It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๗

บทที่  ๗

ล่ามที่นาลันทาติดต่อเอาไว้มาขอพบทาฬิดาในเวลาบ่าย ทาฬิดาจึงลงมาพบกับเขา เพราะคิดว่าคงเสียมารยาทหากไม่ลงมาเขาคงเสียเวลาหากเธอผิดนัด ตามความเข้าใจของเธอ ล่ามและไกด์สองคนในร่างเดียวผู้ที่จะพาเธอไปไหนต่อไหนจะต้องเป็นผู้ชายเธอไม่ค่อยจะเห็นผู้หญิงของที่นี่เป็นไกด์นำเที่ยวมากนัก น่าแปลกเหมือนกันทาฬิดาจึงมองหาแต่ผู้ชายเท่านั้น

“ไปไหนของเขาน้อหรือว่าเราลงมาช้าไป” ทาฬิดามองซ้าย มองขวาในห้องนั้นไม่มีใครเลยสักคน แล้วจะไปตามเธอลงมาทำไมกัน

เธอเดินออกไปด้านหน้าที่พักเห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งโยนเหรียญเข้าปากตุ๊กตากบซึ่งวางอยู่บนเก้าอี้เล่นกันอยู่จึงเดินเข้าไปหวังจะถาม

“แล้วจะถามว่าอะไรดีล่ะ”

ทาฬิดาเริ่มงงตัวเองเธอพูดภาษาอะไรไม่ได้เลย

“เอาวะโฮลา” เธอทักพร้อมกับยกมือขึ้น

“ขอโทษนะคะไม่ทราบว่าคนไหนเป็นล่ามคะ”

ทาฬิดาพยายามเรียบเรียงภาษาอังกฤษของเธอให้พอฟังออก ทุกคนเหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดนอกจากผู้หญิงคนหนึ่ง

การแต่งกายของผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับหญิง ชาวพื้นเมืองทั่วไปลักษณะคล้ายอินเดียแดงแถวๆ อเมริกา สวมหมวกสาน ใบใหญ่เอาไว้บนศีรษะ จนแทบจะมองไม่เห็นใบหน้า

“ฉันเองค่ะ”เธอพูดเป็นภาษาอังกฤษชัดเจนตอบกลับทาฬิดามา

“อ้าวสวัสดีค่ะ ฉันทาม”

“ค่ะสวัสดีฉันมารีค่ะมาเป็นล่ามของคุณ”

“คุณเป็นผู้หญิงหรอกหรือคะ”

“ค่ะคุณนักโบราณคดีบอกกับเจ้านายของฉันว่า เธอต้องการผู้หญิงมาเป็นล่ามให้คุณ”

“อืม”ทาฬิดาพอเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันทีนาลันทาคงกลัวเธอจะเป็นอันตรายหากต้องไปไหนสองต่อสองกับล่ามและไกด์นำทางของเธอจึงเลือกผู้หญิงให้มาทำงานนี้

“จะไปกันเลยไหมคะ”

“ไปไหนคะ”ทาฬิดาหน้าตื่น

“ไปหาช่างซ่อมนาฬิกาไงคะ”

ไกด์และล่ามสาวออกอาการงงไม่แพ้กัน

“ตอนนี้หรือคะ”

“ค่ะนาฬิกาคุณเสียไม่ใช่หรือคะ”

“เปล่าค่ะฉันไม่ได้จะซ่อมนาฬิกา ฉันจะหาคนทำนาฬิกา”

“ไม่มีหรอกค่ะที่นี่มีแต่ช่างซ่อมไม่มีคนทำ”

“ว่าแล้วเชียว”ทาฬิดาหน้าเสีย

“คุณอยากให้ช่างทำนาฬิกาอะไรให้หรือคะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะอย่าเข้าใจผิด ฉันอยากรู้ว่า สมัยก่อน ที่นี่มีช่างทำนาฬิกาหรือเปล่าเท่านั้นแหละค่ะ”

“ในเปรูมีช่างทำนาฬิกาเหมือนกันค่ะ”

“เหรอคะ”ความรู้สึกของทาฬิดาเหมือนกองไฟที่กำลังจะใกล้ดับบังเอิญได้เชื้อเพลิงใหม่จึงลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

“ค่ะแต่เป็นตัวเรือนนะคะ ไม่ใช่เครื่องด้านใน”

“อ้าวแล้วกัน”เมื่อเชื้อเพลิงที่ถูกสาดเข้าไปในกองไฟหมดลง ทุกสิ่งทุกอย่างจึงดับมอดลงอย่างสิ้นเชิง

“จะมีอีกที่ก็โรงงานผลิตนาฬิกาค่ะ”

“คงไม่ใช่แล้วล่ะคะไม่เป็นไรค่ะ คุณพอจะพาฉันกับน้องไปหาอะไรทานจะได้ไหมคะ”

“ได้สิคะ”

“รอสักครู่นะคะฉันจะไปตามน้องลงมา” ทาฬิดาว่าจบจึงเดินกลับไปที่ห้องพักของเธอเพื่อตามอัปสรให้ไปหาอะไรกินพร้อมกัน

ตลาดในเมืองทาฬิดาเห็นผู้หญิงหลายๆคนนำพืชผักและผลไม้ที่พวกเธอปลูกมาวางขาย โชคดีที่ตลาดยังไม่วายพวกเธอจึงได้เห็นของพื้นเมืองวางขายเต็มไปหมด แม่ค้าแต่ละคนใส่หมวกมาแทบทั้งนั้นหมวกที่สวมใส่รูปทรงแตกต่างกันบ้างเหมือนกันบ้าง เธอจึงอยากจะซื้อหมวกมาใส่บ้างจึงบอกกับมารีไกด์และล่ามของเธอ

“ขอโทษคะทามอยากได้หมวกสักใบ”

“หมวก”คนถูกวานถึงกับงง ไหนตอนแรกว่าจะหาคนทำนาฬิกา

“ค่ะหมวกแดดร้อนๆ ใส่หมวกปีกกว้างน่าจะดี”

“ค่ะ”มารีเดินไปยังร้านขายหมวกใกล้ๆ กันนั้น ให้ทาฬิดาเลือกตามความต้องการ

“หมวกพวกนี้สานด้วยมือค่ะราคาค่อนข้างแพงสักนิด”

มารีหยิบหมวกใบหนึ่งขึ้นมาให้ทาฬิดาดู

“อ้าวเหรอคะ”

“ค่ะปกติแล้ว แต่ละหมู่บ้านจะมีหมวกลักษณะเฉพาะของตัวเอง”

“ถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ”อัปสรตาโต

“ที่พี่สวมอยู่ของหมู่บ้านอะไรคะ”

“ของทาคานาคาค่ะ”มารีตอบด้วยรอยยิ้ม

“ทาคานาคาชื่อแปลกจัง”

“เผ่าทาคานาคามีประวัติยาวนานมากค่ะ สืบเนื่องได้นับพันปี”

“โห”อัปสรตาโตอีกรอบ

“น่าไปเที่ยวจังค่ะ”ทาฬิดาว่า

“น่าจะบอกอากลางให้ไปเที่ยวด้วยนะพี่ทาม”

อัปสรหันไปชวนทาฬิดาหากนาลันทารู้ว่ามีชนเผ่าอายุตั้งเกือบ พันปีอยู่ที่นี่คงตื่นเต้นยิ่งกว่าพวกเธอหลายร้อยเท่า

“เอาใบไหน”ทาฬิดาหันไปถามอัปสร

“นี่ก็ได้พี่ไปกันเถอะจิ๊ดหิวข้าว” อัปสรเร่ง ตั้งแต่เช้าพวกเธอยังไม่ได้กินอะไรหนักๆเลยสักนิด นอกจากขนมปังแข็งๆ รสจืดๆ ไม่กี่ชิ้น

“ตรงนั้นมีร้านอาหารค่ะ”มารีชี้ไปฝั่งตรงข้ามถนน ร้านอาหาร ดูไม่เหมือนร้านขายของกินอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่พวกเธอยืนอยู่จริงๆ

“แนะนำอาหารให้พวกเราหน่อยสิคะ”

“ได้ค่ะที่นี่เรามีไก่ย่าง ข้าวน้ำมันมะกอก แซนวิส พิซซ่า มันฝรั่ง”

“ขอพิซซ่า”อัปสรว่า

“ขอข้าวกับไก่ย่างดีกว่าค่ะ”

ทาฬิดาคิดว่าหากสั่งพิซซ่าเหมือนอัปสรเธอคงไม่อยู่ท้อง

“ไม่ลองชิมมันฝรั่งหน่อยหรือคะเปรูของเรามีมันฝรั่งหลากหลายชนิดให้เลือก”

“เหรอคะก็ได้ค่ะ” ทาฬิดาตกลงทันทีเธอยากรู้เหมือนกันว่าอาหารพื้นเมืองจะอร่อยถูกปากเธอบ้างหรือเปล่า

หลังอาหารมื้อนั้นอัปสรอิ่มจนถึงกับจุก พิซซ่าทั้งถาดเป็นของเธอคนเดียวส่วนทาฬิดานั้นแค่ข้าวกับไก่ย่างเกือบครึ่งตัว บวกกับมันฝรั่งราดซอสอโวคาโดพื้นที่ในท้องของเธอไม่เหลือที่ว่างให้กับอย่างอื่นอีกเลย

สองสาวจึงออกอาการพะอืดพะอมเมื่อมารีสั่งของหวานมาวางไว้ตรงหน้าพวกเธอ

“ทานสิคะอร่อยนะ”

มารีว่าเธอตักของหวานในถ้วยของเธอ เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“พี่ทามกินดิจิ๊ดยกให้”

อัปสรเลื่อนถ้วยของเธอไปไว้ตรงหน้าทาฬิดา

“ไม่ไหวแล้วพี่อิ่ม”

“อ้าวแล้วสั่งไปทำไม” อัปสรคาดคั้นทั้งๆที่เธอเองมีส่วนร่วมสั่งอาหารตรงหน้าด้วยเช่นกัน

“ตอนสั่งมันหิวตอนนี้อิ่มแล้วไง” ทาฬิดาทำหน้าบอกบุญไม่รับ

“เอาไงดีพี่ห่อกลับบ้านได้หรือเปล่า ลองถามดิพี่ จิ๊ดเสียดาย ถ้าต้องทิ้ง เผื่อดึกๆ จิ๊ดจะได้มีของกิน”

“พอจะใส่กล่องกลับบ้านได้ไหมคะ”ทาฬิดาหันไปถามมารี

“ได้สิคะ”มารีจึงหยิบจานอาหารและขนมนำไปให้กับเจ้าของร้าน

หลังจากที่มารีกลับมานั่งที่โต๊ะไม่นานนักเจ้าของร้านนำถุงหูหิ้วมาวางเอาไว้บนโต๊ะ พูดคุยกับมารีได้สักพักทาฬิดาจึงจ่ายเงินค่าอาหารให้กับเขา แล้วจึงเดินออกมาจากร้านเพื่อกลับไปยังที่พักของพวกเธอ

นาลันทากลับมาถึงที่พักค่อนข้างดึกกว่าทุกวันอัปสรรอส่งข่าวเรื่องเธออยากไปเที่ยวหมู่บ้านของมารี เธอจึงต้องนั่งรอเพื่อขออนุญาต อาของเธอก่อน

“อากลาง”อัปสรส่งเสียงเรียกมาแต่ไกล

“มีอะไรเรา”

นาลันทาหันไปถามหลานสาวตัวแสบเธอกลับมายังไม่ทันได้นั่งพัก ต้องมาหยุดสนทนากับหลานสาวก่อนเธอเดาไม่ออกว่าอัปสรจะก่อเรื่องอะไรอีกมาแบบนี้คงต้องสร้างวีรกรรมอะไรสักอย่างให้เธอปวดหัวอีกแน่ๆ

“พรุ่งนี้จิ๊ดกับพี่ทามจะไปเที่ยวหมู่บ้านของมารีค่ะอากลาง”

“ก็ไปสิอาจะไปว่าอะไร” นาลันทาโล่งใจ นึกว่าอัปสรไปเดินเหยียบอ่างกะปิของใครพัง

“เย้ๆดีใจจัง อากลางไม่ไปด้วยกันหรือคะ” อัปสรกระโดดตัวลอยเข้ากอดอาของเธอไม่คิดว่านาลันทาจะใจดีปล่อยให้เธอไปเที่ยวได้ง่ายๆ

“พวกเราไปกันเถอะอายังทำงานไม่เสร็จเลย” นาลันทาปฏิเสธ

“มารีบอกจิ๊ดว่าหมู่บ้านของเธอ มีอายุตั้งพันกว่าปีนะคะอากลาง อาน่าจะไปกับพวกจิ๊ดด้วย”

“ขออาทำอะไรให้เสร็จก่อนดีกว่าว่าแต่หมู่บ้านที่ว่านั่นอยู่ที่ไหน”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะจิ๊ดไม่ได้ถาม” อัปสรส่ายหน้าปฏิเสธ

เธอลืมถามมารีว่าหมู่บ้านอะไรนั่นอยู่ตรงไหนบนแผนที่แต่ก็ ช่างเถอะอยู่ตรงไหนไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญที่นาลันทาอนุญาตให้เธอไปกับทาฬิดาเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

“อ้าวแล้วกัน”

“คงไม่ไกลมังคะมารีไม่ได้บอกอะไร บอกว่าหมู่บ้านเธออายุยาวแค่นั้น พี่ทามก็เลยสนใจอยากจะไปเที่ยวแล้วก็ไปถ่ายรูป”

อัปสรเดามั่วกลัวนาลันทาจะไม่ให้เธอไปเที่ยว ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอคงต้องนั่งจับเจ่าอยู่แต่ในที่พัก ซึ่งนั่นไม่ใช่นิสัยของเธอ

“งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะอย่าซนจนหลงทางก็แล้วกัน”

“ได้เลยค่ะอากลางถ้ามีสัญญาณโทรศัพท์ จิ๊ดจะโทรมาบอก อากลางนะคะจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ไม่ต้องโทรมาบ่อยนักหรอกเปลืองเงิน”

“แล้วกันแค่นี้ต้องงกด้วย” อัปสรหน้ามุ่ย

“นี่ๆแม่คุณรู้อะไรไหม ใช้มือถือข้ามประเทศมันแพงแค่ไหน ไม่รู้ล่ะ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ต้องโทรมาอีกอย่างในถ้ำคงไม่มีสัญญาณ โทรมาก็ต้องฝากข้อความเสียเงินสองต่อ”

“ก็ได้ๆจิ๊ดไปนอนก่อนนะ จะได้ตื่นแต่เช้า พรุ่งนี้มารีจะมารับ”อัปสรรีบเดินกลับเข้าห้องพักของเธอ

“เป็นเอามากหลานฉัน”นาลันทาส่ายหน้า ก่อนที่จะเปิดประตูห้องพักของเธอ เพื่อกลับเข้าไปพักผ่อนวันนี้เธอเพลียเหลือเกิน

มารีมาตามที่ได้นัดกับทาฬิดาและอัปสรเอาไว้เธอรีบมาตั้งแต่เช้า กว่าพวกเธอจะเดินทางไปถึงหมู่บ้านคงใช้เวลาจนเกือบจะค่ำ

หากไม่รีบเดินทางตั้งแต่ตอนนี้อาจจะมืดบนทางระหว่างหุบเขาได้

นาลันทามารอส่งหลานสาวตัวแสบเมื่อเห็นหน้ามารีจึงเอ่ยถาม

“จะไปหมู่บ้านอะไรกันคะ”

“ทาคานาคาค่ะ”

“ไกลไหมคะ”

“อยู่อีกฝั่งของเขาค่ะ”

“คุณเพิ่งมาจากหมู่บ้านหรือคะ”

“เปล่าค่ะฉันพักอยู่แถวๆ นี้”

“อ๋อค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ เที่ยวให้สนุกนะเด็กๆ”

นาลันทาไม่อยากซักอะไรมากนักเธอต้องไปเตรียมตัวเดินทางไปทำงานเช่นกัน การทักทายจึงจบลงเพียงเท่านั้น

“ไปก่อนนะคะอากลาง”อัปสรกอดอาสาวของเธอ ส่วนทาฬิดายกมือไหว้เพื่อลานาลันทาอีกคน

ทาฬิดากระชับเป้สะพายหลังของเธออีกครั้งนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่เธอได้ท่องเที่ยวในดินแดนแปลกตาแห่งนี้โดยที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เธอต้องดูแลอัปสรอีกคนเท่ากับว่าเธอจะ ทำตัวไม่ได้เรื่องอย่างเมื่อก่อนไม่ได้อีกต่อไป

การเดินทางไม่ได้ง่ายอย่างที่เคยคิดเอาไว้ทาฬิดาลงจากรถตู้เพื่อต่อรถมอเตอร์ไซด์เข้าไปในหมู่บ้านหุบเขาลงจากรถเธอคิดว่าหมู่บ้านนี้แหละคือที่หมายของเธอ อาการปวดเอวกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง

“เราจะพักกันที่ไหนคะ”ทาฬิดาเอ่ยถามไกด์ของเธอ

“ยังค่ะเราต้องเดินขึ้นเขาลูกนี้ไป หมู่บ้านจะอยู่ด้านหลังเขาค่ะ”

“หาอะไรนะ”อัปสรถึงกับต้องร้องออกมาดังๆ

ภูเขาที่เธอเห็นตรงหน้าไม่ใช่ภูเขาลูกเล็กๆมันมหึมาจนเธอตกใจ บนยอดเขานั้นยังมีหิมะปกคลุมอีกด้วย จะให้เธอเดินไปหลังเขาคงต้องขอเวลาทำใจอีกสักหน่อย

“อีกประมาณกี่ไมล์คะ”ทาฬิดาถามขึ้น

“ราวๆสักสิบไมล์ค่ะ”

“แม่เจ้าสิบไมล์หนึ่งไมล์เท่ากับหนึ่งจุดหกกิโล สิบไมล์ก็ราวๆ สิบหกกิโล เดินพื้นราบพอว่า เดินขึ้นเขาเนี่ยนะ เป็นลมดีก่า”

อัปสรออกอาการถอดใจขึ้นมาทันที

“เราไม่มีม้าหรือลาหรืออะไรพอที่จะพาเราไปได้หรือคะ”

“ทางเดินเลาะไปตามไหล่เขาค่ะถ้าใช้สัตว์น่าจะอันตราย อีกอย่างคือทางแคบมาก เดินเท้ายังอันตรายเลยค่ะ”

“หา”คราวนี้เป็นทาฬิดาที่ออกอาการถอดใจขึ้นมาอีกคน

“ตกลงจะไปไหมคะ”มารีเอ่ยถามทันทีที่เห็นใบหน้าของอีกสองสาวแสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าไม่อยากจะไป

“ไปค่ะมาแล้วก็ต้องไป” ทาฬิดารีบสวนตอบทันควัน

“จิ๊ดอยากเปลี่ยนใจเลยพี่ทาม”อัปสรหันไปบอกกับผู้สูงวัยกว่า

“เราจะอยู่ที่นี่คนเดียวได้เหรอจิ๊ด”

“นั่นแหละพี่ประเด็นหลักเลย”

“เอาน่าไอ้น้องไหนๆ ก็ไหนๆ เรามาด้วยกัน ต้องร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกันสิ”

“แต่มันต้องเดินตั้งสิบหกกิโลนะพี่”อัปสรยังชั่งใจกึ่งๆ อยู่

“ปอดหรือไงเรายังเด็กอยู่แท้ๆ” ทาฬิดาเยาะเย้ยขึ้นมาทันที

“ใครว่าล่ะคนอย่างจิ๊ดไม่ปอดอยู่แล้ว ไปก็ไป เธอเดินหน้าฉันเดินหลัง”อัปสรผายมือให้กับผู้สูงวัยกว่าอีกสองคน

“พวกคุณเดินนำไปก่อนเลยค่ะฉันปิดท้ายเอง” มารีบอกยิ้มๆ

“งั้นขอไปหาเสบียงก่อนดีกว่าค่ะขืนเดินไปไม่มีอะไรกิน จะแย่เอานะคะคุณ” ทาฬิดายังต้องการทำใจอีกสักพักแม้อากาศที่นี่จะเย็นสบาย แต่เวลานี้เธอเหงื่อท่วมทั้งตัว อาการหนาวๆ ร้อนๆที่ได้เห็นเส้นทางซึ่งต้องเดินไป ทำให้เธอคิดหนัก อย่างน้อยๆต้องมีน้ำพกติดตัวไปคนละขวดหรือสองขวด

ทางเดินที่เธอเห็นนั้นค่อยๆไต่ไปตามลาดเขา ขึ้นไปข้างบนเรื่อยๆ ไม่มีทางที่ต้องเดินราบไปกับพื้นเลยสักนิดทั้งคดเคี้ยว ทั้งลาดชัน จริงของมารี คนเดินยังยากหากนั่งบนหลังม้าคงลำบากกว่าเป็นหลายเท่า

จากตรงนี้เธอยังมองไม่เห็นหมู่บ้านของมารีหวังว่าเดินไปเรื่อยๆ คงมีจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่ากับการเดินทางของพวกเธอหากไม่เป็นเช่นนั้น พวกเธอคงเสียดายแรง เสียดายเวลา

“เอาวะเป็นไงเป็นกัน สู้โว้ยไอ้ทาม” อยู่ๆ ทาฬิดาพูดออกมา ทำให้อีกสองคนมองหน้ากัน เป็นอะไรมากหรือเปล่านะทาฬิดา




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:28:36 น.
Counter : 171 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๖

บทที่  ๖

ทาฬิดากลับมารวมกลุ่มกับทุติอีกครั้งขณะนี้เธอรู้สึกถึงภาพซ้อนทับกันระหว่างอดีตกับปัจจุบันผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างของเธอในปัจจุบันคืออัปสรแต่สิ่งที่เธอเห็นกลับมีใบหน้าของชายในฝันที่ชื่อปาซกูคนนั้น

เขากำลังนำอาหารมาให้กับเธอในถาดทองนั้นมีอาหารที่มาจากมันฝรั่ง ข้าวโพด เนื้อสัตว์ แค่มองดูก็รู้ว่าเป็นอาหารสำหรับชนชั้นสูงหรือขุนนางเท่านั้นทาฬิดาสะบัดหน้าแรงๆ จ้องมองอาหารนั้นอีกครั้ง มันกลับกลายเป็นกล่องอาหารง่ายๆแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นไม่ใหญ่มากนักวางอยู่ในนั้น

“เป็นอะไรไปพี่ทามเห็นสะบัดหน้าตั้งหลายที ปวดหัวเหรอพี่”

“เปล่าๆแมลงอะไรไม่รู้ตอมหน้าพี่” ทาฬิดารีบแก้ตัว กลัวว่าอัปสรจะคิดมากในสิ่งที่เธอเห็นเธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาล่วงเลยไปเกือบครึ่งชั่วโมงหลังจากที่เธอยกมันขึ้นมาดูครั้งล่าสุด

อัปสรอยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกเรื่องเธอจึงตั้งชื่อให้กับอัปสรใหม่ ว่า เด็กเผือกหากเผลอเรียกจะได้ไม่โดนต่อว่า

“รีบไปไหนเหรอพี่”เด็กเผือกเอ่ยถามอีกรอบ

“ไม่ได้รีบแค่อยากรู้เวลา ทำไมเหรอ”

“เห็นพี่ชอบดูนาฬิกาขอดูหน่อยได้ไหม สวยปะ”

ทาฬิดายื่นข้อมือของเธอให้อัปสรดู

“สวยแฮะอากลางๆ นาฬิกาพี่ทามสวยมากเลย จิ๊ดอยากได้แบบนี้สักเรือนได้ปะอากลาง”

“ของเก่าอย่างนั้นอยากได้ไปทำอะไรเจ้าของเขาไม่มาทวงคืน หรือไง”นาลันทาเคยเห็นนาฬิกาเรือนนั้นมาแล้ว ครั้งที่ทุติเอามาให้เธอช่วยดูพร้อมกับบอกความแปลกประหลาดของนาฬิกาเรือนนั้นให้เธอรับรู้

“เอาของใหม่สิอากลางนะๆ ถ้าจิ๊ดสอบติดมหาวิทยาลับอากลางซื้อให้จิ๊ดแบบนี้สักเรือนนะ”

“เออๆก็ได้ สอบให้ติดก่อนแล้วกันค่อยมาทวง”

นาลันทารับปากส่งๆไปอย่างนั้น อีกหลายปีกว่าอัปสรจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยถึงเวลานั้นเด็กน้อยคงลืมไปแล้วว่าขออะไรเอาไว้กับเธอ

“กินเสร็จแล้วคนของที่นี่จะพาเราไปที่สุสาน” ทุติบอก

“จิ๊ดไม่ไปได้ไหมคะจิ๊ดกลัวผี”

“เราจะอยู่ที่นี่คนเดียวได้เหรอ”มุจลินทร์ถามคนเรื่องมาก

“พี่ทามไง”อัปสรบุ้ย

“พี่จะไปดูด้วย”ทาฬิดาปฏิเสธทันที

“อ้าวงี้จิ๊ดก็ต้องอยู่คนเดียวดิ”

หลังจากที่ได้ยินคำตอบของทาฬิดาอัปสรหน้าเหลือเพียงสองนิ้ว

“เห็นปะไม่มีใครอยู่กับเรา เราต้องไปกับพวกอา”

นาลันทาสรุปอัปสรถึงกับออกอาการเซ็ง

“ถ้ารู้งี้นะไม่มาด้วยหรอก”อัปสรแอบบ่น

“ได้ยินนะจิ๊ดพูดอะไรน่ะ อาบอกแล้วไม่เชื่อ ว่ามาแล้วต้องลำบาก

ร้องจะตามมาให้ได้มาแล้วยังจะสร้างเรื่องอีก อย่าให้อาได้ยินอีกนะว่า เราบ่น อาจะจับส่งกลับไปเลยให้นั่งเครื่องกลับคนเดียวด้วย”

“โอ๊ยๆไม่เอาๆ จิ๊ดไม่กลับคนเดียว หลงไปทำไงล่ะ ตายพอดี ต่อเครื่องตั้งหลายต่อยังไม่คุ้มค่าเสียเวลานั่งเครื่องเลยด้วยซ้ำ”

“งั้นก็หุบปากเราซะ”นาลันทาหันไปสั่งเสียงเฉียบขาด

ทุกคนยกเว้นอัปสรหัวเราะร่วนส่วนอัปสรนั่งหน้างุด ไม่กล้า พูดอะไรออกมาอีกเลย

ทางเดินลงไปยังสุสานค่อนข้างชันซ้ำยังเป็นทางลัดเลาะ ไปตามหน้าผาทำให้การเดินของทีมทุติลำบากพอสมควร

ทุกคนจึงต้องเดินด้วยความระมัดระวังมากขึ้นเป็นสองเท่าทีมงานท้องถิ่นชี้ปากทางเข้าให้ทุติดู เขาเตรียมไฟฉายมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะภายในนั้นทั้งอับทั้งชื้น เด็กอย่างอัปสรและทาฬิดาจึงไม่สามารถเข้าไป ข้างในนั้นได้

“แล้วจะให้ตามมาทำไมน้อมาแล้วไม่ให้เข้า” อัปสรบ่น

“ระวังเถอะอากลางได้ยินขึ้นมาเราจะโดนส่งกลับ”

ทาฬิดาแกล้งเด็กเผือกของเธอ

“อย่าเอ็ดไปสิพี่ทามจิ๊ดไม่ได้บ่นสักหน่อยพูดขึ้นมาลอยๆ”

“หึๆ”อัปสรหัวเราะในลำคอ เธอมองไปยังหุบเหวเบื้องล่าง

เธอไม่แปลกใจเลยที่คนโบราณจะเลือกสถานที่แห่งนี้ให้เป็นสุสานของคนตาย ที่แห่งนี้ปลอดผู้คนในสมัยก่อนคงไม่ค่อยมีคนเดินมาทางนี้ มากนักหรือหากจะมีคงใช้เป็นทางลัดเสียมากกว่า อีกทั้งสุสานนั้น ไม่ใช่จะ

เข้าไปได้ง่ายๆต้องปีนขึ้นไปอีกหลายเมตรกว่าจะถึงปากทางเข้า

“พี่ว่าสุสานนี้เป็นของใครกษัตริย์ หรือคนธรรมดา”

อัปสรยังคงเจื้อยแจ้วไปตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็น

“ไม่รู้สิแต่ถ้าเป็นกษัตริย์คงไม่เอามาฝังในที่แบบนี้หรอกมั๊ง ต้องทำสุสานสวยๆแล้วก็มีข้าวของเครื่องใช้ฝังตามไปด้วย”

“นั่นสิเนอะแต่ไม่แน่นะ อาจจะโดนขโมยไปแล้วก็ได้ ใครจะรู้”

“ต้องรอถามอากลางของเราถามพี่ไปพี่ไม่รู้หรอก”

“ว่าแต่พี่มาที่นี่ทำไมเหรอไม่เห็นพี่จะทำอะไรเลย”

“คุณปู่พี่ให้มาทำธุระ”

“อ้าวแล้วมาตามขบวนอย่างนี้จะได้ทำธุระเหรอพี่”

“ไม่รู้เหมือนกันคุณปู่บอกว่า มาถึงพี่จะรู้เองว่าต้องทำอะไร”

“ทำอย่างกับหนังสืบสวนเลยเนอะพี่เดี๋ยวก็จะรู้เอง เพราะจะมีพระเอกมาช่วย ว่าแต่พี่มาสืบเรื่องอะไรล่ะจิ๊ดจะได้ช่วย”

เด็กเผือกของเธอเสนอตัวช่วยเหลือทันที

“มาสืบหาเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้”

ทาฬิดายื่นข้อมือของเธอให้อัปสรดู

“อ้าวไม่ได้เป็นของพี่หรือคะ”

“ของพี่นั่นแหละคุณปู่ท่านให้มา แต่ท่านอยากรู้ว่าใครเป็น คนสร้างนาฬิกาเรือนนี้ ท่านอยากหาคนทำ”

“ตามหาคนทำนาฬิกาทำไมไม่ไปสวิสล่ะคะ มาที่เปรูทำไมกัน”

“ท่านให้มาพี่ก็มาไม่อยากเถียง”

“พี่ดูเป็นคนดีจังเลยเนอะถ้าเป็นจิ๊ดนะพี่ จิ๊ดต้องเถียงเอาไว้ก่อน

ถูกผิดว่ากันทีหลัง”

“เรื่องบางเรื่องเราก็เถียงไม่ออกพี่ไม่กล้าเถียงคุณปู่หรอกนะ กลัวท่านดุเอา”

“เหมือนจิ๊ดเลยจิ๊ดไม่กล้าเถียงคุณทวดเหมือนกัน มองมาแต่ละทีขนลุกเกรียว” ท่าทางสยองของอัปสรทำให้ทาฬิดาถึงกับหัวเราะออกมา

“ทำไมไปกันนานจังเลยเนอะ”อัปสรว่า

“นั่นสินานจัง เข้าไปดูหน่อยไหม”

ทาฬิดาว่าเธอลุกขึ้นยืนทำท่าจะปีนขึ้นไปบนปากถ้ำ

“จะดีเหรอพี่เข้าไปโดนอากลางดุแน่เลย”

“ไม่ลองไม่รู้”ทาฬิดาไม่ฟังอะไรอีกแล้ว เธอปีนขึ้นไปข้างบนทันที

ยังไม่ทันที่จะก้าวเท้าเข้าไปด้านในถ้ำแห่งนั้นทาฬิดาเห็นภาพบางอย่างผุดขึ้นมาในสมองของเธอ

“นำร่างของพวกเขาไปไว้ในนั้น”เธอสั่งคนของเธออย่างนั้น

ชายหลายคนนำร่างไร้วิญญาณของนักรบผู้กล้ามาไว้ในถ้ำแห่งนี้หลังจากที่คนเหล่านี้ออกไปสู้รบกับชนเผ่าอื่นที่หมายจะมายึดมาชูปิกชูไปเป็นของพวกเขา

“พวกท่านรบได้อย่างแกร่งกล้าเหี้ยมหาญยิ่งนัก ข้าขออำนวยพรให้ท่านจงสู่สุคติโดยเร็ว รอพบข้าบนเมืองฟ้าในอีกมิช้านี้” ทาฬิดาเห็นตัวเองยกมือขึ้นลำแสงบางอย่างพุ่งไปยังร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นดวงจิตของพวกเขาลอยขึ้นมาจากร่างและลอยลับหายไปยังท้องฟ้า

“เป็นสุขเถิดพวกท่าน”

“พี่ทามเหม่ออะไร จะเข้าก็เข้าไปสิ”

อัปสรเร่งทำให้ทาฬิดากลับมาอยู่ในเวลาปัจจุบันทันที

เธอก้าวเท้าเข้าไปในนั้นกลิ่นอับๆ จนเธอต้องยกท่อนแขนขึ้นมาปิดจมูกของตัวเองเอาไว้

“เหม็นอับชะมัดเลยจิ๊ดไม่เข้าไปนะพี่ รออยู่ตรงหน้าปากถ้ำ นี้แหละ ถ้าเจออากลางบอกด้วยว่าจิ๊ดรออยู่”

“อือๆจะบอกให้” ทาฬิดาเดินคลำทางเข้าไป ภายในถ้ำแห่งนี้มืดมากจนเธอต้องนำโทรศัพท์มือถือของเธอออกมาทำให้มันสว่างขึ้นมา นิดหน่อย เพื่อใช้แทนไฟฉายส่องทาง

ถ้ำนั้นถูกขุดขึ้นมาด้วยมือมนุษย์เธอเห็นภาพคนโบราณกำลังขุดเจาะหินด้วยลิ่มและใช้ค้อนตอกลงไปในเนื้อหินก่อนที่มันจะกะเทาะหลุดออกมาทีละนิดๆ การขุดใช้เวลาถึงสามวันสามคืน จึงแล้วเสร็จร่างของเหล่าผู้นำทัพถูกนำมาจัดเก็บเอาไว้เป็นอย่างดี เพื่อให้เขาไปสู่ภพหน้า โลกหน้าได้อย่างสบายใจ

“มีทั้งหมดสิบคน”เสียงดังออกมาจากด้านใน

“เราคงต้องเก็บโครงกระดูกพวกนี้ออกไปศึกษาที่มหาวิทยาลัย”เสียงภาษาอังกฤษฟังแปล่งๆ ดังกลับมาทาฬิดาเดาว่าคงเป็นหนึ่งในทีมงานจากมหาวิทยาลัยของเปรู

“เราจะกลับมาทำพรุ่งนี้ดีไหมคะวันนี้เราไม่มีอะไรมาใส่เลย”

เสียงของตรีทิพย์เสนอ

“ดีเหมือนกันครับจะได้เตรียมอุปกรณ์มาเพิ่มอย่างน้อยๆ ต้องมีไฟมาเพิ่ม ไฟฉายทำงานไม่สะดวกเลย”เสียงแปล่งๆ นั้นตอบกลับ

ทาฬิดาจึงรีบเดินกลับออกไปจากถ้ำนั้นก่อนที่คนจากด้านในจะรู้

ว่าเธอเดินตามเข้ามาโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต

“พี่ทาม”อัปสรเรียก

ทาฬิดายกนิ้วขึ้นจุปากแล้วจึงปีนลงมายืนอยู่ข้างๆ อัปสร

“กำลังจะออกมาอย่าเอ็ดไป”

เธอบอกอย่างนั้นแล้วจึงหาที่นั่ง เพื่อนั่งรอคนด้านในให้ออกมา

“เห็นอะไรไหมพี่”

“มืดมองอะไรไม่เห็นเหม็นด้วย”

“ก็ว่างั้นแหละจิ๊ดเลยไม่เข้าไป อีกอย่างนะมันเป็นสุสาน ใครจะอยากเข้า นี่นะถ้ากลับไปที่พักหาใบกระท้อนมาล้างหน้านะพี่”

“ที่นี่จะมีหรือเปล่าไม่รู้พี่ได้ยินมาว่าที่นี่ใช้ใบโคคาไล่ผี”

“จริงเหรอพี่พรุ่งนี้เราเอามาด้วยดีกว่าเนอะ จะได้เอาไว้ไล่ผี หรือจะให้ดี เอาโคเคนเลยดีก่า ผีจะได้เมายาหลับไปโลด”

ทาฬิดาขำความคิดของอัปสรเด็กๆ มักคิดอะไรแผลงๆ เสมอ สมัยเธอเป็นเด็กจะคิดอะไรแบบนี้บ้างหรือเปล่านะ

“ใบโคคาเป็นยังไงพี่ยังไม่รู้จักเลยจะให้พี่ไปหาโคเคนมาให้ผี พี่จะไปเอามาจากไหนล่ะ”

“เด็กๆหลับไปหรือยัง” เสียงนาลันทาดังออกมาจากด้านใน

“ยังค่ะอากลาง”อัปสรรีบตอบเอาหน้าทันที

“ปะกลับกันเถอะ”นาลันทาบอก เธอค่อยๆ ปีนลงมาจากด้านบน ลงมายืนอยู่ข้างๆ ทาฬิดา

“พรุ่งนี้เราสองคนไม่ต้องมาที่นี่ก็ได้นะอาจะมากับจารย์ทุเอง ส่วนเราอยากจะไปเที่ยวที่ไหนก็ไปกับอามุจอาตรีก็แล้วกัน”

“จริงหรือคะอากลางดีใจจัง” อัปสรตื่นเต้น ถ้าเธอไม่ต้องมาที่นี่คงจะดีกว่านี้เยอะพรุ่งนี้เธอจะตื่นสายๆ

“เราต้องไปตามหาคนทำนาฬิกาใช่ไหมทาม”

นาลันทาหันไปถามทาฬิดา

“ค่ะอากลาง”

“เมืองนี้จะมีหรือเปล่าไม่รู้นะถ้าไม่มีอาจจะต้องกลับไปที่ลิมา”

“ทามว่าที่นี่คงไม่มีคนทำหรอกค่ะ”

“ทำไมเราคิดอย่างนั้นล่ะ”

“ไม่รู้สิคะมันมีความรู้สึกว่าไม่ใช่ บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้คิด อย่างนั้นขึ้นมา”

“ตามใจเราแต่ถ้าเกิดว่าใช่ขึ้นมาจะให้กลับมาอีกรอบไม่มีใคร มาส่งเราแล้วนะ”

“ค่ะอากลางทามรู้ถ้าทามยังหาไม่พบ ทามจะอยู่ที่นี่ต่อคนเดียว ไม่รบกวนอากลางหรอกค่ะ”

“เราจะอยู่ได้เหรอคนเดียวนี่นะ”

คำพูดของทาฬิดาทำให้นาลันทาคิดหนักผู้หญิงตัวคนเดียว จะอยู่ในประเทศที่แม้กระทั่งพูดภาษาถิ่น ยังไม่ได้ ได้อย่างไร อย่าว่าแต่พูดเลยฟังให้ออกสักประโยคหนึ่งเถอะ ตัวเธอหูไม่กระดิกเลยสักนิด ทาฬิดาล่ะ จะฟังอะไรออกหรือเปล่า

“ทามโตแล้วค่ะเรียนจะจบแล้วด้วย ทามคิดว่าทามอยู่ได้”

“คุณปู่เราคงไม่มายิงจารย์ทุทิ้งหรอกนะ”

“คุณปู่ไม่ใจร้ายอย่างนั้นหรอกค่ะอีกอย่างทามเป็นคนที่ทำงานให้

คุณปู่ไม่เสร็จเองทามจะบอกท่านเองค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“เอาอย่างนี้แล้วกันถ้าลงไปข้างล่างอาจะช่วยไปถามคนแถวนี้ให้ว่าพอจะรู้ไหมว่ามีใครทำนาฬิกาหรือเปล่า”

“ขอบคุณค่ะแต่ถ้าจะให้ดี ทามอยากจะรบกวนให้อากลางช่วยหาล่ามให้ทามจะดีกว่าค่ะ”

“ล่ามเหรอน่าจะหาได้นะ เดี๋ยวอาจะให้ล่ามของอาหาให้เราก็แล้วกันแต่อาจจะเป็นล่ามพูดภาษาอังกฤษนะ เราพอฟังออกใช่ไหม”

“ฟังออกค่ะขอบคุณอีกครั้งค่ะอากลาง” ทาฬิดายกมือไหว้ขอบคุณนาลันทาที่มีน้ำใจช่วยเหลือเธอทั้งๆ ที่จะเรียกว่า ธุระไม่ใช่ คงจะได้

ทาฬิดาได้นอนตื่นสายเป็นวันแรกหลังจากที่เธอเดินทางมายังประเทศนี้ดูเหมือนว่าอัปสรจะยังนอนไม่ตื่น ส่วนเธอนั้นต้องตื่นเพราะนาฬิกาชีวิตปลุกความต้องการปลดทุกข์โจมตีตรงเวลาทุกวันเธออยากจะนอนขดอยู่ในผ้าห่มให้นานกว่าที่ทำจึงทำไม่ได้

ห้องน้ำไม่มีคนต่อคิวเหมือนเมื่อวานเดาว่าคนที่จะต้องตื่นแต่เช้าออกไปมาชูปิกชูคงเดินทางไปกันจนหมดทาฬิดาจึงเอ้อระเหยอยู่ในห้องนั้นนานกว่าปกติ

เสียงคนพูดกันมาอยู่หน้าห้องน้ำเดาว่าคงมีใครสักคนหรือสองคนต้องการที่จะต่อคิวจากเธอเธอจึงรีบทำธุระจรแล้วเสร็จแล้วจึงเปิดประตูออกมาด้านนอก

“อ้าวไม่เห็นมีใครเลย แล้วใครมาพูดหน้าห้องน้ำกันนะ”

ทาฬิดาไม่เห็นใครเลยสักคนเธอมั่นใจมากๆ ว่าเธอได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน มันชัดยิ่งกว่าเปิดวิทยุเพียงแต่เธอแปลไม่ออกเท่านั้น ว่าคน พวกนั้นพูดอะไรกัน

“สงสัยจะเปลี่ยนใจ”เธอเดินกลับไปยังห้องพัก ยังเห็นอัปสรนอนขดอยู่ขนเตียงเหมือนเดิมครั้นจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เธอไม่อยากให้เสื้อผ้าชุดใหม่ยับย่น จึงหาหนังสือแถวๆนั้นหยิบขึ้นมาพลิกดูรูป เผื่อว่าจะมีที่ใดสักแห่งให้เธออยากไปมากกว่ามาชูปิกชู

สุดท้ายหนังสือเหล่านั้นไม่ได้มีอะไรไปมากกว่าการบรรยายถึงประวัติของมาชูปิกชูไม่ว่าเล่มใดมีแต่เรื่องของภูเขาแห่งสุริยะเทพทั้งสิ้น

หนังสือเล่มหนึ่งเล่าว่าครั้งที่นักสำรวจจากมหาวิทยาลัยเยลได้เข้ามาที่นี่นั้น เขาสอบถามว่ามีแหล่งโบราณสถานที่ไหนแถวนี้อีกหรือเปล่าคนนำทางของเขาบอกว่า มีสิมาชูปิกชูไง เขาจึงเข้าใจว่ามาชูปิกชูคือชื่อของสถานที่แห่งนั้นแต่ความเป็นจริงแล้ว คำนั้นแปลว่ายอดเขาชรา เพราะความเข้าใจผิดนี่แหละจึงเป็นต้นกำเนิดของชื่อมาชูปิกชูมาจนถึงทุกวันนี้

“ยอดเขาชราอย่างนั้นเหรอนายมีหลายชื่อจริงๆ เนอะ ทั้งวิหารแห่งสุริยเทพ ยอดเขาชรา เมืองสาบสูญแห่งอินคานายแน่มากเลยนะพ่อหนุ่ม ฉันขอตั้งให้นายเป็นผู้ชายก็แล้วกัน”

ทาฬิดาเอียงรูปมองใบหน้าที่เกิดจากยอดเขาเหนือที่ราบแห่งนั้นทั้งหมดทั้งมวลที่เห็นนั้นเป็นรูปใบหน้าคนจริงๆ

“ตกลงนายชื่ออะไรกันแน่อ๊ะหรือนายจะชื่อปาซกู”

ทาฬิดาหัวเราะกับความคิดของเธอครั้งนี้เธอขอตั้งชื่อมรดกโลกแห่งนี้ว่าปาซกูก็แล้วกัน แล้วปาซกูแปลว่าอะไรล่ะชักงง




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:27:44 น.
Counter : 154 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๕

บทที่  ๕

ไม่ง่ายอย่างที่คิดหลังจากที่ลงมาจากรถไฟกลุ่มของทุติต้องเดินเท้าเพื่อปีนขึ้นไปยังยอดมาชูปิกชูอีกเป็นกิโล

“ไม่อยากบอกเลยพี่จิ๊ดเหนื่อยจนขาจะลากอยู่แล้ว”

อัปสรกระซิบบอกเสียงเหนื่อยแฮก

“อย่าบ่นเลยพี่ก็เหนื่อยเหมือนกัน เอาน้ำไหม”

ทาฬิดายื่นขวดน้ำให้กับอัปสร

“ไม่ล่ะคะดื่มแล้วจุก” อัปสรปฏิเสธ

“ถ้าไม่ดื่มเสียน้ำมากๆจะเป็นตะคริวนะ จิบๆ ก็พอ อย่าดื่มอักๆ”

“ของจิ๊ดยังมีค่ะเอาของตัวเองกินดีก่า จะได้ไม่ต้องแบกของหนัก”

อัปสรปลดเป้สะพายหลังของเธอลงมาจากนั้นจึงล้วงหยิบขวดน้ำในนั้นขึ้นมาดื่ม

“ไปต่อเถอะจารย์ทุเดินนำไปโน่นแล้ว” ทาฬิดาว่า

ทุติเดินเรื่อยๆขึ้นไปยังยอดเขานักท่องเที่ยวเดินเรียงแถวกันเพื่อจะขึ้นไปชื่นชมความแปลกตาบนยอดเขาแห่งนี้นาลันทาบอกกับเธอว่าพวกเธอมาฤดูนี้ดีหน่อย ไม่มีฝนตกจะมีก็แต่เมฆลอยต่ำๆ เท่านั้นถ้าหากฝนตกการเดินขึ้นยอดเขาจะลำบากมาก

ทาฬิดาคิดถึงตอนที่เธอกับเพื่อนๆแห่กันไปภูกระดึง กว่าจะเดินไปถึงเล่นเอาหืดขึ้นคออย่างนี้เหมือนกันผิดกันตรงที่ภูกระดึงนั้นเป็นสถานที่ธรรมชาติ ส่วนมาชูปิกชูเป็นสถานที่ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือมนุษย์ เมื่อราวๆ สักห้าร้อยปีก่อน

พวกอินคาปกครองดินแดนแถบนี้ได้เพียงแค่ร้อยกว่าปีนิดๆเท่านั้น หลังจากนั้นชาวสเปนจึงเข้ามาบุกยึดดินแดนแถบนี้จึงตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนถึงสามร้อยกว่าปี นี่ก็จะใกล้ค่ำแล้วพวกเธอคงต้องรีบเดินขึ้นไปเพื่อที่จะต้องรีบเดินกลับลงมาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน

ทาฬิดาค่อยๆเดินไต่ขึ้นไปตามทางลาดเรื่อยๆ เพื่อให้ถึงจุดหมายของพวกเธอก่อนที่ทุติจะตัดสินใจกลับ

“ป๊าด พระเจ้าสวยมาก” อัปสรร้องออกมาเมื่อเธอขึ้นไปยืนอยู่บนจุดชมวิวของยอดเขาแห่งนี้

“เนอะสวยจังเลยไม่น่าเชื่อว่าคนที่สร้างที่นี่จะใช้แค่มือกับเครื่องมือโบราณเท่านั้น”ตรีทิพย์บอก เธอหยิบกล้องของเธอออกมา เหมือนกับมุจลินทร์ แบกกันมาหนักๆจะได้ใช้ก็ตอนนี้แหละ

ทาฬิดาทำตามคนอื่นๆเธอหยิบกล้องตัวเล็กๆ ของเธอขึ้นมา เธอไม่ได้แบกกล้องตัวใหญ่มาเพราะธีรัชบอกว่าเธอนำของติดตัวมาได้แค่เพียงยี่สิบกิโลเท่านั้นของไม่จำเป็นจึงถูกนำออกไปจากกระเป๋า

เธอจึงตัดสินใจนำของบางอย่างใส่เป้มาแทนจนเธอคิดว่าเป้ที่เธอแบกมาหนักเสียยิ่งกว่ากระเป๋าที่เธอโหลดลงใต้ท้องเครื่องแถมยังทำให้เธอต้องแบกจนหลังแอ่น

แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงแล้วทุติจึงเดินนำกลุ่มของเขากลับลงมาจากมาชูปิกชู

“น่าเสียดายเนอะน่าจะมีที่พักบนนั้น” อัปสรว่า

“พี่ไม่นอนบนนั้นหรอกนะ”ทาฬิดาบอก

“ทำไมล่ะพี่”

“ใครจะกล้านอนเผลอๆ ถ้ามีผีมาจะทำไงล่ะ เห็นเขาว่าเจอโครงกระดูกเป็นร้อยๆ คนอยู่บนนั้น”

ทาฬิดาชี้ไปที่ยอดเขาซึ่งพวกเธอเพิ่งจะเดินลงมาได้ไม่ไกลนัก

“หาจริงเหรอพี่”คนถามทำหน้าหวาดๆ

“จะโกหกไปทำไมเล่า”

“งั้นรีบเถอะพี่กลับกันเถอะ” อัปสรรีบวิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอทาฬิดา ไม่บ่นเลยสักคำสงสัยว่าเด็กน้อยจะกลัวจนขึ้นสมอง

“จิ๊ดเป็นอะไรทำไมวิ่งลงเร็วอย่างนั้น หกล้มไปจะทำไง”

นาลันทาหันไปถามทาฬิดา

“น้องปวดฉี่ค่ะ”ทาฬิดาไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ถ้าเธอไม่หลอกอัปสรคงไม่วิ่งหางจุกก้นไปอย่างนั้น

“แล้วกันตอนขึ้นก็ช้ากว่าใคร ตอนลงงี้เร็วจนตามไม่ทัน หลงกันไปทำยังไง คนยิ่งเยอะๆอยู่ด้วย” นาลันทาเริ่มเป็นกังวล

“ทามไปตามน้องเองค่ะ”ทาฬิดารู้สึกสำนึกผิด เพราะเธอแท้เทียว ทำให้อัปสรวิ่งแตกไปจากลุ่มหน้าที่ตามกลับมาคงไม่พ้นเธอสินะ ถ้าจะหลงคนเดียว สู้หลงกันสองคนจะดีกว่า

ทุติพาทุกคนมาพักในเมืองใกล้ๆเพื่อพรุ่งนี้พวกเขาจะได้เดินทางกลับไปยังมาชูปิกชูได้เร็วขึ้นห้องพักไม่ได้สวยหรูอย่างที่อัปสรคิดเอาไว้เป็นบ้านของใครสักคนที่แบ่งห้องให้กับนักท่องเที่ยว

สภาพบ้านไม่สวยหรูทุติบอกว่าที่แห่งนี้ถูกที่สุดและใกล้ที่สุด พวกเธอทำอะไรไม่ได้ นอกจากทำตามที่ทุติสั่ง

นาลันทานำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาทำเป็นอาหารให้กับทุกคนจะมีอาหารสดก็แค่ไข่กับเนื้อไก่ที่ใส่ลงไปเท่านั้น

“มาเปรูหรูเชียวนะ กินอาหารญี่ปุ่นด้วย” มุจลินทร์ประชด

“มีให้กินก็ดีเท่าไหร่แล้วหรือจะกินมันเผาล่ะ” นาลันทาหน้ามุ่ย

“จ้ากินจ้า” จากที่แกล้งบ่น คนบ่นถึงกับหน้าเจื่อนไปถนัดตา

“ประธานาธิบดีที่นี่เป็นชาวญี่ปุ่นก็ต้องกินอาหารญี่ปุ่นสิยะหล่อน กินๆ เข้าไปจะได้รำลึกถึงฟูจิโมริผู้นำเผด็จการของเปรูไง”

“โหเผด็จการของแท้เลยค่ะอากลาง” อัปสรว่า

“หรือจะไม่กินเรื่องมากกันอยู่ได้ คนทำเหนื่อยเป็นเหมือนกันนะ”

นาลันทาทำท่าจะหยิบชามของอัปสรอีกฝ่ายจึงรีบคว้าชาม ของตัวเองมาไว้กับตัว

“โอ๊ยๆกินแล้วจ้า โหดชะมัด” อัปสรบ่นอุบ รีบลุกจากโต๊ะไปหาที่สงบๆซดน้ำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเธอ

“กินเสร็จรีบเข้านอนซะพรุ่งนี้เราจะออกเดินทางแต่เช้า จะได้ ไปถึงยอดเขาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นใครอยากถ่ายรูปก็ตามสบาย เอาอาหารขึ้นไปด้วย ผมว่าพวกเรากว่าจะกลับลงมาคงค่ำมืด”

ทุติสั่งอีกครั้งทุกคนทำตามคำสั่งนั้นไม่ได้บ่นอะไรอีก

ทาฬิดารู้สึกตัวว่าเธอกำลังเดินอยู่บนยอดเขามาชูปิกชูอีกครั้งในเวลานี้ ยังไม่มีวิหารหรือวังใดๆ อยู่บนยอดเขาแห่งนี้เบื้องล่างคนงานกำลังก่อสร้างบางสิ่งอยู่บริเวณตีนเขา

“เจ้าสั่งคนงานตามที่ข้าบอกหรือไม่”

เธอหันไปถามชายใบหน้าคล้ายธีรัช

“ขอรับท่านทาฬิข้าให้พวกเขาขุดหลุมเพื่อที่จักใส่หินเอาไว้ด้านล่างตรงกลางใส่หินหยาบและบนสุดทับด้วยดินแล้วขอรับ”

“ดีแล้วนั่นจักทำให้พื้นที่แห่งนี้มิต้องพังทลายลงมาเจ้าสั่งพวกเขาทำมาจนถึงพื้นที่เรายืนด้วยนะปรับพื้นที่เสร็จค่อยให้พวกเขานำหินมาปูเพื่อสร้างวิหาร” ฝนยังคงตกลงมาอย่างหนักเธอเห็นว่าหากปล่อยเอาไว้อย่างนี้ เมื่อฝนตกชะล้างหน้าดินไปจนหมดสิ้นสิ่งที่คนของเธอเพียรสร้างมาจะถล่มลงไปอยู่ใต้หุบเขาในเวลาไม่กี่ปีการที่เธอสั่งให้คนของเธอทำเช่นนี้แม้จะต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนานไปสักหน่อยแต่ดินแดนแห่งนี้จะคงอยู่ไปได้อีกหลายร้อยหลายพันปี จนกว่าโลกใบนี้จะแตกสลาย

“ขอรับท่านทาฬิอีกมิกี่เพลา เราจักสร้างที่นี่จนแล้วเสร็จ มิต้องเป็นกังวลดอกขอรับท่าน”

“ข้ากลัวว่าข้าจักอยู่มิทันได้ดูสิ่งที่เจ้าลงทุนลงแรงทำน่ะสิปาซกู”

“ต้องไม่เป็นเช่นนั้นขอรับท่านจักต้องอยู่ในดินแดนแห่งนี้ตราบนานเท่านาน ดินแดนที่มีเทพภูเขาสี่ทิศเหนือใต้ออกตก เราคือจุดศูนย์กลางแห่งจักรวาลเทพอาทิตย์ต้องอยู่คู่กับมาชูปิกชูตลอดกาล”

“ไม่เป็นเช่นนั้นดอกปาซกูข้าละพลังเทพหมดสิ้นแล้ว อีกมิกี่เพลาข้าจักต้องลาจากโลกใบนี้ไปที่สำคัญข้ามิใช่เทพแห่งสุริยา ข้าเป็นเทพแห่งกาลเวลา เจ้ารู้มิใช่รึเทพแห่งกาลเวลามีเวลาเกิดแลสิ้นสูญ ข้ามิได้อยู่ยงคงกระพันดอกนะเจ้า”

“ท่านทาฬิ”ใบหน้าของปาซกูดูเศร้าหมองยิ่งนัก เขาเป็นข้ารับใช้เทพทาฬิของเขามาเนิ่นนานเขาไม่อาจยอมรับในสิ่งที่เทพผู้สูงส่งของเขาบอกได้ หากเขามีวิธีการใดที่จักทำให้นางอยู่กับเขาแม้จะยืดอายุนางไปได้ไม่กี่วัน หรือไม่กี่เดือน เขาจะทำ หากไม่มีเทพทาฬิคงไม่มีปาซกูในวันนี้

ทาฬิดาสะดุ้งตื่นเธอทบทวนความฝันของเธอ สิ่งที่ฝันเหมือนจะเป็นเรื่องจริง

เธอตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโทรศัพท์ของเธอดังเธอตั้งปลุกเอาไว้เวลาตีสี่ ทุติบอกว่าจะออกเดินทางในเวลาตีห้าเพื่อที่จะขึ้นไปให้ทันก่อน พระอาทิตย์ขึ้นบนยอดเขาแห่งนั้นเธอยังรู้สึกมึนงงอยู่ แต่จะช้าไปกว่านี้คงไม่ได้เธอจึงปลุกอัปสรให้ลุกขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน อากาศหนาวๆอย่างนี้อัปสรคงไม่ยอมอาบน้ำเย็นๆ

“จิ๊ดๆตื่นเถอะ ไปล้างหน้าก่อน” ทาฬิดาบอกเด็กน้อยของเธอ

“อะไรพี่ยังเช้าอยู่เลย จิ๊ดไม่อยากตื่น”

“ตื่นเถอะช้าไปเดี๋ยวโดนดุอีก พี่ไปอาบน้ำล้างหน้าก่อนนะ”

“โหหนาวจะตายไปยังจะไปอาบน้ำอีกหรือคะ”

“ไม่อาบเดี๋ยวไม่ตื่น”ทาฬิดาว่า เธอเดินไปที่ห้องน้ำหลังบ้าน พบกับตรีทิพย์และมุจลินทร์ยืนรออยู่หน้าห้องน้ำนั้น

“อ้าว”

“คุณนาเธออาบน้ำอยู่”มุจลินทร์บอก

“งั้นทามล้างหน้าก่อนดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลามากนัก”

“จิ๊ดล่ะยังไม่มาเหรอ”

“ตื่นแล้วค่ะแต่คงขี้เกียจลุก บ่นว่าหนาว”

“อยู่บนเขาก็อย่างนี้แหละแอนดิสสูงจะตายไป บนนี้คงราวๆ สักสิบองศาได้มั๊ง จะซักแห้งก็ได้นะทามพวกอาไม่ว่าหรอก” ตรีทิพย์บอก

“ไม่ดีกว่าค่ะเหม็นๆ ไปเดิน เดี๋ยวผีป่าโกรธ”

“ฮ่าๆอย่าบอกนะว่ากลัวผี”

“ทามไม่เท่าไหร่หรอกค่ะจิ๊ดสิคะ ไม่แน่ เมื่อวานพอรู้ว่ามี โครงกระดูกอยู่บนนั้นวิ่งลงมาป่าราบเชียว” ทาฬิดาพูดไปขำไป

“พี่ทามนั่นแหละมาหลอกจิ๊ดก่อน”อัปสรเถียงมาแต่ไกล

“พี่ไม่ได้หลอกเราสักหน่อยเจอโครงกระดูกบนนั้นจริงๆ”

ทาฬิดาหน้าตาย

“ได้ยินว่ากันว่าเป็นโครงกระดูกของพรหมจารีแห่งสุริยาด้วยนะใครยังเป็นสาวพรหมจรรย์อยู่ ระวังเอาไว้เถอะ”

มุจลินทร์ร่วมมือกันแกล้งอัปสรด้วยอีกแรง

“หาจริงหรือคะ งั้นจิ๊ดไม่ไปแล้วค่ะ จิ๊ดกลัว”

“ไม่ไปนั่นแหละจะมีคนมาจับเราไปบูชายัญ”

“เอ้ยไม่เอา อามุจไปอาบน้ำเป็นเพื่อนจิ๊ดด้วย”

“ไม่เอาโตจนจะขึ้นมอปลายอยู่ไม่กี่วันจะให้อาอาบน้ำให้อีกหรือไง อาบคนเดียวไปเลย”

“งั้นจิ๊ดไม่ปิดประตูอาบนะ”

“จะบ้าเหรอพวกอาเป็นกุ้งยิงหมดสิ ไปๆ เราเข้าไปอาบต่อ จาก

อากลางของเราเลยไปหรือถ้าจะไม่อาบก็ไปแปรงฟันก่อน จะทำอะไร ค่อยว่ากันทีหลัง”มุจลินทร์ตัดบท เมื่อนาลันทาออกมาจากห้องน้ำ เธอยอมให้อัปสรเข้าไปอาบต่ออัปสรละล้าละลัง มองหน้าทุกคน ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องน้ำเสียงน้ำกระทบฝาผนังดังโครมๆ ไม่นานนักอัปสรกลับออกมาใบหน้าเปียกน้ำ

“ทำไมเร็วนัก”นาลันทาถาม เธอเข้าไปดมตัวของอัปสร เหมือนรู้ว่าหลานสาวของเธอต้องทำอะไรผิดอีกแน่ๆ

“ไอ้จิ๊ดตักน้ำสาดข้างฝาทำไม มานี่เลย อาอาบให้”

นาลันทาลากอัปสรเข้าไปในห้องน้ำจัดแจงจับถอดเสื้อผ้า เสียงร้องโวยวายอยู่ในนั้นดังลั่น

“โอ๊ยหนาวๆไม่เอาแล้วหนาว” เสียงนั้นราวกับว่าอัปสรกำลังโดนอาสาวทำร้ายร่างกายคนที่พักในบ้านหลังนี้ออกมาดูกันยกใหญ่ เมื่อรู้ว่าอากับหลานกำลังอาบน้ำให้กันอยู่ต่างคนต่างหัวเราะและเดินจากไป พวกเขาอยากรู้ว่าเด็กน้อยที่โดนอาบังคับอาบน้ำในเวลาเช้าหน้าตาจะเป็นเช่นไร

ทาฬิดาเดินแยกจากกลุ่มออกมาเธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะต้องไปยืนฟังทุติพูดกับเจ้าหน้าที่เธอจึงเดินลัดเลาะลงไปดูคนงานด้านล่าง

พื้นที่ขั้นบันไดนั้นสูงชันยิ่งนักเธอค่อยๆ ปีนลงไปจนถึงน้ำพุซึ่งเป็นน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตของคนบนมาชูปิกชูแห่งนี้จู่ๆ เธอเห็นภาพๆ หนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง

“หากมิมีน้ำจักอยู่กันได้เช่นไร” เธอพูดกับเขาอีกครั้ง

“ข้าจักกักน้ำเอาไว้ในฤดูฝน”

“คงมิเพียงพอกับคนนับพัน”

“ท่านจักทำเช่นใดรึ”

เธอเห็นตัวเองนั่งยองๆลงบนพื้น หยิบก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งขึ้นมาจากพื้นจากนั้นสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเธอคือน้ำพุ แม้ไม่ใหญ่โตมากนักแต่มันเป็นน้ำที่ผุดขึ้นมาจากใต้ดินไม่ต้องให้คนลงไปตักขึ้นมาจากแม่น้ำเบื้องล่างที่ล้อมรอบเขาลูกนี้

เขายิ้มให้กับเธอน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ คงเป็นแหล่งน้ำจืดเพียงแหล่งเดียวบนมาชูปิกชู

ทาฬิดาขยี้ตาของเธอภาพนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงน้ำพุต้นน้ำมันไม่ได้พุงขึ้นมาเหมือนที่เธอเห็นเมื่อสักครู่ มันค่อยๆ ไหลออกมาจาก ใต้ดินเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด

“น้ำพุนี้ยังอยู่เหรอดีจัง” เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเธอพูดอะไรออกไป

“ทาม”เสียงตะโกนเรียกดังมาจากด้านหลัง เธอจึงหันไปมอง

“มาทำอะไรที่นี่ตกลงไปทำยังไง” ตรีทิพย์บ่น

“ทามเดินมาดูต้นน้ำค่ะคุณอา”

“เรานี่นะซนไม่แพ้จิ๊ดเลย มิน่าเข้าขากันดีนัก”

“ทามเปล่าดื้อนะคะ”

“นั่นแหละจะไปไหนต้องบอกสิ อย่าเดินออกมาเฉยๆ ผู้ใหญ่เขาเป็นห่วงรู้ไหม”

“ขอโทษค่ะทามไม่ได้ตั้งใจ แค่เห็นว่าตรงนี้มีคนเดินมาก็เลยเดินตาม”

“จริงๆแล้วที่นี่ก็แปลกดีนะ มีน้ำผุดขึ้นมาทั้งๆ ที่อยู่สูงมาก”

“ถ้าเป็นอย่างที่จารย์ทุบอกน้ำพวกนี้คงมาจากน้ำซึมจากขั้นบันไดกระมังคะ มันโดนกรองมาแล้ว ก็เลยสะอาด”

“ก็น่าจะเป็นไปได้นะฝนตกมากเลยนี่เนอะว่าปะคนโบราณมักทำอะไรที่เราไม่คิดว่าจะทำได้”

“นั่นสิคะแค่คิดยังไม่อยากทำเลย”

“พวกเขาคงศรัทธาในพระเจ้าของเขาถึงได้ยอมทุมเทแรงกายแรงใจสร้างมันขึ้นมา”

“นั่นขึ้นอยู่กับว่าเป็นศรัทธาของกษัตริย์องค์เดียวหรือเป็นศรัทธาของประชาชนด้วย ถ้ารวมพลังศรัทธาของประชาชนเข้าไว้ด้วยแล้ว งานพวกนี้คงง่ายและเสร็จเร็วกว่าที่เราคิดเอาไว้ไม่ต้องมีทาสมาทำงาน”

“นั่นสิเนอะน่าคิดเหมือนกัน ไปกันเถอะจารย์ทุให้อามาตามเรา”

“ค่ะ”ทาฬิดาเดินตามตรีทิพย์กลับไป คงใกล้เที่ยงแล้ว เธอยกนาฬิกาโบราณของเธอขึ้นมาดูเวลาดีที่มันยังเดินอยู่ปกติ ไม่อย่างนั้นเธอคงคิดว่ามันเสียอีกครั้งเพราะเข็มยาวกับเข็มสั้นไปรวมกันอยู่ที่เลขสิบสอง ตรงเป๊ะราวกับจับวาง




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:26:31 น.
Counter : 167 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๔

บทที่  ๔

ทาฬิดานัดกับธีรัชเพื่อไปซื้อของใช้จำเป็นสำหรับการเดินทางของเธอ

“แกจะเอาไปทำอะไรวะไอ้ของพวกนี้”

ธีรัชไม่เข้าใจเหตุใด ทาฬิดาถึงได้ขนซื้อของสำหรับเดินป่าไปมากมาย ราวกับกำลังจะเข้าป่า ล่าสัตว์

“เอาไปใช้ไงเล่ามันจำเป็น”

“แกจะไปเดินป่าหรือไง”

“ไม่รู้เหมือนกันแต่จะไปต่างประเทศ”

“ไอ้บ้าไปต่างประเทศ ใครเขาให้แกเอาแก๊สใส่กระเป๋าขึ้นเครื่องวะไอ้โง่” ธีรัชโวยวาย

“อ้าวเหรอไม่ได้เหรอ”

“ไอ้บ้าขืนเอาขึ้นไป เครื่องระเบิดสิวะ ความกดอากาศมัน ไม่เหมือนกันโว้ย”

“เออๆไอ้วิดวะ อย่าโว้ยสิวะ คนไม่รู้นี่หว่า”

“เอาออกไปเลยนะไอ้นี่ก็ไม่ต้องเอาไป”

ธีรัชหยิบของออกจากรถเข็นของทาฬิดาไปเกือบครึ่ง

“เฮ้ยๆแกจะเอาออกอะไรเยอะนัก มันจำเป็นนะโว้ยไอ้ฮง”

“ไอ้เวรขืนแกขนไปมากขนาดนี้ กระเป๋าขนได้แค่ยี่สิบโล เสื้อผ้าแกไม่ต้องใส่กระเป๋ากันพอดี”

“อ้าวมีงี้ด้วยเหรอ ฉันนึกว่าเหมือนนั่งรถทัวร์ ขนไปเท่าไรก็ได้”

“ไอ้เซ่อว่าแต่แกจะไปไหนล่ะ”

“เปรู”

“น่าอิจฉาว่ะอยากไปบ้างจัง”

“แกไปได้เหรอไหนว่าต้องทำโปรเจค”

“นั่นแหละถึงบอกว่าอิจฉาไง แต่ถึงจะไม่ทำโปรเจค ก็ไปไม่ได้เหมือนกัน ไม่มีเงินไปหรอกตั้งไกล”

“น่าเสียดายเนอะที่แกไปไม่ได้ฉันต้องไปกับคนของคุณปู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นยังไง”

“ใครเหรอ”

“ไม่รู้คุณปู่ยังไม่บอกรู้แต่ว่าไปพรุ่งนี้เช้า”

“เฮ้ยจะไปพรุ่งนี้แกยังไม่ได้จัดกระเป๋าอีกหรือวะ”

“ยังไม่รู้จะจัดอะไรก่อนดี เกิดมาไม่เคยไปไกลๆ อย่างนี้สักที เขาว่านั่งเครื่องเป็นวันๆเลยนะแก”

“ก็เออสิวะไปๆ ซื้อของแล้วรีบกลับไปจัดกระเป๋า” ธีรัชรีบจัดการเข็นรถไปจ่ายเงินเพื่อพาทาฬิดากลับบ้านไปจัดกระเป๋าเสื้อผ้า

“คุณพ่อให้ทามไปไหนหรือครับ”ลูกชายของนายพลเอ่ยถาม

“ไปกับทุติจะให้ไปตามหาอะไรบางอย่างให้”

“คุณพ่ออยากได้อะไรหรือครับของตกแต่งบ้านใหม่”

“เปล่าพ่ออยากรู้คำตอบเรื่องนาฬิกาเรือนนั้นต่างหาก”

“คุณพ่อ...”เขาพูดออกมาด้วยความตกใจ

“แกอย่าห้ามพ่อเลยพ่อต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร”

“แต่ผมกลัวลูกจะเป็นอันตราย”

“เชื่อพ่อสิต่อให้แกเอาทามไปซ่อนเอาไว้ สุดท้ายทามต้องออกมาพบกับความจริงอยู่ดีแกก็รู้ว่าหนีไม่ได้หรอก”

“ผม”เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่พ่อของเขาพูดออกมานั้นเป็นจริงทุกคำพวกเขาคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่มองไม่เห็นมาเตือนเขาอยู่บ่อยๆเขาพยายามเลี่ยงทุกอย่าง สุดท้ายคนที่ตัดสินใจแทนเขาคือบิดาของเขาเอง

“เอาเถอะอะไรจะเกิดมันต้องเกิด พ่อไม่กลัวอะไรอีกแล้ว พวกเราต้องเผชิญหน้ายอมรับผลที่จะตามมาพ่ออยากรู้เหมือนกัน คนบ้านเราไปทำอะไรให้เขาเขาถึงได้จ้องเล่นงานพวกเราหนักอย่างนี้”

“ครับพ่อผมเข้าใจ” ผู้อ่อนวัยกว่าพยักหน้ารับ

“พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยพาพ่อไปส่งทามที่สนามบินด้วย ส่งเสร็จพาพ่อไปโรงพยาบาล”

“ครับผมเข้าใจแล้วคุณพ่อพักเถอะ”

“อย่าบอกเรื่องที่พ่อไม่สบายให้ทามรู้เด็ดขาด”

“ครับ”เขาก้มลงห่มผ้าให้กับบิดา ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้อง

สมองของเขาหนักอึ้งเขามีลูกสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น หากเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเขาหัวใจของพ่อคงแหลกสลาย

ครอบครัวของทาฬิดามาส่งเธอที่สนามบินรอจนเธอเดินเข้าไปด้านในจึงเดินทางกลับ เธอได้พบกับเพื่อนใหม่จะเรียกว่าเพื่อนคงไม่ได้ เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นอายุอ่อนกว่าเธอหกปี

เธอกับอัปสรจึงต้องนั่งด้วยกันเพราะผู้ใหญ่ไม่ได้มานั่งกับพวกเธอ การเดินทางอันแสนจะยาวนาน เริ่มต้นขึ้นพวกเธอต้องไปต่อเครื่องถึงสองครั้ง จึงจะเดินทางไปถึงเปรูครั้งแรกคิดว่าต้องเดินทางแค่ยี่สิบกว่าชั่วโมงกว่าจะมาถึงเล่นเอาเธอปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว

“ถึงแล้วจิ๊ดขอนอนสักสองวันนะพี่ทาม จิ๊ดจะบ้าตาย”

อัปสรบ่นกับเธอเธออยากทำอย่างที่อัปสรพูดอยู่เหมือนกัน เธอ ไม่แน่ใจว่าพวกของทุติจะออกไปไหนหรือเปล่า

“เอาเลยจิ๊ดนอนเลย นอนเผื่อพี่ด้วย”

“แต่ที่นี่สวยเหมือนกันเนอะพี่อยากไปดูแมวน้ำใจจะขาด” อัปสรว่าอย่างนั้น เด็กๆ จะคิดอะไรนอกจากเรื่องเที่ยว

“เลือกเลยจะนอนเตียงไหน”

“ติดกระจกพี่จิ๊ดชอบจะได้ดูวิว”

“เฮ้อถึงเสียทีเปรู”ทาฬิดาทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หลังเธอไม่ได้สัมผัสเตียงนุ่มๆ มาเกือบสองวันพอได้นอนเธออยากจะหลับให้ตายไป ตรงนี้เลยนึกถึงคำพูดของคุณปู่ สั่งให้เธอตามหาเจ้าของนาฬิกาข้อมือที่เธอ ใส่อยู่ เธอจะไปหาได้ที่ไหน เปรูไม่ใช่แคบๆใครกันล่ะที่เป็นเจ้าของนาฬิกาเรือนนี้ ครั้นจะเดินไปตามถนนไปสอบถามคงไม่มีใครพูดกับเธอรู้เรื่อง

“ตามหาเจ้าของให้ปู่ด้วย”ทรงธรรมจับข้อมือของหลานสาวเขาขึ้นมาชี้ไปยังนาฬิกาข้อมือเรือนเก่านั้น

“อ้าวไม่ใช่ของคุณปู่หรือคะ” ทาฬิดาตาโต

“ไม่ใช่หรอก”ทรงธรรมส่ายหน้า

“อย่าบอกนะว่าคุณปู่ไปขโมยเขามา”

“ฮ่าๆไม่หรอก ปู่ซื้อมาจากไอ้เฮงมันอีกที”

เขาหัวเราะกับความคิดของหลานสาวคิดได้ยังไง คนอย่างเขา น่ะหรือจะขโมยของคนอื่นมาเป็นของตัว

“แสดงว่าแป๊ะเฮงขโมยของมาขายคุณปู่อีกทีคุณปู่รับซื้อของโจรมาสิคะ”

“เปล่าๆปู่หมายถึงตามหาเจ้าของที่ทำนาฬิกาเรือนนี้ต่างหาก”

“โหป่านนี้คงตายไปแล้วไหมคะคุณปู่”

“นั่นแหละตามหาให้เจอ จะได้จบๆ เรื่องกันไปสักที”

“เฮ้ย..คุณปู่จะให้ทามไปตามหาคนตายอย่างนั้นหรือคะ คุณพ่อ ดูคุณปู่สิคะให้ทามไปทำอะไรไม่รู้”

“ทำตามที่คุณปู่บอกเถอะทาม”

“อ้าวแล้วกัน”ทาฬิดาเกาศีรษะของตัวเองด้วยความงง

“เรื่องอื่นทามคงจะรู้ในไม่ช้าถ้าไปถึงเปรูแล้ว”

“ก็ได้ค่ะเอาไงก็ได้ แต่ถ้าหาไม่เจอไม่รู้ด้วยนะ ทามไม่รับปาก”

“ปู่เชื่อว่าทามต้องพบกับเธอแน่ๆจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไปเถอะ เครื่องจะออกแล้ว เดี๋ยวเดินไปขึ้นเครื่องไม่ทัน” ทรงธรรมเร่งหลานสาวของเขาถึงจะรู้ว่าทาฬิดามีอันตรายรออยู่ข้างหน้า เขายังกล้าที่จะส่งหลานสาวไปเพราะเขารู้ว่าทาฬิดาสามารถเอาตัวรอดได้แน่นอน

สถานที่แปลกตาปรากฏตรงหน้าของทาฬิดาเธอไม่เคยเห็นที่แห่งนี้มาก่อน

“ข้าแต่ท่านทาฬิทำเลแห่งนี้น่าจักดีที่สุดสำหรับพวกเรา”

ชายหนุ่มหน้าตาคล้ายธีรัชเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเธอในความฝัน

“ที่แห่งนี้และที่เราจักสร้างบ้านแปงเมืองใหม่ทำเลแถบนี้ดียิ่งแล้ว เหมาะยิ่งนักที่จักเพาะปลูกแลสร้างวิหารเจ้าจงให้คนของเราสำรวจดูว่า ใต้พิภพมีหินที่เราต้องการฤาไม่ หากไม่มี เราคงต้องขนย้ายมาจากที่อื่น”

“ขอรับท่านข้าจักให้คนจัดการตามสั่งนั้น หากแต่เราต้องวางกำลังพลเอาไว้”

“มิต้องดอกนางคงมิมีเวลาตามหาพวกเรา ข้าเชื่อว่านางจักต้องทำศึกอีกยาวนานนักแลนางคงมิยอมสละเมืองไปง่ายๆ คนบ้าสงครามเช่นนาง หากต้องสูญเสียอิสรภาพข้าเชื่อว่านางคงจักยอมสละชีพเสียมากกว่า”

“ถ้านางชนะศึกเล่าท่าน”

“หากนางชนะศึกกว่านางจักตามหาเราพบ เมืองเราคงแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่ ไปทำงานของเจ้าเถิดสหาย”

“ขอรับท่านทาฬิ”ชายหนุ่มกล้ามเป็นมัดๆ เดินจากเธอไป

“พี่ทามตื่นเถอะพี่ทาม”

เสียงคุ้นๆหูของทาฬิดาดังขึ้น ขัดจังหวะพอดิบพอดี

ทาฬิดาลืมตาขึ้นมาเมื่อรู้ว่าใครที่เป็นคนปลุกเธอขึ้นมาจาก ความฝันเธอจึงขานรับ

“ว่าไงจิ๊ดเรียกพี่ทำไม”

“เช้าแล้วพี่จิ๊ดหิว อากลางบอกว่าให้ลงไปกินข้าวที่ห้องอาหาร แต่จิ๊ดไม่กล้าไปคนเดียวพี่ทามตื่นไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วลงไปเป็นเพื่อนจิ๊ดหน่อยสิคะพี่”

“ได้ๆรอพี่เดี๋ยวนะ อยากอาบน้ำด้วย เมื่อคืนมาถึงเหนื่อยมาก ไม่ได้ทำอะไรเลยเราหิวมากไหม”

“มากสุดๆเลยค่ะพี่ จิ๊ดท้องร้องมาตั้งแต่เมื่อคืน จะกินมาม่าก็ ไม่กล้าปลุกพี่”

“ทำไมล่ะ”

“จิ๊ดต้มน้ำไม่เป็นค่ะ”อัปสรชี้ไปที่กาต้มน้ำในห้อง หน้าตาแปลกๆ ไม่เหมือนกับที่เธอเคยใช้ที่บ้านครั้นจะปลุกทาฬิดาให้ขึ้นมาต้มน้ำให้เธอ เธอยังเกรงใจ เธอทั้งคู่เพิ่งจะรู้จักกันมาไม่ถึงสามวันแค่นั่งมาบนเครื่องบินเก้าอี้ติดกันเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นเธอไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าทาฬิดาเป็นใคร

“อ๋องั้นรอเดี๋ยวนะ สิบนาที”

ทาฬิดารีบลุกขึ้นจากเตียงแม้จะยังอยากนอนต่อ แต่คงทำไม่ได้ ขืนนอนต่อมีหวังเด็กน้อยที่อยู่กับเธอคงหิวตาลาย

ทาฬิดาพาอัปสรมาที่ห้องอาหารเธอเห็นทุติตรีทิพย์ มุจลินทร์ และนาลันทานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมหน้ากันเธอจึงเดินเข้าไปทัก

“ตื่นแล้วเหรอเด็กๆ”นาลันทาทักหลานสาวของเธอกับทาฬิดา

“อากลางนั่นแหละไม่ยอมเรียกจิ๊ด”

“ใครว่าอาไปเคาะประตูเรียกเราสองคนตั้งนานสองนาน ไม่ยอมตื่นอาคิดว่ายังหลับกันอยู่ก็เลยลงมากินกันก่อน ใครจะรอเราสองคนไหว”

“โหอากลางไม่รู้อะไรจิ๊ดหิวตั้งแต่เมื่อคืน ไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย ไหนมีอะไรกินบ้าง”ไม่ว่าเปล่าอัปสรคว้าจานของนาลันทามาเป็นของเธอ

“อ้าวๆไปตักเองดิ มาเอาของอาไปทำไม” นาลันทาบ่น

“ทามไปตักเลยลูกเดี๋ยวกรุ๊ปทัวร์ลงมา เราจะไม่มีอะไรกิน”

ตรีทิพย์บอกกับทาฬิดาเธอจึงเดินไปตักอาหารทันที แรกเธอคิดว่าไม่หิวพอได้เห็นอาหารท้องของเธอเริ่มร้องประท้วงขึ้นมาเหมือนกัน

ทาฬิดาเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเธอเดินสวนกับอัปสร จึงทักขึ้น

“ไม่อิ่มหรือไงเรา”

“ใครจะอิ่มล่ะคะพี่อากลางกินน้อยกว่าแมวดม จิ๊ดกำลังโตต้องกินเยอะๆ สิคะ ไปก่อนนะ หิวๆ”อัปสรรีบเดินไปตักอาหารเพิ่ม ส่วนตัวเธอเอาจานไปวางที่โต๊ะ ก่อนที่จะไปเอาเครื่องดื่มมาเพิ่ม

“วันนี้เราจะไปมาชูปิกชูกันนะเดี๋ยวต้องกลับไปเก็บกระเป๋า”

ทุติบอกกับทาฬิดา

“จริงหรือคะตื่นเต้นจัง” ทาฬิดาตาโต เธอไม่คิดว่าทุติจะออกเดินทางเร็วจนเธอตั้งตัวแทบไม่ทัน

“ต้องเดินทางอีกไกลกินให้อิ่มเข้าไว้ สิบโมงรถจะมารับพวกเรา ยังมีเวลาเหลืออีกสองชั่วโมง”ทุติบอกอีกครั้ง

“ค่ะ”ทาฬิดารับคำสั้นๆ เธอรีบลงมือกับอาหารของตัวเอง

ระหว่างทางทาฬิดานั่งมองวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ การเดินทางไม่ได้เร็วอย่างที่เธอคิดเป็นจริงอย่างที่ทุติบอก เธอนั่งรถมาร่วมสองชั่วโมงยังมองไม่เห็นว่าไอ้เจ้ามาชูปิกชูนั้นอยู่ตรงไหน

“พี่ทามอีกไกลไหม” จู่ๆ อัปสรเอ่ยถามขึ้นมา

“ไม่รู้เหมือนกัน”ทาฬิดาหันไปตอบ

“แย่จังจิ๊ดปวดท้อง”อัปสรกุมท้องของเธอ ราวกับกำลังเกิดอาการเจ็บปวดจนสุดจะทน

“ปวดมากไหม”ทาฬิดาเห็นท่าไม่ดี จึงรีบถามกลับ

“ปวดฉี่อะพี่”

“อ้าวแล้วกัน”ทาฬิดาขำ เมื่อเช้าอัปสรกินน้ำไปหลายแก้ว ทั้งน้ำส้มคั้น นมสด โกโก้ น้ำเปล่าเธอยังคิดว่าอัปสรจะท้องเสียหรือเปล่า ไหนจะอาหารอีกตั้งหลายอย่าง

ทาฬิดาบอกความต้องการของอัปสรกับทุติเขาจึงบอกกับคนขับรถให้หาที่พักลางทางเพื่อให้อัปสรได้ทำธุระ เหมือนว่าคนอื่นๆอยากจะเข้าห้องน้ำด้วยเช่นกันแต่ไม่มีใครกล้าพูด

“ขอบใจนะทามถ้าไม่ได้ทามพวกพี่คงต้องฉี่ราดแน่ๆ เลย”

ตรีทิพย์บอกกับทาฬิดาเมื่อเธอเดินออกมาจากห้องน้ำ

“อ้าวแล้วทำไมไม่บอกกับอาจารย์ทุติล่ะคะ”

“ใครจะกล้าเห็นหน้าไหมล่ะนั่น”

ตรีทิพย์บุ้ยปากไปทางทุติเหมือนเขากำลังมีอะไรคิดอยู่ในใจ

“อ้าวแล้วกันงั้นเรารีบขึ้นรถเถอะค่ะ จะได้รีบไป”

ทาฬิดาเดินนำตรีทิพย์ไปที่รถหากไม่มีอะไรฉุกเฉินระหว่างทาง พวกเธอคงไม่ต้องแวะพักอีกแต่นี้ก็ใกล้จะบ่ายโมงแล้ว ทุติยังไม่ให้พวกเธอแวะกินอะไร หรือจะให้กินครั้งเดียวกันแน่หนอ

ทาฬิดาเลือกนั่งข้างๆทุติเพื่อให้อัปสรเอนเบาะนอนไปหลังรถตู้ได้อย่างสบายๆเธอไม่รู้จะทำอะไรจึงถามคำถามทุติไปเรื่อยเปื่อย

“เปรูนี่มีประวัตินานไหมคะจารย์ทุ”

“โหเข้าทางเลยนะนั่นถามอย่างนี้มีหวังจารย์ทุตอบยาวแน่ๆ”

ตรีทิพย์แซว

“ยาวเลยเชียวแหละ”ทุติไม่ได้ใส่ใจคำพูดของตรีทิพย์มากนัก

“เป็นยังไงคะจารย์เล่าให้ทามฟังหน่อย”

“คนที่นี่มีประวัติยาวมาตั้งแต่สองหรือสามพันปีก่อนโน่นมีอาชีพปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สร้างคลองชลประทานได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อแต่พอมีชนเผ่าอินคาเข้ามาราวๆ ศตวรรษที่สิบสาม คนที่นี่ก็เริ่มเปลี่ยนไปเริ่มมีชนชั้นวรรณในสังคม ต้องมอบเครื่องบรรณาการ ภาษี อาหารสัตว์ให้กับกษัตริย์อินคาผู้ยิ่งใหญ่ อินคาทำให้คนที่นี่มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเองนับถือเทพเจ้าพระอาทิตย์เหมือนกับอินคา น่าเสียดายที่อินคาไม่มีอักษรเป็นของตัวเอง แต่จะใช้การผูกเชือกเป็นปม แทนการเขียนหรือวาดรูปพอสเปนเข้ามายึดในราวๆ ค.ศ.1532 ก็เผาทำลายเชือกพวกนั้นไปจนหมดคนรุ่นต่อมาก็ไม่รู้ว่าไอ้สิ่งที่เหลืออยู่มันคืออะไรมันก็เลยกลายเป็นเพียงแค่เชือกผูกเป็นปมเท่านั้น กว่าจะรู้ว่ามันมีค่ามากมายมหาศาลของมันก็พังพินาศ เสียหายไปจนแทบไม่หลงเหลืออะไรอยู่เลย”

“น่าเสียดายนะคะสเปนไม่น่าทำแบบนี้กับอินคาเลย”

“เป็นเรื่องช่วยไม่ได้นะสมัยนั้นเป็นยุคตามล่าอาณานิคม ประเทศในแถบยุโรปล่าเมืองขึ้นกันเป็นว่าเล่นอย่าว่าแต่อินคาเลย เมืองไทยเราก็เกือบจะโดนไปตั้งหลายครั้ง”

“นั่นสิคะแล้วไอ้มาชูปิกชูเนี่ย สร้างในสมัยไหนหรือคะ”

“ก็สมัยที่ชาวอินคามาปกครองในแถบนี้นั่นแหละคนของอินคาจะจ่ายภาษีด้วยการทำงานให้กับกษัตริย์จึงทำให้มีแรงงานมากมายมาทำงานพวกนี้ เชื่อไหม อินคาไม่มีเครื่องทุ่นแรงอะไรเลยนอกจากแรงงานฝีมือล้วนๆ”

“โหอะไรจะขนาดนั้น” ทาฬิดาตาโตขึ้นมาทันที

“เหมือนจะโหดแต่ไม่โหดเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ สมัยโบราณใครมีกำลังมากกว่าถือว่าเป็นฝ่ายอยู่เหนือกว่าเตรียมตัวได้แล้ว เราต้องไปต่อรถไฟกันอีกรอบ” ทุติเปลี่ยนเรื่องเมื่อรถที่พวกเขาโดยสารมาถึงยังจุดหมาย

“หาต้องต่อรถไฟหรือคะ”

อัปสรเด้งตัวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

“ถ้านั่งรถไฟก็อีกสองชั่วโมงจากโอลันเททัมโบหรือจะเดินป่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องสี่วัน”

“แฮะๆนั่งรถไฟไปดีกว่าค่ะ ทามไม่ถนัดเดิน”

“งั้นก็เตรียมตัวอีกไม่ไกลเราจะถึงโอลันเททัมโบ”

ทุติหันไปบอกกับทุกคน

ทาฬิดาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้แสนหฤโหดกับเธอเสียจริงตั้งแต่มาถึงเธอได้นอนไปไม่กี่ชั่วโมง ซ้ำยังต้องมาขึ้นรถ ต่อรถไฟหรือนี่คือการประชดของคุณปู่ ประชดที่เธอไม่ยอมเรียนให้จบจึงต้องมาทนลำบาก หลังขดหลังแข็งอยู่ในเวลานี้




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:24:11 น.
Counter : 211 Pageviews.  

กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๓

บทที่ ๓

ทาฬิดาถูกเรียกตัวให้ไปพบกับนายพลทรงธรรมหลังจากที่ธีรัชและปู่ของเขากลับไปแล้วเธอแปลกใจว่าเหตุใดคุณปู่นายพลของเธอจึงเรียกเธอไปพบในยามวิกาลเช่นนี้

ปกติคุณปู่จะไม่ค่อยพบใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เธอเดาว่าท่านอาจจะเรียกพบ เพราะแป๊ะเฮงนำนาฬิกาที่เธอเอาไปซ่อมมาคืนให้กับท่าน

“คุณปู่เรียกทามหรือคะ”

เธอเอ่ยถามบุคคลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตัวโปรด

“อือปู่มีอะไรจะถามเรา มานั่งตรงนี้สิทาม”

ชายชราชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเก้าอี้โยกของเขา

ทาฬิดานั่งลงเรียบร้อยเธอรอฟังว่าผู้ชราจะเอ่ยอะไรกับเธอ

“เรียนเป็นยังไงบ้างจะจบเมื่อไรล่ะ”

สิ่งที่ออกมาจากปากของคุณปู่ทำให้ทาฬิดาถึงกับอึ้ง

“แฮะๆยังเรื่อยๆ ค่ะคุณปู่”

“พ่อเราบอกปู่ว่าเราเอาแต่เล่นปีนี้ยังเรียนไม่จบใช่ไหม”

เสียงถามนั้นแม้จะฟังดูเรียบๆทำเอาคนถูกถามถึงกับขนลุกซู่

“ค่ะ”ทาฬิดาก้มหน้างุด ยอมรับผิดแต่โดยดี

“ไม่ชอบเรียนล่ะสิแม่เราบังคับให้เรียนก็เป็นอย่างนี้แหละ เราน่ะชอบอะไรที่ผาดโผน ให้ไปเรียนบัญชีคงไม่ชอบสินะ”

“แหม่คุณปู่ขา คุณปู่รู้ไหม มีคุณปู่คนเดียวเท่านั้นที่รู้ใจทาม มากที่สุด”เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะเล่นงานอะไรเธอจึงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นการออดอ้อน แถมยังลงไปนั่งคุกเข่ากอดเอวของท่านอีก เป็นการประจบไปในตัว

“ไม่ต้องมาพูดเอาใจปู่เลยตกลงเราอยากจะเรียนให้จบหรือเปล่าล่ะ” ชายชราผลักร่างบางๆออกห่างเพื่อที่จะได้สนทนาได้โดยสะดวก

“ต้องเรียนให้จบสิคะแต่ตอนนี้ทามยังไม่อยากเรียน”

“ชอบถ่ายภาพว่างั้น”

“นิดหน่อยค่ะ”ทาฬิดาใช้นิ้วโป้งกดไปที่นิ้วก้อยของเธอ ให้เหลือเนื้อที่ตรงนิ้วก้อยไม่กี่มิล

“แล้วเราชอบอะไรกันแน่ไหนลองบอกปู่มาสิ”

“คุณปู่จะให้ทามไปเรียนหรือคะไปเรียนตอนนี้คงเป็นย่า เด็กๆ ต้องเรียกว่าย่าทามแน่ๆ ไม่เอาหรอกค่ะไว้รอเรียนจบก่อนค่อยไปเรียนเพิ่มดีกว่า” ทาฬิดาหน้ามุ่ยขืนคุณปู่ส่งเธอไปเรียนอะไรในเวลานี้ สมองของเธอคงไม่รับแถมยังต้องมาอายเด็กที่จะมาเรียนร่วมห้องอีกด้วย สู้ไม่เรียนจะดีกว่าไปหาอะไรอย่างอื่นทำให้หายเบื่อง่ายกว่ากันตั้งเยอะ

“ทำไมไม่คิดอย่างนี้ให้ได้ก่อนที่จะไม่ไปสอบล่ะทาม”

“ก็...”ทาฬิดาพยายามจะหาคำตอบที่ทำให้เธอเจ็บตัวน้อยที่สุด

“ก็อะไรก็ทามคิดไม่ทันใช่ไหม” น้ำเสียงนั้นปนหัวเราะนิดๆ

“คุณปู่”ทาฬิดาอึ้งไปนิดหนึ่ง

“เอางี้ปู่มีอะไรจะบอก”ผู้สูงอายุกว่าจับไหล่ของหลานสาว คนเดียวของเขาให้หันหน้ามามองเขาให้ชัดๆ

“อะไรคะ”

“ไหนๆเราไม่ต้องไปเรียนแล้วใช่ไหม จะเรียนอีกทีเทอมหน้า ปู่จะ ให้เราไปทำธุระให้ปู่สักเรื่องจะได้หรือเปล่า”

“ธุระอะไรคะ”

“ไปต่างประเทศแทนปู่หน่อย”

“โหไปต่างประเทศเลยหรือคะ” ทาฬิดาตาลุกวาว

“ใช่ไปต่างประเทศ ปู่มีค่าใช้จ่ายให้เรา”

“คุณปู่จะให้ทามไปเรียนภาษาหรือคะไม่เอาหรอกค่ะ อย่ามาหลอกทามให้ยากเลย ทามเกลียดจะตายไป”

“เปล่าปู่จะให้เราไปหาคำตอบให้ปู่ต่างหาก”

“คำตอบคำตอบอะไรคะคุณปู่”

ทาฬิดาเกิดอาการงงขึ้นมาฉับพลันคำตอบอะไรกันแน่หนอที่คุณปู่ของเธอต้องการจะเฉลยให้กระจ่างแถมยังต้องเดินทางไปถึงต่างบ้านต่างเมือง จะไปที่ไหนนั้นเธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

“เราพูดสเปนได้หรือเปล่าไหม”

“ได้นิดๆค่ะ ไม่มากนักหรอกค่ะ แค่สวัสดี โฮลา ลาก่อน อะดีโอส แต่อังกฤษพอใช้ได้ค่ะไม่อดตายแน่ๆ”

“งั้นคงต้องหาล่ามให้”ผู้ชรากว่าเอนหลังพิงเก้าอี้โยกตามเดิม

“จะให้ทามไปสเปนหรือคะ”

“ไม่ใช่”

“อ้าวแล้วทำไมต้องพูดสเปน”

“เพราะประเทศที่เราจะไปต้องใช้ภาษาสเปน”

“หือประเทศอะไรคะ”

“เปรู”

“อ๊าย...จริงหรือคะคุณปู่ คุณปู่ใจดีที่หนึ่งเลย ทามอยากไปเปรูมากเลยค่ะ”ทาฬิดาแทบจะกระโจนกอดคุณปู่ของเธอประเทศในแถบนั้นถือเป็นประเทศในฝันติดหนึ่งในสิบที่เธออยากจะไป

“ไม่ใช่แค่เปรูเราต้องไปคาบสมุทรยูคาทันด้วย”

“หาอะไรนะคะ” ทาฬิดาตาโต อยู่ๆ ราวกับสวรรค์ประทาน เธอจะได้ไปอเมริกากลางจริงๆหรือเนี่ย โอ้ว..พระเจ้า

“เตรียมตัวให้พร้อมปู่จะให้เราเดินทางวันมะรืน”

“เอ๊ยอะไรจะเร็วขนาดนั้นคะคุณปู่ ทามยังไม่ได้เตรียมตัวเลยค่ะ วีซ่าก็ยังไม่ได้ขอพาสปอร์ตหมดอายุหรือเปล่าไม่รู้”

“ไม่หมดหรอกปู่เอามาจากแม่ของเราตั้งแต่อาทิตย์ก่อน วีซ่าก็ขอให้เรียบร้อยตั๋วเครื่องบินก็เรียบร้อย เหลือแต่เรานั่นแหละที่จะต้องเอาตัวเองขึ้นเครื่องไปเท่านั้นคนรู้จักของปู่จะเดินทางไปบรรยายที่นั่นวันมะรืน ปู่ฝากเราไปกับพวกเขาด้วย”

“อ้าวแล้วกัน คุณปู่วางแผนเอาไว้แต่แรกก็ไม่บอกทามปล่อยให้ทามคิดว่าจะต้องไปทำเรื่องเอง”

“ไปกับพวกเขาพักกับพวกเขา แต่ต้องไปทำงานให้ปู่ สัญญากับปู่ก่อนว่าจะหาคำตอบมาให้ปู่ให้ได้”

“ขึ้นอยู่กับคำถามนั่นแหละค่ะคุณปู่อยากให้ทามหาคำตอบเรื่องอะไร เกี่ยวกับอะไร ถ้าหาได้ง่ายๆ ทามก็สบายได้คำตอบเร็วทามจะได้เที่ยวต่อ ได้คำตอบช้าคงต้องอยู่หาคำตอบอีกยาว”

“เข้าทางเราเลยสิใช่ไหม”

“แหม่คุณปู่ก็ ทามอยากไปเปรูมาตั้งนานแล้วนะคะ อยากไปดูมาชูปิ๊กชูว่าจะสวยแค่ไหนอีกอย่างนะคะคุณปู่ขา เขาว่าที่นั่นเป็นดินแดนแห่งสุริยะเทพ มีภูเขาอยู่ทั้งสี่ทิศน่าสนุกดีออก เผลอๆ น้า ถ้าทามได้ไปที่นั่น ทามอาจจะได้พบคนรักของทามก็ได้”

“อยากมีคนรักมากหรือไงเราเจ้าฮงไม่ใช่คนรักของเราหรือไง”

“โอ๊ยคุณปู่เอาอะไรมาพูด ไอ้ฮงมันแค่เพื่อนทามค่ะ อย่างของทามพ่อเทพบุตรต้องหล่อๆผิวเข้มๆ ไม่ใช่หน้าตี๋อย่างไอ้ฮง ไม่เอาหรอก ตาไม่มีเหล่าเต้งลูกเกิดมาต้องมาเสียเงินทำศัลยกรรมเหมือนพ่อ”

“เรานี่เหลือเกินจริงๆเอาเถอะ ไปเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า หาหยูก หายาที่จำเป็นไปด้วยจะได้ไม่ลำบากถ้าไม่สบายขึ้นมา”

“เดี๋ยวค่ะคุณปู่ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะให้ทามไปหาคำตอบเรื่องอะไรที่ไหน ยังไง”

“ไว้ปู่จะบอกเราพรุ่งนี้วันนี้ดึกแล้วไปนอนเถอะ ปู่จะไปเข้านอนแล้วเหมือนกัน”

“ค่ะๆทามไปนอนก่อนน้า ฝันดีค่ะคุณปู่” ทาฬิกาโผเข้ากอดคุณปู่ของเธอเพื่อลากลับไปยังบ้านหลังเล็ก ซึ่งเธอแยกตัวออกไปอยู่ที่นั่น โดยให้เหตุผลว่าต้องการความเป็นส่วนตัว เพราะเธอไม่อยากส่งเสียงดังรบกวนผู้ใหญ่ในบ้านในยามวิกาล

“ขอผมรู้คำตอบก่อนนะครับไม่อย่างนั้นผมคงนอนตาไม่หลับ” ลับหลังทาฬิดา ชายผู้ชราเอ่ยกับความว่างเปล่ารอบๆตัวเขาเขาไม่รู้ว่าคนที่เขาต้องการจะสื่อสารด้วยนั้นจะได้ยินที่เขาพูดด้วยหรือเปล่าเพียงแค่หวังว่าความตั้งใจของเขานั้น อีกฝ่ายอาจจะสามารถรับรู้ได้

“ครับท่านเรียบร้อยดีทุดอย่างครับเหลือแค่เดินทางเท่านั้น ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้นหรอกครับ ผมเข้าใจผมจะดูแลหนูทามอย่างดี น่าเสียดายนะครับที่ท่านไม่ได้เดินทางไปด้วยตัวเองไม่อย่างนั้นคงสนุกแน่ๆ เลยครับท่าน” ทุติพูดกับโทรศัพท์ของเขา

เขาได้รับการร้องขอจากนายพลทรงธรรมนายพลใหญ่ผู้เคยให้ความช่วยเหลือเขามาสมัยที่เขาต้องเข้าป่าไปสำรวจโบราณสถานเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนหากครั้งนั้นเขาไม่ได้นายพลทรงธรรม เขากับลูกน้องคงหลงป่าเสียชีวิตอยู่ในป่าดิบรกนั้น ไม่ได้มานั่งหายใจอยู่จนทุกวันนี้

“ผมอยากไปเหมือนกันผมแก่แล้วไม่ใช่หนุ่มๆ เหมือนเมื่อก่อน จะเดินไปไหนมาไหนยังลำบากถ้าต้องไปสมบุกสมบันเหมือนเมื่อก่อนผมคงจะแย่”

“เสียงของท่านยังทรงพลังอยู่เลยครับ”

“แค่เสียงไม่ใช่ร่างกาย ผมฝากด้วยก็แล้วกันนะทุติ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ผมไม่อยากรบกวนคุณเลย”

“ไม่เป็นไรจริงๆครับ ผมต้องไปที่นั่นอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับผมยินดีและเต็มใจเป็นอย่างมาก ที่จะได้รับใช้ท่าน”

“ทามเรื่องมากนิดหน่อยนะทุติพ่อกับแม่ตามใจมาตั้งแต่เด็ก”

“หนูทามคงไม่ก่อเรื่องอะไรวุ่นวายให้กับผมหรอกครับเธอดูน่ารักเรียบร้อยจะตายไป”

“นั่นมันตอนเป็นเด็กตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว เรื่องมากที่สุด เอาแต่ใจตัวเองตลอด กับปู่อย่างผมยังจะมาเล่นแง่อีกนะ”

“ฮ่าๆตามไสตล์วัยรุ่นกระมังครับท่าน”

“นั่นแหละผมขอขอบใจคุณอีกครั้งนะถ้าทามหาคำตอบให้ผมได้ ผมคงนอนตายตาหลับ”

“ครับท่าน”

“ไปทำงานของคุณเถอะผมรบกวนแค่นี้แหละ แล้วเจอกันวันเดินทาง” ปลายสายบอกกับทุติอย่างนั้น

“ครับท่าน”สิ้นคำของทุติ เสียงโทรศัพท์เปลี่ยนเป็นสัญญาณ ตุ๊ดๆเขาจึงวางหูโทรศัพท์ให้เข้าที่

“ท่านนายพลโทรมาหรือคะ”นาลันทาเอ่ยถาม

“อือท่านโทรมาขอบใจพวกเรา ที่จะพาหลานสาวของท่านไปด้วยว่าแต่คุณจะเอาหลานสาวไปด้วยจริงๆ หรือเปล่า”

“ค่ะนาว่าจะพายายจิ๊ดไปด้วย รายนั้นอยู่บ้านก็รังแต่จะสร้างปัญหาสู้ให้แยกตัวออกมาดีกว่า มุจก็จะไปกับเราด้วยนะคะ บอกว่าอยากไปถ่ายรูป”

“ครั้งนี้คงสนุกสินะมีคนตามทีมเราไปตั้งหลายคน”

“กลัวจะวุ่นมายมากกว่าสนุกสิคะจารย์ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่”

นาลันทาไม่อยากจะคิดถึงความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดตามมาตอนไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองทั้งหลานสาว ทั้งคนรัก ที่สำคัญหลานของนายพล

“เอาน่าไหนๆ จะได้เดินทางไกลทั้งที เราก็ต้องมีทีมของพวกเราไปเยอะหน่อย นี่ก็ว่าถ้าใครว่างๆจะให้ตามหลังเราไป ครั้งนี้เจ้ามือใหญ่ให้เราอยู่แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย”

“ใครคะ”

“ท่านนายพลทรงธรรมนั่นแหละท่านบอกว่า ท่านจะเป็นนายทุนให้กับพวกเราเอง”

“ว่าแต่ท่านมาทุ่มงบมากมายอย่างนั้นให้เราทำไมหรือคะ”

“พูดไปก็ตลกท่านฝันแล้วก็อยากรู้คำตอบ”

“หาแค่ฝัน ถึงกับเอาเงินตั้งมากมายมาให้เราเลยหรือคะ”

“ถ้าฝันธรรมดาๆก็ดีไปสิ แต่นี่ท่านฝันมาหลายสิบปี”

“ฝันยังไงคะ”

“ท่านบอกว่าตั้งแต่ท่านได้นาฬิกาเรือนหนึ่ง ท่านก็ฝันว่ามีผู้หญิงมาหาท่านมาบอกกับท่านว่าเป็นราชินีของอาณาจักรอะไรสักอย่าง แรกๆ ท่านคิดว่าท่านอ่านหนังสือมากไปหลังๆ ท่านยังฝันอยู่ ที่สำคัญ นาฬิกาเรือนนั้นช่วยชีวิตท่านเอาไว้แต่มันไม่ได้แค่ช่วยชีวิตเท่านั้น เมื่อมันเสียต้องเอาไปซ่อมคนในบ้านนั้นจะตายไปหนึ่งคน แรกๆ ท่านไม่ได้คิดอะไร หลังๆท่านลองสังเกตมันเกิดเรื่องอย่างนั้นจริงๆ ท่านก็เลยอยากจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่ท่านฝันจะเป็นเรื่องจริงหรือแค่ฝันไป”

“มันก็เป็นไปได้นะคะที่จิตของท่านจะผูกติดกับอดีตชาติ จนสามารถรับรู้อะไรต่อมิอะไรจากอดีต”

“ผมว่าท่านอาจจะรู้ตัวว่ากำลังจะเป็นอะไร”

“อ้าวเหรอคะ”

“ท่านบอกกับผมว่านาฬิกาเรือนนั้นเสียอีกแล้ว ท่านก็เลยให้ผมพาหลานสาวของท่านไปกับเรา”

“เพื่อ”แววตาของนาลันทาบ่งบอกว่าเธอกำลังสงสัย

“เพื่อตอบคำถามในใจของท่านว่าผู้หญิงที่บอกว่าเป็นราชินีคนนั้น ต้องการอะไรจากครอบครัวท่านน่ะสิที่สำคัญไปกว่านั้นคือ หลังจากที่หลานสาวของท่านเกิดผู้หญิงคนนั้นมาเข้าฝันบอกกับท่านว่า เจ้าของนาฬิกาเรือนนั้นมาแล้วให้ท่านเอาไปคืนเจ้าของที่แท้จริง พอท่านเอาไปรับขวัญหลานท่านไม่เคยฝันอะไรอีกเลย”

“แปลกถ้าผู้หญิงที่บอกว่าเป็นราชินีมีอยู่ในอดีตจริงๆ คงอายุเป็นพันปีจะมีนาฬิกาได้ยังไง แปลกมาก”

“นั่นสิน่าแปลกมาก ผมลองดูนาฬิกาเรือนนั้น มันไม่น่าจะมีอายุเกินร้อยปี นาฬิกาที่เรารู้ๆกันมันเริ่มผลิตเป็นนาฬิกาพก ตั้งแต่ศตวรรษที่สิบหก แต่ไอ้นาฬิกาข้อมือเนี่ยมันเกิดราวๆปีหนึ่งแปดหกแปดหรือหกเก้านี่แหละเท่าที่ผมจำได้ แค่ร้อยสี่สิบกว่าปีเท่านั้นเองนะ”

“อืมน่าแปลกมาก” ยิ่งฟังนาลันทายิ่งคิดตาม ยิ่งคิดตามเธอยิ่งแปลกใจหนักขึ้นเรื่อยๆหรือครั้งนี้พวกเธอจะต้องเจอกับอะไรประหลาดๆ อีกหรือเปล่าคงไม่ใช่แค่การไปประชุมสัมมนาทั่วๆ ไปอีกแน่ๆ เธอ ไม่อยากจะคาดเดาเรื่องล่วงหน้าเธอไม่ใช่นักพยากรณ์ ขอให้ความคิด ของเธอเป็นแค่เพียงความคิดเท่านั้น จะดีที่สุด

“ที่สำคัญไปกว่านั้นนาฬิกาเรือนนั้น ทำด้วยโลหะที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมเคยเอามันไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูเขาบอกว่า โลหะนี้หาได้ยากมาก เขาขอผมเอาไปทดสอบ แต่ท่านนายพลไม่ให้ บอกว่ากลัวหายเราก็เลยยังไม่รู้ว่ามันทำมาจากโลหะอะไร ที่แน่ๆ ก็คือ มันแข็งแรงมากๆขนาดเสือกัดฟันยังหัก คุณคิดดูเองก็แล้วกัน”

“โหถึงขนาดฟันหักเลยหรือคะ” นาลันทาตาโต

“ครับผมเห็นมากับตา ตอนนั้นท่านนายพลมาช่วยพวกผม พวกเราหลงป่ากันท่านบังเอิญแวะมาล่าสัตว์พอดิบพอดี เสือมาจากทางด้านหลัง ท่านยกมือขึ้นบังตัวเองมันกัดข้อมือของท่านไป เรานึกว่าตายแน่ๆ ที่ไหนได้ เสือฟันหัก เพราะกัดสายนาฬิกาท่านยังให้เขี้ยวเสือกับผมมาเลย นี่ไง ผมเอาไปแกะเป็นพระห้อยคออยู่เนี่ย”

ทุติล้วงสายสร้อยห้อยพระของเขาออกมาให้นาลันทาดู

ทุติคงไม่โกหกเธอสิ่งที่อยู่ในมือของทุติคือเขี้ยวเสือของแท้ แน่นอน ไม่ใช่เขี้ยวหมูป่าเอามาหลอกแค่มองเธอก็รู้ว่ามันคือของจริง

สิ่งที่เธอเป็นกังวลไม่ใช่เขี้ยวเสือนั้นแต่เป็นนาฬิกาข้อมือเรือนนั้นต่างหาก อยากรู้จริงๆว่ามันจะแตกต่างจากนาฬิกาทั่วไปตรงไหน แถมเธอยังอยากเห็นสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ในนาฬิกาเรือนนั้นอีกด้วยจะใช่ราชินีที่ทุติพูดถึงหรือเปล่า งานนี้คงสนุกกว่าที่คิดเอาไว้ถ้าเจ้าของนาฬิกาตัวจริงออกมาปรากฏกายให้พวกเธอได้เห็น

จะบรื้อหรือจะว้าว แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป




 

Create Date : 09 กันยายน 2557    
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:24:48 น.
Counter : 248 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.