเดิมในแคนาดา...

Blog สวย เพลงประกอบยอดเยี่ยม....(แต่ไม่ค่อยชอบบทกลอนสักเท่าไหร่ ไม่ชอบตั้งแต่สมัยเรียน)


โดย: เมเปิ้ลลีฟ IP: 24.71.223.148 วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:2:42:33 น.  

 
เพลงเก่าเพราะกว่านะ หาเพลงแบบนี้ได้ที่ไหนคะ แนะนำหน่อยนะคะ อยากได้อ่ะ มีดนตรีอิเหนารำพันด้วยป่าว อยากฟังจัง


โดย: หญิง IP: 58.8.185.162 วันที่: 18 กรกฎาคม 2550 เวลา:15:39:07 น.  

 
เจอบล๊อคนี้โดยบังเอิญเช่นกัน ชอบมากเลยค่ะ เก่งมาก ๆ ที่รวบรวมอะไรแบบไทย ๆ หายากแล้วนะค่ะ เพลงก็เพราะมาก ๆค่ะ


โดย: Proud's mom IP: 124.120.128.181 วันที่: 1 กันยายน 2550 เวลา:20:14:30 น.  

 
แวะมาอ่านอีกตามเคยค่ะ

ขอบคุณ คุณ สดายุ นะคะ ที่ทำบล็อกที่มีคุณค่านี้ขึ้นมา


โดย: วัลย์ IP: 70.87.207.234 วันที่: 21 ตุลาคม 2550 เวลา:5:55:14 น.  

 
สวัสดีคะ คุณสดายุ

นู๋เป็นเพื่อนพลอย มาแวะชมอีกแล้ว ..ชอบเพลงไทยเดิม
มากมาย...ชอบกลอนด้วย..แต่..ไม่มีความสามารถค่ะ...

ก็แค่ชื่นชมอยู่ห่างๆ..เพลินมากมาย..อยากจะบ้า..หุหุ

หวัดดีปีใหม่ด้วยคนนะคะ..นู๋เด็กแกลงเหมือนกันคะ


โดย: Moh IP: 203.118.74.10 วันที่: 26 ธันวาคม 2550 เวลา:21:23:44 น.  

 


ยังไต่ตอมล้อมรอขอศึกษา
อันวิชาสรรพศรีมณีสยาม
วาดหวังใจเชื่อมรู้กู่แก่นความ
รักติดตามคือภมรร่อนรู้ชม



สวัสดีปีใหม่ครับ....



โดย: กระบี่ไล่ล่า //// IP: 58.147.40.32 วันที่: 27 ธันวาคม 2550 เวลา:9:09:47 น.  

 





สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๑ คะ

ยิ้มหวาน ทักทาย เต็มที่
ชื่นใจ ยินดี เหลือหลาย
แม้ไม่เห็น หน้าตา รู้ใจ
แต่ยัง สดับได้ ซึ่งไมตรี

ด้วยจิต ยินดี
ยอพระกลิ่น
๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๐



โดย: ยอพระกลิ่น วันที่: 27 ธันวาคม 2550 เวลา:16:26:15 น.  

 
เอ... เปิดหน้านี้ทิ้งไว้ งั้นก็สวัสดีปีใหม่ในหน้านี้ละกันค่ะ ..ยิ้ม..


comments
GiveMeLip.com


โดย: ปลิวตามลม วันที่: 27 ธันวาคม 2550 เวลา:23:50:46 น.  

 
ไม่มีภาพสวยๆ แต่มีโคลงมาฝาก ต้อนรับพี่ชายค่ะ


แสนยินดีพี่กลับ คืนบ้าน
มัลลิกาเบิกบาน แจ่มจ้า
ดนตรีแห่งลำธาร ดังซ่านทั่วเอย
ร่วมขับขานบอกว่า สุดคิดคนึงหาฯ



โดย: พลอย IP: 124.121.121.108 วันที่: 28 ธันวาคม 2550 เวลา:5:41:11 น.  

 


emoemoemo


โดย: หทัยชนก (Nok_Noah ) วันที่: 28 ธันวาคม 2550 เวลา:9:25:14 น.  

 






โดย: พิจักษณา วันที่: 28 ธันวาคม 2550 เวลา:14:20:40 น.  

 




โดย: a_mulika วันที่: 29 ธันวาคม 2550 เวลา:0:41:10 น.  

 






โดย: Nok_Noah วันที่: 29 ธันวาคม 2550 เวลา:22:37:23 น.  

 
สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ
ขอบคุณที่แวะมาอวยพร
สุขสันต์วันปีใหม่ทุกคนนะครับ


โดย: สดายุ IP: 61.7.175.127 วันที่: 30 ธันวาคม 2550 เวลา:8:29:31 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณสดายุ..
ได้เข้ามาอ่านโดยบังเอิญ
ชอบมากๆค่ะ.. ดีใจจริงๆที่เจอแบบนี้

แต่วันนี้ไม่มีเวลาอ่านทั้งหมด
จะมาอ่านใหม่ในภายหลัง..
ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ


โดย: Ni IP: 124.120.162.126 วันที่: 7 มกราคม 2551 เวลา:9:45:16 น.  

 
ไม่เคยหลับ ลงได้เลย เมื่อรู้ข่าว...


กับเรื่องราว ที่ทำให้ ต้องเจ็บช้ำ...


ภาพของเทอ นั้นคอยเตือน ให้จดจำ...


กับน้ำคำ ที่พร้ำบอก ว่ารักจริง...


ทุกทุกสิ่ง ที่เกิดขี้น ในวันนี้ ...


อยากจะขอ ร้องคนดี อย่าทิ้งฉัน...


หรือฝืนใจ ทนไม่ไหว ที่คบกัน...


ฉันขอคำ ที่เคยบอก ว่าเป็นแฟน...


โดย: แน๊ท IP: 222.123.91.232 วันที่: 18 มิถุนายน 2551 เวลา:17:56:26 น.  

 
ฟังแล้วไพเราะมากค่ะ
ชอบ ๆๆ

ทำงานไปไม่เหนื่อยค่ะ
ชอบหวนคิดความหลัง


โดย: jar IP: 202.29.92.253 วันที่: 11 กรกฎาคม 2551 เวลา:13:34:25 น.  

 
ทำไม มาอยู่หน้านี้ล่ะ

งง....

อ่านแล้วจ้า


โดย: บุปผาลีลาวดี วันที่: 3 สิงหาคม 2551 เวลา:0:54:09 น.  

 
ดีค่ะ ขอบคุณนะค่ะ

เพลงเพราะมาก ๆ เลย ชอบ

ฟังเเล้วรู้สึกอารมณ์ดีมาก ๆ ค่ะ สบายใจดีด้วย

พี่ค่ะ หนูรบกวนส่งเพลงพวกนี้มาทางเมลล์ให้หน่อยได้

หรือเปล่าค่ะ ถ้าไดก็ขอบคุณมาก ๆ เลยนะค่ะ

arm_1_6@hotmail.com


โดย: aom IP: 124.122.200.226 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2551 เวลา:22:02:59 น.  

 
เพลงเพราะมากครับ ดีครับ


โดย: สมชาย IP: 125.27.25.96 วันที่: 14 ธันวาคม 2551 เวลา:19:30:43 น.  

 
.....นางครวญครวญร่ำร้อง. .........ฝากลม

พัดโยกโบกระทม.................... ส่งด้วย

ถึงชายรักหลงชม..................... หญิงอื่น อยู่นา

นางหนึ่งคอยตราบม้วย............... ห่อนเว้นขิมครวญ



โดย: อุตรพินา IP: 58.9.172.128 วันที่: 16 มีนาคม 2552 เวลา:10:53:37 น.  

 
เพราะเสียงสำเนียล้ำ เลอค่า
ศัพท์แสงคีตกานท์พา ม่วนล้ำ
พักพิงก่อนจากลา สดายุพี่แฮ
ห่างหายไปนานย้ำ กวีแก้วก่องตระการฯ
......................
สุดยอดครับพี่สดายุไม่ได้ติดตามผลงานมานานแล้ว พอดีหาเพลง Scarbrough fire เลยเจอบล็อกของพี่ คราวหลังจะได้ติดตามหาตัวพี่ถูกชอบการแต่งพี่มากครับผม


โดย: นันท์คนเขียนโคลงกลอน IP: 118.172.93.97 วันที่: 29 มีนาคม 2552 เวลา:18:20:46 น.  

 


พูตามมาอ่านค่ะ...
ที่จริงควรจะอ่าน..สายธาร กาลเวลา..ก่อน
แล้วค่อนไปอ่าน..สองฝั่งฟ้า
แต่กลายเป็นว่า..
พูกลับไปอ่านสองฝั่งฟ้าก่อน
ไม่เป็นไร...เดี๋ยวค่อยไปอ่านสองฝั่งฟ้า อีกรอบ




โดย: พธู วันที่: 28 เมษายน 2552 เวลา:18:31:03 น.  

 
ยอดเยี่ยมจริง ขอบคุณมากมาย นำสิ่งดีๆ มาให้ได้ชื่นชม รู้สึกภูมิใจในความเป็นคนไทยจริงๆ มีศิลปวัฒนธรรมที่ไม่อายใครๆ ในโลก เพลงนี้ไพเราะมากจริงๆ ชอบมากมาก


โดย: jj IP: 118.175.64.208 วันที่: 29 มิถุนายน 2552 เวลา:23:13:16 น.  

 

ติดตามมาอ่านด้วยใจรักค่ะ


โดย: "ตัวเติมเต็ม" IP: 125.27.43.59 วันที่: 20 กรกฎาคม 2552 เวลา:4:13:08 น.  

 
มากเกินไป
ขี้เกียจอ่านอะนะ
วันหลังเขียนหั้ยน้อยน้อยหน่อยนะ
ชิ!!!!!!!!!!! ล้อเล่นค่ะ
ชอบอ่านมากค่ะ
สุดยอดไปเลยค่ะ
ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


โดย: คนสวย IP: 115.67.70.255 วันที่: 15 ตุลาคม 2552 เวลา:12:31:25 น.  

 
งดงามสมคำ เปรียบประดุจเพชรเม็ดงามจริงๆครับ
ทั้งบทกวีที่เรียงร้อย ภาพประกอบที่สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน นึกถึงกรุงศรีอยุธยาครานั้นจริงๆ
ชื่นชมด้วยจิตรกวีครับ


โดย: นครเหมันต์ IP: 203.155.224.154 วันที่: 16 ตุลาคม 2552 เวลา:23:56:15 น.  

 
เพลินใจ เพลินหูครับ


โดย: เสมอจุก IP: 125.27.205.133 วันที่: 28 ตุลาคม 2552 เวลา:10:57:22 น.  

 
สวยงาม มากๆค่ะคุณ
ฟัง สบายๆๆๆๆ
ชอบมากนะคะ


โดย: kalieon IP: 124.121.16.96 วันที่: 14 พฤศจิกายน 2552 เวลา:19:23:29 น.  

 
จะขอกล่าวชื่นและชมเพราะชื่นชอบ
จึงขอตอบขอชมด้วยใจหวัง
ขอให้สดายุสุขภาพดีมีพลัง
ประพันธ์สิ่งยิ่งใหญ่ให้มวลชน


โดย: tee : teerayutt@live.com IP: 112.142.232.187 วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:19:22:14 น.  

 
มาอ่านค่ะ

ไม่แนใจใช่คุณสดายุใน Thaipoem รึเปล่าคะ

ถ้าใช่ ไม่รู้คุณสดายุจำเช้าได้รึเปล่า ใช้ชื่อ นักเดินทาง Skeczys ประมาณเกือบสิบปีที่แร้ว เช้าเคยเล่นอยุ่นั่นตามอ่านกลอนคุณสดายุ 555

ถ้าไม่ใช่ก็ขอโทษด้วยที่ทักคนผิดค่ะ

กลอนเพราะมากๆเลยค่ะ


โดย: Chibiasa วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:17:59:49 น.  

 
เช้า...

ใช่ครับ...คนเดียวกัน...ชื่อนี้ที่เขียนกลอนมีคนเดียว
เช้า นักเดินทาง...เหรอ...จำได้สิ...

ตอนนั้นยังสาวอยู่...ตอนนี้คงมีครอบครัวแล้วสินะ
หายไปอยู่ไหนมานี่

มาบอกกล่าวกันหน่อยสิ


โดย: สดายุ... วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:23:18:03 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สดายุ...
Location :
France

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 150 คน [?]










O แม่ .. O






O เบิกบุญบวงผ่านไท้ - - - เทวา
ดลครอบจิตมารดา - - - ดับร้อน
รื่นรมย์กอปรทุกภา- - - - วะคิด นึกแม่
สัมผัสโลก-โลกสะท้อน - - - สบ-รู้ทันเสมอ


O ภาพนั้นค่อยผ่านวูบ .. เป็นรูป .. เรื่อง
ในตาเบื้องหน้านั้น-ภาพวันเก่า-
ผุดเผยความสดใสแห่งวัยเยาว์
และรูปเงาหนึ่งร่าง .. ที่กลางใจ
O สองมือนั้น .. สำหรับหยิบจับทำ
แดดเคี่ยวกรำเผาเนื้อ .. จนเหงื่อไหล
หากเพื่อลูก .. ร้อนแดด-เถิด .. แผดไป-
ฤๅ หยุดยั้งขวางได้ .. หัวใจนั้น !
O ทั้งคำพูดสอนสั่ง .. เคยดังแว่ว
ยังเหมือนแจ้วเจื้อยอยู่ .. ให้รู้หวั่น-
ผ่านมือไม้รูปเรียวอย่างเดียวกัน-
ไว้ข่มขวัญ .. ฝากคำ .. ความ-ย้ำเตือน
O จากนอนเบาะ .. จำเริญ .. จนเดินวิ่ง
จิตนั้นยิ่งห่วงใย .. ยากใครเหมือน
รักจนปานเหาะหาว .. เก็บดาวเดือน-
มาโปรยเกลื่อนกลาดพื้นให้ชื่นชม
O ทำงานเพื่อหาเงิน .. งกเงิ่นอยู่
ผ่านรับรู้แรงทุกข์ .. แรงสุขสม
เม็ดเหงื่อโทรมรูปกาย .. เมื่อสายลม-
ที่พัดห่มห้อมกาย .. เริ่มคลายตัว
O ทั้งผ้าถุง .. ผ้าแถบ .. ห่มแนบร่าง
ยังคงค้างนัยน์ตา .. เหมือนว่าชั่ว-
มือจับจูงผ่านวัน .. ยังสั่นรัว-
อยู่กับหัวใจลูกที่ผูกพัน
O วันแล้วและวันเล่าที่เฝ้าคอย-
ให้ลูกน้อยเติบใหญ่ .. พร้อมใฝ่ฝัน-
เห็นความดีจักอุโฆษ .. จนโจษจัน-
บทบาทนั้นทั่วไปที่ใจคน
O วันแล้วและวันเล่า .. ใฝ่เฝ้าถนอม
สองแขน, อ้อมอกอุ่น .. ป้อง-ฝุ่น-ฝน
ฤดูกาลผ่านคล้อย .. เฝ้าคอยปรน-
เปรอ ลูกน้อยสุขล้นอยู่บนวัน
O เม็ดเหงื่อหยาดย้อยไหล .. จากไรผม-
พร่างลงพรมเพื่อผ่อน .. แดดร้อนนั่น
หากก้าวยกย่างเหยียบ .. คงเงียบงัน-
ตามโอบอุ้มดวงขวัญ .. มุ่งมั่นนัก
O วันแล้วและวันเล่า .. คอยเฝ้ารอ
ด้วยหัวใจจดจ่อ .. ตาทอถัก-
แววห่วงใยอาทร .. ไม่ผ่อนพัก-
รอลูกรักกลับคอนมาย้อนเยือน
O สัญญาย้อน .. ทุกภาพล้วนภาพแม่
ที่คอยแห่ห้อมใจ .. พาไหลเลื่อน
เรื่องครั้งนั้น .. คราวนี้ .. คอยรี่เตือน-
เป็นภาพเปื้อนป่ายทั่ว .. แนบหัวใจ
O ลูกเติบใหญ่เข้มแข็ง .. แม่แรงลด
ค่อยสิ้นบทบาทผู้ .. อุ้มชูให้-
ลูกยกก้าวเหยียบย่างสู่ทางไป
เมื่อปลายวัยผ่านยุค .. เข้าคุกคาม
O ภาพนั้นทอด .. แผ่เงาทับเงาโศก
ด้วยงดงามบ่ายโบก .. อวดโลกสาม
แววตานั้น .. ลึกล้ำเกิน .. คำ-ความ-
อาจนิยามได้ถึง .. แม้กึ่งนัย
O ภาพสองแขนอุ้มชู .. เอ็นดูลูก
เช่นเชือกผูกรัดพัน .. เกินบั่นไหว
ล่ามร้อยจิตวิญญาณ .. ตราบกาลไกล-
เคลื่อนผ่านใกล้มาถึง .. ยังซึ้งนัก
O ภาพมือลูบหัวหู .. เอ็นดูสอน
ก็ผ่านย้อนมาเยือน .. คอยเคลื่อนกัก-
กุม อารมณ์อาวรณ์ไม่ผ่อนพัก-
เพื่อบ่งบอกความรักของแม่นั้น
O ทั้งรอยยิ้มแย้มว่า .. แววตาขึ้ง-
ที่นึกถึงย้อนไป .. ยังไหวสั่น
เสียงแจ้วเรียกลูกผ่านเมื่อนานวัน
ยังคงก้องครบครันในสัญญา
O ละภาพเคลื่อน .. วันวานก็ผ่านเผย
ความคุ้นเคยแต่น้อยก็คอยท่า
รอบเขตคามบริบทไกลจดตา
เคลื่อนผ่านอย่างแช่มช้า .. ให้ตามอง
O ภาพ .. รอยยิ้ม .. แยกแย้มที่แก้มแม่
ดั่งร่มแผ่เงาป่นความหม่นหมอง
เสียง .. พร่ำสอนผ่านหูให้รู้ตรอง
เพื่อปกป้องความคิด .. ปรุงจิตใจ
O ภาพวันนี้ .. คือแม่ที่แก่เฒ่า
อยู่กับเหย้าเรือนนอน .. นั่งนอนให้-
ลูกหลานย้อนมาเยือน .. อย่าเลือนไป-
ปล่อยแม่ให้เปล่าเปลี่ยวอยู่เดียวดาย
O ภาพ .. แม่อุ้มเห่กล่อม .. กลางอ้อมแขน
แววตาแสนอ่อนโยน .. ก็โชนฉาย
ซ้อนทับภาพ .. ภาพใหม่เมื่อวัยปลาย
นั่งตากสายลมอยู่ .. เพียงผู้เดียว !





New Comments
Friends' blogs
[Add สดายุ...'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.