Group Blog
 
<<
เมษายน 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
4 เมษายน 2550
 
All Blogs
 
อันตรายจากอินเตอร์เนตที่ควรรู้


ค้นเจอข้อมูลเก่าๆที่เคยเก็บไว้เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาให้เพื่อนๆชาวเนตได้อ่าน



เว็บบอร์ดหรือกระดานแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นสิ่งหนึ่งที่เราสามารถใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของนักท่องเว็บแต่ก็มีความเสี่ยงอย่างมหาศาล

ในยุคอินเทอร์เน็ตที่กำลังแพร่หลายอยู่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเด็กยุคใหม่ กำลังมีปัญหากับการใช้ความคิดและการพิมพ์ข้อความเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ มีการใช้คำหยาบคาย คำไม่สุภาพ การถูกดูหมิ่นผู้อื่น นินทาใส่ร้ายผู้อื่น จนทำให้ใครต่อใครเสียหายมามากมายแล้ว ล่าสุด ผู้เสียหายมักจะเป็นคนดัง เช่น ดารานักแสดง นักการเมือง ที่ถูกนินทาว่าร้ายทางเว็บบอร์ดในทางที่เสียหาย เด็กยุคใหม่นี้มีการซื้อขายบริการทางเพศทางเว็บบอร์ดก็มีบ้าง นอกจากจะเขียนหนังสือที่สื่อความไม่ดี และ หยาบคายไม่สุภาพแล้ว เด็กร่นใหม่ยุคปัจจุบันก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจในคำไทยอยู่มากพอสมควรและไม่รู้จักกาลเทศะ

ที่น่าสังเกตว่า มีหลายคนตอบในเว็บบอร์ดตามกระทู้ต่างๆ จะพบว่า คนตอบส่วนใหญ่มักขาดความพยายามในการใช้เหตุและผลในการตอบของตนเองเสียก่อน พวกเขามักจะนึกอยากจะพูดก็พูดออกมาเลยก็ ซึ่งจะกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดีติดตัวไปอีกนาน ความหวังที่พวกเราจะได้เด็กรุ่นใหม่มาแก้ปัญหาของชาติดูจะริบหรี่ลงไปเลยทีเดียว

ความเลวร้ายของอินเทอร์เน็ตยังลึกลงไปกว่านี้อีกเยอะ จนเราตามไม่ทัน ในตอนแรกๆ ที่เราเข้าไปดูเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ต่างๆ เช่น พันธุ์ทิพย์ดอทคอม ที่สังเกตเห็นทันทีว่าคนส่วนใหญ่พิมพ์คำไทยผิดเพี้ยนไปมากหลายคำหลายประโยค และ มีการใช้คำไม่สุภาพอีกมากมายในเว็บบอร์ดอีกด้วย


บางคนเขียนด่าหรือเขียนส่อเสียดผู้อื่น จนทำให้ผู้อื่นเสียหายมามากแล้ว ด้วยความรู้สึกที่อยากจะระบายอารมณ์ด้วยการ "ด่าหยาบคาย ใช้คำรุนแรงไม่สุภาพลงไปในเว็บบอร์ด

คำด่าหรือคำส่อเสียดนั้นก็จะหลีกเลี่ยงไปใช้คำที่ผิดๆ เรื่องเหล่านี้กำลังแพร่ระบาดมากในเว็บไชต์ต่างๆมากขึ้นทุกวัน และกำลังแพร่ระบาดไปถึงทุกระดับสังคม โดยเฉพาะสังคมอินเทอร์เน็ต "ใครใคร่พูดอะไรก็พูดออกมา ใครใคร่ด่าใครก็ด่าออกมา แต่พูดให้มันกำกวมหรือไม่ตรงกับตัวคนจริง ทั้งหมดนี้แหละ คือ ของจริงและน่ากลัวจนขนหัวลุก กลายเป็นปัญหาสังคมไทยไปแล้ว




คุณเป็นมนุษย์ MSN แบบไหน???

1. แหล่งหากิ๊ก หาเกลื้อน(แผลงมาจากเพื่อนอีกที) หาไก่ หาแก่ หาก้น และหากาม..
พวกนี้ส่วนใหญ่เรียกได้ว่าพยายามอัพเกรดตัวเองขึ้นมา
จากเมื่อก่อนยังใช้เมล์ภาษาไทยอยู่ พวกนี้มักคิดว่าชื่อเมล์ของตัวเอง นั้นกิ๊บเก๋ ยูเรก้า สุดๆ
และใช้ล่อเหยื่อทุกเพศทุกวัย ตามที่ต่างๆ พวกนี้บางทีก็เป็นนักปรัชญา สำบัดสำนวน เปลี่ยนมันทุกวัน
(ข้อความไตเติ้ล)

2. บางพวกให้เป็นแหล่ง สัมพันธ์ รัก ถึงขั้นได้-เสียกัน บนหน้าจอคอมฯพิวเตอร์

3. พวกสรรหารูป โลโก้ อีมูต่างๆ ออกมาโชว์ได้ทั้งวันทั้งคืน

4. พวกออนไลน์ 24 ช.ม. แข่งเซเว่น..

5. พวกแอดแหลก เมล์ยาวอย่างกะห่างว่าว คุยกะใครบ้างแล้วยังจำไม่ได้เลย
ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในวังวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

6. พวกมุขเยอะ คิดว่าของตัวเอง ตลกสุด แต่ที่ไหนได้ฝืดสนิท... พวกนี้ เป็นโรค โรคอืม... หุหุ.. หึหึ..
เหอๆ.. อิอิ.. กำ.. เวง.. สาด.. โรค.. เหรอ หรือ หรอ และฯลฯ อีกหน่อย จะเอ๋อเหรอแน่ๆ

7. พวกนี้ เก่งด้านศิลปะ เป็นหลัก งานปั้นน้ำเป็นตัว งานวาดวิมานในอากาศ งานสร้างเรื่อง บางพวก ต้มตุ๋น
หลอกลวง แอบอ้าง เป็นพวกให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งค่อนจะพบได้ง่ายตามชุมชน เอ็ม ทั่วไป

8. พวกอัพเกรด เวอร์ชั่นใหม่ๆ มาไม่เคยพลาด ออกมาลอกลิ้น ปลิ้นตา ส่งเสียงหวีดหวิว จัดได้ว่าเป็นพวกเปรตที่พัฒนาในยุคไอที

9. พวก เว็บแคม ใจจริงๆ ก็อยากเห็นพยางค์หลังอย่างเดียวมากกว่า
พวกหลงใหลในรูปลักษณ์ พวกนี้ก่อนออนมักจะคุยกับกล้องเว็บแคมว่า "ใครงามเลิศในปฐพี" กรรมจิงๆ

10. พวกออนไลน์ เจี๋ยมเจี๊ยม พวกนี้คุยอยาก ถามคำตอบคำ มึงไม่ถามตูไม่ตอบ พวกนี้จะขึ้นต้นด้วย ใครอ่ะ
แอดเราได้ไง อืม.............

11. พวกความรัก เรียกว่า textlove หน้าตายังไม่เห็น แต่จะเอาไว้ก่อน..

12. พวกถ่ายรูป 100 ใบ แล้วหาได้ ใบเดียว ที่ดีที่สุด มาออนโชว์..





เป็นพวกแชตแบบไหนเอ่ย???
จากประสพการณ์เล่นแชตมา 8 ปี พอจะวิจัยได้ว่า
คนที่เล่นแชตมีหลายจำพวก

1.มันมาเพื่อป่วนประสาทชาวบ้าน
1.1 มันมาเพื่อแสดงอำนาจข้าว่าเก่ง ข้าแน่ เจ๋ง และข้าเก๋าเจ๊ง แน่จริงเจอกันได้ (แล้วมันก็นัดเจอจากนั้น ก็ไม่มา ใครหลงมานี่โง่หลายตายซะ โดนหลอกให้มาก็ดันมา)
1.2 มันมาเพื่อด่า (อันนี้หาเรื่องสุดๆๆ)
1.3 มันมาเพื่อแซว (ก็ตามความหมายเห็นใครก็แซว)
1.4 มันมาเพื่อขัดขวาง เห็นใครคุยกันไม่ได้ จะป่วนจนเลิกคุยกันให้หมดทั้งห้อง หรือกระทำการใดๆๆก็ตามให้ไอ้คนที่จีบๆๆกันอยู่เลิกคบกัน ตั้งแต่ ปลอมเป็นหญิงแล้วบอกว่าเป็นแฟนผู้ชายที่คุยอยู่ ยันไปถึงหาเบอร์โทรแล้วโทรไปบอกผู้หญิงคนที่มันจีบกันว่าเป็นเมียของผู้ชายที่คุยด้วย (เรื่องจริงล้วนๆที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้)

2.มาเพื่อหาความรู้ (พวกนี้น่าสงสารเพราะไม่ค่อยมีใครยอมบอกพวกมันในการแก้ไขปัญหา)

3.พวกอุทิศตน(พวกนี้มีน้อยแถวบ้านเรียกชนกลุ่มน้อย จะบอกหรือสอนคนก็ต่อเมื่อ คนนั้นสวยถ้าไม่สวยหรือเป็นผู้ชาย น้อยคนนักที่มันจะสอนให้แบบเอาเป็นเอาตายโดยไม่คิดอะไร ถ้าสอนโดยไม่หวังอะไรนี่คนนั้น ขอนับถือจงภูมิใจในการเป็นชนกลุ่มน้อยของท่านได้เลย) แต่พอสอนไปสอนมามันกลับไม่เชื่อแถมด่าเราควายอีกอันนี้สิน่าเจ็บใจ จนคนที่สอนชักหมดศัทธาในการสอน เนื่องจากไอ้คนที่ถามโง่เกินกำลังที่จะสอนจริงๆ อันนี้ก็ต้องทำใจ

4.พวกมาหาเพื่อนคุยคนพวกนี้มาหาเพื่อนคุยเฉยๆ (แต่คุยไปคุยมาเลยกลายเป็นหาแฟนกันไปเลยซะงั้น)

5.พวกมาหาเพื่อน(มันหาเพื่อนจริงๆๆแต่มันดันหาเพื่อนนอน คุยSEX เล่นSEXPHON หรือ วิวกล้องโชว์ กันให้ตื่นเต้น)

6.พวกมาเพื่อนั่งดู (พวกนี้เป็นพวกเบื่อหนายต่อการคุย มานั่งดูพวกที่คุยกันอยู่ มันจะมีไรฮาๆให้เห็นอยู่ตลอด) พวกนี้ไม่มีไรทำจริงๆแต่ก็ดีไปอีกแบบ ได้รู้ว่าเขาคุยไรกันอาจจะมีไรที่น่าสนใจที่เราไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้

7.พวกมาเพื่อจีบ อันนี้เห็นได้ตลอดให้ห้องแชตทั่วไป

8.มันมาเพื่อหลอก อันนี้ก็เยอะ ประมาณว่ามาบริหารเสน่ห์ หว่านกันเหลือเกิน ไม่รู้เป็นไร ฉันสวย ผมหล่อ แล้วเอารูปคนอื่นมาลง พอเจอเข้าจริงๆๆหนีกันแทบไม่ทัน

9.พวกเฮียหลง เจ๊หลง (อันนี้เข้าตัว) คิดว่าตัวเองหล่อ หรือสวยซะเต็มประดาเอารูปมาให้คนอื่นโหวตอยู่ได้ ทั้งๆที่ ไม่ได้หล่อ หรือสวยเล๊ยยย ก็อย่างว่าอะนะ คนเราอย่างน้อยก็เห็นตัวเองหล่อบ้างบางมุมก็พอละ ใครจะด่าช่างมัน แต่ว่า วันนี้ข้าหล่อ 555(วันไหนก็ไม่หล่อคิดเอาเองทั้งนั้น)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าเรามีจุดยืนในการเล่นและ เล่นแชตเพื่อผ่อนคลาย หรือหาความรู้ มันก็จะช่วยให้เรามีความคิดดีๆได้เหมือนกัน การแลกเปลี่ยนความรู้จะกว้างขึ้น แต่อย่าหมกตัวอยู่กับมันมากจนเกินไปนัก ออกกำลังกายซะบ้างไม่ควรจมอยู่กับมันตลอดเวลา น้องหน้าเหลี่ยมอะ ห่างๆมันซะหน่อยเดี๋ยวไฟ ดูดตายกันพอดี




กรรมที่ทำบนอินเตอร์เน็ต

การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่? เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน

ผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ

กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่าใจคุณดำมืดเพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว

สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น เรียกว่า ‘มโนกรรม’ สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันทีที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้วยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็คงได้ ตัวอย่างเช่นคุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา

แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆว่า ‘ภาษา’ นั่นเองคือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์

ฉะนั้นคุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลย แม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าบุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ

อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆคน เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น

ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ



บอกได้เลยครับว่า วจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น อาจจะให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร? เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก


ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆว่า ‘ไอ้โง่’ ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า ‘ไอ้โง่’ ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ จะย้อนกลับมาก่อเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้

ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่เอง

โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ กระดิกนิ้วง่ายๆไม่กี่ที ผลอาจใหญ่หลวงยิ่งกว่าพยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆอาทิตย์เสียอีก หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อย



เว็บบอร์ดสนเท่ห์

ระยะนี้มีคดีฟ้องร้องกัน ในอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ จึงมีคนสงสัย นอกจากคนโพสต์ข้อความ ให้ร้าย...เจ้าของเว็บบอร์ด จะต้องรับผิดชอบ ความเสียหาย ตามกฎหมายด้วยหรือไม่? “ไม่แน่ใจ...”


เจ้าของเว็บบอร์ด เว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงให้บริการมานานกว่า 5 ปี ปัจจุบันมีผู้เข้าใช้บริการไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 ราย อธิบายหลักการว่า ถ้ายึดหลักกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ที่กำลังอยู่ในช่วงเข้าสภา เขียนไว้ว่า...คนที่ทำเว็บไซต์ เข้าข่ายเป็นผู้ให้บริการ มีหน้าที่เอาข้อความที่ไม่เหมาะสมออกจากระบบทันทีที่ตรวจพบ

บางครั้ง...ก็อาจมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่เจ้าของระบบยังตรวจสอบไม่พบ จึงเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินว่า จะต้องรับผิดชอบด้วยหรือไม่ แต่สุดท้ายผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องพิจารณาโดยศาล

เจ้าของเว็บบอร์ดบอกว่า “กฎหมายฉบับนี้มีความชัดเจน ในการแยกแยะ...ใครเป็นใครในโลกอินเตอร์เน็ต...ทำให้เห็นภาพ

คนที่ทำเว็บบอร์ด คือผู้ให้บริการ...เป็นไปไม่ได้ที่จะมานั่งตรวจนั่งกรองผู้ใช้บริการได้ร้อยเปอร์เซ็นต์...
กฎหมายก็ให้ความเป็นธรรม หากตรวจพบ...ลบทิ้งจากระบบแล้ว กฎหมายถือว่า...เจ้าของเว็บบอร์ดไม่มีความผิด”

กรณีผู้เสียหายเรียกร้องให้เจ้าของเว็บบอร์ดหาตัวคนโพสต์มาให้ได้ กฎหมายนี้ก็ระบุไว้...

“หน้าที่ของผู้ให้บริการไม่ต้องไปหาตัวผู้โพสต์ข้อความ แต่มีหน้าที่เก็บไอพีแอดเดรสเอาไว้ตามกำหนดเวลา...ไม่ต่ำกว่า 30 วัน

ถ้ามีการตรวจค้น ผู้ให้บริการจะต้องเรียกข้อมูลนี้มาให้ได้”


โลกเว็บไซต์ถือเป็นสังคมๆหนึ่งเหมือนสังคมโลกปกติ ที่อาจจะมีคนนอกกรอบอยู่ร่วม ยังไม่แน่ชัดว่า...เป็นโลกสาธารณะจริงๆ หรือเป็นแค่เพียงโลกสมมติใบเล็กๆ

นักกฎหมายหลายคนท่านมองต่างออกไป แม้ว่าใครจะเข้ามาใช้ต้องล็อกอินเข้าระบบถึงจะใช้บริการได้ ท่านก็ว่า...เว็บไซต์นี้เป็นสาธารณะ”

ผู้ใช้ทั่วไปอาจมองต่างมุม...ถ้าต้องใช้รหัสผ่านไม่น่าใช้สถานที่สาธารณะ...

คนที่เข้าไปจะต้องยอมรับกฎเกณฑ์...กฎกติกาเว็บไซต์ ถือเป็นที่รโหฐานที่ไม่ใช่ ที่สาธารณะ


นี่คือมุมมองที่ต่างกัน แต่ถ้ามีกรณีต้องขึ้นศาล จะเป็นเรื่องที่ต้องโต้แย้งกัน...อาจถึงขั้นเถียงกันไม่จบ

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนอาจมองไปไกล สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ต ก็เหมือนโลกสมมติเอาจริงเอาจังอะไรไม่ได้

เว็บบอร์ดก็ไม่ต่างกับเด็กช่างพ่นสีกำแพงด่าฝากกันไปมา...ขึ้นอยู่ กับว่าใครจะเอาเรื่องราวบนกำแพงมาเป็นอารมณ์หรือเปล่า

แม้ว่าโลกอินเตอร์เน็ตจะเป็นเรื่องสมมติ แต่ก็ยังกระทบกับโลกจริง มีความเชื่อมโยงส่งผลกระทบหากัน

เจ้าของเว็บไซต์หลายๆเว็บ แต่ละคนก็มีมุมมองต่างกัน...
ตัวอย่างเว็บพันธุ์ทิพย์ ก็จะทำให้สองโลกเป็นเรื่องเดียวกันมากที่สุด ขณะที่บางคนก็ทำสองโลกให้เป็นคนละโลก


“ความคิดเห็นยังสุดโต่งทั้งสองฝ่าย...จะเขียนวิจารณ์ในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างไร ก็ต้องมีผลกระทบกับโลกจริงอยู่ดี...ควรมองว่าอะไรที่ทำในโลกจริงๆได้ ก็ควรจะทำในโลกอินเตอร์เน็ตได้ ขณะที่อะไรที่ทำในโลกจริงไม่ได้...ในโลกอินเตอร์เน็ตก็ไม่ควรทำ”

พาดพิงไปถึงเว็บไซต์พันธุ์ทิพย์...วันนี้การที่ใครจะโพสต์กระทู้สักหนึ่งข้อความ จะมีขั้นตอนยุ่งยาก มีกฎกติกามากมาย...ไม่ใช่ว่าจะใช้ชื่อปลอม อีเมล์ปลอมก็จะผ่านไปได้

เว็บพันธุ์ทิพย์ตรวจสอบรหัสบัตรประชาชน 13 หลัก...ระบบจะล็อกอินเข้าไปในเว็บไซต์กรมการปกครอง ตรวจว่าข้อมูลที่ได้ตรงไหม

วิธีนี้...เปรียบกับโลกความจริง ก็เป็นเหมือนการเดินเข้ามาสมัครสมาชิก

เว็บไซต์ถึงโต๊ะรับสมัคร ก็ขอดูบัตรประชาชน ผู้สมัครยื่นให้ดู หน้าตรง บัตรตรง... แล้วก็คืนบัตร

การตรวจสอบขนาดนี้ ถามว่ามีโอกาสพลาดไหม ก็ต้องบอกว่า...มี แต่ มีน้อย อาจเป็นไปได้ว่าฝ่ายบุคคลบริษัทไหนสักแห่ง เอาเลขบัตรประชาชนพนักงานมาป้อนสมัครสมาชิก แต่คนส่วนนี้ก็ยังเป็นส่วนน้อย

“คนส่วนใหญ่ร้อยละ 95 ทำแบบนี้ไม่ได้”

ถ้าตรวจสอบกันได้ ใครเป็นใคร เว็บบอร์ดที่ใครต่อใครคิดว่าเป็นกำแพงระบายอารมณ์...ก็คงไม่ใช่ แต่จะยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

“เว็บบอร์ดยังเป็นกำแพงเหมือนเดิม แต่เป็นกำแพงที่ใครก็มีสิทธิที่จะเข้าไปใช้ เข้าไปถ่ายทอดข่าวสารต่างๆได้...เขียนได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ไม่ใช่กำแพงที่อยู่ในป่า...อาจเรียกชื่อใหม่ว่ากำแพงข่าวสาร ที่มีทั้งสาระหลายแง่มุม หลายรสชาติ”

การวิพากษ์วิจารณ์ในเว็บบอร์ด...เป็นสิ่งที่เว็บมาสเตอร์ จะต้องเน้นย้ำกับคนที่อยู่ในสังคมเว็บไซต์นั้นๆ เสมอ โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะ ที่ยังมีเส้นแบ่งไม่ชัด...จะวิพากษ์วิจารณ์ได้มากน้อยแค่ไหน จะต้องรู้ว่า...วิจารณ์ได้เฉพาะสิ่งที่เขาทำต่อสาธารณะ

บุคคลสาธารณะที่เป็นนักแสดงจะวิจารณ์ว่าแสดงดีไม่ดี...ก็ทำได้ แต่ถ้าไปวิจารณ์เรื่องส่วนตัว เรื่องลูก...เมีย ก็ไม่ควรทำ

“นักแสดงรับใช้สาธารณะในส่วนของการแสดง ไม่ได้เอาทั้งชีวิตมารับใช้สาธารณะ...ถ้าวิจารณ์เกินขอบเขต ก็ไม่แฟร์กับเขา”

บางคนอาจแย้งว่า ถ้าไม่วิจารณ์บุคคลสาธารณะในเรื่องส่วนตัว แต่ บุคคลเหล่านี้เป็นเหมือนโมเดลต้นแบบของวัยรุ่นเยาวชนทั่วไป ถ้าไม่พูด... ไม่สะท้อน...ไม่วิจารณ์ให้สังคมเห็นถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมาะ...แสดงว่าทุกคนก็ทำได้

มุมมองนี้ปฏิเสธไม่ได้...ต้องหาทางบรรจบแนวคิดที่ต่างกันนี้ให้ได้ แต่จะบรรจบกันอย่างไร...ดูจะเป็นเรื่องลำบาก

ทุกวันนี้บรรยากาศในเว็บบอร์ด...ขึ้นอยู่กับคนที่เข้ามาใช้บริการ เจ้าของบอร์ดหรือผู้ให้บริการก็ได้เพียงแค่ดู...อะไรหนัก แรงเกินไปก็ตัดทิ้ง

เหตุผลสำคัญที่หลายเว็บไซต์ต้องมีระบบล็อกอิน ใช้รหัสผ่าน
“การล็อกอินจะช่วยเตือนใจ...จะทำอะไร ก็ต้องชั่งใจ”

เหตุผลสำคัญ...การมีระบบผู้ใช้ชัดเจนเชื่อมโยงไปถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลในเว็บไซต์ ถ้าไม่ทำอะไรอย่างนี้...ก็จะมองว่าเว็บบอร์ดในโลกอินเตอร์เน็ต เป็นแค่บัตรสนเท่ห์ใครอยากให้ร้ายใคร...ใครอยากให้ใครเสื่อมเสียในเรื่องอะไรก็ทำได้

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา...เจ้าของเว็บรายนี้รู้สึกว่า คนส่วนใหญ่มองอินเตอร์เน็ตเป็นโลกไร้สาระ...มีทั้งเรื่องจริง เรื่องเท็จมั่วไปหมด
“อินเตอร์เน็ตโตแต่ปริมาณ...ไม่มีคุณภาพ”


แม้ว่าระบบล็อกอินจะทำให้ผู้ใช้งานลำบากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นการสร้างทางเลือก...ยังมีเว็บไซต์น้ำดี ที่มีความจริง มีคุณภาพ

เจ้าของเว็บไซต์ที่มองว่า...เมื่อมีกฎกติกามารยาทยุ่งยากจะทำให้สมาชิกลดลง ขอให้เชื่อได้ว่ายังมีสมาชิกที่ยินดีใช้ระบบนี้ ผู้ที่ใช้บริการเป็นประจำมักจะไม่มีปัญหา

“เว็บฯไหนมีกำลังพอที่จะทำได้ ก็น่าจะทำ...เมื่อผู้ใช้เข้าใจถึงความจำเป็น...นี่คือการทำประโยชน์ ถ้าช่วยกันทำมากๆ จนเป็นส่วนใหญ่ ก็จะทำให้ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตโดยรวมมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น”.














Create Date : 04 เมษายน 2550
Last Update : 11 มีนาคม 2551 19:27:37 น. 0 comments
Counter : 1326 Pageviews.

เนเวอร์แลนด์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 90 คน [?]







แนะนำให้ชม

บัวหิมะ
บัวหิมะ
วิธีเลี้ยงบัวหิมะ
เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน
บั้งไฟพญานาคที่ไปดูมา
ติดอันดับTOP Page Views
อาหารและการดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยมะเร็งและคนทั่วไป
เที่ยวขอนแก่น
Michael Jackson
คอนเสิร์ตบอย Peacemaker
คลิปเจ้าขุน
การกลับมาของX Japan

ท่องเที่ยว

UFOที่เคยเห็น
บั้งไฟพญานาคที่ไปดูมา
หาดใหญ่และปัตตานี
ไข่มุกอันดามัน
อะ พีพี
เกนติ้ง
กัวลาลัมเปอร์
หาลิงเข้าถ้ำทะเลภูเขาเลยจ้า นอนดูหมอกที่ปราจีนบุรี
เที่ยวปราจีนบุรีต่อ
เลยจะถึงไหมละนี่
พักค้างแรมที่เลย
เลยจนเกือบถึงลาว
ขุดกรุเขื่อนป่าสัก
บึงแก่นนคร ขอนแก่น
พระธาตุขามแก่น
เดินทางไปลพบุรี
กินข้าวอิงภูชัยภูมิ
ลาว เวียงจันทร์
ลาว2
ปิดทริปเที่ยวลาว
ล่องเรือเจ้าพระยา
รถไฟลอยฟ้า ฟ้า ไทย
รถไฟใต้ดินไทย
ทะเลน้ำจืดหาดวังโกขอนแก่น บ้านปราสาทโคราช
วังน้ำเขียวโคราช
ชอปปิ้งหนองคาย
ตัวเมืองขอนแก่น
น้ำผุดทับลาว ชัยภูมิ
สนามหลวง2
ไปดูงานศิลป
สายน้ำกับปลาที่ไปปล่อย
งานExpro
เขื่อนอุบลรัตน์
เที่ยวป่าวัดพรไพรวัลย์
ล่องแพอ่างเก็บน้ำห้วยไร่
ทะเลหมอกภูพานน้อย
วัดเจดีย์ชัยมงคล
ครั้งหนึ่งที่เคยโบกรถ
น้ำหนาว,เพชรบูรณ์
พระพุทธชินราช,พระธาตุลำปางหลวง
น้ำพุร้อน,วัดร่องขุ่น
มหาลัยแม่ฟ้าหลวง,น้ำตกก้างปลา
เวียงแก่น,ภูชี้ฟ้า
ดอยแม่สลอง
อุทยานฯขุนแจ
สวนโลกราชพฤกษ์
วัดเจดีย์7ยอด,วัดเจดีย์หลวง
ดอยสุเทพ,ทุ่งสแลงหลวง
โครงการครูบ้านนอก
วัดหลวงพ่อโตใหญ่ที่สุดในโลก
ที่พักปากช่อง
เลย-ลาว-ท่าลี่
ถึงระยองแล้วจ้า
ทะเลตอนเช้า
งานเที่ยวภาคใต้






foodietasteเนเวอร์แลนด์
 foodietasteเนเวอร์แลนด์

Friends' blogs
[Add เนเวอร์แลนด์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.