It's not easy to be me
Group Blog
 
All blogs
 
กลกาล YURI ญรญ โดยผิงดาว บทที่ ๘/๒

๘/๒ 
“ที่นี่อยู่สูงค่ะ มีประชากรอยู่ไม่มากนัก ไม่คุ้มที่จะเดินสายส่งไฟฟ้ามาจากในเมือง ประกอบกับสายไฟพวกนั้น จะทำให้พวกสัตว์ป่าไม่กล้าย้ายถิ่น พวกเราจึงตัดสินใจที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทน”

“ความคิดพวกคุณเหมือนนักอนุรักษ์”

“ทาคานาคา อนุรักษ์ทุกอย่างค่ะ ถึงเราจะไม่ใช่ชนเผ่าที่ร่ำรวยอะไรมากนัก เราก็ไม่อยากเบียดเบียนธรรมชาติ”

“คุณเคยบอกว่าเผ่าของคุณเก่าแก่มานับพันปี”

“ค่ะ เผาทาคานาคา เก่าแก่เสียยิ่งกว่าเผ่าใดๆ ในเปรู”

“เก่ากว่าการัลอีกหรือคะ”

“ค่ะ การัลใช้หลักพื้นฐานในการดำรงชีพจากทาคานาคา”

“แล้วพวกนัซกาล่ะคะ”

“นัซกาเกิดหลังชนเผ่าเราค่ะ”

“น่าตลกเหมือนกันนะคะ มีคนเคยบอกกับทามว่านัซกาติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้”

“ไม่แน่นะคะ เราอาจจะติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ตั้งแต่สมัยนั้น ก็ได้ ใครจะรู้ จริงไหมคะ”

“ก็น่าจะจริงค่ะ น่าเสียดายนะคะ ที่คนในดินแดนแถบนี้ไม่นิยมที่จะมีภาษาเขียน จึงไม่มีใครรู้ว่าคนพื้นเมืองโบราณของพวกคุณสอนอะไรให้คนรุ่นหลังได้ยังไง”

“เราใช้เชือกค่ะ”

“เชือก”

“ใช่ค่ะ เราจะใช้เชือกผูกเป็นปม ความห่างของแต่ละปมจะมีความหมายของมัน”

“แล้วถ้าเชือกพวกนั้นหายไปล่ะคะ”

“หายก็คือหายค่ะ แต่ถ้ายังอยู่เราก็จะเอามาสอนลูกหลานของเราต่อไป น่าเสียดายครั้งที่พวกสเปนมาบุกที่นี่ กลับทำลายของจากบรรพบุรุษเราไปจนหมดสิ้น หลอกให้กษัตริย์เราเอาทองมาให้ จนเต็มห้อง จากนั้นก็ปลงพระชนม์ของท่าน แล้วยึดเมืองของเราทั้งหมด”

“คุณจะบอกว่าพวกคุณยังแค้นพวกสเปนอยู่หรือคะ”

“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่เสียดายวัฒนธรรมของฉันเท่านั้น”

“ทามเคยได้ยินมาว่า ก่อนหน้าที่กษัตริย์องค์สุดท้ายของพวกคุณจะโดนจับ ท่านลบหลู่นักบวช”

“ไม่หรอกค่ะ นักบวชคนนั้นบอกกับท่านว่า ได้รับพระวัจนะจากพระเป็นเจ้า ให้มาบอกกับกษัตริย์ ถึงเรื่องการมาของชาวสเปน นักบวชยื่นไบเบิลให้กับท่าน ท่านเอามันไปแนบไว้กับหู เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไร ท่านจึงโยนไบเบิลนั้นทิ้ง ทำให้ทหารของสเปนที่หลบซ่อนตัวอยู่บุกเข้าไปทำร้ายท่านและจับตัวท่านเป็นตัวประกัน ทั้งๆ ที่คนของอินคามีกำลังมากกว่านักรบสเปนหลายเท่า”

“นั่นเป็นเพราะคนของเราประมาทเกินไป ไม่มีอาวุธใดๆ ติดตัวเลยสักคน จึงทำให้สเปนเข้ามาลอบทำร้ายพวกเราซึ่งไม่มีอาวุธติดตัว โดยหาข้ออ้างว่ากษัตริย์เราดูถูกพระเจ้า ลบหลู่พระเจ้า”

“นั่นคือข้ออ้างที่ฟังไม่เข้าท่าเอาเสียเลยค่ะ จริงๆ แล้วกษัตริย์ของคุณทำถูกนะคะ หนังสืออะไรจะพูดได้ นักบวชคนนั้นก็คงเพี้ยน”

“เพราะความไม่เข้าใจกัน สื่อสารกันไม่รู้เรื่องนี่แหละค่ะ ทำให้ อินคาต้องล่มสลายไปอย่าง่ายดายภายในร้อยปีเท่านั้น”

“น่าเสียดายมาก อินคาคือยุครุ่งเรืองที่สุดของเปรู”

“ค่ะ เรื่องในอดีตพวกเราคงกลับไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้อีก ถึงแล้วค่ะ บ้านพักของพวกหมอ” มารีมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หลังจากที่ พวกเธอเดินคุยกันมาได้สักพัก เสียงพูดคุยภาษาไทยในบ้านหลังนั้น ส่งเสียงออกมาแผ่วๆ พอให้จับใจความได้ว่าผู้พูดเป็นคนไทย

“แกนะแกไอ้นท ฉันว่าแล้วเชียวว่าแกต้องลืมเอายาทาสิวของฉันติดมาด้วย บอกแล้วใช่ไหมว่าฉันต้องเป็นสิว ทำไมแกไม่เชื่อฉันหาเพื่อน”

“คนมันลืมกันได้นี่นา” เสียงคุ้นๆ หูของทาฬิดาโต้แย้งกลับ

“ลืมอะไรลืมได้ คราวหลังแกห้ามลืมยาทาแก้สิวของฉันอีก เข้าใจไหมไอ้นท”

“ขอโทษค่ะ ขอเข้าไปหน่อยค่ะ” มารีขัดจังหวะการสนทนานั้น

“อ้าวมารี กลับมาจากในเมืองแล้วเหรอ ได้ยาทาแก้สิวที่หมอฝากซื้อไหม” เสียงแจ้วๆ เอ่ยถามมารีด้วยภาษาไทยทันที

“ได้ค่ะ”

มารีล้วงกระเป๋ากางเกงของเธอหยิบสิ่งที่อีกคนต้องการยื่นให้

“ขอบใจนะมารี ถ้าไม่ได้มารีหมอตายแน่ๆ”

“เกินไปนังหมอศร แค่เป็นสิวไม่ถึงกับตายหรอกน่า”

“นั่นสิศร พี่ว่าเราล้างหน้าไม่สะอาดเองมากกว่า ถึงได้เป็นสิว” ผู้หญิงอีกคนสนับสนุนคำพูดของหมอสาว

“พี่ไม่เป็นสิวบ้างให้มันรู้ไป เชอะ ศรไม่คุยด้วยแล้วไปทาสิวของศรต่อดีกว่า ขอบใจนะมารีที่ช่วยเป็นธุระให้”

ว่าจบร่างนั้นเดินเข้าไปในห้องพักหน้าตาเฉย

“มีคนไทยมาแนะนำค่ะ” มารีบอกกับโกกนท

“คนไทยหรือคะ ไหนเอ่ย” โกกนทรีบมองหาทันที ทาฬิดาและอัปสรจึงเดินเข้าไปในบ้าน

“อ้าวทาม มาได้ยังไง” โกกนทร้องทักด้วยความตื่นเต้น”

“พี่หมอเองหรือคะ นึกว่าใคร”

“นั่นสิ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน มาเปรูเจอกันซะงั้น โลกใบนี้กลมดีจังเลยนะ”

“รู้จักกันหรือคะ” มารีถาม

“ค่ะ รู้จักค่ะ พี่หมอเป็นญาติห่างๆ ของคุณแม่ทามค่ะ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับทาม”

“ลูกพี่ลูกน้อง” มารีทำหน้างง

“หมายถึงเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับคุณแม่ของทามค่ะ”

“อ๋อค่ะ” มารีพยักหน้าพอเข้าใจ

“ลืมแนะนำค่ะนี้จิ๊ดหลานของคุณนาลันทาที่คุณปู่ให้พาทามมาที่นี่ค่ะ ส่วนนี่พี่หมอนท พี่สาวของพี่เอง”

ทาฬิดาแนะนำให้อัปสรรู้จักกับโกกนท เด็กน้อยจึงยกมือไหว้ ผู้สูงวัยกว่า

“ดีเลยน้องลูกหนูจะได้มีเพื่อนเล่น คงวัยเดียวกัน จิ๊ดอายุเท่าไหร่แล้วลูก” โกกนทเอ่ยถามเด็กน้อยในสายตาเธอ

“สิบห้าค่ะคุณหมอ”

“อ้าวเท่ากับน้องลูกหนูเลยนะ ลูกหนูลูก ออกมารู้จักกับเพื่อนหน่อย น้ามีเพื่อนจะแนะนำ” สักพักร่างของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านใน

“นี่ลูกหนู ลูกของพี่เอง” โกกนทแนะนำให้เด็กน้อยสองคนรู้จักกัน

“คงเป็นเพื่อนเล่นกันได้นะเราสองคน”

“ทามกลัวจะไม่ใช่เพื่อนเล่นสิคะพี่นท จะกลายเป็นพวกซนมากกว่า”

“เอาเถอะ อย่างน้อยๆ ก็ยังมีเพื่อน ว่าแต่เรามาที่นี่ทำไมกัน ไกลก็ไกล”

“ทามอยากมาเที่ยวดูของเก่าๆ ค่ะพี่นท แล้วนี่พี่นทมากับใครคะ”

“พี่มากับไอ้ศร กับพี่หมอบิว”

“อ้าวเหรอคะ มาทำอะไรคะ ได้ยินมารีบอกว่าพี่หมอเป็นหมออาสา จะมาที่นี่ทุกปี”

“จ๊ะ พี่มาทำงานตรวจสุขภาพคนที่นี่ทุกปี ทำมาได้สี่ปีแล้ว”

“โห มาไกลจัง”

ทาฬิดาไม่อยากจะเชื่อว่าโกกนทจะมาทำงานไกลอย่างนี้ ที่นี่เหมือนไม่มีสถานที่เที่ยวอะไรเลย นอกจากธรรมชาติและความลำบาก

“จริงๆ ก็อยากมาเที่ยวด้วยนั่นแหละ อีกอย่างพี่หมอบิวอยากจะมาศึกษาเรื่องใบไม้ด้วย”

“ใบไม้ ใบอะไรหรือคะ” ทาฬิดาเริ่มงง

“ใบโคคา”

“โคเคน” ทาฬิดาได้ยินแล้วคิดถึงยาเสพติดชนิดหนึ่งที่กำลังแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่น

“ไม่ใช่จ๊ะ ใบโคคา ไม่ใช่โคเคน แต่มีคนหัวใสนำใบโคคาไปสกัดเป็นโคเคน จริงๆ แล้วสรรพคุณของใบโคคาสามารถนำมาใช้เป็นยาแก้ปวดระงับประสาทได้ดี คนที่นี่ใช้กับคนป่วยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ใช้สำหรับการผ่าตัด ไปจนถึงระงับประสาท”

“เหมือนใบกระท่อมบ้านเราไหมคะพี่หมอ”

“ใบกระท่อมมีฤทธิ์คล้ายๆ กันค่ะ คนที่นี่จะเคี้ยวใบโคคาเวลาทำงานหนักๆ และนำมันไปตากแห้งทำน้ำชา เราเคยชิมไหมล่ะ”

“ไม่แน่ใจค่ะ”

ทาฬิดาหันไปมองหน้ามารีให้ตอบคำถามนั้นแทนเธอ

“เมื่อสักครู่ให้ดื่มไปแล้วค่ะ เห็นว่าเดินทางมาเหนื่อยๆ”

มารีอ้อมแอ้มตอบ

“อ้าว มิน่าล่ะ ทามถึงไม่รู้สึกปวดขาเหมือนตอนที่มาถึง”

“นั่นแหละ ดีไหมล่ะ กินน้อยๆ เป็นยารักษา กินมากๆ ไม่ดีจะเป็นยาเสพติด”

“พรุ่งนี้พวกพี่หมอจะทำอะไรกันหรือคะ”

“ว่าจะให้ศรหยอดวัคซีนให้เด็กๆ ส่วนพี่จะไปที่หมู่บ้านข้างๆ กับพี่หมอบิว ไปทำคลอดเด็ก มีคนมาส่งข่าวว่ามีแม่ท้องแก่ปวดท้องคลอด คิดว่าสักพักพี่กับพี่หมอหมอบิวคงจะกำลังไป”

“แต่ทางอันตรายนะคะคุณหมอ” มารีแย้ง

“ต่อให้อันตรายแค่ไหน หมอคงอยู่เฉยไม่ได้หรอกค่ะ” โกกนทว่า

“จิ๊ดขอไปด้วยได้ไหมคะ”

“ได้ยินอยู่ว่าอันตราย เราจะไปทำไมกัน”

“นะคะพี่หมอ” ทาฬิดาอ้อน

“แล้วเด็กๆ ล่ะจะอยู่กับใคร”

“อยู่กันสองคนได้ไหมจิ๊ด” ทาฬิดาหันไปถาม

“ได้พี่สบายมาก ไม่ต้องห่วงเนอะลูกหนู”

อัปสรรีบตอบทันที เธอไม่อยากเดินไปไหนอีกแล้ว เพิ่งจะมาถึงจะให้เดินอีกเธอไม่เอาด้วยหรอก ขอนอนพักสักคืนจะดีกว่า ที่สำคัญเธอมีเพื่อนอย่างพิมมาดาอยู่ด้วย คงไม่เหงาอย่างที่คิด 




Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 9 กันยายน 2557 20:31:21 น. 0 comments
Counter : 171 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

รันหณ์
Location :
ปทุมธานี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฉันคือฉัน
ฉันรักเสียงเพลง
ฉันรักสายลม
ฉันรักท้องฟ้า
ฉันรักอิสระ
ฉันคนไร้ราก
ผิงดาวยามไร้เดือน

คืนนี้ถ้าเธอหนาว ร่วมผิงดาวบนท้องฟ้า
จากรักจากศรัทธา....ของเรา

เป็นอะไรก็ได้มิใช่หรือ
แค่เป็นคนดีก็คงเีพียงพอ
[Add รันหณ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.