It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๑๙

บทที่  ๑๙

ผู้คนอพยพหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมายาแห่งนี้มากมายจนนับ ไม่ถ้วนจากเมืองที่เคยอุดมสมบูรณ์แปรเปลี่ยนเป็นเมืองที่เริ่มจะอดอยากประชากรนับล้านคนอาศัยอยู่ในเขตเมืองมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับเผ่าอื่นๆ อยู่บ้างแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เทพจันทราเดินทางลงใต้ตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ จึงเหลือเพียงเทพทาฬิและเทพรัตติเท่านั้น

แล้ววันหนึ่งทาฬิบอกกับปาซกูชายที่เธอเลือกให้เป็นทหารคู่ใจ ให้เขาเป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ตายจนกว่าจะไม่มีเธออยู่บนโลกใบนี้

“เราจักตามจันทราลงใต้”

“ขอรับ”

“เราเพียงสองคนเท่านั้นนะปาซกูอย่าบอกใครทั้งสิ้น”

“ท่านจักหนีไปหรือขอรับ”

“เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำไม่ดีต่อมายา แต่เจ้าก็เห็น รัตติไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป นางกระหายเลือดยิ่งนักหากข้าห้ามนางมิได้ ข้าจึงต้องหลีกทางให้กับนาง เจ้าเข้าใจข้าใช่หรือไม่ ปาซกู”

“ขอรับท่าน”

ปาซกูพูดน้อยเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแม้เวลาจะผ่านไปเกือบพันปี เขายังคงพูดน้อยเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน

“ข้ากลัวใจนางยิ่งนักนางสร้างโลกแห่งความตายเอาไว้ทุกที่ มิว่าจักเป็นที่แห่งใดที่นางไปเยือนราวกับนางมิใช่คนแห่งเมืองฟ้า หากเป็นเยี่ยงนี้ มินานนักมายาจักล่มสลายตามคำทำนายแห่งข้า”

ใบหน้าสวยของทาฬิมีแววกังวลอย่างเห็นได้ชัดเมืองฟ้าสั่งสอนให้คนเป็นคนดี ไม่ลุ่มหลงมัวเมาหากแต่คำสอนของรัตติสอนให้คนเมืองมายาไม่รู้จักละวางบุกโจมตีเมืองข้างเคียงแผ่ขยายอิทธิพลไปไกลทั้งคาบสมุทรและดินแดนเหนือใต้ คำสอนของเธอจึงเป็นเพียงลมปากไม่มีผู้ใดรับฟัง

ถึงกาลนั้นมายาคงไม่เหลืออะไรทิ้งเอาไว้ให้ชนรุ่นหลัง นอกจากซากปรักหักพังที่เธอเคยร่วมสร้างกันมา

แผนการขุดเนินดินแห่งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่นทุติติดต่อกับ นักโบราณคดีท้องถิ่นเพื่อให้ช่วยเขาในเรื่องเอกสารการขอขุดค้นแหล่งโบราณสถานได้ความว่าอีกไม่กี่วันทางรัฐบาลและกระทรวงจะทำหนังสืออนุมัติกลับมาให้

“ถ้าเป็นไปตามแผนผมจะได้ลงมือในอีกสามวัน”

ทุติบอกกับทุกคนในทีมเขา

“วันนี้วันที่สิบแปดอีกสามวันก็ยี่สิบเอ็ด”

“วันสิ้นโลกตามปฏิทินมายาพอดิบพอดี”มุจลินทร์ว่า

“ใกล้จะวันโลกแตกแล้วเหรออะไรจะเร็วอย่างนี้ ผมยังไม่ได้ทำงานอะไรเลย” ทุติแกล้งพูดไปอย่างนั้นเขาไม่เคยเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกหรือวันโลกาวินาศอะไรทั้งนั้นนอกจากเชื่อในตัวของเขาเอง แม้จะเคยผ่านเรื่องประหลาดๆ อะไรมาบ้างแต่เขาไม่คิดว่านั่นคือเรื่องใหญ่ เขาทำหน้าที่เป็นนักโบราณคดีของเขาต่อโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ ในอดีต หรืออนาคตที่มีคนเคยทำนายเอาไว้

“ผมว่ามันก็แค่คำทำนายของคนโบราณไม่มีอะไรหรอกน่า เชื่อผมเถอะ รับรองว่าอีกสามวัน โลกยังหมุนปกติดีทุกอย่าง”ทุติมั่นใจเช่นนั้น

“คุณนาๆเอาผ้าถุงมาบ้างหรือเปล่า”

มุจลินทร์หันไปถามนาลันทาทันที

“เอามาสิเผื่อเหลือเผื่อขาด”

“กี่ผืน”

“น่าจะสองจะเอาไปทำอะไร”

“อีกสามวันเอามาให้มุจด้วย”

“หือ”นาลันทาเริ่มงงหนัก จู่ๆ คนรักของเธอจะเอาผ้าถุงไปทำอะไรจะว่าเอาไปนุ่งอาบน้ำก็คงไม่ใช่ เท่าที่มาอยู่ที่นี่มุจลินทร์หอบเสื้อผ้าเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำมากกว่าการนุ่งกระโจมอกเดินไปห้องอาบน้ำ

“ก็วันซิ่นโลกไงเราต้องใส่ผ้าซิ่นฉลองวันซิ่นโลกกัน”

“บ้าประสาท” นาลันทาค้อนให้คนรักประหลับประเหลือก

“ทำเป็นเล่นไปนะคุณเราแก้เคล็ดให้โลกไง” มุจลินทร์พูดเอาดีเข้าตัวเวลาอย่างนี้มีแต่คนทำหน้าเคร่งเครียด หากมีใครพูดอะไรให้ขำกันได้บ้างสักนิดยังดีกว่านั่งมองหน้ากันเฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไร

“จิ๊ดช่วยใส่แก้เคล็ดด้วยค่ะอามุจจิ๊ดมีผ้าถุงมาเหมือนกัน” อัปสรเสนอตัวขึ้นมาด้วยอีกคน ครั้งนี้เธอจะใส่ผ้าถุงกันทั้งครอบครัวเท่ดีจะตาย

“ขอร้องเลยจิ๊ดอย่าใส่ อาไม่อยากตาเป็นกุ้งยิง คราวที่แล้วเราทำผ้าหลุดอาละอายแทบแทรกแผ่นดิน”นาลันทาคิดถึงครั้งหนึ่ง ที่พวกเธอต้องไปอยู่ในป่าและอัปสรไม่มีกางเกงจะใส่เพราะฝนตกหนัก เสื้อผ้าที่ซักตากเอาไว้ไม่แห้งเธอจึงให้หลานสาวนุ่งผ้าถุง รัดเอาเอาไว้อย่างดี สุดท้ายอัปสรทำให้เธอต้องหน้าแตกอายคนทั้งหมู่บ้าน เพราะเดินสะดุดตีนซิ่นจนผ้าซิ่นที่สวมอยู่หลุดกลางลานเห็นชั้นในสีแดงแจ๋ เรียกเสียงหัวเราะของผู้ที่มาร่วมงานกันทุกคน

“คราวนี้รับรองไม่พลาดแน่ๆค่ะอากลาง จิ๊ดจะใส่กางเกงขาสั้นข้างใน หลุดจิ๊ดก็ไม่โป๊”

“ขอให้จริงเถอะหลุดไปเห็นลิงสีแดงอาไม่เอาแล้วนะ” นาลันทาเริ่มหวั่นใจอัปสรรับรองหรือรับปากทีไรเป็นได้เรื่องทุกที

“รับรองเลยอากลางไม่เห็นลิงสีแดง เพราะจิ๊ดไม่ได้เอามา เอามาแต่สีขาวล้วนเลย”

“ไอ้หลานบ้า”นาลันทาหน้าง้ำ ทั้งคนรักทั้งหลานรักของเธอ ทำไมถึงเป็นไปได้ถึงเพียงนี้หนอ

ทาฬิดาออกมาเดินเล่นรอบๆหมู่บ้าน ครั้งก่อนที่เธอมา เธอยังไม่ได้ไปไหนนอกจากบ้านของแม่ท้องแก่ใกล้คลอดคนนั้นครั้งนี้เธอจึงออกเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน แก้เซ็งไปพลางๆก่อนที่จะต้องตามไปดูกลุ่มของทุติขุดเนินดินด้านหลังหมู่บ้าน

“ดินแดนแห่งรัตติกาลทำให้คุณกลุ้มใจอย่างนี้เลยหรือคะ”

เสียงคุ้นหูเอ่ยทักทาฬิดาทำให้เธอหยุดการเดิน

“ค่ะฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายๆ อะไรขึ้นอีกเลย มันมากเกินพอแล้ว”

“อะไรจะเกิดคงต้องเกิดค่ะ อย่างน้อยๆ วันสิ้นโลกคงมีแต่ ในตำนาน เมื่อไม่มีมายา วันสิ้นโลกก็ไม่มีไม่ใช่หรือคะ”

“จริงอยู่ค่ะที่ไม่มีวันสิ้นโลกแต่ก็ยังมีเธอคนนั้นอยู่”

ทาฬิดาไม่อยากเอ่ยชื่อของรัตติโดยไม่จำเป็น

“แม้แต่ชื่อข้าท่านยังมิอยากเอื้อนเอ่ยเลยเชียวรึทาฬิ ท่านทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไรกัน”เสียงหนึ่งลอยมาตามลม หากไม่มีฌานพิเศษมนุษย์จะได้ยินเพียงเสียงลมพัดเท่านั้น

“ตามฉันมาค่ะ”มารีบอกกับคนที่ยืนคุยอยู่กับเธอ เธอรีบเดินนำทาฬิดาไปยังสถานที่ซึ่งคิดว่าปลอดภัยที่สุด

กลางลานกว้างของหมู่บ้านตั้งแท่นหินแท่งหนึ่ง สลักเป็นรูป ดวงอาทิตย์เอาไว้ตรงกลางรายล้อมด้วยรูปสัตว์ต่างๆ เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นจักรราศีหากแต่มันมีถึงสิบสามตัวด้วยกัน

“มาที่นี่ทำไมคะ”

“สถานที่แห่งนี้มีพลังของสุริยะเทพพลังอื่นๆ ไม่สามารถเข้าใกล้พวกเราได้”

“คุณได้ยินเสียงนั้นเหมือนฉันใช่ไหม”

“ค่ะ”

“ฉันคิดว่าฉันได้ยินแค่คนเดียวเสียอีก”

“บางครั้งฉันจะได้ยินเสียงเธอร้องไห้บางครั้งเธอหัวเราะ แต่ ไม่เคยพูดอะไรกับฉันเหมือนครั้งนี้”

“เธอไม่ได้พูดกับคุณเธอพูดกับฉันค่ะ”

“นั่นแหละค่ะฉันถึงต้องรีบพาคุณมาที่นี่ คืนนี้คุณอาจจะต้องนอนค้างที่นี้ด้วยซ้ำไป”

“ถ้าจำเป็นฉันคงต้องทำอย่างนั้นค่ะฉันจะบอกทุกคนว่า ฉันจะมานอนดูดาว”

“คงเห็นได้ไม่มากนักหรอกค่ะภูเขาบังทั้งสี่ด้าน” มารีมองไปรอบๆ ตัว อย่าว่าแต่ดูดาวเลยแม้กระทั่งแสงอาทิตย์ยังถูกภูเขาบังเอาไว้เวลานี้เพียงแค่บ่ายสี่โมงเย็น แสงแดดมืดราวกับใกล้จะพลบค่ำ

“เป็นข้ออ้างที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับฉันค่ะ”ทาฬิดาบอกตามความคิดของเธอ หากเธออ้างเรื่องอื่นคงทำให้คนอื่นๆ สงสัยแต่ถ้าอ้างเรื่องนอนดูดาว คนอาจจะไม่ซักถามอะไรเธอมากนัก

ทาฬิดาทำตามที่ตกลงกับมารีเอาไว้ทั้งคู่มานอนอยู่ใกล้ๆ กับแท่นหินรูปเทพสุริยา เต็นท์ของทาฬิดาตั้งอยู่ในวงกลมแนวเขตมารีให้เหตุผลว่า แนววงกลมนี้เป็นแนวที่สามารถตั้งเต็นท์ได้ส่วนด้านในนั้นผู้นำเผ่าทาคานาลาไม่อนุญาตให้เข้าใกล้ พวกเธอจึงตั้งเต็นท์ใกล้กับเส้นแบ่งเขตแต่ไม่ให้อยู่นอกวงกลมเท่านั้นเพื่อไม่ให้ผิดใจกับคนของเผ่า

อัปสรโดนคำสั่งห้ามมานอนเต็นท์กับทาฬิดานาลันทาให้เหตุผลว่าเต็นท์เล็กเกินกว่าที่จะนอนสามคน พวกเด็กๆจึงต้องพักกับผู้ใหญ่ บริเวณลานแห่งนั้นจึงเหลือทาฬิดากับมารีเพียงสองคนเท่านั้น

ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็นลงแม้ซีกโลกใต้เดือนธันวาคมจะเป็นฤดูร้อนแต่ที่ทาคานาคานั้นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเป็นพันๆ เมตรจึงทำให้อากาศในบริเวณนี้เย็นลงค่อนข้างเร็วประกอบกับเวลากลางวันแทบจะมองไม่เห็นแสงแดดจึงยิ่งทำให้ความเย็นเข้ามาปกคลุมพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว

“หนาวไหมคะ” มารีเอ่ยถาม

“นิดหน่อยค่ะตอนนี้ยังเย็นๆ ไม่หนาวมาก กลางดึกชักหวั่นใจอยู่เหมือนกัน ว่าจะทนไหวหรือเปล่า”

“ฉันมีถุงนอนค่ะอาจจะช่วยพวกเราได้”

“แต่มันมีแค่ถุงเดียวนี่คะคุณจะนอนยังไง”

“ฉันชินกับอากาศแบบนี้แล้วค่ะคุณไม่ต้องเป็นห่วง เวลาฉันอยู่ที่ทาคานาคา ฉันนอนไม่ห่มผ้าด้วยซ้ำ”

“ฉันว่าที่นี่เย็นกว่าทาคานาคาอีกนะคะ”

ทาฬิดาลูบแขนของเธอขึ้นๆลงๆ เพื่อให้ความร้อนจากฝ่ามือช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับแขนทั้งสองข้าง

“จะเข้าข้างในหรือยังคะข้างในมีลม อาจจะเย็นน้อยกว่าตรงนี้”

“ฉันอยากดูดาวอีกสักพักค่ะคุณว่าไหมคะ ที่นี่นอนดูดาวได้อย่างสบาย เห็นดาวได้ชัดกว่าที่อื่น ทั้งๆที่อยู่ในหุบเขา น่าจะมีหมอกหรือเมฆมาบัง แต่กลับไม่มี”

“อากาศที่นี่เป็นแบบนี้แหละค่ะวันฟ้าเปิดจะเห็นดาวชัด แต่ถ้าฟ้าปิด อย่าว่าแต่ดาวเลย พระอาทิตย์ยังไม่เห็นแสง”

“ที่นี่จึงเหมาะกับเมืองนั่นใช่ไหมคะ”

“ค่ะฉันว่าเธอเก่งเลือกสถานที่ได้ถูกต้องตรงตามคัมภีร์ไม่ผิดเพี้ยนเบื้องบนสรวงสวรรค์ชั้นฟ้า เบื้องล่างราวลาวารุ่มร้อน โอบกอดไปด้วยสี่กรห้อมล้อมความมืดสีดำ”

“ในคัมภีร์บอกอย่างนี้หรือคะ”

“ค่ะคัมภีร์แห่งความตาย ยังบอกถึงตำนานของอาณาจักรแห่งความตายเอาไว้ด้วยว่าเป็นดินแดนที่น่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยเลือด ค้างคาว เสือดาว และมีด”

“นั่นไม่ใช่ตำนานของเมืองซิบาบาหรือคะ”

“ค่ะตำนานของเรากับของที่นั่นคล้ายกัน ที่สำคัญไปกว่านั้นคือหากมีผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปในอาณาจักรหลังความตายโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องตายอย่างทรมาน”

“คุณถึงไม่ให้ฉันเข้าไปตามผู้ชายคนนั้น”

“ไม่มีใครกล้าให้คนนอกเข้าไปในนั้นหรอกค่ะคนอื่นๆ คงทำแบบที่ฉันทำเช่นกัน ถ้ำนั้นดูดพลังชีวิตของผู้ที่ไม่ใช่สายเลือดนักรบพวกเรารู้กันทั้งนั้น”

“ผู้ชายคนนั้นถึงต้องตายใช่ไหมคะเพราะเขาไม่ใช่หนึ่งในสิบสายเลือดนักรบในตำนาน”

“เดาเก่งนี่คะ”

“พอท้วมๆค่ะ ฉันมักจะเดาข้อสอบตรงบ่อยๆ จนทำให้ฉันเบื่อเรียน ไม่อยากไปสอบ”

“นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณเรียนไม่จบหรือเปล่าคะ”

“คุณรู้”ทาฬิดาขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน

“ฉันได้ยินคุณทุติคุยกับคุณนาลันทาค่ะขอโทษด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะฉันแค่แปลกใจว่าคุณรู้เรื่องนี้มาจากไหนเท่านั้น ไม่ได้ปิดบังอะไรหรอกค่ะ”ทาฬิดายักไหล่ของเธอขึ้น

“ดาวหางดวงนั้นใกล้จะมาอีกแล้ว”

อยู่ๆมารีพูดในสิ่งที่ทาฬิดาไม่อาจจะคาดเดา

“ดาวหางอะไรหรือคะ”

“ไม่มีชื่อหรอกค่ะเคยมาเมื่อพันกว่าปีก่อน หลุดวงโคจรจากระบบสุริยะไปนานแสนนานแต่กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ในอีกไม่กี่วันนี้”

“คุณเป็นนักดาราศาสตร์หรือคะ”

“เปล่าหรอกค่ะมีตำนานเล่าเรื่องดาวหาง บอกว่าเป็นเทพเจ้างู สว่างแม้กระทั่งเวลากลางวันเคยมาเยือนมายาเมื่อพันกว่าปีก่อน แต่เรื่องเวลานั้นอาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างไม่มีอะไรบันทึกเรื่องดาวหางเอาไว้ แน่ชัดนักมีแต่คำบอกเล่าสืบต่อกันมา”

“เล่าว่าอะไรคะพอจะเล่าต่อให้ฉันฟังบ้างได้ไหม” ทาฬิดานึกสนใจ หนาวๆอย่างนี้นั่งฟังตำนานของเผ่าทาคาน่าจะดี

“ได้สิไม่เป็นความลับอะไรเรื่องเล่ามีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งเคยมีเทพเจ้างูปรากฏกายบนท้องฟ้าเห็นได้ทั้งในยามทิวาและราตรี เมื่อเทพเจ้างูจากไป เทพธิดาจากเมืองฟ้าปรากฏกายสร้างมายาให้รุ่งเรืองภายในพริบตา”

“หึๆ”ทาฬิดาหัวเราะในลำคอ

“ขำอะไรหรือคะ”

“ฉันเพิ่งจะรับรู้เรื่องที่คุณเล่าเมื่อกลางวันที่ผ่านมา”

“นิมิตอีกแล้วหรือคะ”

“ค่ะจู่ๆ ภาพต่างๆ ผ่านเข้ามาในสมองของฉัน ทั้งภาพทั้งเสียง และบทสรุปของการแตกแยกของเทพธิดาทั้งสาม”

“บทสรุปที่ทำให้เกิดเรื่องมากมาย”

“ค่ะเป็นบทสรุปซึ่งเป็นตัวจุดชนวนของเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมาย อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของความชั่วร้ายด้วยซ้ำไป”

“เริ่มจากความดีงามลงท้ายด้วยเลือดและการนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าจนมองไม่เห็นว่าจะมีจุดจบอยู่ตรงไหน หรืออาจะไม่มีเลยก็ได้”

“ต้องมีค่ะฉันเชื่อว่าจุดจบของเรื่องนี้ต้องมีอย่างแน่นอน ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอีกต่อไป”

“ภูเขาหิมะไม่ได้ละลายในวันเดียวปัญหาที่เกิดขึ้นคงแก้ไขอะไรไม่ได้ภายในคืนเดียวหรอกนะคะ เข้าไปนอนกันเถอะค่ะถ้าคุณยังนั่งตากน้ำค้างอยู่อย่างนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่สบาย แทนที่จะได้แก้ปัญหากลับสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้น”

“นั่นสิคะฉันลืมไป กี่โมงแล้วไม่รู้” ทาฬิดายกนาฬิกาข้อมือของเธอขึ้นมาดูเข็มสั้นและเข็มยาวรวมตัวเป็นเส้นตรงเดียวกัน

“อ้าวเสียอีกแล้วเหรอ”ทาฬิดาบ่น”

“นาฬิกาเสียหรือคะ”

“น่าจะค่ะบอกว่าเที่ยงคืน เข็มคงหลวมอีกตามเคย”ทาฬิดาไม่คิดว่าเวลาที่เธอนั่งสนทนากับมารีจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเที่ยงคืน เธอจึงเข้าใจว่านาฬิกาของเธอรวนอีกตามเคย

“ไม่หรอกค่ะเที่ยงคืนแล้วจริงๆ” มารียืนยันเรื่องเวลา

“คุณรู้ได้ยังไงกัน”

“ดูดาวสิคะฤดูนี้มีดาวดวงหนึ่ง ถึงเวลาเที่ยงคืน ดาวดวงนั้นจะอยู่ตรงศีรษะของเราพอดี”มารีชี้ไปบนท้องฟ้า ปรากฏดาวดวงหนึ่ง ส่องสว่างอยู่ตรงกลางศีรษะพอดิบพอดี นาฬิกาธรรมชาติของมารีเที่ยงตรงดีจริง


Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:42:08 น. 0 comments
Counter : 120 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.