It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๒๕

บทที่  ๒๕

ปราชญ์ยุทธ์ฟังคำพูดนั้นเขาเริ่มได้กลิ่นไม่ดีอะไรสักอย่างจากคำบอกเล่าของฝรั่งชื่อเซปัสเตียน คัลเซอร์คนนี้

“สายเกินไปหมายความว่ายังไงครับ”เขาเอ่ยถามทันที

เซปัสเตียนเริ่มเล่าเรื่องราวการทำนาฬิกาเรือนนั้นให้กับชายแปลกหน้าฟังทันที

ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สองประเทศของเขาเข้าร่วมทำสงครามกับประเทศในแถบยุโรปทั้งหมดปู่ของเขาเดินทางไปยังเปรู เพื่อหลบหนีการเกณฑ์ทหารบ้านของเขาไม่มีใครอยากเป็นทหาร

สิ่งที่พวกเขาทำได้คือหลบไปไกลๆจะได้ไม่ต้องเข้าร่วมรบ ทำสงครามกับประเทศใกล้เคียง

ที่เปรูปู่ของเขามีอาชีพเป็นช่างทำนาฬิกานาฬิกาขายดีจน ทำออกมาไม่ทันชาวสเปนโดยส่วนใหญ่จะให้ปู่ของเขาทำนาฬิกาสำหรับพกติดตัวให้วันหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาปู่ของเขานำชิ้นส่วนของนาฬิกาบางชิ้นมาให้กับปู่ของเขา

“ฉันจ้างคุณทำนาฬิกาให้ฉันสักเรือน”เธอบอกอย่างนั้น

“ครับ”เขาหยิบชิ้นส่วนพวกนั้นขึ้นมาดู

ชิ้นส่วนเล็กๆที่เขาเห็น มันคงทำได้แค่เข็มนาฬิกาเท่านั้น

“มีเท่านี้หรือครับ”

“หากคุณต้องการอะไรให้บอกกับฉันฉันจะหามาให้ นี่คือค่าแรงของคุณ”หญิงคนนั้นล้วงลงไปในกระเป๋าหยิบตุ๊กตาทำจากทองคำมาวางเอาไว้ตรงหน้าเขา

“จะดีหรือครับค่าแรงผมไม่แพงอย่างนี้”

“ฉันให้คุณ”

“ขอบคุณครับ”

“ถ้านาฬิกาเรือนนี้เสร็จแล้วฉันจะมีค่าแรงให้คุณอีกครึ่งหนึ่ง”

หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยผู้หญิงคนนั้นเทียวมาที่ร้านของปู่เขาเป็นระยะๆ เพื่อนำอุปกรณ์มาให้และดูความคืบหน้าของการประกอบตัวเรือนนาฬิกากว่านาฬิกาเรือนนั้นจะแล้วเสร็จ สงครามโลกครั้งที่สองก็เริ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นใครหากยังอยู่ในวัยที่สามารถเป็นทหารได้ชายหนุ่มเหล่านั้นจะต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร

ปู่ของเขาจึงติดร่างแหไปด้วยทั้งๆ ที่ยังประกอบตัวเรือน ไม่แล้วเสร็จจากนั้นปู่ของเขาถูกส่งมาทำสงครามที่พม่า และหนีมา ยังเมืองไทย ขายนาฬิกาเรือนนั้นแลกกับเงินจากนั้นจึงหนีกลับประเทศ ฟังดูแล้วไม่ใช่เรื่องดีอะไรที่ปู่ของเขาเป็นชายขี้ขลาดตาขาว หลังจากที่เขาขายนาฬิกาไป สงครามจบลงปู่ของเขาพยายามตามหาคนซื้อนาฬิกา เรือนนั้นเพื่อที่จะตอบแทนเธอ และขอซื้อนาฬิกากลับมา ยังมีอุปกรณ์ อีกหนึ่งชิ้นที่ปู่ของเขายังไม่ได้ใส่ให้กับนาฬิกาเรือนนั้น

นั่นคือสิ่งที่เขานำมันพกติดตัวมาให้กับปราชญ์ยุทธ์ในวันนี้

“ในนี้มีฝาครอบที่ผู้หญิงคนนั้นนำมาให้กับปู่ของผม”

เซปัสเตียนหยิบแป้นหนังมาไว้ในมือเขาจากนั้นจึงแกะมันให้แยกจากกันเผยให้เห็นฝาครอบด้านหลังนาฬิกา

สิ่งที่ทำให้แป้นนั้นมีรอยบุ๋มจนกลายเป็นอักษรอ่านไม่ออกเป็นผลมาจากที่มันปิดทับตัวฝาครอบนาฬิกา ซึ่งมีรอยสลักเอาไว้มันคงอยู่ในนั้นเป็นเวลานาน จึงทำให้สิ่งที่ห่อหุ้มมันเอาไว้มีลายขึ้นมาเพราะการกดทับ

“มิน่าล่ะผมว่าแล้วเชียว ฝาครอบมันไม่พอดีกับตัวเรือน”

เฮงอุทานออกมาทันทีที่ได้เห็นชิ้นส่วนสุดท้ายของนาฬิกาเรือนที่เขาซ่อมมันมาหลายสิบปี

“ปู่ผมไม่ได้ประกอบมันเพราะกลัวว่าเจ้าของจะไม่ให้เงินงวดสุดท้ายกับเขา ตอนนั้นเป็นช่วงสงคราม แม้แต่ทองยังแทบซื้ออะไรไม่ได้”

“ผมพอเข้าใจเมืองไทยไม่ได้แตกต่างกันมากหรอกครับ”

ปราชญ์ยุทธ์พยักหน้ารับรู้

“ว่าแต่ถ้าเราไม่ได้เอาไปประกอบกันเป็นนาฬิกามันจะเกิดเรื่องอะไรหรือครับ” ธีรัชถามขึ้นทันที

“คนที่เอามาให้ปู่ผมทำเธอบอกว่านาฬิกาเรือนนั้นจะช่วยหยุด ทุกอย่างตามปฏิทินมายากำหนดเอาไว้เมื่อถึงเวลา ยี่สิบสี่นาฬิกาของวันที่ ยี่สิบเอ็ดธันวาคมสองพันสิบสอง วันสิ้นโลกของมายา พวกเราทั้งโลกจะตายกันหมด”

“บ้าน่า”ธีรัชสบถออกมาแรงๆ

“โปรดเชื่อผมเถอะครับอีกไม่กี่วันจะถึงวันสิ้นโลก หากไม่นำมันไปประกอบร่างกันให้ครบ ทุกอย่างบนโลกจะถึงกาลวิบัติ”

“ทำไมคุณถึงเชื่ออย่างนั้น”ปราชญ์ยุทธ์ถามขึ้นเขาไม่คิดว่าฝรั่งตาน้ำข้าวอย่างเซปัสเตียนจะเชื่ออะไรงมงายอย่างที่เขาเห็นนี้ได้ง่ายๆ

“ผมเจอมากับตัวเองวิญญาณมากมายมาทวงให้ผมนำมันมาให้เจ้าของนาฬิกา บอกกับผมว่า หากผมไม่ทำตามที่ปู่ผมสั่งคนในบ้านจะ ไม่เหลือใครอีกเลยผมพยายามทุกอย่าง มาเมืองไทยทุกปี แต่ไร้วี่แวว”

“ถ้ามันจะเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆเหลืออีกแค่สี่วัน มันจะทันไหมล่ะ กว่าจะเดินทางไปถึงเปรูไม่รู้ว่าป่านนี้ไอ้ทามอยู่ที่ไหนของเปรูด้วยซ้ำ”

“ทาคานาลา”ปราชญ์ยุทธ์บอกกับธีรัชเพื่อให้เขาหายข้องใจ

“ผมรู้จักที่นั่น”เซปัสเตียนบอก “คุณจะไปกับผมไหม ผมมีเครื่องบินส่วนตัว ไม่ต้องไปต่อเครื่องแค่เสียเวลาเติมน้ำมันเท่านั้น”

“ผมคงไปกับคุณไม่ได้คุณพ่อของผมท่านป่วยหนัก นายไปกับเซปัสเตียนได้ไหมธีรัช”

“ครับ”ธีรัชไม่ลังเลอะไร เขารู้ว่าก๋งของเขาคงเห็นด้วยที่เขาจะตามทาฬิดาไปเปรู

“รีบไปกันเถอะเดี๋ยวไม่ทัน”

“แต่ผมไม่มีซีซ่า”

“เรื่องนั้นผมจัดการเอง”เซปัสเตียนไม่มีเวลาเหลือพอที่จะโอ้เอ้อะไรอีกต่อไปสี่วันกับการเดินทางจากไทยไปเปรู ไม่ใช่เรื่องง่ายๆหากเขายังไม่ตัดสินใจไปในเวลานี้ คงไม่ทันเวลาแน่นอน

เซปัสเตียนพาธีรัชมาถึงทาคาใช้เวลาไม่ถึงสองวันเขาเช่าเครื่องบินเหมาลำมาจากประเทศไทย มาต่อเครื่องบินเล็กที่เปรู

พวกเขาเดินทางมายังเขาทาคาด้วยความรีบเร่งคำพูดของปู่เขาบอกเอาไว้ว่า

“เรารวยเพราะเธอหากเราต้องเสียงเงินมากมายเท่าไหร่เพื่อหาเธอให้พบ เราสมควรทำ”

ปู่ของเขาพยายามทำเข็มนาฬิกาเลียนแบบเข็มนั้นพยายามอยู่หลายปียังทำไม่สำเร็จ ถึงจะเหมือนแต่ไม่ใช่เข็มนั้นมีความพิเศษตรงที่มันมีลูกธนูลอยเด่นนูนขึ้นมาจากตัวเข็มอีกชั้นหนึ่ง

พื้นที่แค่ไม่ถึงหนึ่งเซ็นกว้างไม่ถึงหนึ่งมิล ต่อให้เป็นช่างฝีมือดีแค่ไหนไม่มีใครสามารถทำงานละเอียดอย่างนั้นได้ รูปวาดฝีมือปู่ของเขาถูกนำมาใส่กรอปเอาไว้แขวนติดกับข้างฝา เขาเห็นมันมาตั้งแต่เล็กจนโต เมื่อเขาเห็นรูปวาดของธีรัชเขารู้ได้ทันทีว่ามันคือนาฬิกาเรือนที่เขาตามหา

คำสั่งสุดท้ายของปู่ทำให้เขาออกตามหามันทุกปี

“เอาของนี้ไปคืนเขาตามหาจนกว่าจะพบ ต่อให้ต้องหมดตัวเราต้องทำไม่อย่างนั้นครอบครัวของเราจะไม่สงบสุข”

เขารู้ความหมายที่ปู่ของเขาบอกได้อย่างดีพ่อของเขาไม่เชื่อคำพูดของปู่ ไม่เคยเดินทางออกตามหาสุดท้ายทั้งพ่อแม่และพี่ชายของเขาต้องมาตายด้วยสาเหตุที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิด

อยู่ๆสายฟ้าผ่าลงมาที่รถซึ่งพ่อ แม่และพี่ชายของเขากำลังขับรถกลับมาที่บ้าน ทั้งๆที่ไม่มีฝนตก ทุกคนลงความเห็นว่าเป็นเพราะมีไฟฟ้าสถิตในอากาศปริมาณสูงทำให้รถที่วิ่งผ่านมาในเวลานั้นสร้างพลังงานดึงดูดให้เกิดฟ้าผ่าลงมาที่ตัวรถไฟลุกท่วมรถอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่อยู่ในรถตายทั้งคัน

เขาไม่ได้ไปกับพ่อแม่และพี่ชายเพราะเขาอยู่ช่วยปู่จัดแต่งร้าน ในคืนก่อนวันคริสต์มาส

“เซปัสเตียนมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายกับเขาเมื่อเขาเดินเท้ามาจนถึงทาคานาคา

“เพิ่งมาครับผมมาตามหาคนไทย อยู่หรือเปล่าครับ”

“โน่นลงไปทาคานาลาหลายวันแล้ว”

“หาคนพาผมไปได้ไหมครับผมต้องรีบพบกับเธอ”

น้ำเสียงของเซปัสเตียนนั้นฟังดูร้อนรนแม้ธีรัชจะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดพวกนั้นก็ตาม

“ได้ๆรอก่อนนะ จะไปตามคนนำทางมาให้”

เขารีบเดินจากไปเพื่อทำตามคำของของเซปัสเตียน

“คุณสนิทกับพวกเขาหรือครับ”ธีรัชเอ่ยถาม

“ครับผมสนิทกับพวกเขาปู่ของผมเคยหนีมาอยู่ที่นี่สมัยสงคราม บ้านของท่านอยู่อีกฝั่งของหมู่บ้าน”

เซปัสเตียนชี้ไปยังอีกฝั่งห่างจากที่ พวกเขายืนอยู่

“ครับ”ธีรัชพยักหน้ารับรู้

สักพักคนนำทางของเซปัสเตียนและธีรัชมาถึงพวกเขาจึงหยุดการสนทนากัน พวกเขามุ่งหน้าเดินตามชายคนนั้นลงเขาไปยังทาคานาลาเพื่อพบกับทาฬิดาทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเธออยู่ที่นั้นจริงหรือไม่

ระหว่างทางเดินลงเขาธีรัชพบกับขบวนของใครสักคนเขาสังเกตว่าชายคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ซึ่งมีคานหามมานั้น ชายนี้คงไม่ใช่คนธรรมดาพวกเขาหลบทางให้กับคนกลุ่มนั้นวิ่งลงเขาไปราวกับพายุ ไม่ได้กลัวว่าจะหน้าคะมำหกคะเมนกลิ้งตกลงไปยังหุบเหวเบื้องล่างเลยสักนิด

“จะรีบไปไหนกันนะ”เซปัสเตียนถามตัวเอง

“นั่นสิวิ่งเร็วๆ อย่างนั้นตกเขาไปตายยกขบวนแน่” ธีรัชว่า

“ผมว่าที่ทาคานาลาต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆไม่อย่างนั้นขบวนหมอผีคงไม่รีบอย่างนี้”

“หมอผีหมายความว่ายังไงครับ”

“อย่าคิดไปในทางร้ายครับหมอผีหมายถึงผู้ทำพิธีกรรมให้กับ ชนเผ่าไม่ได้เป็นคนทรงเจ้าเข้าผี หรือเลี้ยงผีอะไรอย่างนั้นหรอกครับ”

“อ๋อครับ”ธีรัชพยักหน้าอีกครั้ง

“แต่ปกติหมอผีพวกนี้จะไม่มาที่ทาคานาลาหมอผีแต่ละเผ่าจะทำพิธีเฉพาะเผ่าของตนเท่านั้น”

“คุณรู้ได้ยังไงครับ”

“ชุดของพวกเขาครับแต่ละเผ่าจะมีเครื่องแต่งกายไม่เหมือนกัน”

“อ๋อผมพอเข้าใจแล้ว เหมือนชาวเขาที่เมืองไทยครับ ถึงเราจะเรียกว่าชาวเขาแต่พวกเขามีวัฒนธรรมการแต่งกายที่ไม่เหมือนกัน จะมีเฉพาะพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าใครอยู่เผ่าไหน พวกผมเห็นก็คิดว่าเป็นชาวเขาเหมือนๆ กันทุกคน”

“ครับเป็นอย่างนั้นแหละครับเรารีบไปกันเถอะครับ จะได้รู้ว่าพวกนั้นไปทำอะไรที่หมู่บ้านข้างล่าง” เซปัสเตียนเห็นว่าธีรัชคงหยุดพักจนหายเหนื่อยเขาจึงรีบเดินทางต่ออีกครั้ง ยังอีกไกลกว่าจะถึงทาคานาลาพวกเขาเดินลงมายังไม่ได้ครึ่งทางด้วยซ้ำไป

ในใจของเขาคิดว่าคงเกิดเรื่องร้ายแรงที่ทาคานาลาแน่ๆ เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลไม่นานคงจะตกลงมาอย่างหนัก ส่วนทางด้านล่างอาจจะตกไปแล้วก็ได้ เมฆสีดำๆ ลอยอ้อยอิ่งเหนือหุบเขาเบื้องล่างถ้าโชคเข้าข้างพวกเขาอาจจะไปถึงก่อนฝนตก แต่ถ้าโชคร้ายฝนตกกลางทางเรื่องจะยุ่งไปกันใหญ่

ทาฬิดายืนดูคนของทาคานาลาและเผ่าใกล้เคียงตั้งแท่นบูชาสำหรับทำพิธีกรรมในเย็นวันนี้ มารีเล่าว่าพวกเขาไม่ได้มาทำพิธีให้กับทุติแต่พวกเขามาทำพิธีเพื่อปัดเป่าวิญญาณร้ายให้กับทาคานาลา

ไม่มีใครเชิญหมอผีต่างเผ่ามาที่นี่ทุกคนล้วนมาด้วยตัวเอง เพราะความฝันประหลาด ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาทำให้พวกเขาต้องรีบรุดมายัง ทาคานาลาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

พิธีเริ่มต้นอย่างรวดเร็วหมอผีทุกคนเดินตามๆ กันไป พวกเขาโรยอะไรบางอย่างรอบๆ หมู่บ้านราวกับกำลังทำเขตป้องกันด้วยผงถ่านในมือที่ทาฬิดาเห็น น่าแปลกยิ่งนักเมื่อผงถ่านนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้น มันกลายเป็นดอกเห็ดขึ้นมาทันตาเห็น เส้นหลายๆเส้นโรยด้วยผงถ่านนั้น เกิดเป็นสายเห็ดทอดยาวล้อมรอบหมู่บ้านเอาไว้เป็นชั้นๆ

“อะไรคะเขาปลูกเห็ดพิษหรือเปล่า”

“ไม่ใช่หรอกค่ะเขาทำให้พื้นที่หมู่บ้านปลอดภัย เหมือนบริเวณลานหินเทพสุริยาค่ะ”

“อ๋อค่ะ”ทาฬิดาพยักหน้า จริงของมารี หากรอบๆ หมู่บ้านตกอยู่ในอันตราย จะย้ายคนทั้งหมู่บ้านให้มาตั้งกระโจมอยู่ที่ลานเทพพื้นที่เล็กๆคงไม่มีพื้นที่เพียงพอให้คนมากมายอย่างนั้น หมอผีเหล่านี้จึงโรยผงถ่านเป็นเกราะกำบังให้กับคนในหมู่บ้านชั้นนอกสุดเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ส่วนชั้นในสุดนั้นเป็นพื้นที่พักอาศัยลดหลั่นกันไปตามความสูงของพื้นที่

“พวกเขารู้แล้วใช่ไหมคะว่าจะเกิดเหตุ”

ทาฬิดากระซิบถามมารีอีกครั้ง

“น่าจะใช่ค่ะพวกเขาน่าจะรู้ด้วยตัวเอง”

“แปลกนะคะเขารู้ได้ยังไง หรือว่าเขาฝันเหมือนกับพวกเรา”

“บางครั้งบางเรื่องฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าพวกเขาสื่อสารกันแบบไหน อาจจะมีนกพิราบส่งสารถึงกันหรืออาจจะคุยกันทางโทรจิต”

มารีไม่อาจฟันธงอะไรลงไปในเวลานี้ได้เธอยังไม่ได้พูดคุยกับ หมอผีของเผ่าอื่นเลยสักคนพอมาถึงทุกคนต่างเร่งกันทำพิธีของตัวเอง ไม่มีใคร ยอมปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปง่ายๆเธอจะรอจนกว่าพวกเขาทำพิธี แล้วเสร็จ จึงจะเข้าไปสอบถาม

หมอผีของเผ่าหนึ่งเดินเข้ามาหามารีหลังจากที่เขาทำพิธีเสร็จ

“เจ้าพบนางแล้วใช่ไหม”เขาเอ่ยถาม

“ใครคะ”มารีไม่แน่ใจ นางที่เขาหมายถึงนั้นคือใคร เธอพบกับคนไทยหลายคนในคราวเดียวหากจะบอกว่าพบกับหมอ ก็น่าจะใช่ แต่ถ้าเป็นหมอหมอผีต่างเผ่าผู้คงแก่วิชาคนนี้จะถามถึงพวกหมอไปทำไมกัน

“นางในตำนานนางอยู่ที่นี่” เขาปรายตาไปยังทาฬิดา

ทาฬิดาไม่เข้าใจภาษาที่เขาพูดกับมารีจึงยืนรอนิ่งๆเธอไม่กล้าสอดแทรกคำถามอะไรออกไปในเวลานี้ เกรงจะเสียมารยาท เธอรอให้มารีสนทนากับเขาต่อไปจนจบก่อนจะดีกว่า

“ใช่นางแน่หรือคะ”มารีถามย้ำเพื่อความมั่นใจแม้จะรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าทาฬิดาคือหนึ่งในผู้ถูกเลือกในตำนานเพราะทาฬิดาคือคนเดียวที่ครอบครองปลายธนูชิ้นสุดท้าย

“ใช่นางแน่นอนงูร่างเป็นคนอยู่ที่นี่กับเจ้าด้วย งูนั้นไม่เป็นอันตรายกับพวกเราพวกเขามาอย่างมิตร” หมอผีต่างเผ่าบอกคำทำนายนั้นพร้อมกับรอยยิ้มเขาเห็นในสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่เห็น รู้ในสิ่งที่คนอื่นๆ ไม่รู้สิ่งที่เขารับรู้ได้คือ คำทำนายในตำนานเป็นเรื่องจริง

“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงฉันจะยินดีเป็นอย่างมาก”

มารียิ้มตอบให้กับหมอผีต่างเผ่า

“เขากำลังจะตามมา”อยู่ๆ หมอผีตรงหน้าเกิดอาการสั่นไปทั้งตัวราวกับกำลังรับรู้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังเข้าใกล้กับเขาคล้ายกับแม่เหล็กสองขั้วกำลังผลักพลังงานให้ออกห่างจากกัน

“ยังมีคนตามมาอีกหรือคะ”

มารีไม่แน่ใจว่าคนที่หมอผีต่างเผ่าพูดถึงนั้นคือใครหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ อีกไม่นานเขาที่ว่าคนนั้นคงเดินทางมาถึง

“เขาผู้ที่เราเคารพมานับร้อยๆปีกำลังจะเดินทางลงมาที่นี่ ข้ารู้ข้าเห็นรัศมีของเขามาจากบนนั้น”เขาชี้ไปที่ทางเดินลงจากเขา

ยังไม่ทันที่เขาจะลดมือลงปรากฏร่างชายสามคน เดินมาจาก ทางลงเขานั้น

“เฮ้ยไอ้ฮง”ทาฬิดาร้องลั่น เมื่อเธอเห็นคนที่เดินมาชัดๆ เต็มสองตา ไม่ใช่ใครอื่นไกลเขาคือธีรัชเพื่อนซี้ของเธอนั่นเอง




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:46:43 น. 0 comments
Counter : 255 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.