It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๒

บทที่  ๑๒

ทาฬิดาตื่นขึ้นมาในตอนสายของวันนั้นเธอฝันอีกแล้ว เป็นความฝันที่เธอไม่อยากจะฝัน ความฝันแสนจะน่ากลัว จนเธอตกใจตื่น

เลือดนองพื้นไม่มีพื้นที่ว่างให้มองเห็นพื้นแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ศพคนตายนอนเกลื่อนทุกคนล้วนมีบาดแผลที่เกิดจากการกัดกินของสัตว์อะไรสักอย่าง ทรวงอกเปิดฉีกออกถูกล้วงหรือควักเอาหัวใจออกไปจากร่าง

บางร่างไม่มีศีรษะแม้ศพเหล่านั้นจะถูกทาด้วยสีฟ้าหรือน้ำเงินแต่ร่างนั้นกลับมีสีแดงของเลือดฉาบไปทั่วทั้งร่าง

บนแท่นหินกลางลานกว้างแห่งนั้น ยังมีศพคนตายนอนอยู่ รายนี้น่าจะเป็นคนสุดท้ายเสียงสวดมนต์ดังมาจากที่ไหนสักแห่ง เข้ามากระทบโสตประสาทของทาฬิดาหรือนี่จะคือการบูชายัญ บูชาด้วยชีวิตคน ใช้คนเป็นๆ มาบูชาเทพเจ้า

สถานที่แห่งนี้ถ้าเธอจำไม่ผิดมันคือพีระมิดแห่งซีเซนอิคตา พีระมิดยอดตัด นามว่าเอลกัสติโยสร้างมาเพื่อบูชาเทพเจ้าคูคุนคาน เทพผู้สร้างชนเผ่ามายา

สาเหตุที่ชนเผ่ามายาต้องทำการบวงสรวงเทพเจ้าของพวกเขา มาจากฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลการเพาะปลูกไม่ได้ผลตามที่ควรจะเป็น

กษัตริย์จึงสั่งให้นำคนเป็นๆมาบวงสรวงเทพเจ้าของพวกเขาคนเหล่านี้มาจากเชลยศึกซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากชนเผ่าข้างเคียง นำมาตัดศีรษะควักหัวใจของคนพวกนั้น เพื่อนำมาสังเวยแด่เทพเจ้าของพวกเขา

ทาฬิดาเห็นผู้หญิงในฝันครั้งก่อนของเธอที่ชื่อรัตติยืนมองภาพเหล่านั้นไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรสักนิด แถมยังมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากของหล่อนอีกด้วยหัวใจของเชลยศึกเมื่อถูกควักออกมาจากร่างจะถูกชูขึ้นเหนือศีรษะของผู้ที่ทำฆาตกรรมเขา ก่อนที่จะโยนมันลงในอ่างทองคำ

ส่วนศีรษะนั้นกลิ้งลงไปตามบันไดพีระมิดเพื่อให้ลงไปอยู่ในที่รองรับด้านล่าง ส่วนร่างทั้งร่างจะถูกจับโยนไปทางบันไดด้านทิศตะวันตกจึงทำให้ร่างของเชลยศึกนับพันคน ถูกโยนมาทับๆ กัน จนกลายเป็นกองสูง

“ข้าไม่เข้าใจเหตุใดเจ้าจึงต้องทำเช่นนี้รัตติ เจ้าก็รู้แก่ใจดีว่าสาเหตุที่พืชผลไม่สมบูรณ์มาจากการตัดไม้ทำลายป่า น้ำจึงไม่อุดมดังเช่นแต่เก่าก่อนเจ้าให้พวกเขาทำเช่นนี้ เท่ากับไม่เคารพชีวิตของผู้อื่น องค์มหาเทพคงมิพอใจเป็นแน่หากท่านทรงล่วงรู้”

“ข้ามิจำเป็นต้องยำเกรงองค์มหาเทพของเจ้าในเมื่อข้าคือเทพรัตติกาล ข้าอยากได้อะไร จักต้องได้ตามประสงค์ชีวิตของเชลยพวกนี้อยู่ไปรังแต่จักเปลืองอาหาร สู้ให้มันตายตกไปตามกัน และเป็นอาหารให้แก่สัตว์เลี้ยงของข้าไม่ดีกว่ารึ”

“เจ้ามันโหดร้ายยิ่งนักรัตติข้าทนอยู่กับเจ้าต่อไปมิได้อีกแล้ว”

“เจ้าต้องการจะจากเราไปกับนางเช่นนั้นรึทาฬิ”

“ข้ามิได้ไปกับนางข้าอยากไปของข้าเอง”

“มายามิมีอันใดให้เจ้าทำแล้วหรือไรเจ้าจึงคิดทิ้งไปเช่นนี้”

“ไม่เกี่ยวกับมายาคำทำนายแห่งข้าได้ทำจนจบกระบวนความแล้ว คงมิต้องทำสิ่งอื่นใดนอกจากนี้”

“คำทำนายที่มายาจักล่มสลายของเจ้ามันไร้เหตุผลสิ้นดีทาฬิ เจ้าเป็นเทพแห่งกาลเวลาทำนายเช่นนั้นเท่ากับเจ้าสาปแช่งให้มายาล่มสลาย”

“ข้ามิได้สาปแช่งอันใดเลยรัตติข้าบอกแล้วว่านี่คือคำบัญชาแห่งเมืองฟ้า อีกมินาน ทุกสิ่งบนดาวไกอาจักต้องแหลกสลายมิมีสิ่งใดจักหยุดยั้งความจริงข้อนี้ได้ดอกรัตติ”

“ข้านี่แหละจักหยุดคำทำนายของเจ้าทาฬิ”

“เหตุนี้ข้าจึงต้องออกไปจากมายาเพื่อมิให้คำทำนายแห่งข้าเป็นจริง หากเจ้ายังรั้งข้าเอาไว้ อีกไม่นานมายาจักเป็นตามคำทำนายแห่งข้า เจ้ารู้มิใช่รึรัตติ”

“เจ้าหาข้ออ้างมากกว่าทาฬิ”

“ต่อให้เจ้ารั้งข้าด้วยวิธีใดคงไม่มีผลหากข้าต้องการจักไปที่แห่งใด ข้าไปได้ทุกที่เจ้าอย่าลืมสิไม่มีแห่งหนใดบนไกอาไม่มีเวลา ข้าคือเทพแห่งเวลา จึงไปได้ทุกที่”

“ข้าสั่งเจ้าทาฬิมิให้เจ้าไปจากที่นี่”

“มิมีผู้ใดสั่งข้าทาฬิธิดาแห่งองค์มหาเทพได้ดอกรัตติ”

“เจ้า...ต่อให้เจ้าหนีไปจนสุดล้าฟ้าเขียวข้าจักตามไปทำลายเจ้า เจ้าจำเอาไว้ทาฬิ”

“ข้าจะคอย”

ทาฬิดาคิดว่าความฝันของเธอเริ่มปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวมากขึ้นเรื่อยๆจากที่เคยฝันวันละนิดละน้อย เมื่อคืนนี้เธอกลับนำความฝันนั้นมาฝันใหม่อีกครั้งรวบรวมมันให้เป็นเรื่องเดียวกัน พร้อมกับความสยดสยองที่ได้เห็นเธอยังรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนเธอแทบจะอาเจียนออกมาหากไม่รู้ตัวว่าเธอสะดุ้งตื่น เธอคงละเมอนำของเก่าออกมาแน่นอน

“ตื่นแล้วเหรอพี่ทาม”อัปสรเข้ามาทักทาฬิดา

“อือ”

“เหนื่อยอะดิใช่ปะเดินไปเดินกลับตั้งไกล แถมยังฝนตกอีก ดีนะที่จิ๊ดไม่ได้ไปด้วยไม่อย่างนั้นจิ๊ดตายแน่ แต่พี่ไม่ต้องห่วงหรอกนะไม่นานคนที่นี่ไม่ต้องเดินแล้วพี่”

“ทำไมล่ะ”ทาฬิดาเลิกคิ้วถาม

“น้าหมอศรสั่งทำกระเช้าไฟฟ้าลงไปหุบเขาข้างล่างเรียบร้อย”

“โหขนาดนั้นเลย” ทาฬิดาถึงกับตาโต คนรวยทำอะไรรวดเร็วอย่างนี้ทุกคนหรือเปล่านะหรือว่าเป็นแต่เฉพาะศรรักคนเดียว

“ขนาดนั้นเลยพี่สั่งเมื่อเช้า บอกว่าอีกไม่ถึงเดือนก็เสร็จ แถมยัง สั่งให้คนเอาแผงโซล่าเซลล์มาติดตั้งอีกหลายแผง”

“เอามาทำอะไร”

“เอามาทำไฟให้หมู่บ้านแล้วก็เอาไปขับกระเช้าไฟฟ้าไงพี่ ทำงงไปได้พี่ทาม” อัปสรโอ่ นานๆครั้งเธอจะรู้เรื่องมากกว่าพี่ทามของเธอ

“พี่ว่าก็ดีนะชาวบ้านจะได้ไม่ต้องลำบากเดินทาง”

“นั่นสิพี่แค่เห็นพี่เดินไปเดินกลับ พอกลับมาหลับเป็นตาย จิ๊ดปลุกเท่าไหร่พี่ก็ไม่ตื่น นึกว่าพี่ตายไปแล้วด้วยซ้ำดีนะที่พี่ยังหายใจ”

“พวกพี่หมอล่ะ”

“โอ๊ยตื่นกันตั้งนานแล้ว น้าหมอนทไปดูคนตกต้นไม้ น้าหมอบิวไปตรวจสุขภาพเด็กส่วนหน้าหมอศรไปสำรวจสถานที่สร้างกระเช้ากับหัวหน้าเผ่า ไปตั้งแต่เช้าโน่นเหลือจิ๊ดกับพี่นี่แหละ อ้อ เหลือลูกหนูอีกคน”

“สนิทกันแล้วสิ”

“ช่ายสนิทกันแล้ว เออใช่พี่ เดี๋ยวอากลางจะมาหาพวกเรา”

“คุณนาโทรหาเราเหรอ”

“เปล่าน้าหมอศรโทรหาอากลางขืนจิ๊ดโทรเองมีหวังโดนอากลางสวดยับสิพี่ทาม พี่หิวหรือยังล่ะล้างหน้าล้างตาแล้วไปหาอะไรกินกัน”

“เรายังไม่ได้กินข้าวอีกเหรอ”

“กินไปแล้วแต่กินได้อีก เผื่อเอาไว้เวลาฉุกเฉิน พี่ไปทำธุระเถอะจิ๊ดจะไปเก็บไข่เอามาทอดให้กิน”

“ทำเป็นจริงอะ”

ทาฬิดาไม่อยากจะเชื่อว่าอัปสรทำกับข้าวเป็นอย่างที่คุยโวเอาไว้

“เป็นดิแค่ทอดไข่ ทำไมจะทำไม่เป็น” อัปสรโอ่

“ก็ได้อย่าให้น้ำมันกระเด็นใส่หน้าก็แล้วกัน เสียโฉม จะหาว่าพี่ ไม่เตือนไม่ได้นะ”ทาฬิดารีบลุกขึ้น ถึงจะไม่อยากตื่น ท้องของเธอ นี่สิ เริ่มประท้วงขึ้นมาเสียงดังลั่น

ทาฬิดาเตรียมตัวที่จะเดินไปยังโรงครัวของหมู่บ้านเธอจำได้ว่ามารีบอกกับเธอว่าอยู่อีกฝั่งห่างจากโรงอาบน้ำไปไม่ไกลนักระหว่างที่กำลังเดินหาอยู่นั้น เธอเห็นมารีเดินมาพร้อมกับผู้ชายอีกสามคน

ท่าทางของคนทั้งหมดดูรีบเร่งไม่ได้มองมาที่เธอยืนอยู่ด้วยซ้ำ

มารีเดินไปหาศรรักซึ่งกำลังพูดคุยอยู่กับคนของเธอ

“คุณหมอ”มารีเอ่ยทัก

“ว่าไงมารีมีอะไร”

“ล้มเลิกโครงการกระเช้าไฟฟ้าเถอะค่ะฉันขอร้อง”

“ทำไมล่ะ”

“ในคำทำนายโบราณกล่าวไว้ว่าวันใดที่งูใหญ่พาดผ่านจากยอด ทาคาลงมายังเบื้องล่าง เมื่อนั้นทาคาจะล่มสลาย”

“ดูเหมือนคำทำนายของทาคาจะมีหลายเรื่องจริงนะทั้งเรื่องงู เรื่องนก เรื่องเทพ วุ่นวายไปหมดหมอรู้ว่าพวกคุณไม่อยากให้เกิดเรื่องกับเผ่า แต่ต้องเข้าใจหมอบ้าง ถ้าไม่มีกระเช้าไฟฟ้าคนจากหมู่บ้านข้างล่างต้องลำบาก มารีเองเจอกับตัวแล้วไม่ใช่หรือไง เชื่อหมอเถอะหมอทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทาคาจริงๆ”

“หมอไม่เข้าใจคำทำนายไม่ใช่ความเชื่องมงาย แต่มันคือเรื่องจริงที่จะเกิดกับเผ่าทาคาของเรา”

“นี่มันศตวรรษที่เท่าไหร่กันล่ะมารีจะให้หมอมาเชื่ออย่างนั้น คงไม่ได้หรอกนะ”

“ฉันยังยืนยันคำเดิมค่ะหมอพวกเราไม่ต้องการกระเช้าไฟฟ้า”

“เอาเถอะๆหมอว่าเรามาโหวตกันในเย็นนี้ดีกว่า ถ้าเสียงโหวตของหมอมีมากกว่าคุณจะตกลงให้หมอทำกระเช้าไฟฟ้าได้หรือเปล่า”

“ฉันมั่นใจค่ะว่าจะไม่มีใครโหวตให้หมอเลยสักคน นอกจากคนของหมอเองเท่านั้น” มารีพูดจบเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรต่ออีก

ทาฬิดาเดินมาหาศรรักเธอได้ยินเสียงพูดคุยกัน จึงรีบเดินตามมา

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะพี่หมอ”

“คนพวกนี้น่ะสิงมงาย เชื่ออะไรบ้าๆ บอๆ ไร้สาระ บอกว่าวันใด งูใหญ่เลื้อยลงมาจากยอดเขาลงสู่เบื้องล่างจะทำให้ทาคานาคาล่มสลาย”

“มารีบอกอย่างนั้นหรือคะ”

“อือพี่ไม่เชื่อหรอกนะ ว่าจะไม่มีใครอยากได้ความเจริญเข้ามาที่หมู่บ้านนี้ตอนเย็นเราจะโหวตกัน ถ้าพี่ชนะ พี่จะได้สร้างกระเช้า”

“แล้วถ้าพี่แพ้ล่ะคะ”

“ก็ไม่ต้องสร้างล้มเลิกโครงการทั้งหมด” ศรรักยักไหล่ เหมือน ไม่แคร์อะไร หากหมู่บ้านนี้ไม่ต้องการให้สร้างหมู่บ้านถัดไปอาจจะต้องการก็ได้ ของพวกนี้เก็บเอาไว้ไม่เน่าไม่บูด เผลอๆซื้อเก็บเอาไว้ตอนนี้ อีกสามปีข้างหน้าเอามาใช้ อาจจะเป็นของดีราคาถูกก็ได้ใครจะรู้

คนในหมู่บ้านถูกเรียกมาประชุมพร้อมหน้าพร้อมตาหัวข้อ การประชุมในครั้งนี้ มีประเด็นอยู่ตรงที่การสร้างกระเช้าไฟฟ้าของศรรัก

หัวหน้าหมู่บ้านให้ทุกคนลงคะแนนเสียงไม่มีใครเลยสักคนที่เข้าข้างศรรัก มารีเดินเข้ามาหาศรรักหลังจากที่ทุกคนทยอยกันกลับบ้านพักของตนเอง

“ฉันบอกแล้วคุณไม่เชื่อฉัน”

“ใครจะรู้ว่าคนที่นี่งมงายอย่างนั้นเล่า”ศรรักเถียง

“เราไม่ได้งมงายนี่คือเรื่องจริง หากมีงูใหญ่เลื้อยจากยอดเขาลงสู่เบื้องล่างจะเท่ากับเป็นการปลุกเทพแห่งรัตติกาลให้ตื่นจากหลับใหล

เวลานี้นางเพียงแค่ละเมอยังเอาชีวิตของเด็กน้อยไป หากนางตื่น

ขึ้นมาจริงๆจะไม่มีใครรอดชีวิตไปจากที่นี่ได้อีกเลย”

“บ้าไปแล้วเทพบ้าอะไรมีละเมอด้วย” ศรรักขำกับคำพูดของมารี

“ไอ้ศรแกฟังมารีบ้างสิ แกไม่ได้ลงไปข้างล่างกับพวกฉันแกไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นในคืนนั้นบ้าง” โกกนทปรามเพื่อนของเธอ

พวกเธอทั้งสามคนรู้ดีว่าในคืนนั้นต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในหมู่บ้านแน่ๆเพียงแต่พวกเธอไม่รู้เท่านั้นว่าสิ่งที่เกิดนั้นคืออะไร

“เกิดอะไรของแกวะ”ศรรักยิ่งฟังยิ่งงง

“หมู่บ้านข้างล่างเหมือนมีปีศาจสิงอยู่จริงๆนะไอ้ศร”

“แกเห็นกับตาหรือไง”ศรรักเลิกคิ้วถาม มุมปากปรากฏรอยยิ้ม

“ถึงไม่เห็นพวกฉันก็สัมผัสได้”

“ป๊าดฉันว่าบรรยากาศเป็นใจมากกว่า แกถึงได้รู้สึกอย่างนั้น อีกอย่างฝนมันตกหนัก ยังจะมาเจอคลอดลูกตายพ่อตายตาม พวกแก ก็เลยนอยบอกแล้วให้กินปอดมากๆ ไม่ยอมกิน ปอดแหกกันไปหมด”

“ตามใจแกไม่เชื่อฉันก็ตามใจ ใช่ไหมพี่หมอบิว”

โกกนทพยักหน้าให้กับภัทรมลผู้ร่วมเหตุการณ์คืนนั้นกับเธอ หากศรรักไม่เชื่อเธอ คงเชื่อรุ่นพี่อย่างภัทรมลบ้าง

นาลันทา มุจลินทร์ตรีทิพย์และทุติ เดินทางไปทาคานาคา ในเช้าวันนั้นหากไม่ได้มาด้วยตัวเอง พวกเธอคงไม่เชื่อว่าที่แห่งนี้มายาก

จากที่ได้ฟังคำบอกเล่าของคนนำทางเธอยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พอเดินทางมาถึงพวกเธอเชื่อสนิทใจว่าดินแดนเหนือขุนเขาชื่อทาคานาคามายากเย็นยิ่งนักนั่งรถต่อมอเตอร์ไซค์ เดินเท้าขึ้นเขา สมควรแล้วที่หลานสาว

ของเธอจะเดินทางไปกลับไม่ทันภายในวันเดียว

เธอมาที่นี่ตามคำเชิญของหมอศรรักประกอบกับแหล่งขุดค้นไม่มีอะไรให้พวกเธอทำ เธอจึงปรึกษากับทุติเรื่องที่จะเดินทามาทาคานาคา

“สวยนะภูเขาลูกนี้”ทุติบอกกับตรีทิพย์

“ค่ะสวย” ตรีทิพย์จ้องมองไปยังภูเขาตรงหน้าเธอเขาที่สูงที่สุดคือเขาที่พวกเธอกำลังจะเดินขึ้นไป หนทางข้างหน้ายังอีกไกลพวกเธอแวะพักระหว่างทางที่เดียวกับที่มารีให้ทาฬิดาและอัปสรพัก

บริเวณแห่งนี้อยู่กลางทางและเป็นสถานที่เดียวที่มีร้านขายอาหารบนเส้นทางเดินขึ้นทาคานาคาหลังจากที่ได้นั่งพัก จิบชาทำจากใบโคคาเรี่ยวแรงของพวกเธอฟื้นกลับขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

ภูเขารอบๆสลับซับซ้อนเป็นทิวแถวยาวจนสุดขอบฟ้า พื้นดินเบื้องล่างแทบไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่องภูเขาสูงรอบข้างซึ่งโอบล้อมพื้นที่ราบเบื้องล่าง ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจะมีเพียงทางด้านฝั่งตะวันออกและตะวันตกเท่านั้น ที่มีช่องเขาเปิดโล่งทำให้มีแสงสว่างส่อง ตั้งแต่ พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก ราวกับเป็นประตูแห่งกาลเวลา

เท่าที่ลองสังเกตดูพบว่า มีเพียงไม่กี่วันในหนึ่งปีที่แสงจะส่องผ่านช่องระหว่างเขาเป็นเส้นตรงได้พอดิบพอดี นั่นอาจจะเป็นการพยากรณ์ให้กับคนในหมู่บ้านรู้ว่าถึงเวลาเพาะปลูก ได้เวลาเก็บเกี่ยว เพราะจะเป็นช่วงที่มีแสงอาทิตย์มากพอที่จะทำให้พืชที่ปลูกเจริญงอกงามได้ดี

“หายเหนื่อยหรือยัง”ทุติเอ่ยถามทุกคน

“ดีขึ้นแล้วค่ะจารย์ทุจารย์เดินไหวไหมคะ”

“อย่าดูถูกผมนะสาวๆถึงผมจะแก่ แต่ก็แก่มะพร้าวห้าวนะคุณ ถ้า

พร้อมแล้วก็รีบไปกันเถอะเดี๋ยวจะมืดค่ำไปเสียเปล่า” ทุติว่า เขาลุกขึ้นเดินไปยืนรอสาวๆจ่ายค่าเสียหายที่พวกเขาทำลงไปกับอาหารทั้งหมดเรียกว่าไม่หลงเหลือให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานกลับมาสำรวจซากได้เลยแม้สักชิ้น

หนทางข้างหน้ายังเหลืออีกไกลนักหากไม่ได้อาหารพื้นเมืองง่ายๆ จากร้านแห่งนี้ พวกเขาคงหมดแรงเดินต่อไม่ไหวแน่นอน

ทาฬิดาออกมายืนมองพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาโพล้เพล้อย่างนี้ทำให้เธอรู้สึกถึงความเศร้าถึงเธอจะตื่นไม่ทันพระอาทิตย์ขึ้นบ่อยนัก แต่ก็ไม่อยากเห็นพระอาทิตย์ตกเดินเช่นกัน

จะทำอย่างไรได้อาทิตย์ขึ้น อาทิตย์ตก เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ในเมื่อโลกยังหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ทุกสิ่งยังคงดำเนินต่อไป ไม่ว่ามนุษย์จะเกิด แก่ เจ็บหรือตายโลกยังคงทำหน้าที่ของตนอยู่เช่นเดิม หากวันใดโลกหยุดหมุนนั่นแหละคือปัญหาใหญ่

มีคนลือกันหนาหูว่าปี ค.ศ.๒๐๑๒ โลกจะแตก จะมีวันสิ้นโลก นี่ก็เกือบใกล้วันตามคำทำนายหากถึงเวลานั้นจริงๆ คงน่ากลัวพิลึก ผู้คนนับล้านล้านคน จะตายในวันเดียวกันปีเดียวกัน แต่อาจจะต่างเวลากัน เพราะโลกหมุนรอบตัวเองนี้แหละประเทศไทยเป็นเที่ยงวัน อเมริกาคือเที่ยงคืน มีคนเคยพูดว่าถ้าเจาะทะลุแกนกลางของโลกได้ ไปอเมริกาใกล้นิดเดียวเพราะทั้งสองประเทศอยู่ตรงกันข้ามกันคนละฝั่งของโลก

ถ้าวันที่๒๑ ธันวาคม ๒๐๑๒ คือวันสิ้นโลกจริงๆ คงเกิดเหตุตามคำทำนายของพุทธศาสนาเกี่ยวกับไฟล้างโลกทาฬิดาเคยได้ยินจากนิทานก่อนนอนที่คุณปู่นายพลของเธอเล่าให้เธอฟัง

คำทำนายนั้นบอกว่าเมื่อถึงยุคหนึ่ง เป็นยุคที่สัตว์นรกจะครองโลก จึงต้องเกิดไฟเผาผลาญโลกให้สิ่งชั่วร้ายตายจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเทวดาเดาว่าอาจเกิดสงครามอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองและโลกจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เลยนานนับพันๆ ปี ไม่มีแม้กระทั่งน้ำในมหาสมุทรแต่หลังจากนั้น อีกนับแสนปี จะเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และนั่นจะเป็นยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์ซึ่งเธอคงมีชีวิตไม่ยืนยาวพอที่จะรอให้ถึงยุคนั้น

“มายืนทำอะไรคนเดียวคะ”เสียงของใครบางคนทักทายทาฬิดา

“มาชมแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าค่ะ”

ทาฬิดาหันไปมองเมื่อรู้ว่าเป็นใครเธอจึงตอบกลับ

“ฉันไม่ชอบแสงสีส้มๆแดงๆ อย่างนี้เลยค่ะ มองแล้วน่ากลัว”

“ตอนเย็นๆก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ แสงตอนเช้าไม่ค่อยจะมีฝุ่นควันมากนักจึงไม่กระเจิงแสงจนแดงทั่วฟ้าเหมือนเวลาพลบค่ำ”

“ค่ะมองแล้วหดหู่หัวใจ”

“คุณพูดไทยได้ชัดมากๆ”

“คุณหมอโกกนทสอนฉันค่ะ”

“เก่งจังเลยค่ะตอนแรกฉันคิดว่าคุณพูดได้แต่ภาษาอังกฤษ”

“แรกเริ่มก็พูดได้แต่ภาษาทาคากับสเปนค่ะ ต่อจากนั้นก็อังกฤษ ฝรั่งเศส ไล่ไปเรื่อยๆจนฉันจำไม่ได้แล้วว่าพูดภาษาอะไรได้บ้าง”

“สุดยอดเลยค่ะทามพูดได้แค่ไทยกับอังกฤษเท่านั้น ใช้วิธีอะไร ในการจำกันคะ ถึงได้พูดได้เยอะอย่างนี้”

“ไปอยู่ประเทศละสองปีค่ะ”

“ย้ายตามครอบครัวไปหรือคะ”

“เปล่าค่ะไปเรียนหนังสือ”

“โห...”ทาฬิดาตาโต เธอไม่คิดว่าผู้หญิงอย่างมารีจะย้ายที่เรียนข้ามประเทศเป็นว่าเล่น

“ทำไมถึงกลับมาอยู่ที่ทาคานาคาล่ะคะ”

“ฉันต้องมารับงานต่อจากพ่อค่ะ”

“อ๋อเข้าใจล่ะเลยรับจ๊อบเป็นไกด์ ระหว่างที่ยังว่างอยู่ ใช่ไหมคะ”

“เดาเก่งค่ะ”คนตอบหันมามองหน้าทาฬิดาพร้อมรอยยิ้ม

“ตกลงผู้ชายคนนั้นตายแล้วใช่ไหมคะ”

“ค่ะตายแล้ว”

“น่าสงสารเขา”

“ต่างจากฉันค่ะฉันไม่สงสารเขาเลยสักนิด เขาทำตัวเอง มอบชีวิตให้กับเทพรัตติกาลปลุกนางให้ตื่นจากการหลับใหล เขาไม่รู้หรอกว่าเขาคือคนนำความวิบัติมาสู่เผ่าของเรา จะทำให้คนในเผ่าต้องมาตายไปโดยที่ไม่ได้ทำความผิดอะไร”

“ร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือคะ”

“ถ้าคุณรู้ว่าอินคาล่มสลายไปยังไงคุณจะรู้ว่าอนาคตของทาคานาคา จะเป็นเช่นเดียวกับอินคาไม่ผิดเพี้ยน”

ทาฬิดาฟังแล้วถึงกับอึ้งเรื่องจะร้ายแรงอย่างนั้นเชียวหรือ




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:34:50 น. 0 comments
Counter : 668 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.